ในสมัยนั้นอินเตอร์เน็ตยังเข้าถึงยากมาก ค่านิยมของเด็กยุคนั้นจึงมีการ์ตูนและรายการในทีวี เป็สื่อบันเทิงหลัก ถ้าบ้านไหนเป็ครอบครัวที่มีฐานะหน่อย ก็จะมีช่องยูบีซี ก็จะดูการ์ตูนเน็ตเวิร์คได้แบบบ้านพี่เฟิร์ส
และการ์ตูนที่ดัง ๆ ก็จะฉายอยู่ แค่ช่องเดียวคือช่อง 9
เฉพาะแค่ในวันเสาร์กับวันอาทิตย์ แล้วต่อมาก็จะมีใน่เย็นของวันธรรมดา ที่จะมีการ์ตูนฉายทางช่อง 3 แต่ว่าเป็่เย็นของวันธรรมดา เราเลยไม่ค่อยได้ดูเพราะกลับมาไม่ทัน
และก็เพราะว่าการเล่นขายของกับส้มโอคราวก่อน เล่นจนลืมเวล่ำเวลา จนถึงขนาดย่าที่เห็นเรากลับบ้านช้า เลยต้องออกมาตามหาด้วยตัวเอง
"ไอ้ไนท์!!! ทำอะไรทำไมไม่ยอมกลับบ้าน!!"
และภาพที่ย่าเห็นคือเราที่กำลังกำลังเล่นกับเด็กคนอื่น ๆ อีกสี่ห้าคน และใกล้ ๆ กับตรงที่เราเล่นกัน ก็มีกองไม้ที่คนเอากองไว้เหมือนเป็ที่ทิ้งขยะ
ผลจากการวีนแตกของย่า ทำเอาเด็กทั้งหมดวงแตก แต่มีอยู่คนนึงที่ดูไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร ยิ่งกว่านั้นมันยังหันกลับบอกกับเราว่า..
"เออ..ไนท์ ทำไมแกไม่รีบบ้าน!" ส้มโอหันมาไล่เรา พร้อมกับที่มือยังคงไม่หยุดเล่น
'อ้าว...ก็มึงเป็คนชวนกูเล่นเองไม่ใช่เหรอ?' เราคิดในใจ แต่ก็ไม่ทันแล้วเพราะย่ามาถึงแล้ว
"รู้มั้ยนี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว!!"
เรารีบวิ้งไปหาย่า พร้อมกับโดนฝ่ามืออรหันต์ไปหลายที แต่มันไม่ได้จบแค่นั้น กลับมาบ้านเราก็ต้องโดนเข็มขัดฟาดอีกรอบ
ตอนนั้นเราก็ไม่เข้าใจความคิดของย่า ว่าทำไมต้องโกรธเรามากมายขนาดนั้น จนพอเราโตมาถึงได้รู้ว่าย่าหวงเรามาก ย่าไม่ค่อยอยากให้เราเล่นข้างนอกบ้านเพราะกลัวเราจะตัวดำ
ย่าไม่อยากให้เราเล่นกับเด็กในชุมชนเพราะกลัวว่าจะชักชวนเราไปในทางที่ไม่ดี สมัยนั้นยาเสพติดกำลังระบาด แล้วที่สำคัญคือย่าเป็ห่วงเรา กลัวว่าเราจะเป็อันตราย
เพราะสภาพแวดล้อมในชุมชนเต็มไปด้วยมุมมืดของสิ่งที่ไม่ดี และแน่นอนว่าบริเวณที่เราไปเล่นกับส้มโอ ที่ตรงนั้นก็เป็บ้านเก่าที่ถูกรื้อ แต่ยังเหลือพวกเศษไม้กับโครงบ้านที่เหลืออยู่ มีทั้งเศษไม้ เศษตะปู เศษแก้ว อยู่เต็มไปหมด
หลังจากวันนั้นเราเลยถูกสั่งให้เรียนพิเศษตอนเย็น แทนที่จะมีเวลาเอาไปเล่นไร้สาระกับเพื่อน ย่าคิดว่าให้เอาเวลามาใช้เรียนพิเศษเพิ่ม จะดีกับเรามากกว่า
แต่ว่าการเรียนพิเศษตอนเย็นนั้นก็ไม่ได้แย่ เพราะว่าการเรียนพิเศษ ก็ทำให้เราได้รู้จักกับเพื่อนที่เรียนพิเศษด้วยกัน ถึงแม้จะยังไม่มีใครอยากเป็เพื่อนกับเราเลยก็เถอะ
แล้ววันนึงเราก็ได้พบกับสิ่งที่น่าสนใจบางอย่าง
"เฮ้ย! ติมนี่อะไรอ่ะ?!!"
