วันที่สิบห้า เดือนสิบสอง
หิมะของเมืองฉางอันยังคงโปรยปรายไม่รู้จบ ทว่าสายฝนแห่งวสันตฤดูกลับไม่ได้มาเยือนแต่อย่างใด
เทพนักรบ ถงจิงอี้ได้รับข่าวในเวลาหยิน จากนั้นนำกำลังพลออกจากสำนักเทียนหลานทันที
เขาเพิ่งจะไป คนอีกกลุ่มก็เดินลุยฝุ่นเข้ามาเสียแล้วพวกเขาทำลายความเงียบยามเช้าของเมืองฉางอัน แล้วเข้าล้อมสำนักเทียนหลานเอาไว้อย่างแน่นหนา
ผู้นำขบวนเป็นชายวัยหกสิบผู้หนึ่ง เขาอยู่ในชุดที่ทรงสง่า สวมชุดเกราะที่ส่องประกายศีรษะมีหมวกเกราะแสนล้ำค่าสวมอยู่ ที่มือถือดาบสลักลายมังกร ใบหน้าเย็นยะเยือกและมีรังสีสังหารท่วมท้น
เขาก็คือเทพนักรบอันดับสามของแผ่นดินต้าเว่ย... ซานลี่หาง
ที่ข้างกัน ร่างนักรบยืนเรียงรายอยู่อีกมากมาย โดยผู้ที่โดดเด่นที่สุดก็คือคนที่ยืนอยู่ข้างเขาซึ่งมีรุ่นราวคราวเดียวกันนั่นเอง ชายผู้นี้มีเส้นผมขาวโพลน ใบหน้าเย็นยะเยือกสวมชุดคลุมสีเทาขนาดใหญ่ ขณะที่รังสีแห่งความอันตรายกระจายออกจากร่างอย่างต่อเนื่องเขาคือผู้ดูแลสูงสุดของสำนักปาฮวง...ยอดฝีมือระดับศาสตร์แห่งพรต เหลียนปั้นเฉิง
ที่เบื้องหลังเขา ศิษย์และทหารเกราะเต็มจำนวนมาก บัดนี้คนทั้งหมดกำลังจ้องมองสำนักเก่าๆตรงหน้าด้วยความคิดและจุดประสงค์ที่ต่างกันออกไป
“ไป พังประตูนั่นเสีย!” ซานลี่หางหันไปออกคำสั่งกับทหารร่างใหญ่ข้างกาย
“ขอรับ!” ทหารผู้นั้นก้มหน้ารับคำสั่งจากนั้นนำทหารอีกกว่าสิบคนไปที่หน้าประตู แล้วชูหอกขึ้นสูง พวกเขาคิดจะพังประตูของสำนักอันแสนเก่าแก่แห่งนี้นั่นเอง
เมื่อเห็นเช่นนั้น รอยยิ้มของเหลียนปั้นเฉิงก็เด่นชัดมากขึ้นเขารู้ว่าอีกไม่นาน ตนก็จะได้เห็นวันที่สำนักปาฮวงได้แทนที่สำนักเทียนหลานแล้วต่อให้ต้องแลกด้วยอะไรมากมาย แต่เขาก็คิดว่าคุ้มค่าอยู่ดี
แต่ไม่ทันที่หอกของทหารผู้นั้นจะเหวี่ยงออกไป ประตูสำนักก็ถูกเปิดจากด้านในเสียก่อน
เสียงเสียดสีดังขึ้น
ประตูใหญ่ถูกเปิดออก โดยมีร่างของคนหลายคนยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบผู้ที่ยืนนำอยู่ด้านหน้าสุด เป็นเด็กหนุ่มที่น่าจะมีอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปีใบหน้ายังแฝงไปด้วยความอ่อนเยาว์ ทว่าดวงตากลับเย็นยะเยือกเหลือเกิน
เขากวาดตามองไปรอบด้าน มองร่างของฝูงคนที่ยืนอยู่หน้าประตูเพียงครู่หนึ่งก่อนสายตาจะมาหยุดลงบนร่างของทหารที่ถือหอกในลักษณะเตรียมโจมตี
จากนั้น เขาก็ถามคำถามที่ไม่มีใครคาดคิดออกมา
“เหตุใดไม่เคาะประตู?”
