ตอนที่ 2
ผจญโลกกว้าง
“นวล นวลเสร็จหรือยังลูก” เสียงพวงแก้วเรียกอยู่ด้านนอกของห้อง เสียงเรียกของพวงแก้ว ทำให้นวลเพลิงตื่นจากภวังค์ ซึ่งเธอกำลังตกอยู่ในห้วงของความคิดถึงบิดาอันเป็ที่รักของเธอ
“เสร็จแล้วค่ะคุณป้า” เสียงนวลขานตอบพวงแก้ว นวลจึงลุกขึ้นเดินไปหยิบกระเป๋าเดินทาง ที่เธอจัดเตรียมไว้แล้วั้แ่เมื่อวานตอนเย็น ซึ่งวางอยู่ปลายเตียงนอนของเธอเอง แล้วลากกระเป๋าเดินทางตรงไปยังประตูห้อง
“คุณลุงรออยู่จ้ะ ความจริงป้าว่าไม่เห็นจะจำเป็อะไรเลยนะที่นวลจะต้องไปที่นั่น ให้คุณลุงฝากงานที่กรุงเทพ ฯ ก็ได้นี่นา ทำไมนวลจะต้องไปลำบากลำบนในที่ที่เราไม่คุ้นเคยด้วยละลูก”
พวงแก้วอดที่จะพูดไม่ได้ เพราะเธอมีความเป็ห่วงเป็ใยในตัวของหลานสาวคนเดียวของเธอยิ่งนัก ที่หลานสาวจะต้องไปอยู่ตัวคนเดียวไกลหูไกลตาเธอ พวงแก้วพยายามพูดโน้มน้าวหลานสาวเพื่อให้นวลเปลี่ยนใจ
“คุณป้าค่ะ นวลเรียนมาทางนี้นะคะ นวลอยากจะใช้ความรู้ที่นวลเรียนมา และนวลก็อยากจะใช้ความรู้ ที่นวลร่ำเรียนมาให้เป็ประโยชน์ด้วยค่ะ คุณป้าไม่ต้องเป็ห่วงนวลหรอกค่ะ นวลเข้มแข็งอดทนเสมอ นวลดูแลตัวเองได้เพราะนวลเป็ลูกของนายทหารที่ชื่อทรงพลไงคะ” นวลบอกพวงแก้วด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่น
พวงแก้วไม่อยากจะเซ้าซี้หลานมากนัก เพราะเธอรู้จักนิสัยของสาวหลานเป็อย่างดี พูดให้ตายนวลก็จะมีข้อโต้แย้งอยู่ดี เมื่อเธอมีความตั้งใจจะทำอะไรแล้ว เธอจะต้องทำให้สำเร็จ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคมากมายขนาดไหน
“งั้นก็ตามใจนวลก็แล้วกันลูก แต่ถ้านวลเบื่อหรือ้าจะกลับมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ นวลก็กลับมาหางานทำที่บ้านของเราแล้วกันนะลูก”
“ค่ะคุณป้า” นวลรับคำสั้น ๆ กับพวงแก้ว
“เราไปกันเถอะลูก เดี๋ยวคุณลุงจะคอยนาน”
แล้วทั้งสองคนก็ออกเดินเคียงคู่กันไป พากันเดินตรงไปหาขจรที่สตาร์ตรถรออยู่หน้าบ้าน ขจรเห็นคนทั้งสองกำลังเดินตรงเข้ามาหา เขาจึงลงจากรถแล้วไปยืนรอคนทั้งคู่ที่ท้ายรถ เพื่อจะช่วยนวลเอากระเป๋าเดินทางใส่ท้ายรถ
เมื่อทั้งคู่มาถึงที่รถ นวลจึงลากกระเป๋าเดินทาง ตรงไปยังที่ขจรยืนรออยู่ เพื่อจะเอากระเป๋าเดินทางให้ขจรจัดการ
