เสียงหวีดต่ำจากปล่องไอน้ำยักษ์คำรามก้องแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์มหาศาลใต้ฝ่าเท้าทำให้ราวสนิมบนกราบเรือสั่นระริกเรือสำราญลำมหึมาเริ่มขยับตัวช้าๆ ราวกับอสุรกายเหล็กที่เพิ่งตื่นจากจำศีลมันทิ้งภาพความวุ่นวายของท่าเรือลอนดอนไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงควันดำจางๆที่พ่นสลับกับแสงอาทิตย์ยามเย็นซึ่งย้อมขอบฟ้าจนกลายเป็นสีทองแดง
ผมพ่นลมหายใจทิ้งพลางกระชับปกเสื้อโค้ทกลิ่นน้ำมันเครื่องปนกับไอเค็มของน้ำทะเลพัดมาปะทะจมูก มันเป็นกลิ่นที่ชวนให้รู้สึกสงบอย่างประหลาดเมื่อเทียบกับกลิ่นคาวเลือดและเขม่าปืนในซอกตึกมืดๆ ที่ผมเพิ่งผ่านมา
"ถือว่ามาเปลี่ยนบรรยากาศนะครับคุณดัสก์บอร์น"
เสียงคุ้นหูทักขึ้นจากด้านหลังผมไม่ได้หันไปมองในทันที แต่รู้ได้จากฝีเท้าที่ลงน้ำหนักอย่างมั่นคงว่าคือใครเฮนรี่เดินเข้ามาหยุดยืนข้างๆ เขาดูสง่าขึ้นผิดตาในชุดสูทตัดเย็บประณีตร่องรอยความวิตกจากคดีมรดกเลือดครั้งก่อนจางหายไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
"แค่มาอยู่เป็นเพื่อนผมคุยธุรกิจนิดหน่อยแล้วก็พักร้อนให้คุ้มเถอะครับ" เขายิ้มพลางตบที่ขอบเรือเบาๆ อย่างภาคภูมิใจ"เรือลำนี้คือหัวใจหลักของบริษัทผมเลยนะ"
"ผมก็หวังว่าจะเป็นการพักร้อนจริงๆ"
ผมตอบกลับด้วยเสียงในลำคอสายตายังคงทอดมองฟองคลื่นสีขาวที่แตกตัวตามจังหวะเรือในหัวแวบเห็นภาพแฟ้มคดีกองโตที่ยังเคลียร์ไม่จบในห้องทำงานและเงาของนักฆ่าในตรอกมืดพวกนั้น... ความสงบสำหรับคนอย่างผมมักจะเป็นแค่จุดพักรบสั้นๆ ก่อนพายุลูกใหม่จะเข้าเสมอ
จังหวะนั้นเองน้ำหนักที่กดทับอยู่บนไหล่ซ้ายของผมก็ขยับไหว เสียงเฟืองตัวเล็กๆ ขัดกันดังแกรก...แกรก ลอดออกมาจากภายใต้ผ้าคลุมบ่าของเสื้อโค้ทก่อนที่กรงเล็บโลหะจะจิกลงบนแผ่นรองไหล่หนังเพื่อให้มันทรงตัวได้มั่นขึ้น
เกียร์ขยับปีกเหล็กพัดพาเอาไอร้อนจางๆออกจากช่องระบายความร้อนที่ลำคอ มันหมุนเลนส์ตาซ้ายขวาอย่างรวดเร็วเพื่อปรับโฟกัสรับแสงยามเย็นที่ตกกระทบปีกสีเงินยวง
“เกี๊ยะ!นายท่าน... กลิ่นเกลือกับเขม่าถ่านหินนี่มันกระแทกจมูกดีจริงๆข้าชักจะชอบไอ้อสุรกายน้ำเค็มนี่เข้าให้แล้ว!”