"เฮ้ย..อะไรของมึงเนี่ย! หลบดิ๊ อย่ามาเกะกะ!" ไอ้ติมไล่เราพร้อมกับเดินหนีไปหาเด็กคนอื่น
เช้าวันหนึ่งขณะที่เรากำลังเดินมาโรงเรียนและเจอกับ ไอ้ติม เด็กซ้ำชั้นหัวโจกประจำห้อง มันกำลังแกะสติ๊กเกอร์แปะลงไปบนช่องในสมุดสะสม
ซึ่งมันเป็เหมือนสมุดภาพ แต่มีแค่หน้าปกเท่านั้นที่เป็ภาพสี หน้าที่เหลือในเล่มจะเป็ลายสีน้ำเงินจางๆ ไว้สำหรับให้เด็กนำสติ๊กเกอร์มาแปะลงในช่อง จนกลายเป็ภาพสีที่สมบูรณ์
"นี่มัน.. ดราก้อนบอลนี่! เอามาจากไหนอ่ะ? กี่บาท? แพงมั้ย?!!"
"โอ้ยย..อย่ามายุ่ง ไปนู่นไป๊ ไปถามยายแอ๋วนู่น!!"
ติมพูดจบก็ใช้แขนดันเราให้หลบออกไปจากทางที่มันจะเดิน พร้อมกับชี้ไปยังหญิงวัยกลางคนที่เปิดร้านชำอยู่ใกล้ ๆ กับบ้านของส้มโอ
สิ่งที่ทำให้ร้านยายแอ๋ว แตกต่างจากร้านขายของชำอื่น ๆ คือยายแอ๋วจะเน้นขายของเล่น หรือที่ผู้ปกครองมักจะเรียกกันว่า 'ของหลอกเด็ก' ซึ่งเป็คำที่ย่อมาจากคำว่า "ของหลอกเงินเด็ก"
ของที่ยายแอ๋วขายส่วนใหญ่ จึงเน้นไปทางของหลอกเด็ก มากกว่าการขายสินค้าบริโภคปกติ ดั่งเช่นร้านขายของชำทั่ว ๆ ไป ที่มีมากมายราวกับกำลังแข่งกับจำนวนสุนัขจรในชุมชน
เพราะร้านขายของชำในชุมชนจะมีตลอดทั้งซอย โดยร้านชำแต่ละร้านจะแตกต่างกันที่เวลาเปิดปิด บางร้านจะปิดค่ำ บางร้านปิดดึก และบางร้านจะเปิดตลอดเวลา
แต่ร้านยายแอ๋วนั้นจะแตกต่างที่สุด ยายแอ๋วจะเปิดเช้า และปิดั้แ่เย็นและหยุดเสาร์อาทิตย์ พร้อมกับโรงเรียน เพราะกลุ่มลูกค้าของร้านยายแอ๋ว จะเน้นเฉพาะกลุ่มเด็กนักเรียนเท่านั้น
สินค้าของร้านยายแอ๋วส่วนใหญ่ จึงเป็สินค้าที่มีไว้เพื่อดึงเงินของนักเรียนให้ได้มากที่สุด มีั้แ่ขนมขบเคี้ยว ลูกอม น้ำหวาน หมากฝรั่ง
แต่ที่เด็ดที่สุดก็คือ พวกของเล่นหลอกเด็ก ที่ยายแอ๋วจัดเต็มไปเกินครึ่งของหน้าร้าน มีั้แ่หมากเก็บ หนังยาง ตุ๊กตาโมเดลตัวเล็ก ๆ ลูกแก้ว ลูกข่าง ลูกบอลพลาสติก
และสินค้าที่ใหม่ล่าสุด ที่เด็กคนอื่นรวมถึงไอ้ติม กำลังก้มหน้าก้มตาติดกันอยู่ นั่นก็คือ "สมุดสะสมสติ๊กเกอร์ดราก้อนบอล!" เศษกระดาษที่เหลือจากแผ่นสติ๊กเกอร์ หล่นกระจายเกลื่อนเต็มพื้นถนนเต็มไปหมด อย่างกับงานกงเต็ก
"ยาย ๆ มีสติ๊กเกอร์ลายอื่นอีกมั้ย?!!"