เมื่อขจรจัดการสัมภาระเรียบร้อยแล้วจึงเดินไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับทันที นวลเดินกลับมาหาพวงแก้ว แล้วยกมือไหว้เพื่อเป็การอำลา
“นวลกราบลาค่ะคุณป้า”
“พระคุ้มครองเถอะจ้ะลูก” พวงแก้วให้พรหลาน น้ำใส ๆ ก็เริ่มเอ่อที่บริเวณริมขอบตา และเริ่มเอ่อล้นขึ้นทุกที ๆ
“รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีนะลูก ดูแลตัวเองด้วย ส่งข่าวให้ป้ารู้บ้างอย่าเงียบหายไปเลยนะป้าเป็ห่วง”
คราวนี้น้ำตาที่เอ่อบริเวณขอบตาของพวงแก้ว ก็ล้นทะลักทยอยไหลออกมาเป็หยาดน้ำใส ๆ เธอสวมกอดหลานสาวไว้แน่น ด้วยความรักความห่วงใย
“ไปกันเถอะนวล” ขจรบอกหลานเพื่อตัดบท เพราะเขาไม่้าให้ภรรยาเสียใจไปมากกว่านี้
เขารู้ดีว่าพวงแก้วรักนวลมากขนาดไหน ถ้าปล่อยให้พวงแก้วร่ำลาไปมากกว่านี้ พวงแก้วคงจะขาดใจตายเสียก่อนเป็แน่
พวงแก้วคลายกอดจากหลานสาวแล้ว นวลจึงเปิดประตูรถแล้วเข้าไปนั่งคู่กับขจร
“นวลไปก่อนนะคะคุณป้า” นวลกล่าวลาอีกครั้งพร้อมพนมมือไหว้เป็การลา
ขจรขับรถออกจากตัวบ้านไปอย่างช้า ๆ แต่พอพ้นประตูรั้วบ้านแล้วขจรค่อย ๆ เร่งความเร็วของรถ จนอยู่ในระดับพอประมาณที่้า ทั้งสองคนนั่งเงียบไม่มีการสนทนาหรือพูดจากันเลย จนกระทั่งขจรขับรถจนมาถึงสถานีขนส่งผู้โดยสาร เขาจอดรถเทียบชานชาลา
นวลลงจากรถแล้วเดินไปยังท้ายรถ เพื่อจะหยิบกระเป๋าเดินทางออก ขจรเดินมาช่วยหลานหยิบจัดสัมภาระจนเรียบร้อย สักครู่รถที่นวลจะต้องใช้ในการเดินทางไปยังจุดหมาย ก็ได้แล่นเข้ามาเทียบชานชาลาตรงที่นวลและขจรยืนรออยู่
“นวลไปก่อนนะคะคุณลุง” นวลพูดจบแล้วยกมือไหว้เป็การลาขจร
ขจรมีความรู้สึกใจหายอยู่เหมือนกัน เมื่อนวลจะต้องจากไปไกลหูไกลตาจริง ๆ แล้วหรือนี่ ตัวเขาเองก็รักและเอ็นดูนวลอยู่ไม่น้อย ความรักของขจรมีมากมายไม่แพ้พวงแก้วเหมือนกัน
“โชคดีนะลูก นวลจำเอาไว้นะ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับนวลก็ตาม ขอให้นวลคิดอยู่เสมอว่า นวลยังมีลุงกับป้าพร้อมที่จะให้ความรักความอบอุ่นกับนวลเสมอ ถ้ามันลำบากใจนักก็ขอให้กลับมาอยู่บ้านของเรานะลูก”
นวลยืนมองหน้าขจรด้วยแววตาที่ขอบคุณอย่างสุดซึ้ง ในสิ่งที่ขจรให้เธอมาโดยตลอด ถึงแม้นว่าจะเป็เพียงแค่ลุงเขย แต่นวลก็ััได้ว่าความรักที่ขจรให้กับเธอนั้นมันมีมากมายเสียเหลือเกิน ไม่แพ้กับความรักที่เธอได้รับจากพวงแก้วและทรงพลเลย