อาจเพราะสายตาของซูฉางอันแหลมคมและเย็นยะเยือกเกินไปหรืออาจเป็นเพราะคำถามที่เขาถามขึ้นอยู่เหนือความคาดหมาย ทันใดนั้น ทหารคนนั้นชะงักไปไม่รู้ว่าจะตอบกลับอย่างไรดี
“เจ้าทำแบบนั้น ไม่ถูกต้อง” ซูฉางอันว่าต่อไปเขามองทหารตรงหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง คล้ายอาจารย์สอนสั่งศิษย์ของตนเช่นนั้น
ทหารคนนั้นเผลอพยักหน้าอย่างลืมตัว ก่อนจะตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดไปจึงรีบส่ายหน้า แล้วหันกลับไปมองชายชรา รวมไปถึงกลุ่มคนจำนวนมหาศาลที่ยืนปิดล้อมสำนักแห่งนี้เอาไว้อย่างมิดชิดอีกครั้งและนั่นทำให้เขารู้สึกใจกล้าขึ้นทันที
“กับโจรชั่วแห่งเผ่าปีศาจอย่างเจ้า เหตุใดต้องเคาะประตูด้วย บุกเข้าไปจับเสียก็สิ้นเรื่อง!” เขาพูดด้วยน้ำเสียงผยอง
เมื่อสิ้นเสียง เด็กหนุ่มผู้นั้นยังคงมีสีหน้าดังเดิมทั้งยังไม่ได้ตอบสนองใดๆ กลับไปแม้สักนิด ผิดกับโฉมงามสองนางที่อยู่เคียงข้าง เพียงได้ฟังก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปในทันทีทันใดนั้น ดวงตาแห่งความเคียดแค้นก็ถูกเพ่งมาที่เขาอย่างฉับพลัน
ทหารร่างใหญ่หัวใจกระตุกวูบ เขารู้ว่าสตรีทั้งสองล้วนไม่ใช่คนธรรมดา นางหนึ่งเป็นหลานสาวของจิ้นอ๋องแห่งดินแดนทางเหนือส่วนอีกคนเป็นองค์หญิงแห่งแผ่นดินต้าเว่ย ความผยองที่เคยมีหายวับไปทันตาพลันความหวาดกลัวแทรกเข้ามาแทนที่ ด้วยฐานะของเขา หากผิดใจกับหนึ่งในสองนางนี้ก็เพียงพอจะทำให้เขาพบกับความวิบัติไปชั่วชีวิตแล้ว
โชคยังดีที่ซูฉางอันไม่มีท่าทีจะเอาเรื่องอะไร เมื่อพูดจนจบเด็กหนุ่มก็เปลี่ยนไปมองกลุ่มคนที่ยืนอยู่ด้านหลังแทน จากนั้นกวาดตามองคนเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่งจนเมื่อมั่นใจว่าใครเป็นผู้นำขบวน สายตาจึงไปหยุดอยู่ที่ชายชราในชุดหรูหราแล้วถามออกไป “เจ้าเป็นใคร?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายชราก็ยืดอกขึ้นอย่างลืมตัว กล่าวตอบด้วยเสียงทะนง“เทพนักรบพยัคฆ์แกร่งแห่งแผ่นดินต้าเว่ยซานลี่หาง!”