"โอ้ย..มีลายเดียวนี่แหละ เอ็งสะสมจนครบให้ได้ซะก่อนเถอะ แล้วลายใหม่ค่อยว่ากัน เนี่ยถ้าสะสมครบจะได้ของรางวัลด้วยน๊าา~"
ถ้าเป็ในปัจจุบันเราก็คงคิดว่า ยายแอ๋วนี่แหละนักขายตรงอันดับหนึ่งระดับยอดมงกุฏเพชรของแทร่ เสียงของยายแอ๋วที่พ่นใส่หน้าเรา เป็เหมือนกับเสียงเทพธิดาจากสรวง์ลงมาจุติ
'นี่แหละสิ่งที่เราตามหา' เราคิดในใจ หลังจากที่โดนคาถาของยายแอ๋วเข้าไปเต็มๆ
"อันกี่บาทอ่ะยาย?"
ยายแอ๋วยิ้มอย่างผู้ชนะ
"สมุดเจ็ดบาท สติ๊กเกอร์กล่องละห้า เอ็งจะเอากี่อัน?"
"อ้าว..แล้วทำไมสมุดแพงกว่าสติ๊กเกอร์อีกอ่ะยาย?"
"วะไอ้นี่! สมุดเอ็งซื้อแค่ครั้งแรกครั้งเดียว! มันก็ต้องแพงกว่าอยู่แล้วสิวะ ยังไง..ตกลงเอ็งจะเอาไม่เอา?"
ยายแอ๋วทำทีเปลี่ยนสีหน้า ทำเหมือนไม่อยากจะขายขึ้นมาซะอย่างนั้น
"เอา ๆ ผมเอาสองกล่อง!" เราเร่งนับเงินเป็การด่วน
เพราะว่าเราใช้หนังยางมัดเอาไว้ กับกระเป๋ากางเกงนักเรียนสีน้ำตาลของเรา
"เอาอันไหนหยิบเอาเอง เดี๋ยวเองได้ตัวไม่ถูกใจแล้วจะมาโทษข้า"
ยายแอ๋วยกถุงใสใบใหญ่ที่ข้างในมีกล่องขนมสีเหลือง
หน้ากล่องเป็รูปช็อคบอล ซึ่งหน้าตาบ่งบอกว่าไม่น่าอร่อยแปะไว้อยู่ และนี่ก็คือครั้งแรกในการเข้าวงการ ของหลอกเด็กของเรา
ที่ด้านหลังของสติ๊กเกอร์จะมีรหัสกำกับเอาไว้ ว่าสติ๊กเกอร์อันนี้เป็ชิ้นส่วนของภาพไหนในสมุด หลังจากติดจนหมดก็ได้รู้ว่า มีอันที่ซ้ำกันอยู่ประมาณนึง
เราเลยเริ่มเดินหาแลกกับเด็กคนอื่น แต่ดูเหมือนว่าไอ้เด็กพวกนี้จะเขี้ยวไม่ใช่เล่น หลังจากพยายามหาแลกอยู่นานก็ไม่มีใครยอมแลก
เราเห็นว่าใกล้เวลาเข้าแถวแล้ว ก็เลยเลิกสนใจพวกที่เหลือ แล้วรีบเดินไปเข้าโรงเรียนแทน ภายในโรงเรียนมีทั้งเด็กที่กำลังนั่งเข้าคู่ หรือรวบกลุ่มกันอยู่เหมือนเช่นปกติ
แต่ทว่าในวันนี้ การเล่นของเด็กๆได้เปลี่ยนไป เพราะแต่ละกลุ่มจะมีการใช้ชิ้นส่วนของสติ๊กเกอร์เป็ของเดิมพัน เรารีบเอากระเป๋าไปวางและรีบไปมุงดูพวกเด็กคนอื่นว่ากำลังทำอะไรกัน
การละเล่นที่เราสังเกตเห็นนั้นมีอยู่สองแบบที่เด็ก ๆนิยมเล่นกัน แบบแรกคือการเขี่ยให้สติ๊กเกอร์ของอีกฝ่ายหงาย และสติ๊กเกอร์ของเราต้องทับอยู่้า ถึงจะเป็คนชนะ แล้วคนชนะก็จะได้สติ๊กเกอร์ชิ้นนั้นไป
กับอีกแบบคือ การเอาสติ๊กเกอร์มารวมกัน แล้วใช้มือตบพื้นให้เกิดลม และถ้าสติ๊กเกอร์ที่กองรวมกันอยู่พลิกกลับด้าน คนที่ทำได้ก็ได้รับสติ๊กเกอร์ไป ตามจำนวนที่พลิกได้ โดยเรียงลำดับกันจากการ 'โอน้อยออก'
ซึ่งส่วนใหญ่สติ๊กเกอร์จะหมดไปั้แ่คนที่สองแล้ว เราที่เป็มือใหม่เลยยังไม่กล้าเล่น ทำได้แค่ศึกษาวิธีเล่น แล้วก็คอยดูเทคนิคของเด็กคนอื่น ๆไปก่อน
และดูเหมือนว่าไอ้ติมที่เข้าโรงเรียนมาก่อน จะหาสติ๊กเกอร์ได้เป็กอบเป็กำ ทั้งที่ตอนออกมาจากร้านยายแอ๋ว มันมีอยู่แค่ไม่กี่อันเอง แต่ในเวลาแค่ไม่นานนี้ มันหาสติ๊กเกอร์มาจนได้กองใหญ่ เราได้แต่มองกองสติ๊กเกอร์ของไอ้ติมตาเป็มัน
"ติมขอแลกหน่อยดิ สักห้าอัน!"