“ขอบคุณค่ะคุณลุง” นวลยกมือไหว้อีกครั้ง แล้วสวมกอดขจรด้วยน้ำตาแห่งความตื้นตันใจ สักครู่นวลจึงเดินขึ้นรถที่จอดอยู่ แล้วเดินไปนั่งตามเบอร์ที่ปรากฎอยู่บนหน้าตั๋วรถ
ขจรรอจนรถบัสวิ่งออกจากชานชาลา ยืนมองจนรถบัสวิ่งลับสายตา จึงขับรถออกจากชานชาลานั้น
ในขณะนี้หญิงสาวมีความรู้สึกว่า ตัวเองนั้นช่างอ้างว้างและโดดเดี่ยวเสียเหลือเกิน ถึงแม้นว่าเธอจะมีคุณลุงคุณป้า ที่คอยเติมเต็มความรักความอบอุ่นให้แก่เธอมาโดยตลอดก็ตามที แต่เธอก็ยังมีความรู้สึกว่า ความรักความอบอุ่นที่เธอได้รับนั้น มันไม่สามารถจะทดแทนหรือแทรกซึม เข้าไปจนเต็มทุกส่วนของอณูแห่งหัวใจได้เลย หลังจากที่เธอเสียบิดาไปแล้ว เธอก็รู้สึกเหมือนกับว่า เธอสูญสิ้นหมดแล้วทุกสิ่งทุกอย่างไป
ต่อแต่นี้ไปเธอจะต้องต่อสู้ชีวิตตามลำพัง ด้วยหัวใจที่เข้มแข็งและอดทนให้สมกับพ่อพร่ำสอนอยู่เสมอ ๆ
“คุณพ่อขา คุณพ่อช่วยเป็กำลังใจให้กับนวลด้วยนะคะ” นวลรำพันออกมาเบา ๆ กับตัวเอง ในขณะที่มือของเธอกำล็อกเกตที่ห้อยคออยู่
นวลเพลิงคิดถึงภาพแต่ครั้งในหนหลัง จนเผลอหลับไปพร้อมกับอดีตที่เคยเกิดขึ้นก็จบลงไปด้วย
“อุ้ย! ขอโทษค่ะ” นวลสะดุ้งตื่นทันทีเมื่อรู้สึกว่า ศีรษะของตัวเองเอนไปกระทบอะไรบางอย่าง
“ขอโทษค่ะ” นวลรีบพูดซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง อย่างทันทีพร้อมกับยกมือไหว้
“ไม่เป็ไรครับ” เสียงนุ่มทุ้มน่าฟังกล่าวตอบกลับมา
แล้วทั้งคู่ก็นั่งเงียบ ๆ กันไปสักพักหนึ่ง หลังจากนั้นนวลก็ไม่กล้านั่งหลับอีกเลย จนเพื่อนร่วมทางเดินที่นั่งคู่กับเธอ เริ่มเอ่ยสนทนา
“มาคนเดียวหรือครับ” ชายหนุ่มหันหน้าไปถามหญิงสาว ที่นั่งนิ่งเงียบอยู่ข้าง ๆ เขา เนื่องจากเขาแอบชำเลืองมองดูนวล เห็นเธอนั่งตัวเกร็งระวังตัวอยู่ตลอดเวลา จนเขาอดสงสารไม่ได้ จึงชวนคุยเพื่อให้นวลลดความกังวลใจลงบ้าง
“ค่ะ มาคนเดียว” นวลตอบกลับเขาไปเบา ๆ แต่ไม่กล้าที่จะหันไปมองหน้าของชายหนุ่มอย่างเต็มตานัก ด้วยนวลยังรู้สึกอาย ที่ตัวเองเผลอนั่งหลับจนศีรษะไปกระแทกหัวไหล่ของเขา
“คุณจะไปลงที่ไหนครับ” ชายหนุ่มชวนคุยต่อ
“แม่ฮ่องสอนค่ะ” นวลตอบ