มันไม่พูดเปล่าแต่โผบินออกจากบ่าผมขึ้นไปเกาะบนคานเหล็กดัดใต้โคมไฟแก๊สเหนือหัวแทนทิ้งให้ผมยืนรับลมทะเลอยู่กับเฮนรี่เพียงลำพัง
ผมแหงนหน้ามองตามเงาสีเงินที่บินว่อนนั้นแล้วหลุดยิ้มออกมาตรงมุมปากเป็นยิ้มที่แม้แต่เฮนรี่เองก็คงไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก
ในโลกเดิมที่พวกเราจากมาผมสร้างเกียร์ขึ้นมาท่ามกลางกองเศษเหล็กและกลิ่นน้ำมันเครื่องในห้องทำงานแคบๆตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน ผมเอาแต่ใช้งานมันเป็นผู้ช่วยฟังเสียงลมเยี่ยงทาสจักรกลมัวแต่ก้มหน้าอยู่กับการตามปิดประตูที่หายใจได้จนหลงลืมไปว่าอีกาเหล็กตัวนี้ควรจะได้กางปีกในที่กว้างๆบ้าง อย่าว่าแต่ท้องทะเลสีครามแบบนี้เลย แม้แต่สวนสาธารณะหลังบ้านเราสองคนยังแทบไม่มีโอกาสได้เหยียบ
ถือว่ามาชดเชยให้ก็แล้วกันนะเกียร์ผมคิดในใจพลางมองดูมันพยายามใช้จะงอยปากเหล็กเคาะเล่นกับโคมไฟแก๊สอย่างร่าเริง
ย้อนกลับไปเมื่อสี่วันก่อนเฮนรีเพิ่งจะควักเงินก้อนโตบริจาคสนับสนุนสถานีตำรวจลอนดอนเพื่อเป็นการขอบคุณที่ผมกับสารวัตรเฮย์สช่วยล้างมลทินให้เขาจากการถูกใส่ร้ายโดยป้าแท้ๆของเขาในคดีฆาตกรรมคุณปู่(ตอนที่ 5)พวกเบื้องบนในกรมตำรวจต่างพากันยิ้มหน้าบานจนออกนอกหน้าถึงขนาดกำชับให้เฮย์สดูแลผู้อุปถัมภ์รายนี้ให้ดีที่สุด และพอดีกับที่เฮนรี่มีแผนเปิดตัวการพูดคุยธุรกิจบนเรือสำราญของบริษัทเขาจึงอยากจะเชิญผมและเฮย์สไปเป็นแขกของเขา
แต่ดูเหมือนเฮย์สจะดวงซวยกว่าผมเพราะถูกพวกผู้ใหญ่เรียกตัวไปประชุมด่วนจนปลีกตัวมาไม่ได้ เขาเลยแอบมากระซิบบอกให้ผมทำหน้าที่บอดี้การ์ดเงาติดตามเฮนรีมาบนเรือสำราญลำนี้แทนโดยบอกว่าให้ผมถือโอกาสนี้หยุดพักร้อนไปด้วยเลย แต่สายตาของเขากลับเต็มไปด้วยคำว่าฝากดูความปลอดภัยให้หมอนี่ด้วย อย่างชัดเจน
ผมถอนหายใจทิ้งเบาๆให้กับภาระที่ถูกยัดเยียดมาในคราบของคำว่าพักร้อนก่อนจะขยับจัดปกเสื้อโค้ทให้เข้าที่
"ในเมื่อถอยหลังกลับลอนดอนไม่ได้แล้ว..."
ผมเปรยขึ้นพลางปลายตาไปทางเฮนรี่ที่กำลังยืนรับลม"ผมก็คงต้องขอใช้สิทธิ์วันพักร้อนบนอสุรกายเหล็กของคุณให้คุ้มค่าเสียหน่อย"
เฮนรี่หัวเราะร่วนดูเขาจะถูกใจคำเปรียบเปรยของผมไม่น้อย "ด้วยความยินดีเลยครับคุณดัสก์บอร์นผมกล้ารับประกันว่าเรือลำนี้มีอะไรให้ทำ...และมีจุดที่น่าสนใจกว่าที่คุณจินตนาการไว้เยอะ"
ผมพยักหน้าให้เขาเป็นเชิงรับรู้ก่อนจะเริ่มก้าวเดินทอดน่องออกไปแม้จะบอกตัวเองว่ามาพักร้อน แต่สัญชาตญาณที่ฝังรากลึกมานานหลายพันปีกลับบังคับให้ผมเริ่มสำรวจพื้นที่โดยไม่รู้ตัว
ผมเริ่มไล่สายตาจากชั้นดาดฟ้าซึ่งเป็นที่ตั้งของสะพานเดินเรือและห้องวิทยุเสาอากาศโลหะปลายแหลมชี้ตระหง่านสู่ฟ้าดูเหมือนเสากระโดงเรือใบโบราณที่ถูกอัปเกรดด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อส่งสัญญาณกลับไปยังฝั่งที่ห่างออกไปทุกที
ชั้นถัดลงมาคือหัวใจของความรื่นเริงเลาจน์ส่วนกลางและห้องอาหารที่ตกแต่งอย่างวิจิตรแสงไฟจากตะเกียงแก๊สสะท้อนกับขอบบัวโลหะที่ขัดจนเงาวับเพดานโค้งสูงรับกับคานเหล็กหนาช่วยลดความรู้สึกอึดอัดของการอยู่กลางทะเลได้ดีกลิ่นน้ำยาเคลือบไม้บนระเบียงทางเดินโชยมาเตะจมูก ปนเปไปกับเขม่าถ่านหินจางๆที่ลอยมาจากปล่องไฟยักษ์