แน่นอน นี่ถือเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจมาก
เขามาจากครอบครัวธรรมดาๆ ในสงครามทางใต้ เขาสร้างผลงาน และค่อยๆก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดนี้ได้ด้วยตัวเอง กลายเป็นเทพนักรบ เป็นขุนนางผู้ทรงอำนาจแห่งแผ่นดินด้วยความสามารถของตนเองล้วนๆ
น่าเสียดาย หลังเขาประกาศตำแหน่งออกมาซูฉางอันกลับยังมีสีหน้านิ่งเรียบดังเดิมเด็กหนุ่มเพียงพยักหน้าด้วยท่าทางจริงจังเท่านั้น “ซูฉางอัน”
เขามีท่าทีราบเรียบ น้ำเสียงที่พูดก็สงบนิ่งเหลือเกิน ราวเป็นการพบปะและแนะนำตัวของคนสองคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเท่านั้น
ซานลี่หางโมโหขึ้นมาอย่างฉับพลัน เขาคิดว่าซูฉางอันยังไม่รู้ว่าตนตกอยู่ในฐานะใดและไม่รู้ว่าตนกำลังพบกับสถานการณ์เช่นไร จึงยังทำทีเป็นทองไม่รู้ร้อนเช่นนี้
ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจจบการสนทนาในครั้งนี้ลง เขาเตรียมจะยกมือขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้ทหารเบื้องหลังเข้าไปจับกุมตัวเด็กหนุ่มเอาไว้ แต่ในตอนนั้นเองจู่ๆ เสียงของซูฉางอันก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ซือหม่าสวี่ไม่ใช่คนดี”เขาบอกแบบนั้นด้วยสีหน้าที่ยังนิ่งเรียบไม่เปลี่ยน ทว่าครั้งนี้ น้ำเสียงของเขาแฝงด้วยอารมณ์กล่อมและตักเตือนอยู่
ทว่าสำหรับซานลี่หางกับคนอื่นๆ สิ่งที่ซูฉางอันบอก ช่างปัญญาอ่อนสิ้นดีเหตุนี้ เสียงหัวเราะจึงดังครืนขึ้นทันที
ซานลี่หางหรี่ตาลง จ้องไปยังเด็กหนุ่มผู้ยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูพลางพูดขึ้นทีละพยางค์ “ใต้หล้านี้ หามีคนดีไม่!”
เมื่อเขาเริ่มกระดิกนิ้ว กลุ่มคนเบื้องหลังก็เริ่มเคลื่อนไหวราวได้รับคำสั่งจากจ่าฝูง กำลังพลในชุดเกราะพร้อมอาวุธก้าวขาเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงโดยมีเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นเป็นจังหวะ
แสงจากคมดาบเปล่งประกาย ใบหน้าเย็นยะเยือกรังสีสังหารอันแสนคมเฉียบกระจายออกมาจากร่างของคนทั้งหลายอย่างต่อเนื่องก่อนรังสีที่น่าสยดสยองจะรวมเข้าด้วยกัน กลายเป็นพลังอำนาจมหาศาลครอบคลุมร่างของหนุ่มสาวหน้าประตูเอาไว้ในพริบตา
“ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ส่งดาบเก้าผจญกับกระบี่สิบทิศมาแล้วไปรับการสอบสวนที่คุกหลวงเดี๋ยวนี้!”ซานลี่หางกดเสียงลงต่ำ
ทว่าเสียงที่ตอบกลับมา กลับเป็นเสียงของดาบที่ถูกเด็กหนุ่มดึงออกจากฝักแทน
ซานลี่หางมีสีหน้าเย็นยะเยือกขึ้นทันตา
“จับตัวซูฉางอันเอาไว้ ใครขวาง ฆ่าไม่เว้น!”