นวลนึกรำคาญอยู่ในใจ ว่าทำไมชายหนุ่มผู้นี้ จะต้องมาถามอะไรซอกแซก ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนสักหน่อย ถามนั้นถามนี่อยู่ได้ และมานั่งข้าง ๆ เราั้แ่เมื่อไรก็ไม่รู้ นวลตัดความรำคาญ จึงหยิบเอาหนังสือที่ติดตัวมาด้วยขึ้นมาอ่าน
ชายหนุ่มชำเลืองตามองอีกครั้ง แล้วอมยิ้มที่มุมปาก เมื่อรู้ว่าหญิงสาวหยิบเอาหนังสืออะไรออกมาอ่าน
รถบัสแล่นมาได้สักพักใหญ่ ๆ นวลเห็นเขาลุกขึ้นยืน แล้วเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าบนชั้นเก็บสัมภาระลงมา เมื่อหยิบกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เขามองมาที่นวล
“ผมไปก่อนน่ะครับ” ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มและนุ่มนวลน่าฟัง
“ค่ะ” นวลตอบรับ
นวลเพิ่งเห็นหน้าชายหนุ่มชัด ๆ ก็ตอนนี้เอง ตลอดเวลาที่นั่งมาด้วยกัน นวลไม่กล้ามองเขาอย่างเต็มตา แต่ตอนนี้นวลได้เห็นเขาอย่างเต็มตาแล้ว
ชายหนุ่มแย้มยิ้มให้นวลอ่อน ๆ จนเธอมีความรู้สึกว่า รอยยิ้มของเขานั้นให้ความอบอุ่นในหัวใจของเธอเสียเหลือเกิน จึงทำให้นวลยิ้มตอบกลับเขาไป เมื่อเขาเห็นนวลส่งรอยยิ้มตอบรับกลับมาให้เขา เขาจึงส่งยิ้มอันอบอุ่นที่ฉาบเต็มอยู่บนใบหน้าของเขากลับมาให้เธออีกครั้ง แล้วเขาก็เดินลงจากรถไป นวลแอบมองชายหนุ่มจนเขาลับสายตาไป
รถบัสพานวลมาจนถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย เธอหยิบเก็บสัมภาระบางส่วนที่นำขึ้นมาบนรถตอนขามาจนเรียบร้อย แล้วลงจากรถบัสเดินมายืนรอตรงบริเวณจุดนัดหมาย มองหาคนที่จะมารับเธอแต่ไม่พบ นวลจึงมองดูนาฬิกาที่ข้อมือของเธอ
“อ๋อ! รถมาถึงก่อนกำหนดเวลาที่นัดหมายไว้” นวลบอกกับตัวเอง แล้วก็พาตัวเองเข้าไปจัดแจงล้างหน้าล้างตา เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงออกเดินไปหากาแฟร้อน ๆ มาดื่ม ระหว่างรอคนที่จะมารับ เมื่อเรียบร้อยแล้วก็เดินกลับมายืนรอตรงจุดนัดหมายตามเดิม นวลยืนรออยู่สักครู่หนึ่ง นวลเห็นหญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง แต่งตัวด้วยชุดข้าราชการเดินตรงเข้ามายังเธอ
“น้องนวลใช่ไหมคะ” หญิงวัยกลางคนเอ่ยถามด้วยความสุภาพ
“ใช่ค่ะ คุณคือ คุณเยาวลักษณ์ใช่ไหมคะ” นวลถามกลับ
“ใช่จ้ะ” เยาวลักษณ์ตอบ ด้วยน้ำเสียงดีอกดีใจที่ได้พบกับนวล
“มารอพี่นานไหมจ๊ะ ไป เราไปขึ้นรถกันเถอะ รถพี่จอดอยู่ทางด้านนั้น” เยาวลักษณ์บอกพร้อมกับชี้มือไปทางทิศที่เธอจอดรถไว้