ส่วนชั้นล่างสุดนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงแถวห้องพักแขกที่ทางเดินแคบลงจนชวนให้รู้สึกเหมือนอยู่ในเขาวงกตที่ถูกบีบอัดโถงทางเดินยาวเหยียดถูกเชื่อมด้วยบันไดหลักเพียงสองจุดคือหน้าเลาจน์และท้ายเรือมันเป็นโครงสร้างที่ดูเป็นระเบียบ แต่ในสายตาของผม มันคือเส้นทางหนีไฟที่จำกัดหรือไม่ก็เป็นจุดอับสายตาที่เหมาะกับการดักซุ่มที่สุด
"เกี๊ยะ!นายท่านเดินสำรวจละเอียดแบบนี้ จะไปจับผิดใครหรือเปล่าน่ะ!" เสียงเกียร์ดังแว่วมาจากด้านบนเสากระโดง
ผมไม่ได้ตอบมันเพียงแต่ปล่อยให้ฝีเท้าพาเดินซึมซับบรรยากาศของเรือลำนี้ต่อไปอย่างน้อยผมควรจะรู้จักบ้านชั่วคราวหลังนี้ให้ดีพอ
เวลาผ่านไปจนความมืดเริ่มโรยตัวปกคลุมไปทั่วท้องทะเลแสงไฟจากโคมแก๊สบนเรือสว่างวาบขึ้นทีละดวง วงดนตรีเล็กๆในเลาจน์เริ่มบรรเลงเพลงคลาสสิกเสียงไวโอลินไล้เบาหวิวเหมือนลมเหงาที่พัดผ่านผิวน้ำและเป็นสัญญาณที่บอกให้แขกทุกคนมารวมกันที่นี้
เมื่อแสงไฟในเลาจน์สว่างขึ้นเฮนรีก็เริ่มทำหน้าที่เจ้าบ้านทันที เขาพาผมเดินตรงไปหาชายร่างท้วมที่ยืนเด่นอยู่กลางวงเสื้อกั๊กของเขาตึงเปรี๊ยะจนกระดุมเหล็กแทบจะทนแรงดันไม่ไหวทุกครั้งที่เขาหายใจ
“คุณดัสก์บอร์นครับนี่คือคุณ ไลโอเนล วานซ์ หุ้นส่วนใหญ่ในอสังหาริมทรัพย์ของตระกูลผมครับ”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณดัสก์บอร์น” วานซ์หัวเราะร่าพลางเขย่าแก้วบรั่นดีในมือจนน้ำแข็งกระทบกันเคร้งคร้าง“สี่คืนบนเรือลำนี้ ผมตั้งใจจะชนแก้วให้ครบทุกคนเลยถ้าคุณคอไม่แข็งพอก็ระวังจะเมาคลื่นตั้งแต่วันแรกก็แล้วกัน!”
“ขอบคุณในความหวังดีครับคุณวานซ์”ผมตอบเรียบๆ พลางสังเกตปลายนิ้วที่สั่นน้อยๆ ของเขาขณะถือแก้ว รู้สึกเหมือนเขากำลังประหม่าอะไรบางอย่างหรือผมจะคิดมากไปมันอาจเป็นแค่อาการของคนเมาเรือในแบบของเขาก็ได้
ถัดมาคือผู้หญิงร่างผอมบางในชุดสีเทาเข้ารูปตัดเย็บประณีตเธอสะพายกระเป๋าหนังทรงแข็งแนบตัวไว้มั่น “บีทริซ โอ๊กส์ ค่ะ จากเดลี่ ลอนดอนแต่ทริปนี้ฉันมาในฐานะแขกส่วนตัวของคุณเฮนรีนะคะ ไม่ใช่นักข่าว”
เธอยิ้มบางๆเมื่อสังเกตเห็นสายตาของผมที่หยุดอยู่ที่กระเป๋าใบนั้น “อ๋อ ในนี้มีเครื่องพิมพ์ดีดพกพาคู่ใจน่ะค่ะฉันติดนิสัยพกไปไหนมาไหนด้วยตลอด คุณคงเข้าใจใช่ไหมคะบางครั้งข่าวมันก็ไม่เคยเลือกเวลาและสถานที่ที่จะเกิดขึ้น”
“ผมเข้าใจดีเลยล่ะครับ”ผมเปรยขึ้นพลางนึกถึงสมุดพกที่ใช้จดคดีที่ค้างไว้พกติดตัวมาตลอดเช่นกัน“พวกเรามักจะมีงานตามติดตัวเป็นเงาเสมอ แม้ในวันที่พยายามจะมาพักผ่อนก็ตามครับ”
“งั้นเราก็คงเป็นพวกประเภทเดียวกันสินะคะ”เธอยักไหล่พลางลอบยิ้มกับท่าทางขรึมๆ ของผมที่ดูจะรู้ซึ้งถึงรสชาติของการถูกตามตัวมาทำงานในวันหยุดไม่แพ้กัน
ชายหนุ่มสวมแว่นกรอบบางก้าวเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อนเขาหอบแฟ้มเอกสารปึกใหญ่แนบอกไว้แน่นราวกับกลัวว่าลมทะเลจะพัดมันหายไป
“เอ็ดการ์ไบรซ์ ครับ ดูแลด้านตัวเลขและการเงิน” เขายื่นมือมาจับกับผมเพียงชั่วครู่ แต่ว่าการสัมผัสนั้นมันเย็นเฉียบและแห้งผากแววตาหลังเลนส์แว่นขยับยิบยับพิจารณาผมตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนกำลังพยายามประเมินราคาชุดโค้ทที่ผมสวมอยู่