เมื่อสิ้นเสียง คนทั้งหลายถึงโล่งอกไปที ในตอนแรก พวกเขายังกังวลด้วยฐานะของสตรีทั้งสองอยู่มากแต่เมื่อได้รับคำสั่งจากซานลี่หาง เช่นนั้นก็แสดงว่าไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นตนก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ เหตุนี้ ทหารในชุดเกราะและศิษย์นับร้อยร้องคำราม และพุ่งตรงเข้าไปในสำนักเทียนหลานอย่างดุดันทันที
ซูฉางอันประกายความอำมหิตขึ้นทางสีหน้า
ดาบเก้าผจญส่งเสียงคำรามลั่น ประกายแสงเย็นเฉียบสว่างวาบ ทันใดนั้นพื้นเบื้องหน้าก็ถูกฟันจนกลายเป็นร่องยาวที่ลึกกว่าสองฉื่อ จากนั้นเด็กหนุ่มจึงตวาดด้วยเสียงเย็นเยียบ“ใครข้ามเส้นมา ตาย!”
ดาบของเขาคมมาก ทั้งยังใสบริสุทธิ์ราวกับหิมะ
เสียงของเขาทุ้มต่ำ ทว่าเยือกเย็นเช่นน้ำแข็ง
พลังอำนาจของเขามีมากมหาศาลราวกับคลื่นยักษ์ในท้องทะเล
แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่อาจหยุดฝีเท้าของกลุ่มคนเบื้องหน้าได้อยู่ดี
ในที่สุด รังสีสังหารก็ระเบิดขึ้นในดวงตา
พลังกดดันปะทุออกจากร่างของเขาทันที มันครอบคลุมร่างของฝูงคนเอาไว้ทันใดนั้น ท้องนภาที่เดิมทีก็หมองอยู่แล้ว กลับหม่นแสงมากขึ้นไปอีกราวดวงตะวันลับฟ้า และค่ำคืนมาเยือนแล้วเช่นนั้น
เหตุการณ์ที่ผิดปกตินี้ ทำให้ศิษย์กับทหารในชุดเกราะชะงักไปตามๆ กันและในตอนนั้นเอง ซานลี่หางที่อยู่เบื้องหลังก็ตะโกนขึ้น “ระวัง!”
คนทั้งหลายหัวใจกระตุกวูบ รีบหันไปมองเด็กหนุ่มที่อยู่ไม่ไกลทันทีและในตอนนั้นเอง ที่พวกเขาพบว่าเส้นผมของเด็กหนุ่มกำลังปลิวไสว ดาราทั้งเจ็ดประกายแสงขึ้นกลางนภา
“อวี้เหิง!”
เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นเบาๆ
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงด้วยพลังอันน่าพิศวงบางอย่าง เข้ากระทบโสตประสาทของคนทั้งหลายจากนั้น ดาวดวงหนึ่งก็ระเบิดแสงขึ้น
ยังไม่ทันที่คนทั้งหลายจะได้สติกลับคืน กระบี่ของเด็กหนุ่มก็ระเบิดเสียงคำรามแห่งกระบี่ออกมาและทะยานขึ้นไปบนนภาเสียแล้ว ทันใดนั้น เงาเลือนรางระลอกหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ คว้ากระบี่สิบทิศเอาไว้
วินาทีนั้น เงากระบี่ทะยานไปทั่วฟ้า พลังแห่งคมกระบี่ถาโถมออกมาอย่างหนัก
“หยกทมิฬ”
“ไอมรกต”
“หยาดพิรุณ”
“คลื่นกระหน่ำ”
“โชยสายลม”
“หลิวไสว”
กระบวนกระบี่สังหารที่ทรงพลังปะทุขึ้นทันทีที่สิ้นเสียง
ทันใดนั้น ทหารและศิษย์มากมายก็หัวหลุดออกจากบ่าอย่างพร้อมเพรียง