เยาวลักษณ์เอื้อมมือไปคว้ากระเป๋าที่วางอยู่ข้าง ๆ นวล แล้วออกเดินนำหน้านวลไปอย่างกระฉับกระเฉง
เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงรถแล้ว เยาวลักษณ์ก็เอากระเป๋าใส่ท้ายรถ แล้วเชื้อเชิญนวลให้ขึ้นรถทันที แล้วขับรถออกจากสถานีรถ ทั้งคู่ออกมาได้สักพัก เยาวลักษณ์ชวนนวลคุยเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับหญิงสาว เพราะทั้งเธอและนวลจะต้องร่วมงานด้วยกัน
“น้องนวลนี่หน้าตาน่ารักจังเลยจ้ะ สงสัยคงจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับลูกสาวของพี่แน่ ๆ เลย อุ้ย! พี่ขอเรียกตัวเองว่า ‘พี่’ ก็แล้วกันนะจ๊ะ น้องนวลจะเรียกพี่ว่าพี่เยาว์ก็ได้นะ พี่ไม่ถือสาอะไรหรอกจ้ะ” เยาวลักษณ์รู้สึกถูกชะตากับเด็กสาวคนนี้เป็อย่างมาก
“ค่ะ พี่เยาว์” นวลตอบรับ
ทั้งคู่นั่งสนทนากันไปอย่างสนิทสนม เยาวลักษณ์เป็คนช่างคุยช่างเจรจา ทำให้นวลรู้สึกสบายใจหายกังวลลงไปเป็อันมาก อย่างน้อยเธอก็มีเยาวลักษณ์พอที่จะเป็ที่พึ่งได้บ้าง ตลอดเวลาที่เธอยังอยู่ที่นี่
เยาวลักษณ์ขับรถมาได้สักระยะหนึ่ง จึงเลี้ยวขวาเข้าเส้นทางเล็ก ๆ ซึ่งเป็ทางแคบ ๆ พอดีรถของเยาวลักษณ์พอผ่านไปได้ เยาวลักษณ์ขับรถเข้าไปได้ชั่วครู่เดียว ถนนหนทางเริ่มขรุขระจึงทำให้รถโยกไปโยกมา ตามความขรุขระของพื้นผิวถนน นวลนั่งมองสองข้างทาง ซึ่งมีแต่ต้นไม้ขึ้นหนาทึบทั้งสองฝั่ง นาน ๆ ทีถึงจะเห็นทุ่งกว้างเสียทีหนึ่ง แต่นวลรู้ว่าสภาพและบรรยากาศแบบนี้ เป็สิ่งที่นวล้าจะมาอยู่เพราะดูเงียบสงบดี
“เป็ไงบ้างจ้ะ เห็นถนนหนทางแล้ว นวลคิดจะเปลี่ยนใจหรือเปล่าเอ่ย” เยาวลักษณ์ถามหยั่งเชิง ดูว่านวลมีใจจะสู้ต่อไปหรือไม่ เมื่อมาเห็นถนนหนทางทุรกันดารแบบนี้
“ทำไมพี่เยาว์ถามนวลแบบนี้ละค่ะ” นวลถามด้วยความรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย แต่นวลก็ไม่ได้แสดงปฏิกิริยา ไม่พอใจให้เยาวลักษณ์เห็น
“อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลยจ้ะน้องนวล ที่พี่พูดแบบนี้น่ะพี่เห็นมาหลายรายแล้วที่ต้องเผ่นกลับก่อนกำหนดทุกคน บางคนก็อยู่ได้แค่เพียง 5-7 วัน นานที่สุดก็ประมาณ 1 เดือน ไม่มีใครเกินกว่านี้เลย ก่อนมาก็ดูไฟแรงดีอยู่หรอก เห็นท่าทางแล้วชื่นใจ แต่ในที่สุดก็ท่าดีทีเหลวทุกรายไป” เยาวลักษณ์อธิบายให้นวลฟัง ด้วยความจริงจัง