"ไม่เอา ๆ อย่ามายุ่งกับกู ไม่เล่นก็ออกไป อย่ามาเกะกะ!!"
พอถูกไอ้ติมไล่อีกครั้ง เราเลยได้แต่ทำหน้าบูดเดินออกมา ก่อนจะหันไปเห็นเพื่อนผู้ชายอีกกลุ่ม ทั้งห้าคนกำลังมุงล้อมวงกันอยู่ ทั้งหมดนั้นก็เป็เพื่อนในห้องป.1/1และป.1/2 เหมือน ๆ กับไอ้ติม
เพียงแต่เด็กพวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็ลูกของข้าราชการ มีพ่อแม่เป็ตำรวจ พวกหมอหรือพยาบาล ที่ทำงานอยู่ฝั่งตรงข้ามใกล้ ๆ กับวัด
"เฮ้ย.. เราขอแลกหน่อยดิห้าอัน"
"เอาดิแต่ขอดูก่อนนะว่ามียัง" เด็กชายผิวเข้มขี้มูกยืด ชื่อ "ตั้ง" หันมาหาเราก่อนจะยอมแลกไปหนึ่งอัน
การแลกเปลี่ยนทำให้เด็กชายที่มุงอยู่อีกสองคนที่เหลือให้ความสนใจ
"เฮ้ยๆมีอันไหนบ้าง?" เด็กชายผิวขาวเหลืองที่ดูสะอาดสะอ้านที่สุดในกลุ่มเข้ามากอดคอเราและตั้ง
"เราเหลือที่ซ้ำอีกสี่อัน" เราตอบเด็กชายที่กำลังกอดคอเราอยู่
"จะเหลือถึงกูกี่อันเนี่ย..." เด็กชายที่ชื่อ "ตะวัน" บ่นอุบ ตะวันจะร่างกำยำกว่าเด็กในรุ่นเดียวกันผิวเหลือง แต่มีฟันแถวบนที่ยื่นออกมาด้านหน้าอย่างเป็เอกลักษณ์ สรุปแล้วทั้งสองคนก็ไม่ได้แลกไปเพิ่ม เพราะทั้งสองคนมีแล้ว
"เฮ้ยป่ะกินน้ำกัน เดี๋ยวต้องมาเข้าแถวแล้ว"
"วุฒิ" เด็กชายผิวเข้มที่เข้มยิ่งกว่าตั้ง พูดขึ้นมาก่อนจะหันมามองเราที่ดูแปลกที่สุดในกลุ่ม
"เออๆป่ะปวดเยี่ยวพอดีเลย" ปาล์ม เด็กชายผิวขาวเหลืองอีกคน ที่เพิ่งเล่นเขี่ยสติ๊กเกอร์กับวุฒิเสร็จพูดเห็นด้วย ก่อนจะทำสายตาแบบไม่ไว้ใจมาที่เรา
เด็กสี่คนเดินมุ่งหน้าจะไปทางเชื่อมเพื่อไปยังห้องน้ำที่อยู่ติดกับโรงอาหาร แต่ว่ากลับมีเด็กคนนึงไม่ยอมปล่อยมือออกจากคอของเรา
"ป่ะ!!!" พร้อมกับเปลี่ยนจากการกอดคอ กลายเป็ล็อคคอและลากเราไปด้วย
"เฮ่ยไม่ไปๆ ไม่ปวดๆ" เราพยายามดิ้น แต่ดูเหมือนว่าความพยายามนั้นมันจะไม่เป็ผล
ทั้งห้าคนเป็เด็กที่ชอบอยู่ตอนเย็นเพื่อเตะบอลพลาสติกกัน เราเคยเห็นเพราะเรียนพิเศษเหมือนกัน
และพอทำการบ้านเสร็จครูสมถวิลก็จะปล่อยอิสระ ทั้งห้าเลยสนิทกัน เพราะชอบเตะบอลตอนเย็นด้วยกัน
ส่วนที่เราสู้แรงพวกนั้นไม่ได้น่ะหรอ ก็เลยต้องเลยตามเลย นั่นก็เพราะว่าเวลาเข้าแถวสมัยนั้น เด็กที่ตัวสูงจะอยู่หน้าสุด ไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลอะไรหรือมีค่านิยมอะไรเหมือนกัน
