บทที่ 2
แปกีน แคริงตันลุกขึ้นช้า ๆ รวบรวมเหรียญทองที่ยังวางอยู่บนโต๊ะไฟขึ้น ซึ่งเขาจะต้องกำไว้ในมือ เพราะชุดเครื่องแบบอันประกอบด้วยกางเกงที่คับแน่นพอดีตัวกับเสื้อโค้ตตัวยาว ไม่มีช่องว่างพอให้ใส่เหรียญทองเหล่านั้นลงได้ขณะเดินไปยังประตู เขาได้หันมามองหน้าเพื่อนผู้สูงศักดิ์ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า“ท่านรู้ไหมขอรับว่า ท่านเป็นบุคคลที่คาดหวังอะไรมากจนเกินไปแล้ว”“พูดยังงี้หมายความว่ายังไง? ” ดยุคย้อนถามอย่างแปลกใจ จ้องหน้าเพื่อนรักอยู่ และแปกีนก็มองตอบอย่างไม่พรั่น“ท่านเป็นบุรุษที่มีรูปร่างหน้าตางามสง่ามาก มีความสามารถในการขี่ม้าอย่างยากจะหาผู้ใดเทียบ เป็นนักดวลดาบฝีมือฉกาจที่อันตรายยิ่งสำหรับคู่ต่อสู้ ทั้งยังเป็น ‘ทิวลิป ออฟ เดอะ เทิร์ฟ’ เป็นคนที่มีความสามารถเลอเลิศไปเสียทุกอย่าง แถมยังร่ำรวยมหาศาลราวโครอีซุส มีบรรดาศักดิ์เป็นดยุค..ขนาดนี้แล้ว ท่านยังหวังจะได้พบรักแท้อีก..!”“อย่าพูดอะไรพรรค์นั้นหน่อยเลยน่า” ดยุคขัดขึ้น “แค่ที่คุณเอ่ยมาทั้งหมดนี่ก็แทบจะทำให้ผมอาเจียนแล้ว..เวลานี้สิ่งที่ผมต้องการอย่างที่สุดก็คือให้พวกผู้หญิงเลิกสนใจผมเสียทีเท่านั้น”“กระผมว่าเรื่องผู้หญิง มันออกจะเป็นเรื่องที่ท่านหวังยากสักหน่อยตราบใดที่ยังอยู่ในลอนดอน” แปกีนแสดงความคิดเห็น “อีกอย่างหนึ่ง เม่นกน้อยตัวนั้นของท่าน อาจจะไม่เห็นด้วยกับความคิดของท่านก็ได้นะ”“อ๋อ..จานิต้าน่ะเรอะ..!” ดยุคร้อง “เธอไม่เหมือนผู้หญิงคนไหนๆ หรอก ซึ่งคุณเองก็รู้ดีอยู่แล้วนี่ ถ้าจะมีผู้หญิงสักคนที่สามารถทำให้ผู้ชายสบายใจเมื่ออยู่ใกล้ มีความสุขกับการที่ได้มีเธอเป็นเพื่อนคุยแล้วละก้อ..เห็นจะมีก็แต่จานิต้าคนเดียวเท่านั้น”“ซึ่งสำหรับกระผมแล้วรู้สึกว่าเธอออกจะแพงเกินฐานะไปหน่อย” แปกีนตอบ “ยิ่งม้าสีน้ำตาลแดงที่ท่านซื้อให้เธอด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เธอเป็นที่ริษยาของผู้คนทั่วไปนะขอรับ”“ที่เธอชอบก็เพราะมันเข้ากับสีผมของเธอได้ที่ไงล่ะ” ดยุคกล่าวอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะเดินนำเพื่อนรักออกประตูไปทาสผิวดำผู้ง่วงเหงารีบส่งเชิงเทียนเงินมาให้บุรุษทั้งสองแม้ว่าจะไม่ใคร่จำเป็นเท่าไรนัก เพราะยังมีแสงสว่างจากโคมเทียนข้างผนังช่วยส่องทางอยู่“กู๊ดไนท์ขอรับ..ขอให้ท่านนอนหลับฝันดี” แปกีนกล่าวเมื่อเดินมาถึงเชิงบันได “กระผมแน่ใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องสดใสขึ้นเมื่อเช้าวันพรุ่งนี้มาถึงขอรับ”“แต่ผมยังสงสัย..” ดยุคดอนด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ผมไม่มีทางรู้ได้เลยว่าแม่ทูนหัวของผมจะจัดการเรื่องหาเจ้าสาวให้ผมยังไง..