ตอนที่ 144 พลังใหม่
ด้วยฐานะใหม่ในฐานะนักสลักเอก ไม่เพียงระดับพลังจิตวิญญาณและศักยภาพของร่างกายในทุก ๆ ด้านเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น นิทานยังสัมผัสได้ว่าสัดส่วนพลังระหว่างเขาและคีตาเสถียรมากขึ้น แม้โดยปกติแล้วพวกเขาจะควบคุมเรื่องการแบ่งพลังกันตลอดเวลาแต่เมื่อทำเป็นประจำ ระดับพลังที่แบ่งปันจึงทำเองโดยจิตใต้สำนึก
และตอนนี้ เนื่องจากนิทานแข็งแกร่งขึ้นจนร่างกายของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าคีตามากขนาดนั้นแล้ว สัดส่วนพลังจึงแบ่งได้ง่ายดายและเสถียรขึ้น ไม่จำเป็นต้องให้นิทานมากกว่าเช่นก่อนหน้า
ศักยภาพทางกายของเขาในขณะนี้แม้จะไม่ได้โดดเด่นด้านการป้องกันและการเคลื่อนไหวดังเช่นคีตา หากพลังกายคือสิ่งที่เพิ่มชัดที่สุด เขาเพียงเสริมพลังตนด้วยการควบคุมน้ำหนักอย่างเดียวก็มากพอจะเทียบเท่ากับคีตาที่พลังกายไม่ด้อยกว่าสัตว์อสูรระดับเดียวกัน
หากเป็นตอนนี้ เมื่อนิทานเป็นคนใช้ไล่ตามเองกับอริยะ แม้จะยังไม่ถึงขั้นใช้ได้อย่างอิสระ แต่เพียงร่างกายอย่างเดียวก็สามารถรองรับพลังระดับอริยะได้นานมากขึ้น
เขายังไม่มั่นใจศักยภาพสูงสุดของตนในตอนนี้เนื่องจากยังไม่ได้ลองและการทับซ้อนพลังของพวกเขานั้นหลายชั้น หากเขาก็มั่นใจว่าหากต้องสู้กับหัวหน้าโจรสลัดระดับนักสลักโทอีกครั้ง ทุกอย่างจะต้องง่ายดายขึ้นหลายเท่า
“คงไม่ได้นอนแล้วล่ะ หน้าตาตื่นเต้นขนาดนี้ลองไปทดสอบพลังดูก่อนมั้ย” ผู้พันลาลันตายิ้ม เธอเข้าใจดีถึงความตื่นเต้นยามได้เลื่อนขั้นในการขีดเขียนชะตา สมัยเธอเลื่อนขั้นเธอก็ตื่นเต้นอยากลองทดสอบพลังของตนเช่นกัน
“โอ๊ะ งั้นเรากลับก่อนแล้วกัน ได้ผลขนาดไหนก็มาอวดกันบ้างล่ะ” องค์หญิงไพลินโบกมือร่ำลา เธอไม่ใช่ว่าไม่อยากเห็น แต่เรื่องของพลังเป็นสิ่งที่ส่วนตัวและละเอียดอ่อน มิใช่สิ่งที่สมควรจะเปิดเผยโดยง่าย
“ฉันไม่ถือนะ มาดูมั้ย แต่ไม่บอกหรอกนะว่าอะไรคืออะไรบ้าง” นิทานฉีกยิ้ม กับเพื่อนคนนี้เขาก็อยากอวดพลังใหม่ของตนเช่นกัน แต่แน่นอนว่าต้องขอเก็บรายละเอียดไว้