แต่เด็กตัวเล็กสุดจะต้องไปอยู่ท้ายแถว และแต่ละแถวจะแยกหญิงชายตามห้องและชั้นปี และแน่นอนว่าเราคือคนที่อยู่ท้ายสุด ต่อให้เราคิดว่าเราแข็งแรงและวิ่งเร็วแล้ว แต่ถ้าเทียบกับเด็กที่เล่นกีฬาทุกวันแล้ว เราก็กลายเป็แค่เด็กธรรมดาไปเลย
เมื่อเวลาเข้าแถวมาถึง ปกติจะมีเรากับเด็กอีกคนหนึ่งที่ต้องอยู่ท้ายสุด มันเลยค่อนข้างเป็ปมสำหรับเราทั้งคู่ เด็กคนนั้นชื่อว่า "หนึ่ง" ความจริงแล้วเราทั้งสองคนสูงเท่ากัน
แต่ถ้าใครมาก่อนก็จะได้นั่งก่อน และคนมาเข้าแถวช้าจะต้องนั่งหลังสุด เรากับหนึ่งก็พยายามจะวัดความสูงกันอยู่ทุกวัน ั้แ่วันแรก
พวกเราจึงเลือกที่จะใช้วิธีนี้ มากกว่ามาเถียงกันในทุก ๆ วันแทน มันเป็การพักรบแบบที่ยอมถอยกันคนละก้าว โดยไม่ต้องพูดคุยตกลงกัน และด้วยเหตุนี้ เราเลยมีความรู้สึกดีกับอีกฝ่ายขึ้นมาหน่อย ๆ
เพราะการที่จะหาคนที่เข้าใจความคิดของเราได้ โดยไม่ต้องพูดนั้นถือว่าหาได้ยากมาก ยิ่งเด็กที่อยู่ในระดับเดียวกันแล้ว ยิ่งหายากเข้าไปใหญ่ แต่ความพิเศษนี้ จะสามารถหาได้จากเด็กผู้หญิงมากกว่า
การเรียนพิเศษก็ทำให้เราได้รู้จักเพื่อนผู้หญิงเช่นกัน แต่ว่าเด็กผู้หญิงมักจะไม่เล่นกับเด็กผู้ชาย ไม่รู้ว่าทำไมเราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน สงสัยคงจะกลัวโดนล้อล่ะมั้ง ทั้งที่พวกเด็กอนุบาลก็ยังเล่นกันได้ปกติ ส้มโอเองเวลาอยู่ที่โรงเรียนก็ไม่ค่อยพูดกับเรา ั้แ่ที่ย่ามาตามเราวันนั้น
เวลาผ่านมาจนถึง่พักกลางวัน หลังจากกินข้าวเสร็จ พวกแก๊งห้าคนยอมให้เราไปนั่งกินด้วย ถึงแม้ว่าไอ้วุฒิกับไอ้ปาล์ม จะทำหน้าเหมือนปวดขี้ตลอดเวลาเถอะ
หบังจากนั้นพวกมันก็ชวนกันไปเล่นบอลกระดาษที่ขยำมาจากกระดาษสมุด ส่วนเราก็ปฏิเสธไปโดยอ้างว่าจะไปหาแลกสติ๊กเกอร์ จริง ๆ พวกมันเคยชวนเราเตะแล้วล่ะ แต่เราไม่ชอบเตะบอลเพราเราเตะไม่เป็
และนี่แหละก็คือสาเหตุ ที่ทำให้ไอ้สองคนนั้นมันนั่งหน้าบูด เพราะเราเตะบอลกับพวกมันไม่ได้ เราที่แยกตัวมาก็มาเดินดูพวกเด็ก ที่เอาสติ๊กเกอร์มาเล่นกันแบบเดียวกับในตอน่เช้า แน่นอนว่าไอ้ติมก็ตั้งวงของมันไว้ดักรอเหยื่ออยู่แล้ว