“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณไบรซ์”ผมพยักหน้ารับสั้นๆ ชายคนนี้ดูเป็นคนที่มองทุกอย่างเป็นสินทรัพย์แม้กระทั่งคู่สนทนาตรงหน้า
ถัดมาคือหญิงสาวที่ดูสุขุมที่สุดในกลุ่มเธอเดินเข้ามาด้วยย่างก้าวที่มั่นคงและเป็นระเบียบ “ฉัน โนรา เกรย์ ค่ะเป็นเลขาส่วนตัวของคุณเฮนรี่” เธอยิ้มอย่างเป็นงานเป็นการ“หากคุณดัสก์บอร์นต้องการอะไรเพิ่มเติมไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเรือหรือสิ่งอำนวยความสะดวก แจ้งฉันได้ทันทีนะคะในฐานะแขกคนสำคัญของคุณเฮนรี่ เราพร้อมดูแลคุณอย่างดีที่สุดค่ะ”
“ขอบคุณครับคุณเกรย์ผมคงต้องรบกวนคุณแน่”ผมตอบพลางสังเกตสมุดบันทึกเล่มเล็กในมือเธอที่ถูกจดไว้จนเกือบเต็ม เธอดูจะรู้หน้าที่และมองสถานการณ์ขาดมากกว่าใคร
ในขณะที่คุณเกรย์กำลังจะอธิบายตารางเดินเรือชายร่างผอมสูงในชุดบาทหลวงสีดำสนิทก็แทรกตัวเข้ามาในวงสนทนาอย่างเงียบเชียบไม้กางเขนเงินที่คล้องคอของเขาแกว่งไกวตามจังหวะเรือที่โคลงเคลงไปมา
“เรฟเวอเรนด์มอร์โรว์ ครับ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำกังวานและกังวานสายตานิ่งสนิทราวกับผิวน้ำในบ่อลึก “ขอให้พระเจ้าอวยพรแด่การเดินทางครั้งนี้และขอให้ดวงวิญญาณทุกดวงบนเรือลำนี้ได้พบกับความสงบที่แท้จริง”
“ขอบคุณครับท่านพ่อเรฟเวอเรนด์”ผมตอบรับ พลางสังเกตเห็นนิ้วมือที่ขยับคลึงลูกประคำวนไปมาไม่หยุด ชายคนนี้ดูสำรวมจนน่าขนลุกและที่สำคัญ ความสงสัยหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของผม ทำไมการพูดคุยเรื่องธุรกิจบนเรือสำราญนี้ถึงมีบาทหลวงติดตามมาด้วย?
ผมละสายตาจากปลายนิ้วของมอร์โรว์แล้วปรายตาไปทางเฮนรี่เพียงนิดเดียวและก็ดูเหมือนเฮนรี่จะรู้ตัวทันทีว่าผมกำลังตั้งคำถามถึงแขกคนนี้
“อ๋อ...พอดีว่าโปรเจกต์อสังหาฯ ครั้งนี้มีเรื่องของการบูรณะวิหารเก่าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยน่ะครับคุณดัสก์บอร์น”เฮนรี่รีบอธิบายเพื่อคลายปมความสงสัย“ผมเลยเชิญคุณพ่อมอร์โรว์มาในฐานะที่ปรึกษาด้านประวัติศาสตร์และศาสนศิลป์เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง”
ผมพยักหน้าช้าๆรับคำอธิบายนั่น
“และส่วนทางนี้คือเลดี้เซลินา มาชร์ ครับ”
เฮนรี่ขยับตัวหลีกทางพร้อมผายมือไปยังหญิงสาวที่ยืนแยกตัวออกมาจากกลุ่มแขกคนอื่นๆเล็กน้อย ราวกับเธอมีอาณาเขตส่วนตัวที่ไม่มีใครกล้าล่วงล้ำเข้าไป
เธอสวมชุดราตรีสีน้ำเงินเข้มขลับที่ตัดกับผิวขาวจัดราวกับหิมะท่วงท่าการยืนของเธอนั้นสง่างามเสียจนแขกคนอื่นรอบข้างดูหมองลงไปทันตาแต่ในความสง่านั้น ผมกลับรู้สึกถึงความนิ่งที่ผิดปกติ มันไม่ใช่ความนิ่งของกุลสตรีผู้สูงศักดิ์แต่มันคือความนิ่งของบางสิ่งที่กำลังซุ่มรอจังหวะกลิ่นน้ำหอมของเธอเป็นกลิ่นดอกไม้เมืองหนาวที่เย็นเยียบและหรูหราแต่มันกลับไม่ช่วยให้ความรู้สึกอึดอัดจางๆ ในใจของผมลดลงเลย
เธอสบตาผมช้าๆแววตานั้นราบเรียบและลึกจนยากจะหยั่งถึงเหมือนมองลงไปในบ่อน้ำที่ก้นบึ้งเต็มไปด้วยน้ำแข็ง
“ขอให้คืนนี้เป็นคืนที่ราบรื่นนะคะคุณดัสก์บอร์น”เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งที่กังวานอย่างประหลาด“ฉันหวังว่างานเลี้ยงคืนแรกในการพูดคุยธุรกิจครั้งนี้... จะมีเรื่องอะไรสนุกๆ ให้เราได้ชมกันนะคะ”