“กระบี่บงกช!” เสียงหนึ่งดังขึ้นอีกครั้ง จากนั้นบงกชแห่งกระบี่ก็เบ่งบานออกจากกระบี่ที่อยู่ในมือของเงากลางอากาศ และตรงเข้าไปหาฝูงคนอย่างว่องไว
รังสีสังหารและพลังอำนาจที่แฝงอยู่ในกระบวนท่านี้ หนักหนาเกินกว่าที่ศิษย์และทหารทั่วไปจะรับไหวก่อนหน้านี้ ซูฉางอันเคยใช้กระบวนท่านี้สังหารศิษย์จำนวนหลายร้อยคนมาแล้วและในครั้งนี้ก็คงไม่ต่างกัน อย่างน้อยซูฉางอันก็คิดเช่นนั้น
บงกชของกระบี่พุ่งประชิดตัวแล้ว ทว่าในตอนที่คนทั้งหลายเตรียมรับความตายจู่ๆ เสียงคำรามของใครบางคนก็ระเบิดขึ้น
ชายชราที่ยืนอยู่ข้างซานลี่หางอย่างสงบ หรือก็คือผู้ดูแลสูงสุดแห่งสำนักปาฮวง...เหลียนปั้นเฉิงเบิกตาขึ้น พลันเสียงคำรามดังก้องออกจากปากของเขา
จากนั้นพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งกว่าพลังของซูฉางอันไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า ระเบิดขึ้นในพริบตา
พลังของชายชราครอบคลุมร่างของศิษย์ ทหารรวมไปถึงแดนอำนาจของซูฉางอันเอาไว้จนหมด
วินาทีนั้น ซูฉางอันสะดุ้งตกใจม่านนภาสีดำที่ปกคลุมคนทั้งหลายเอาไว้แตกละเอียดราวแก้วถูกทุบบงกชแห่งกระบี่ก็แหลกสลายจนไม่มีชิ้นดี กระบี่สิบทิศส่งเสียงคำรามขึ้นอีกครั้งก่อนจะพุ่งกลับเข้ามาในมือซูฉางอัน ราวนกที่ได้รับบาดเจ็บเช่นนั้น
ซูฉางอันใบหน้าซีดเผือด แล้วถอยกลับออกไปอย่างกะทันหัน เคราะห์ดีที่กู่เซี่ยนจวินซึ่งยืนอยู่ข้างกันมือไวดึงร่างของเขาเอาไว้ได้ก่อน ซูฉางอันจึงประคองตัวเองเอาไว้ได้ในที่สุดแต่ถึงกระนั้น พลังจากชายชราก็ยังทำให้เขากระอักเลือดออกมาอยู่ดี
“หึ! แสงหิ่งห้อยหรือจะสู้แสงตะวัน!” เหลียนปั้นเฉิงหัวเราะด้วยเสียงเย็นเยียบสายตาที่มองมายังซูฉางอันก็แฝงไปด้วยความเย้ยหยันที่ไม่คิดจะปิดบัง
เขามีพลังอยู่ในระดับศาสตร์แห่งพรตมานานแล้ว ทั้งยังแตะระดับอันเป็นตำนานได้กรายๆแล้วอีก แม้แดนอำนาจของเขาจะยังไม่ถูกเปลี่ยนเป็นเส้นทางแห่งพลังอย่างเต็มตัว แต่ก็ถูกพัฒนาไปถึงหนึ่งหรือสองในสิบส่วนแล้วดังนั้น แดนอำนาจที่ยังไม่สมบูรณ์ของซูฉางอันจึงเป็นเพียงลูกไม้ตื้นๆ ในสายตาเขา เพียงแค่กระดิกนิ้วก็ทำลายได้แล้วยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้ซูฉางอันบาดเจ็บได้อีกด้วย เรียกได้ว่ายิงทีเดียวได้นกสองตัวทีเดียว
“ไป ไปจับตัวมันเสีย ตอนนี้มันบาดเจ็บแล้ว คงทนสู้ได้อีกไม่นาน”ซานลี่หางที่อยู่ข้างกันพูดด้วยเสียงเย็นเฉียบ