เรารู้ว่ามันไม่ชอบเราก็เลยไปเดินดูวงอื่น ๆ แทนแต่ว่าเด็กชั้นอื่น ๆ ที่เห็นว่าเราอยู่แค่ป.1ก็ชอบไล่เรา เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แค่มายืนดูเฉย ๆ จะต้องไล่กันทำไม
แต่แล้วเราก็ไปสะดุดตากับเด็กอยู่วงหนึ่ง วงนี้เป็เด็กอนุบาลแต่ว่าตัวสูงเท่าเรา แล้วยังมีคนนึงในนั้นที่ตัวสูงกว่าเราด้วยซ้ำ เด็กอนุบาลสองคนกำลังตบสติ๊กเกอร์กันอยู่ ดูเหมือนว่าเด็กที่ตัวสูงกว่า จะเป็ฝ่ายที่กำลังขาดทุน
"มาอีกรอบ!! รอบนี้กูเอาคืนแน่!" เด็กอนุบาลที่ตัวสูงกว่าทำท่าท้าทาย
"เออ..มาเหอะ!" เด็กอนุบาลอีกคนที่ชนะติดกันมาหลายรอบกว่า พูดตอบกลับไปแบบเรียบ ๆ
"แปดใบหมดตัว เอาป๊าววว?!!" เด็กตัวสูงท้า
"เออก็มาดิ!" เด็กที่ชนะรับคำท้า
หลังจากที่ทั้งสองสลับกันเป่ายิงฉุบ เด็กที่ชนะมาตลอดก็ได้ตบก่อน และตบชนะได้ในทีเดียว
"โอ้ยอะไรวะ ฝากไว้ก่อนเหอะ.. เฮ้ยหลบดิ๊เกะกะว่ะ มายืนดูอะไรเนี่ย!!!"
เด็กอนุบาลที่ตัวสูงกว่าเราผลักไหล่เราอย่างแรง ทำให้เซจนเกือบล้มหงายหลัง เพราะความลื่นของถุงเท้า เด็กอนุบาลอีกคนที่เห็นเราโงนเงน ก็กำลังทำท่าจะลุกออกไปเหมือนกัน เราเลยต้องรีบเรียกตัวเอาไว้ก่อน
"เดี๋ยวๆ พี่..จะขอแลกหน่อย" เราที่กำลังตั้งหลักด้วยท่าทางทุลักทุเล รีบเรียกอีกฝ่ายไว้
"จะเล่นไม่เล่น? ไม่เล่นก็จะไปแล้ว!" อีกฝ่ายตอบ
"เออๆ เล่นๆ.." เราก็เลยต้องตอบไปแบบนั้น
เพราะถ้าไม่ทำความรู้จักกันก่อนอีกฝ่ายก็คงไม่ยอมให้แลก เราเลยนั่งตรงที่ที่เด็กคนก่อนนั่ง โดยหันหน้าเข้าหากัน นั่นเลยทำให้เราได้เห็นหน้าของอีกฝ่ายชัดขึ้น
"ชื่อไรอ่ะ?" เราที่เพิ่งนั่งเริ่มชวนคุยก่อน
เพราะถ้าให้อยู่ดีๆมาเล่นกันเลยมันก็แปลกทๆ แล้วเราก็รู้สึกสนใจอีกฝ่ายแบบแปลก ๆ ด้วยเหมือนกัน ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มันคืออะไรเหมือนกัน
"ชื่อ นุ๊ก แต่บอกไว้ก่อน ต่อให้เป็ป.1ก็ไม่เรียกพี่หรอกนะ เพราะปีหน้าเราก็ขึ้นป.1แล้ว"
"....." เราอึ้ง
'โห... ความคิดแม่งโคตรเท่อ่ะ แต่นี่มันเป็วิธีคิดแบบไหนกันวะเนี่ย...?' เราคิดในใจ
"เออๆ..ไม่เป็ไร ยังไงเราก็เข้าก่อนเกณฑ์ ไม่ต้องเรียกพี่ก็ได้ เราชื่อ ไนท์"
แล้วนั่นก็เป็ครั้งแรกที่เราได้รู้จักกับนุ๊ก คนที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ว่าในอนาคตจะมีเื่บางอย่างเกิดขึ้นระหว่างเรา..