นวลได้แต่นั่งฟังเยาวลักษณ์พูดไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไป แต่ภายในใจของนวลอยากจะะโ ใส่หน้าของเยาวลักษณ์เสียเหลือเกินว่า นั่นมันคนอื่น แต่สำหรับนวลเพลิงคนนี้แล้ว ไม่มีวันเป็อย่างคนอื่นอย่างแน่นอน
เยาวลักษณ์ขับรถเลี้ยวซ้าย แล้วขับรถตรงไปอีกสักครู่ นวลมองไปทางด้านหน้าเห็นเรือนหลังน้อยน่ารักหลังหนึ่ง ตั้งอยู่กลางหุบเขาพอดี
“เอ้า! ถึงที่พักแล้วจ้ะน้องนวล” เยาวลักษณ์พูดกับนวล เมื่อพารถมาจอดอยู่หน้าเรือนพัก เยาวลักษณ์ช่วยเอากระเป๋าเสื้อผ้า ลงจากรถแล้วหิ้วไปวางไว้บนชานเรือน นวลเดินตามหลังไปอย่างช้า ๆ
“เป็ไงบ้างจ้ะพออยู่ได้ไหมจ๊ะน้องนวล”
“ได้ค่ะพี่เยาว์ เรือนน่ารักจังเลย”
“เดี๋ยวพี่จะให้ป้าล้วนมาอยู่เป็เพื่อนน้องนวล ป้าล้วนจะมาเป็แม่บ้านให้น้องนวลด้วย พี่ขอตัวก่อนน่ะจ้ะน้องนวล เข้าไปพักผ่อนให้หายเหนื่อยก่อนแล้วกันเดี๋ยวค่ำ ๆ พี่จะมาใหม่” เยาวลักษณ์พูดจบ ก็หันหลังเดินลงบันได ตรงไปยังรถที่จอดไว้เมื่อสักครู่นี้แล้วขับออกไป
นวลยืนมองดูเยาวลักษณ์ขับรถออกไปได้สักครู่ จึงก้มลงหยิบกระเป๋าเดินทางหิ้วเข้าไปในตัวเรือนพัก สักพักใหญ่ ๆ หลังจากจัดเสื้อผ้าเข้าตู้เสื้อผ้าและเก็บสัมภาระที่ติดตัวมาจนเรียบร้อยแล้ว จึงเดินออกมายืนอยู่ระเบียงหน้าเรือนพัก มองดูบรรยากาศรอบ ๆ ตัวเรือนพักสักครู่ จึงลงบันไดมายืนอยู่ที่ลานกว้างหน้าเรือนพัก เธอมองไปรอบ ๆ ทั้งสี่ทิศที่ถูกโอบล้อมไปด้วยูเา และป่าไม้สีเขียวดูแล้วสบายใจสบายตาสดชื่นเสียเหลือเกิน นวลจึงสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าจนเต็มปอด บรรยากาศสดชื่นแบบนี้ เธออยากจะััมานานแล้ว เธอสูดอากาศเข้าเต็มปอดอย่างแรงอีกครั้ง
เรือนน้อยหลังนี้ถูกล้อมรอบไปด้วย แมกไม้ทั้งไม้ใบและไม้ดอก มีเสียงน้ำไหลดังแว่วมาทางด้านหลังของตัวเรือน คงจะเป็เสียงน้ำไหลของลำธาร ถึงแม้นว่าจะเต็มไปด้วยแมกไม้ก็ตาม แต่ก็ได้รับการดูแลเป็อย่างดี ตัวเรือนถูกทาด้วยสีขาวทั้งหลัง ตรงระเบียงเรือนมีโต๊ะเก้าอี้ตั้งไว้สำหรับรับแขกชุดเล็ก ๆ น่ารัก รอบระเบียงถูกตกแต่งไปด้วยกระถางไม้ดอกหลากหลายสี เชิงบันไดมีซุ้มช่อพวงครามซึ่งออกดอกอวดสีฟ้าคราม บานสะพรั่งเต็มต้นซึ่งปลูกคร่อมบันไดเรือนไว้