“แน่ใจนะ เราเห็นพลังนายก็บ่อยอยู่ ได้เห็นชัด ๆ อีกรอบอาจจะเดาออกเลยนะ” องค์หญิงไพลินฉีกยิ้มกลับ เธอไม่ได้โกหก ในระดับผู้เรียนรู้คำแห่งพลังมิใช่สิ่งที่เดาได้ยากขนาดนั้นเนื่องจากยังไม่ได้รับการยกระดับจนเป็นรูปแบบของตัวเองอย่างชัดเจน
นิทานชะงักไปเล็กน้อย เขาปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าด้วยสติปัญญาของเธอไม่แน่ว่าเธออาจคาดเดาถึงคำแห่งพลังระบุชื่อได้จริง ๆ หลังจากกัดฟันอยู่ชั่วครู่ทิฐิและความขี้อวดก็เอาชนะความระแวงได้ เขาพยักหน้ายินยอมให้ไพลิน
อริยะแปลงเพลิงหยิบบางอย่างออกมาจากปกเสื้อ เป็นแผ่นขนาดเล็กแผ่นหนึ่งที่สลักอาคม มันมีขนาดเพียงฝ่ามือเท่านั้น คล้ายกับยันต์หากเป็นแผ่นใส เธอทำมุทราด้วยมืออีกข้าง แผ่นนั้นเรืองแสงสีเนื้อเจิดจ้า แล้วจึงลอยไปปิดอักษรบนฝ่ามือขวาของนิทาน
แผ่นนั้นนาบสนิทกับฝ่ามือเขา ไม่รู้สึกถึงความอึดอัดหรืออะไรที่เกะกะแม้แต่น้อย กลายเป็นหนึ่งเดียวกับฝ่ามืออย่างสมบูรณ์ อักษรแรงดึงดูดศูนย์กลางบนฝ่ามือพลันถูกบดบังมิด เหลือเพียงรัศมีพลังและแสงอ่อนจางออกมายามใช้พลังเท่านั้น ไม่อาจมองเห็นคำได้อีก
“ขอบคุณมากครับ” นิทานกล่าวขอบคุณ เขาสงสัยมานานแล้วว่านักสลักบางส่วนใช้วิธีใดในการปกปิดคำแห่งพลังของตน ในเมื่ออักษรบางครั้งก็สลักในที่เปิดอย่างชัดแจ้งเช่นนี้ เช่นตาไกรที่สลักไว้ที่หลังมือ
“แผ่นปิดยันต์ แผ่นละ 2แสนไกอาเลยนะคะคุณเพื่อน ไม่ใช่อยากได้ก็จะหาซื้อได้ง่าย ๆ ด้วย” องค์หญิงไพลินยิ้มเจ้าเล่ห์ พลางทำท่าแบมือรอรับเงิน
นิทานชะงัก แผ่นเล็ก ๆ แค่นี้ราคาสูงถึงเพียงนั้น หากก็พอเข้าใจได้เมื่อนึกถึงความสามารถในการปกปิดของมัน ชิ้นนี้สมควรดีกว่าที่นักสลักทั่วไปใช้ด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นนิทานเลิ่กลั่กไพลินจึงหัวเราะร่า มือนั้นหันไปลูบหัวคีตาก่อนพากันออกจากห้องแทน ตามมาด้วยเสียงที่แว่วตามมา
“รีบมา เราอยากเห็นแล้วเนี่ย!”