บางที ท่านอาจจะเตรียมการไว้ก่อนที่ผมจะทันลืมตาตื่นเสียด้วยซ้ำ”“ซึ่งกระผมขอบคุณพระเจ้าอยู่ทุกวันที่ตัวเองเป็นแค่สามัญชน” แปกีนพูดปนหัวเราะ ก่อนจะผละจากไปตามทางเดินสู่ห้องพักของเขาซึ่งอยู่สุดห้องโถงทางเดินดยุคทอดถอนใจ เอื้อมไปหมุนลูกบิดประตู แต่เมื่อประตูเปิดออก ก็ต้องพบกับความแปลกใจที่ห้องทั้งห้องมืดสนิท ตอนแรก เขาคิดว่าเข้าห้องผิด อีกประการหนึ่ง ไม่ว่าจะดึกดื่นขนาดไหน ต้นห้องคนสนิทจะต้องคอยรอรับใช้อยู่จะต้องจุดเตาผิงเตรียมไว้เพื่อให้อากาศภายในห้องอบอุ่นเสมอและนี่คือประโยชน์ประการหนึ่งของการเป็นดยุคเพราะทำให้เขาพบตัวเองอยู่ในท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่นำมาแต่ความสุขทั้งสิ้น ซึ่งถ้าจะกล่าวตามความจริงก็คือ มีข้าทาสบริวารนับร้อยที่จะรอให้เรียกใช้อยู่“เราคงเข้าผิดห้องแน่..” ดยุคครุ่นคิดอยู่ในใจขณะซูเชิงเทียนในมือขึ้น และตอนนั้นเองที่ถึงกับต้องยืนตลึงตัวแข็งไป..อาการดังกล่าวเกิดกับดยุคอยู่เพียงแค่เสี้ยวนาที ต่อจากนั้น การที่ได้รับการฝึกในกองทัพมาจนกลายเป็นสัญชาตญาณทำให้เขาสามารถหลบออกมาจากห้องนอนได้รวดเร็วมาก พร้อมกับรีบรุดเดินไปตามความยาวของห้องโถงทางเดิน เมื่อถึงห้องพักของแปกีน ก็เปิดประตูผาง ย่ำเท้าโครมๆ เข้าไปแปกีน แคริงตัน ซึ่งกำลังถอดเสื้อนอก หันมามองด้วยความแปลกใจเหลือล้น“อ้าว..ไทรคอน..กระผมคิดว่าท่านเข้านอนแล้วเสียอีก”ดยุครีบปิดประตูตามหลังลงทันที“นี่คุณไม่มีคนรับใช้หรอกเรอะ? ” ดยุคถามด้วยความสงสัย และสีหน้าของแปกีนก็ออกจะละอายอยู่“ไม่ใช่ไม่มีหรอกขอรับ แต่กระผมสั่งให้แกไปนอนได้” เขาตอบ “ตอนนี้ แกก็แก่ชราเต็มที่ อยู่มาตั้งแต่ครั้งพ่อของกระผม กระผมก็เลยรู้สึกว่าออกจะเป็นการทารุณไปหน่อยถ้าจะปล่อยให้แกนั่งคอยทั้งคืนเช่นนี้”“จริงๆ แล้วผมไม่ได้สนใจเรื่องที่คุณจะมีคนไว้คอยรับใช้หรือไม่มีหรอก..แต่ผมมีเรื่องสำคัญกว่านั้น...ฟังให้ดีนะแปกีน ผมจำเป็นจะต้องไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด..!”“เอ๊ะ..นี่ท่านหมายความว่ายังไงหรือขอรับ? ” น้ำเสียงของแปกีนบอกความแปลกใจและตกใจระคนกัน“ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ” ดยุคตอบ กระแทกเชิงเทียนลงบนโต๊ะ “ไม่ยังงั้น รับรองได้เลยว่าผมต้องติดกับดักแน่”“กระผมไม่เข้าใจที่ท่านพูดเลยสักคำเดียวนะขอรับ” แปกีนว่าดยุคทรุดตัวลงนั่งตรงขอบเตียง“เมื่อกี้ พอผมก้าวเข้าไปในห้อง..คุณลองทายสิว่ามีใครเข้าไปอยู่ในห้องนั้น..? ”“ก็ต้องเป็นพ่อเฒ่าฮาร์ดี้น่ะสิขอรับ หรือไม่ก็อาจจะเป็นคนใช้คนอื่นที่ได้รับบัญชาให้มาดูแลท่าน..แล้วท่านเข้าไปพบใครมาหรือขอรับ? ”ดยุคสูดลมหายใจลึกก่อนตอบ“ฮาร์ดี้ไม่ได้อยู่ในห้องหรอกนะ..” เขาพูดช้าๆ “ทั้งห้องมีแต่ความมืด แต่เพราะแสงเทียนที่ผมถือเข้าไปนั่นแหละผมถึงได้เห็นว่ามีคนเข้าไปนอนรออยู่ในเตียงนอนของผมแล้ว”“พระเจ้า..” แปกีนอุทานออกมาดังลั่น “ก็แล้วใครล่ะ ขอรับที่เข้าไปนอนอยู่ในเตียงท่าน? ”“ผมคิดเอาเองนะ..ยังไม่แน่ใจเท่าไหร่นักหรอก..คิดว่าน่าจะเป็นผู้หญิงผมทองคนที่ผมเต้นรำด้วยตอนหัวค่ำ..