“หวังว่าจะเป็นเรื่องที่ดีนะครับเลดี้”
ผมตอบกลับตามมารยาทพลางจ้องมองปลายนิ้วของเธอที่ถือพัดลูกไม้สีดำในมือแม้ภายนอกเธอจะดูไม่ได้พกอะไรติดตัวมาเลยแต่สัญชาตญาณของผมกลับเตือนว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้บอบบางอย่างที่ตาเห็นกล้ามเนื้อที่ขยับยามเธอคลี่พัดนั้นดูมั่นคงและรวดเร็วเกินกว่าจะเป็นแค่ผู้ดีที่วันๆเอาแต่นั่งจิบชา
เกียร์ที่เกาะอยู่บนคานเหล็กเหนือหัวส่งเสียงแกรก ในลำคอเบาๆ เหมือนมันเองก็สัมผัสได้ถึงความขัดแย้งบางอย่างในตัวตนของเลดี้คนนี้เช่นกัน
“และคนที่ขาดไม่ได้ที่ผมอยากจะแนะนำดร. อาเธอร์ คอลด์เวลล์ แพทย์ประจำคณะเดินทางของเราครับ” เฮนรีพูดเมื่อเห็นคุณหมอท่าทางใจดีเดินเข้ามาพร้อมกับถาดเล็กๆ
หมอคอลด์เวลล์วางซองกระดาษสีขาวหลายสิบซองลงบนเคาน์เตอร์บาร์“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณดัสก์บอร์น ส่วนนี่คือสโคโพลามีน สูตรพิเศษของผมเองใครที่เริ่มรู้สึกว่าเรือลำนี้มันเหวี่ยงแรงไปหน่อยหรือเริ่มมีอาการมมึนหัว สามารถมาหยิบติดมือไปได้เลยนะครับรับรองว่าหลับสบายและแก้เมาเรือได้ดีเลยครับ”
“ขอบคุณมากเลยครับหมอ!”วานซ์รีบคว้าซองยาหนึ่งซองยัดใส่กระเป๋าเสื้อกั๊กทันทีพลางหัวเราะร่า“ผมไม่อยากให้คืนแรกต้องพังเพราะอาการเวียนหัว”
เกียร์บินลงมาเกาะอยู่บนโคมไฟแก๊สเหนือบาร์พอดิบพอดีมันยืดคอมองซองยาพวกนั้นก่อนจะส่งเสียง “เกี๊ยะ! นายท่าน กลิ่นยาสังเคราะห์นั่นมันฉุนกึกหวานเลี่ยนจนข้าอยากจะสำรอกน้ำมันหล่อลื่นออกมาเลยนะเกี๊ยะ”
“อยู่เฉยๆบนนั้นเถอะเกียร์” ผมปรามมันเสียงดุ “อย่าลงไปคาบอะไรเล่นล่ะ ถ้าวงจรนายพังขึ้นมา ฉันหาอะไหล่แถวนี้เปลี่ยนให้ไม่ได้นะ”
“รับทราบ!ไม่คาบอะไรเล่น” มันทำเสียงฟู่สั้นๆ แล้วนิ่งสงบลงบนที่มั่นของมัน
เฮนรีพาผมเดินทักทายแขกที่เหลือในงานต่ออีกครู่ใหญ่ท่ามกลางเสียงดนตรีและแสงไฟสลัว ผมสังเกตเห็นสายตาของผู้คนที่มองมายังเฮนรีมันเต็มไปด้วยความยำเกรงและคาดหวัง ถึงคุณปู่ที่เป็นเจ้าของตระกูลจะเสียไปแล้วแต่อิทธิพลของตระกูลของเขานั้นยังแผ่ซ่านไปทั่วลำเรือลำนี้อย่างชัดเจนแขกเกือบยี่สิบชีวิตที่ร่วมเดินทางต่างก็เป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในกระดานธุรกิจที่เฮนรีกำลังควบคุมอยู่
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจการแนะนำตัวผมจึงขอแยกตัวกลับมาที่บาร์เพื่อหาอะไรดื่มเงียบๆ เฮนรีพยักหน้าเข้าใจก่อนจะหันไปสนทนากับนักลงทุนกลุ่มอื่นต่อ
ผมยืนพิงเคาน์เตอร์บาร์ปล่อยให้สายตากวาดมองไปยังซองยาที่ยังเหลือวางนิ่งอยู่บนโต๊ะแขกหลายคนดูจะยังสำราญใจกับเครื่องดื่มจนลืมเรื่องอาการเมาเรือไปเสียสนิทผมหยิบแก้วขึ้นมาจิบพลางพิจารณาภาพรวมของเรือลำนี้อีกครั้งและสรุปได้ว่า อิทธิพลเงินทอง และความโลภของแต่ละคนที่มองเฮนรี่นั้นเหมือนเขาเป็นตัวทำเงินของทุกคน
กลางแสงไฟสลัวที่สะท้อนกับแก้วคริสตัลผมมองเห็นคุณเลขาเกร์ยเดินดูความเรียบร้อยของแขกและบางครั้งก็เข้าไปจัดทรงเสื้อผ้าของแขกให้ดูเรียบร้อยสมกับเป็นเลขาที่เก่งจริงๆใกล้ๆกันวานซ์ที่เริ่มเมามายได้ที่เขายกแก้วบรั่นดีขึ้นสูงจนเหล้าเกือบหกกระเซ็น