———————————————————————————————————————————————————
ในห้องฝึกซ้อมห้องหนึ่งของหน่วยพิทักษ์เมือง ห้องเดิมกับที่คีตาได้ดื่มโลหิตสรรพชีวิตจนกลายเป็นหมาโคมไฟ ผู้พันลาลันตาจัดการวางข่ายอาคมอย่างรวดเร็ว ห้องซ้อมนี้เธอใช้งานเป็นประจำ แถมตัวเธอเองก็คือผู้นำของหน่วยพิทักษ์เมืองอยู่แล้ว การมาใช้ห้องฝึกซ้อมยามดึกเช่นนี้จึงไม่มีปัญหาอะไร
อริยะแปลงเพลิงราวกับจะยังไม่วางใจ เธอกระจายเพลิงของเธอไปปกคลุมทั่วห้องอีกชั้นหนึ่ง กลายเป็นปราการแกร่งที่ปกปิดได้ทุกสิ่ง
นิทานขณะนี้ยืนอยู่กลางลานซ้อม ด้านหน้าคือหุ่นกระบอกไม้ลงอาคมที่เคลื่อนไหวได้ ในมือของมันถือดาบไม้เอาไว้ เป็นหุ่นซ้อมสำหรับเจ้าหน้าที่หน่วย พลังของมันเพียงเทียบเคียงได้กับผู้เรียนรู้ไม่กี่คำเท่านั้น
เขายื่นฝ่ามือขวาไปด้านหน้า อักษรที่สลักไว้เรืองแสงจ้าหากกลับถูกบดบังไว้ด้วยแผ่นปิดยันต์ มีเพียงพลังจิตวิญญาณที่แผ่ออกมาเท่านั้น ไม่สามารถมองเห็นอักษรได้แต่อย่างใด นิทานกำหนดจิตมั่น เล็งเป้าหมายไปยังหุ่นซ้อม
เริ่มจากดึงก่อนละกัน นิทานพึมพำ เมื่อถ่ายเทพลังจิตวิญญาณลงไปจึงรู้สึกได้ถึงแรงดูดรุนแรงที่เชื่อมระหว่างเขากับหุ่นซ้อม
หุ่นซ้อมที่ยืนนิ่งอยู่ด้านหน้าพลันถูกฉุดกระชากอย่างรุนแรง คล้ายกับการถูกตบด้วยยักษาจากทางด้านหลัง พุ่งเข้ามาหาเขาราวกระสุนปืนใหญ่
องค์หญิงไพลินนัยน์ตาทอประกายเมื่อเห็นพลังใหม่ของนิทาน เธอเคยเห็นนิทานใช้พลังแรงดึงดูดควบคุมน้ำหนักแต่ไม่เคยเห็นนิทานใช้พลังดึงอย่างรุนแรงเช่นนี้ ยิ่งเห็นยิ่งทำให้เธอคาดหวังถึงพลังของตนเองในอนาคต ในขณะนี้เธอยังค้นพบคำเพียงหนึ่งคำเท่านั้น
แรงนะเนี่ย ใช้ดึงมาโจมตีได้สะดวกเลย เอ๊ะ.. แรงไปมั้ง! นิทานในตอนแรกก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ หากสักพักก็หน้าเปลี่ยนสีเมื่อหุ่นนั้นไม่มีท่าทีหยุดลงแม้แต่น้อย พุ่งเข้าใส่เขาอย่างกับช้างตกมัน
นิทานกระโดดหลบออกข้างทันอย่างฉิวเฉียด หุ่นซ้อมนั้นพุ่งผ่านตัวเขาไปเพียงนิดเดียว หากยังไม่ทันที่เขาจะเป่าปากโล่งอก หุ่นซ้อมนั้นพลันหักเลี้ยวอย่างรุนแรง นำวิถีพุ่งเข้าร่างของเขาเช่นเดียวกับยามที่เขาใช้พลังเชื่อมโยงกับอาวุธปา
ร่างของนิทานโดนหุ่นไม้ซัดใส่อย่างรุนแรง กระเด็นออกไปพร้อมกัน แล้วจึงหยุดลงเมื่อชนกับขอบของลานฝึกซ้อม เขาสำลักอากาศเมื่อหุ่นซ้อมนั้นกระแทกเข้าท้องของเขาเต็มเปาจนแทบสำรอก