ส่วนบริเวณลานกว้างหน้าเรือน ยังมีซุ้มดอกพวงแสดสีจัดปกคลุมจนเต็มต้นซึ่งตรงกลางซุ้มมีเก้าอี้ที่ทำมาจากตอไม้ ที่หาได้จากธรรมชาติมาจัดวางไว้ สีสันต่าง ๆ ที่ถูกแต่งแต้มขึ้นด้วยจากสีของธรรมชาตินั้น ทำให้นวลสดชื่นเพิ่มขึ้นมาอีก เมื่อความเย็นจากสายลมอ่อน ๆ พัดผ่านมากระทบผิวบาง ๆ ของเธอ ทำให้นวลเป็สุขเสียเหลือเกิน
บรรยากาศเงียบสงบแบบนี้นวลใฝ่หามานานแล้ว นวล้าให้ความเงียบสงบเป็ยารักษาอดีตที่เกิดขึ้นเมื่อหนหลัง นวล้าจะทดสอบความเข้มแข็งของจิตใจและความอดทนของตนเอง ว่าอยู่ในระดับไหนสามารถที่จะยืนหยัดสู้กับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ได้หรือไม่ นวลจำได้เสมอว่าคุณพ่อสอนให้เธอต้องทำจิตใจให้เข้มแข็ง อยู่ให้ได้เมื่อไม่มีคุณพ่อแล้ว นวลรู้ว่าต่อจากนี้ไปจะต้องพบเจออีกหลายสิ่งหลายอย่าง และเธอก็ไม่อยากจะรบกวนคุณลุงคุณป้าอีกต่อไปแล้ว เพราะตลอดเวลาที่คุณลุงคุณป้า ดูแลให้ความรักความอบอุ่นนั้น ก็ยากที่จะทดแทนบุญคุณจนหมดสิ้นได้ นวล้าที่จะพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด ถึงแม้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเลวร้ายปานใดก็ตาม เธอก็ต้องอยู่สู้โลกต่อไปให้ได้ ถึงว่าวันนี้จะไม่มีคุณพ่อแล้ว เธอก็ต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวคนเดียว เธอตั้งใจไว้แล้วว่าเธอจะทำตามที่คุณพ่อเคยสั่งสอนเอาไว้ทุกอย่าง ตามที่คุณพ่อบอกอยู่เสมอ ครั้งเมื่อคุณพ่อยังมีชีวิตอยู่
นวลนั่งเล่นอยู่ใต้ซุ้มพวงแสด สีสดใสอย่างเพลิดเพลินอยู่สักพักใหญ่ ๆ เธอเห็นร่างของหญิงสูงอายุคนหนึ่ง กำลังเดินตรงมายังเรือนหลังน้อยนี้ ในมื้อหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้ามาด้วย
นวลจึงลุกขึ้น แล้วเดินตรงไปยังหญิงสูงอายุผู้นั้น
“ป้าคือคนที่พี่เยาว์ให้มาดูแลเรือนหลังนี้ใช่ไหมจ๊ะ”
“ใช่จ้ะ แม่หนูเป็ใครจ๊ะ”
นวลยกมือไหว้ป้าล้วนอย่างนอบน้อม
“นวลเป็ครูคนใหม่ที่จะมาสอนเด็ก ๆ ที่นี่ค่ะป้า”
หญิงสูงอายุเมื่อรู้ว่านวลคือใคร ทำให้เธอถึงกับใเล็กน้อย
“อุ้ย! ป้าต้องขอโทษด้วย” ป้าล้วนทรุดตัวลงนั่ง กล่าวขอโทษทันทีเมื่อรู้ว่านวลคือครูคนใหม่ของหมู่บ้านแห่งนี้ ด้วยว่าเยาวลักษณ์สั่งมาว่าต้องคอยดูแลและอำนวยความสะอาดทุกอย่างให้กับนวล