“แด่ท้องทะเล!แด่ผลกำไร! และแด่คืนที่ยอดเยี่ยมที่สุดของพวกเรา!” เขาตะโกนก้องพลางชนแก้วกับนักลงทุนรอบข้างอย่างบ้าคลั่งเสียงแก้วกระทบกันดังบาดหู แขกคนอื่นๆ ต่างตบมือและส่งยิ้มตามมารยาท มันเป็นรอยยิ้มที่ผมดูออกว่าเบื้องหลังนั้นคือการคำนวณผลประโยชน์ที่แต่ละคนจะได้รับจากเฮนรี
เกียร์ที่เกาะอยู่บนคานไม้ด้านบนกระดกหัวขึ้นลงเล็กน้อยเลนส์ตาของมันขยับโฟกัสตามจังหวะดนตรีที่เริ่มเปลี่ยนโทนให้ดูภูมิฐานขึ้นเมื่อพนักงานในชุดเครื่องแบบประณีตเดินออกมาส่งสัญญาณว่ามื้อค่ำพร้อมเสิร์ฟแล้ว
โต๊ะยาวกลางเลาจน์สว่างไสวด้วยโคมแก้วเจียระไนที่ส่องประกายระยิบระยับอาหารสามคอร์สถูกจัดวางอย่างวิจิตรบรรจงด้วยท่วงทีอันช่ำชองของพนักงานเสิร์ฟกลิ่นเนื้ออบสมุนไพรชั้นเลิศโชยมาปะทะจมูก ผสมปนเปกับกลิ่นไอเค็มของทะเลและกลิ่นน้ำมันตะเกียงอย่างประหลาด
จังหวะดนตรีค่อยๆผ่อนลงเพื่อให้บทสนทนาบนโต๊ะอาหารเด่นชัดขึ้น ผมขยับตัวออกจากเคาน์เตอร์บาร์เดินตรงไปยังที่นั่งที่ถูกจัดเตรียมไว้เคียงข้างเฮนรีโดยมีเกียร์บินมาเกาะที่ไหล่ของผมมื้อค่ำที่เต็มไปด้วยหน้ากากกำลังจะเริ่มขึ้น และสัญชาตญาณของผมบอกว่ารสชาติของมันอาจจะไม่รื่นรมย์อย่างที่คิด
มื้อค่ำดำเนินไปท่ามกลางเสียงกระทบของช้อนส้อมเงินและบทสนทนาที่เคลือบด้วยมารยาททางสังคมแต่ความสงบนั้นก็ถูกทำลายลงเมื่อ วานซ์ผลักเก้าอี้ถอยหลังจนเสียงขาไม้ครูดกับพื้นดังสนั่นเขาหยัดตัวลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางโงนเงนใบหน้าอิ่มเอิบนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำจากฤทธิ์แอลกอฮอล์
“เอาล่ะทุกคน!ฟังทางนี้หน่อย!” เขาป่าวประกาศพลางชูแก้วแชมเปญที่เหลืออยู่ค่อนแก้วขึ้นสูง“แด่ท้องทะเลที่แสนกว้างใหญ่! แด่ผลกำไรมหาศาล! และแด่มิตรภาพจอมปลอม... เอ๊ย!มิตรภาพอันยั่งยืนของพวกเรา!”
แขกบางคนหัวเราะแห้งๆขณะที่บางคนอย่างเลดี้เซลินาทำเพียงแค่ขยับพัดในมือช้าๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉยวานซ์กรอกแชมเปญเข้าปากรวดเดียวจนหยดน้ำสีทองไหลเปื้อนคางก่อนที่เขาจะชะงักไปครู่หนึ่งมือหนาสั่นเทาขณะที่เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกั๊กที่ตึงเปรี๊ยะ
“ขอโทษทีนะ...สงสัยเจ้าคลื่นพวกนี้จะเริ่มเล่นงานผมเข้าให้แล้ว” เขาพูดพลางหัวเราะร่วน แต่แววตากลับดูเลื่อนลอยพิกล“ต้องขอบคุณของดีจากคุณหมอคอลด์เวลล์จริงๆ ที่ทำให้ผมยังยืนอยู่ตรงนี้ได้”
ทุกสายตาบนโต๊ะอาหารหันไปจับจ้องที่ดร. คอลด์เวลล์ หมอวัยกลางคนเพียงแค่พยักหน้าเบาๆพลางยกแก้วไวน์ขึ้นรับเป็นการตอบตามมารยาท “ด้วยความยินดีครับคุณวานซ์ ยานั่นจะช่วยให้คุณพักผ่อนได้สบายขึ้น”
วานซ์จัดการฉีกซองกระดาษสีขาวอย่างรีบร้อนเขาหยิบเม็ดยาออกมาวางบนฝ่ามือ หลังจากนั้นเขาโยนยาเข้าปากก่อนจะคว้าขวดแชมเปญใกล้ตัวมารินใส่แก้วแล้วดื่มตามลงไปอึกใหญ่ราวกับกระหายน้ำมานานแสนนาน
ผมได้แต่คิดในใจว่านี้คือวิธีการกินยาของคนรวยที่โลกนี้หลอแทนที่จะกินน้ำปล่าวตามแต่ดันซดแซมเปญเข้าไปแทน มันจะไม่เป็นอะไรใช่มัย
แต่ภาพที่ผมเห็นคือเขาแค่ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ดังตึ้กพลางปาดคราบน้ำที่ริมฝีปาก “อา... ค่อยยังชั่ว รสชาติมันขมดีจริงๆ!”