“เป็นศูนย์กลางสินะ” องค์หญิงไพลินหัวเราะลั่น เธอชี้ที่สภาพดูไม่จืดของนิทาน แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่เธอก็ยังวิเคราะห์ออกมาได้ดีท่ามกลางเสียงหัวเราะและหน้าแดงซ่าน
“ยังไม่ชินเฉย ๆ หรอก” นิทานบ่นอุบแล้วจึงโยนหุ่นไม้ออกจากร่าง ถูกเผงเลยว่าตัวเขานั้นคือศูนย์กลาง เมืองเขาหลบออกข้าง หุ่นไม้จึงตามติดมาเช่นนี้
คราวนี้เขาถอยห่างจากหุ่นไม้แล้วจึงลองอีกครั้ง หากคราวนี้เขาปรับเปลี่ยนเล็กน้อย ควบคุมพลังให้ละเอียดอ่อนกว่าเดิม หุ่นไม้ถูกดูดเข้ามาหาร่างเขาอย่างรุนแรงราวกับกระสุนปืนใหญ่อีกครั้ง
หากเมื่อร่างของหุ่นไม้เข้าสู่ระยะเอื้อมมือของนิทาน เขากำหมัดแน่น แล้วจึงชกสวนออกไปที่ใบหน้าของหุ่นตัวนั้น เพียงชั่วพริบตาก่อนที่หมัดจะกระทบพลังดึงก็สูญหายไป เหลือเพียงแรงเฉื่อยพาร่างของหุ่นไม้ไปชนเข้ากับหมัดนิทานที่ต่อยสวนเข้ามา
ร่างของหุ่นไม้ส่งเสียงดังลั่น แล้วจึงลอยละลิ่วออกไปกระแทกกับอีกฝั่งของลานซ้อมรุนแรงยิ่งกว่ายามที่นิทานกระแทกมา
เป็นการผสานพลังง่าย ๆ โดยการใช้แรงของเขาเองชกสวนสิ่งที่พุ่งเข้ามา ใช้แรงของอีกฝั่งเพื่อเพิ่มความเสียหาย หุ่นไม้ที่ถูกซัดปลิวไปมีร่องรอยปริแตกอย่างชัดเจน
“ทำจากไม้เปลือกหินเลยนะนั่น” ผู้พันลาลันตาผิวปากหวิว ด้วยความที่หุ่นซ้อมต้องรับการโจมตีของหน่วยพิทักษ์เมืองที่เต็มไปด้วยหัวกะทิ คุณภาพความทนทานของมันจึงต้องสูงระดับหนึ่ง และหุ่นตัวนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่นักสลักเอกทั่วไปจะทำให้เกิดริ้วรอยได้โดยง่าย
อริยะแปลงเพลิงยิ้มบางเบา สิ่งที่เธอสนใจมากกว่าคือสัญชาตญาณและความสามารถในการปรับตัวของนิทานมากกว่า แม้คำแห่งพลังจะกลั่นกรองออกมาจากตัวตนแต่การใช้ให้เกิดประสิทธิภาพก็ต้องผ่านการฝึกฝนและขัดเกลา หากนิทานกลับประยุกต์ใช้ได้อย่างรวดเร็ว แสดงชัดถึงไหวพริบอันดีเยี่ยม
“ดึงแบบไม่แรงบ้างได้มั้ย เช่นดึงคีตามาหาตัว” องค์หญิงไพลินชี้ไปยังคีตาที่นั่งมองอยู่ข้าง ๆ เธอจดจ้องรูปแบบพลังของนิทานอย่างตั้งใจพร้อมกับเสนอวิธีใช้ในรูปแบบอื่น
นิทานพยักหน้า ก่อนจะยื่นมือไปทางคีตาทำท่าจะทดสอบดู คีตาที่เตรียมพร้อมก็ยืนนิ่งรอรับแรงกระแทกหากเกิดเหตุผิดพลาด หากเมื่ออักษรเปล่งแสง ร่างของคีตากลับหายวับไปแล้วจึงมาโผล่ที่ข้างกายนิทานในชั่วพริบตา มันไม่ได้กระแทกเข้ากับร่างของนิทานแต่อย่างใด เพียงมาปรากฏตรงนั้นเท่านั้น