“ไม่ต้องไหว้ป้าหรอกจ้ะแม่หนู ครูเยาว์ให้ป้ามาอยู่ดูแลเรือนหลังนี้ และดูแลแม่หนูด้วย” ป้าล้วนอธิบาย พร้อมกับถามเื่ราวเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปด้วย
นวลเห็นกิริยาป้าล้วนแล้วรู้สึกในิดหน่อย รีบพยุงตัวป้าล้วนให้รีบลุกขึ้นมาทันที
“ป้ามาขอโทษนวลเื่อะไรคะ ทีหลังป้าอย่าทำอย่างนี้กับนวลอีกนะคะ เราจะอาศัยอยู่ในเรือนหลังนี้กันแบบญาติผู้ใหญ่ นวลไม่เคยคิดว่าป้าจะต้องมาเป็คนรับใช้ของนวล นวลอยากให้ป้ามาเป็ญาติผู้ใหญ่ มากกว่าที่จะให้ป้ามาเป็คนรับใช้ค่ะ”
นวลมักจะถูกทรงพลอบรมสั่งสอนอยู่เสมอว่า คนทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันหมด เพียงแต่ว่าการแบ่งฐานะฐานันดรทางสังคม มาเป็ตัวกำหนดฐานะฐานันดรของคนให้แตกต่างกันไปโดยปริยาย ที่เป็เช่นนี้อาจเพราะว่า คนบางคนมีโอกาสดีกว่าทั้งด้านฐานะการเงินและด้านสังคม คนเหล่านี้จึงมักจะได้รับการยกย่องว่าเป็บุคคลที่อยู่เหนือผู้อื่น ฉะนั้นถ้าเรามีโอกาสที่ดีกว่าเขาแล้ว ก็ควรจะหยิบยื่นโอกาสที่พอจะให้ได้กับเขาบ้าง เพื่อเห็นแกความเป็เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ถ้าเราดูถูกเขาก็เท่ากับว่าเราก็ดูถูกตัวเองด้วย เพราะเรากับเขาก็เป็คนเหมือนกันนั่นเอง
“ขอบใจจ้ะครู” ป้าล้วนกล่าวด้วยความตื้นตันใจ
เพราะตลอดเวลาที่เธอเติบโตมาจนอายุปูนนี้แล้ว ไม่มีใครให้เกียรติแกเลย แม้นแต่สามีของเธอเองก็มักจะดูิ่ดูแคลนอยู่เสมอ ๆ และเขาก็มักจะดุด่าทุบตีเธออยู่บ่อย ๆ จนในที่สุดแกก็สุดที่จะทนกับการดูิ่ดูแคลน และการทำร้ายร่างกายของสามีไม่ไหว จึงหนีกลับมาอยู่ที่บ้านเกิด แต่ก็ถูกญาติพี่น้องต่อว่าดูถูกต่าง ๆ นานาจนเจ็บช้ำน้ำใจ ก็ได้ครูเยาวลักษณ์นี่แหละที่ช่วยเหลือแกมาโดยตลอด เมื่อเยาวลักษณ์ย้ายตามสามีมาประจำที่นี่ ก็เลยพาแกมาอยู่ด้วย โดยให้แกช่วยดูแลลูก ๆ ของเธอ
“ต่อไปนี้ป้าเรียกหนูว่านวลก็ได้จ้ะ” นวลท้วงให้ป้าล้วนเปลี่ยนสรรพนามในการเรียกเธอเสียใหม่
“จ้ะ หนูนวล” นางพูดกระอ้อมกระแอ้มด้วยความเขินอาย
แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะขึ้นมา เพราะต่างคนต่างขันในกิริยาท่าทางของตัวเอง นวลจึงชวนให้ป้าล้วนขึ้นไปบนเรือนพร้อมกันกับเธอ เพื่อที่จะจัดเก็บข้าวของที่ติดตัวแกมาด้วย