ผมมองดูอาการของเขาด้วยความรู้สึกแปลกๆแต่ก็คงจะไม่เป็นอะไรมั้ง
เพลงบรรเลงในเลาจน์ยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆเสียงไวโอลินที่เคยพริ้วหวานเริ่มฟังดูโหยหวนผิดหูในโสตประสาทของผม ทันใดนั้นเสียงเก้าอี้ไม้โอ๊กก็ครูดกับพื้นดังสนั่นตัดหน้าจังหวะดนตรี
วานซ์เริ่มมีอาการเซถลาใบหน้าที่เคยแดงจัดด้วยฤทธิ์สุรากลับซีดเผือดลงอย่างรวดเร็วราวกับเลือดถูกสูบออกจากร่างเหงื่อเม็ดเป้งผุดพรายขึ้นตามขมับและไรผม เขาหอบหายใจรัวเร็วมือหนาตะเกียกตะกายคว้าขอบโต๊ะจนจานชามสั่นไปหมด
ผมเห็นท่าไม่ดีจึงเตรียมจะขยับตัวลุกขึ้นแต่จังหวะนั้นเอง ดร.คอลด์เวลล์ ที่นั่งอยู่อีกฝั่งก็มีปฏิกิริยาเช่นเดียวกัน คุณหมอรีบผลักเก้าอี้ก้าวพรวดออกมาเพื่อจะตรงเข้าดูอาการแต่ทว่าอาการที่กำลังเล่นงานวานซ์อยู่นั้นกลับทำงานเร็วกว่า วานซ์ไม่ได้หันไปมองคุณหมอที่กำลังพุ่งเข้ามาหาเพื่อขอความช่วยเหลือแม้แต่น้อยเขากลับใช้แรงเฮือกสุดท้ายหันไปจ้องหน้าเฮนรีด้วยดวงตาที่เบิกโพลงและสั่นระริกราวกับจะร้องขออะไรบางอย่าง
“ห้อง... ห้องมันหมุน... เฮนรี... ช่วย...”
เขาพยายามจะแค่นหัวเราะเหมือนทุกครั้งแต่เสียงนั้นกลับขาดห้วงกลายเป็นเสียงในลำคอดวงตาของเขาเบิกโพลงและเหลือกขึ้นข้างบน ก่อนที่ร่างอันอวบหนาจะทรุดฮวบลงกระแทกพื้นดังโครม! แรงกระแทกนั้นทำเอาแก้วไวน์บนโต๊ะล้มระเนระนาด
“วานซ์!เกิดอะไรขึ้น!” เฮนรีอุทานด้วยความตกใจจนตัวโยน
“กรี๊ดดดดด!”เสียงแผดร้องของบีทริซดังแทรกความเงียบขึ้นมาเธอปล่อยกระเป๋าเครื่องพิมพ์ดีดร่วงลงพื้นพลางยกมือปิดปาก แขกคนอื่นๆในเลาจน์เริ่มแตกตื่นจนเกิดเสียงเซ็งแซ่หลายคนพยายามถอยห่างจากโต๊ะที่วานซ์นอนอยู่
ดร.คอลด์เวลล์ที่อยู่ใกล้สุดก็พุ่งตัวเข้าไปคุกเข่าข้างร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นทันทีนิ้วมือของเขาแตะลงที่ข้างลำคอของวานซ์อย่างเร่งรีบ ท่ามกลางความเงียบกริบที่เข้าปกคลุมห้องอาหารอย่างฉับพลัน
คุณหมอคอลด์เวลล์นิ่งค้างไปหลายวินาทีก่อนจะค่อยๆ ละมือออกมา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและซีดสลดเขาเงยหน้าขึ้นมองทุกคนบนโต๊ะด้วยแววตาที่สั่นระริก
“เขา...เขาเสียชีวิตแล้วครับ”
คำประกาศนั้นเย็นเยียบยิ่งกว่าลมทะเลข้างนอกเรือผมจ้องมองไปที่ซองยาที่ถูกฉีกทิ้งอยู่ใกล้ๆ ร่างไร้วิญญาณนั่น ส่วนแขกที่เหลือยืนนิ่งราวกับถูกสาปสายตาทุกคู่ตรึงอยู่ที่ร่างไร้วิญญาณของวานซ์ซึ่งนอนคุดคู้จมกองแชมเปญและเศษแก้วที่แตกกระจาย
"เกี๊ยะ!นายท่าน... ดูที่เสื้อของเขาสิ มีอะไรแปลกๆ โผล่ออกมา!"เกียร์โผลงมาบินวนเหนือศพเลนส์ในดวงตามันขยายนขยับหมุนรัวและเร็ว
ผมรีบวิ่งเข้าไปแล้วคุกเข่าลงข้างร่างที่ยังอุ่นอยู่สังเกตเห็นมุมกระดาษสีขาวสะอาดตาโผล่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อกั๊กที่เปียกโชกมันดูตัดกับสภาพศพที่ดูเวทนาอย่างสิ้นเชิงผมใช้ผ้าเช็ดหน้าคีบมันขึ้นมาอย่างระมัดระวังกระดาษแผ่นนั้นถูกพับมาอย่างเป็นระเบียบทว่าตอนนี้เริ่มซึมน้ำสีทองจนขึ้นเป็นดวงจางๆ