ไพลินจับจ้องภาพนั้นพร้อมหรี่ตาลง ปากพึมพำบางอย่างพร้อมกับบันทึกที่โผล่ขึ้นมาบนมือไม่ทราบเมื่อใด นิทานและคีตามองหน้ากันอย่างงงงวย
“เคลื่อนย้ายข้ามมิติ?” นิทานพูดเสียงเบา หากอริยะแปลงเพลิงกลับขัดขึ้น
“ไม่ใช่”
“เป็นการเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว คล้ายกับการถูกดึงไป แต่รุนแรงและรวดเร็วกว่ามาก” ผู้พันลาลันตากล่าวเสริม มีเพียงอริยะสองท่านนี้เท่านั้นที่มองการเคลื่อนไหวพริบตานั้นออก
“แล้วยังไม่ส่งผลกระทบอะไรกับร่างกายของคีตาเลยด้วยค่ะ คีตา เจ็บบ้างมั้ยคะ” องค์หญิงไพลินพูดขึ้นพลางชี้ไปยังคีตาที่สภาพปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน ทั้ง ๆ ที่หากถูกดึงเข้าหาด้วยแรงขนาดนั้นเพียงแผลบอบช้ำยังถือว่าน้อยเกินไป
“โฮ่ง!”
ไม่นะ! ไม่เจ็บ! คีตาเห่าตอบ เพียงท่าทางของมันเธอก็มั่นใจแล้วว่ามันไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย
“ถ้าไม่ใช่ศัตรูจะดึงเข้าหาได้แบบนั้นเหรอ นิทาน ลองดึงเราหน่อย” องค์หญิงไพลินนัยน์ตาเจิดจ้า เธอบีบกระดุมเม็ดหนึ่งบนเสื้อของเธอ เกราะเรืองแสงพลันปรากฏขึ้นรอบกาย
เมื่อนิทานเห็นว่าเธอเตรียมการป้องกันพร้อมสรรพ เขาก็เริ่มใช้พลังอีกครั้ง ครั้งนี้เขาเล็งไปที่ไพลิน เพียงแต่ลองปรับเปลี่ยนเล็กน้อย เขาลองไม่ยื่นมือออกไป ใช้พลังโดยตรง
เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าพลังจิตวิญญาณถูกใช้ออกมากขึ้น หากไม่ใช่เพราะท่าทางของฝ่ามือ เป็นเพราะเป้าหมายที่เลือกมากกว่า แม้จะยังไม่เข้าใจหลักการนักแต่ร่างของไพลินก็หายวับมาปรากฏข้างกายเขาอย่างไร้รอยขีดข่วน
“เป็นการเคลื่อนร่างอย่างรวดเร็วจริง ๆ ค่ะ ถ้าไม่มีอะไรขวางอยู่ก็จะมาปรากฏข้าง ๆ ทันที เร็วระดับที่นักสลักทั่วไปมองไม่ทันแน่นอน” องค์หญิงไพลินสรุปด้วยรอยยิ้มเจิดจ้า
“แต่ใช้พลังจิตวิญญาณสูงขึ้นด้วย ไพลิน เธอตัวหนักนะเนี่ย” นิทานที่เริ่มเหงื่อตกจากการใช้พลังอย่างต่อเนื่องพูดขึ้น
“เสียมารยาทย่ะ คีตาหนักกว่าอยู่แล้วเถอะ น่าจะเป็นเรื่องความผูกพันหรือความใกล้ชิดมากกว่าคีตาถึงได้เบากว่า” องค์หญิงไพลินหันไปแยกเขี้ยวให้กับคนปากเสียตรงหน้าพร้อมกับวิเคราะห์ให้พร้อมสรรพ
“ดึงคนมาข้างตัวได้ทันที เป็นเด็กขี้เหงาจริง ๆ นะเนี่ย” ผู้พันลาลันตาหัวเราะ