เห็นได้ชัดว่าคนทั้งหลายยังหวาดระแวงในตัวซูฉางอันอยู่ ต่างเอาแต่มองกันเลิ่กลั่กเอาแต่นึกลังเล ไม่ยอมก้าวออกไปเสียที
แต่เมื่อหันไปมองสภาพของซูฉางอันอีกครั้ง ดูเหมือนเขาจะหมดแรงแล้ว ลำพังจะยืนยังต้องให้หญิงข้างกายคอยประคองนั่นทำให้พวกเขารู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมาอีกครั้ง ต่างก้าวเข้าไปข้างหน้าอย่างลองเชิงเมื่อเห็นว่าคนในประตูเพียงแค่มองออกมาด้วยความแค้น แต่กลับไม่มีท่าทีจะลงไม้ลงมือพวกเขาก็พากันดีอกดีใจ ทำใจกล้า เตรียมพุ่งเข้าไปในสำนักอีกครั้ง
“ปกป้องซูฉางอันให้ดี!” อินเชียนซางถือกระบี่แล้วก้าวไปข้างหน้า กันร่างของกู่เซี่ยนจวิน ซูฉางอัน และเซี่ยโหวฟ่งอวี้เอาไว้
เซี่ยโหวฟ่งอวี้เองก็ก้าวออกไปข้างหน้า ไปยืนอยู่ข้างอินเชียนซางเช่นกัน“เซี่ยนจวิน เจ้ายังบาดเจ็บอยู่ ดูแลฉางอันให้ดี!”
จากนั้น พลังกดดันก็กระจายออกจากร่างของคนทั้งสอง
ทว่าหากเทียบกับกระบวนสังหารที่น่าพิศวงของซูฉางอันดูเหมือนพลังอำนาจที่ทั้งสองกระจายออกไปจะอ่อนกว่ามาก ในขณะเดียวกันสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ฝูงคนสบายใจขึ้นไม่น้อย เมื่อรู้ว่าซูฉางอันไม่อาจทนสู้ได้อีกต่อไปจึงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เพียงไม่นาน ก็ข้ามเส้นที่ซูฉางอันขีดเอาไว้และในวินาทีที่เซี่ยโหวฟ่งอวี้กับอินเชียนซางกำลังจะเข้าปะทะกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญทั้งหลาย
เสียงแหลมๆ ของใครบางคนดังขึ้น
“พิรุณสังหาร!”
จากนั้น แสงเย็นยะเยือกจำนวนนับไม่ถ้วนดิ่งจากท้องนภา ปานสายฝนที่โหมกระหน่ำเช่นนั้นทันใดนั้น ศิษย์และทหารที่ล้ำเส้นเข้ามาก็ถูกสับร่างแหลกเละจนหมดสิ้น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อยู่เหนือความคาดหมายของคนทั้งสองฝ่ายทว่ายังไม่ทันที่คนทั้งหลายจะได้ร้องอุทาน ร่างของคนสี่คนก็ปรากฏขึ้นที่หน้าสำนักเสียแล้ว
ผู้หนึ่งแบกหอกคู่ไว้บนแผ่นหลัง ใบหน้าเย็นชาราวน้ำแข็ง
ผู้หนึ่งมีกระบี่ทัดอยู่ที่เอว ดวงหน้างดงามดั่งภาพวาด
ผู้หนึ่งอยู่ในชุดสีแดง กลิ่นอายแห่งพลังเย็นยะเยือก
ผู้หนึ่งถือพัดเอาไว้ เส้นผมขาวโพลนเช่นหิมะ
“เขาบอกไปแล้วไง ว่าใครล้ำเส้น ตาย!” ชายหอกคู่ก้าวขึ้นไปข้างหน้าหนึ่งก้าว จากนั้นกวาดตามองฝูงคนน้ำเสียงของเขาเย็นจับใจราวกับภูเขาน้ำแข็ง ประหนึ่งหมาป่าอำมหิตจากดินแดนทางเหนือเฉกเช่นปีศาจที่คลานออกมาจากขุมนรก
“ฟังไม่รู้เรื่องหรือ?”