เมื่อคลี่ออกกลิ่นหมึกพิมพ์ใหม่ๆ ก็โชยเข้าจมูก ตัวอักษรบนนั้นไม่ใช่ลายมือหวัดๆแต่เป็นรอยกดจากเครื่องพิมพ์ดีดที่หนักแน่นและแม่นยำ
[ทุกคนที่เกี่ยวข้อง... ต้องตาย ]
"นี่มัน...เรื่องล้อเล่นแบบไหนกัน" เฮนรีที่เห็นกระดาษแผ่นนั้นด้วยก็พึมพำออกมาแววตาที่เคยสนุกของเขาในตอนแรกกลับสั่นระริกจนปิดไม่มิด
บีทริซโอ๊กส์ ก้าวเข้ามาใกล้จนผมได้ยินเสียงหอบกระชั้นของเธอเธอจ้องมองข้อความบนกระดาษด้วยแววตาตื่นตระหนกก่อนจะเหลือบมองกระเป๋าหนังทรงแข็งของเธอที่วางอยู่บนเก้าอี้ไม่ไกลนัก"รอยกด... ระยะห่างตัวอักษรแบบนี้..." เธอพึมพำ เสียงสั่นพร่า"มันเหมือน... เหมือนรอยที่เครื่องพิมพ์พกพาของฉันทำไม่มีผิดแต่มันจะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อมันดูกับฉันที่นี่ตลอด!"
"หมายความว่ามีคนแอบใช้เครื่องของคุณ หรือไม่ก็เตรียมแผนฆาตกรรมนี้มาอย่างดีงั้นเหรอ?"เอ็ดการ์ ไบรซ์ ถามเสียงหลงพลางกอดแฟ้มเอกสารในมือไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีดเขาเริ่มถอยหลังช้าๆ จนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังเรือราวกับพยายามหาที่กำบัง
ผมไม่ได้ตอบคำถามของคุณไบรซ์ในทันทีแต่เลือกที่จะกดสายตามองไปยัง ดร.คอลด์เวลล์ที่ยังคงนั่งคุกเข่านิ่งค้างอยู่ข้างร่างของวานซ์ผมสังเกตเห็นนิ้วมือของคุณหมอเริ่มสั่นระริกจนแทบจะควบคุมไม่ได้...ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความตกใจ หรือเขากำลังกลัวความจริงบางอย่างที่อยู่ตรงหน้ากันแน่
ผมกวาดสายตามองแขกที่เหลืออย่างช้าๆในวินาทีนี้ หน้ากากแห่งความสำราญที่แต่ละคนเคยสวมไว้ถูกความตายกระชากทิ้งจนไม่เหลือชิ้นดีทุกคนต่างถอยห่างจากกันตามสัญชาตญาณพยายามรักษาระยะว่างราวกับกลัวว่าความตายจะเป็นโรคติดต่อที่ส่งผ่านกันได้เพียงแค่การมอง
"มันไม่ใช่ทั้งอุบัติเหตุและไม่ใช่ความโชคร้ายหรอกครับคุณไบรซ์"
ผมพูดเสียงเรียบพลางพับกระดาษแผ่นนั้นเก็บเข้ากระเป๋าโค้ทอย่างใจเย็นสายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นระริกของเขา"และถ้าข้อความในจดหมายขู่นี่เป็นเรื่องจริง...วานซ์ก็คงเป็นแค่พัสดุชิ้นแรกที่ถูกส่งมาเตือนพวกเราและดูเหมือนว่าคนส่งจะยังเหลือของในมืออีกหลายชิ้นทีเดียว"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอาหารอยู่ครู่หนึ่งเป็นความเงียบที่หนักอึ้งจนน่าอึดอัดก่อนจะถูกฉีกกระชากด้วยเสียงหวีดของไซเรนเรือที่แผดคำรามยาวเหยียดแรงสั่นสะเทือนมหาศาลทำเอาแก้วคริสตัลบนโต๊ะกระทบกันเกรียวกราวสอดประสานไปกับเสียงลมข้างนอกที่เริ่มโหมกระหน่ำ
ผมมองผ่านกระจกหน้าต่างออกไปสู่ความมืดมิดของมหาสมุทรที่คลื่นกำลังตั้งเครา...แต่ในวินาทีนี้ ผมรู้ดีว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ได้อยู่ข้างนอกนั่นแต่มันกำลังหายใจร่วมกันกับพวกเราอยู่ในห้องนี้ต่างหาก