แล้วก็ยังหลังจากกินอาหารค่ำแล้วนั่นแหละ”“ซึ่งเธอก็คืออีโซแบล ดัลกิซ ไงล่ะขอรับ” แปกีนบอก “ซึ่งก็เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่ามารดาของเธอเป็นแม่สื่อแม่ชักที่อันตรายมากคนหนึ่ง เฟร็ดดี้ เมลลิงตัน เล่าให้กระผมฟังว่าเมื่อปีกลายเจ้าหล่อนก็ตามติดเขาอยู่ กว่าที่เขาจะสลัดเธอได้ก็แทบตายเหมือนกัน จริงๆ แล้ว มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขาถึงกับขู่ว่าจะไปจากลอนดอน เพราะพอเขาโผล่หน้าออกสังคม เมื่อไหร่ เป็นต้องถูกไล่ตามทุกที”“ถ้ายังงั้นก็ยิ่งเห็นได้ชัดเลยว่าตอนนี้ ผมเข้าไปแทนตำแหน่งเฟร็ดดี้เมลลิงตันเรียบร้อยแล้ว” ดยุคครางออกมา“ให้ตายสิ..กระผมเบื่อสถานการณ์แบบนี้เสียจริง” แปกีนบ่นออกมาดังๆ“ก็ผมบอกคุณแล้วไงว่าผมกำลังจะไปให้พ้นจากที่นี่..!” ดยุคพูดเสียงเข้ม “และจะไปทันทีเดี๋ยวนี้ด้วย..!”“นี่ท่านคิดว่าเป็นการกระทำที่ฉลาดแล้วหรือขอรับ? ” แปกีนย้อนถามด้วยความเป็นห่วง“ถ้าคุณมองไม่เห็นว่าอะไรมันจะเกิดตามมาถ้าผมยังขืนอยู่ที่นี่ต่อไปคุณก็คงมีสมองเหมือนนกแล้วละ..” ดยุคกล่าว “ผมกล้าท้าพนันเลยนะ ว่าแม่ของเจ้าหล่อนจะต้องคอยแอบดูอยู่ตรงไหนสักแห่งในห้องโถงทางเดินนั่นแหละ รอให้ผมเข้าไปในห้องเรียบร้อยเสียก่อน..แล้วก็จะถลันเข้าไปในห้องพร้อมกับตั้งข้อหาให้ผม..”“พระเจ้า..กระผมไม่ได้คิดไปถึงเรื่องนั้นเลย..” แปกีนร้องอย่างตกใจ“แต่ผมคิด” ดยุคพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ผมไม่ใช่ชีสเค้กนี่ จะได้ไม่รู้ว่าสถานการณ์แบบนั้น สิ่งดีที่สุดที่ผมจะให้กับผู้หญิงคนนั้นได้คืออะไร”“เอาละ..สมมุติว่าท่านจะไม่กลับไปที่ห้อง แต่พักอยู่กับกระผมในห้องนี้ก่อน..” แปกีนเสนอแนะ“ไม่ว่าผมจะมีคำอธิบายเลอเลิศสักแค่ไหน มันก็ย่อมจะต้องมีคนที่ไม่เชื่อคำพูดผม แล้วก็จะต้องกล่าวหาว่าผมเป็นคนชวนผู้หญิงคนนั้นเข้าไปในห้องนอนด้วยตัวเองแม้ว่าเหตุผลมันจะไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าไหร่หรอกกับการที่เจ้าหล่อนจะบอกใครๆ ว่ารับคำเชิญแบบนั้นด้วยความเต็มใจเพราะถึงยังไงชื่อเสียงของเจ้าหล่อนก็มีมลทินมัวหมองไปแล้วซึ่งมันก็จะไปลงเอยตรงที่ว่า เจ้าหล่อนได้กลายเป็นดัชเชสแห่งแวสตาเกรอโดยไม่เจตนาไปเรียบร้อยแล้ว..”“โอ้โฮ..ถ้าถึงขนาดนั้น ต่อให้ท่านมีปีกก็คงจะบินไปไหนไม่พ้นหรอกขอรับ..ให้ตายสิ..กระผมเองก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะหาทางออกกับเรื่องนี้ได้ยังไง”“ก็ถ้าคุณมีสามัญสำนึกสักนิด คุณก็จะต้องทำแบบที่ผมกำลังจะทำอยู่เดี๋ยวนี้นั่นแหละ” ดยุคพูดเสียงกร้าว “ตอนนี้ สิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือให้ผมขอยืมเสื้อผ้าสักชุดก่อน ออกจะโชคดีอยู่มากเลยนะที่ขนาดตัวเราสองคนใกล้เคียงกัน ที่จริงตอนที่เราเรียนอยู่ที่อ๊อกฝอร์ด ผมชอบขอยืมเสื้อผ้าคุณบ่อยๆ เพราะนอกจากเสื้อผ้าคุณจะตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อดีแล้ว ก็ยังมีเงินจ้างช่างแพงๆ ตัดให้ใส่อีกด้วย”“ไม่ต้องห่วงหรอกขอรับ..” แปกีนผายมือไปทางตู้เสื้อผ้า “ข้าวของในนั้นทุกชิ้นของกระผมก็เหมือนกับของท่านอยู่แล้ว เชิญท่านเลือกใช้ได้ตามใจชอบเลย”