ณ โรงละคร
ด้านหลังโรงละครที่มีนักแสดงหลายชีวิตกำลังสาละวนอยู่กับการแต่งตัวเพื่อเตรียมที่จะแสดง บ้างก็แต่งหน้า บ้างก็ทำผม บ้างก็นำชุดและเครื่องประดับมาสวมใส่
"อ่าว นังหงส์หยกแต่งตัวเสร็จแล้วเหรอ"
"เสร็จแล้วจ้ะเจ๊ ฉันรอสร้อยคอคริสตัลจากเ้าศิลป์มันอยู่น่ะ"
"เออ แล้วเมื่อไหร่เ้าศิลป์มันจะมาซักทีละเนี่ย"
"มาแล้วครับ"
ขณะที่ปาหนันนางโชว์ประจำคณะกำลังบ่น ศิลป์ทวีก็เดินเข้ามาพอดี
"อ่าว พูดถึงก็มาพอดี ตายยากจังนะอีนังศิลป์ แล้วนั่นพาใครมาด้วยล่ะน่ะ อุ๊ย...อ๊าย..คุณแม่ขา"
ปาหนันถึงกับกรี๊ดด้วยความดีใจที่ได้พบบุคคลอันเป็ที่รัก นั้นก็คือทิวา บรรดานางโชว์สาวประเภทสองต่างเข้ามาห้อมล้อมทิวาด้วยความดีใจทุกคนรักทิวาเหมือนแม่เพราะเสื้อผ้าอาภรณ์ทุกชุดที่พวกเธอสวมใส่ขึ้นแสดงนั้นเป็ฝีมือการตัดเย็บของทิวาแม่ของศิลป์ทวีทั้งสิ้น
"ดีใจอะไรกันนักหนาทำยังกับไม่เคยเห็นกันไปได้"
"แหม คุณแม่ใหญ่ก็ คุณแม่ทิวาเธอไม่เคยโผล่มาที่นี่เลยนี่นา วันอุตส่าห์มาถึงที่นี่เราก็ดีใจเป็ธรรมดาแหละ นะแม่นะ"
"เอาหล่ะดีใจกันพอหอมปากหอมคอก็พอนะ แล้วก็รีบไปแต่งตัวกันให้เรียบร้อย นี่ก็ใกล้ได้เวลาขึ้นแสดงละรีบๆเข้าเลย"
"ค่ะ แม่ใหญ่"
"เ้าศิลป์ลุงฝากดูแลความเรียบร้อยทางนี้ด้วยนะ"
"ครับ"
"ทิวา มาคุยกับฉันทางนี้ดีกว่า"
"ค่ะคุณพี่"
เมธีสั่งการให้ศิลป์ทวีดูแลงานแทนตน
"นังศิลป์ ไหนล่ะสร้อยคอของนังหงส์หยกที่แกบอกจะทำมาให้มันน่ะอยู่ไหน"
"อะนี่ อยู่นี่"
ศิลป์ทวีส่งกล่องกำมะหยี่ให้กับปาหนัน หงส์หยกทำท่าทีตื่นเต้นที่ตนจะได้สวมสร้อยคอคริสตัลเส้นใหม่ขึ้นแสดงโชว์ ปาหนันเปิดกล่องออกมาดูแล้วก็ต้องพับกล่องลงในทันทีด้วยอาการใ ปาหนันไม่เชื่อสายตาตัวเองจึงเปิดดูอีกครั้ง ถึงแม้ว่าปาหนันจะเป็เพียงแค่นางโชว์ในคณะคาบาเรต์เคยสวมใส่แต่เครื่องประดับคริสตัลที่ไม่ไช่เพชรแท้ แต่ก็ไช่ว่าเธอจะไม่รู้ว่าสร้อยคอในกล่องที่เธอถืออยู่คือเพชรจริงที่มีมูลค่าหลายสิบล้านที่ตัวเธอเองก็ไม่คาดคิดว่าเกิดมาชาตินี้จะได้ัั
"ทำไม พี่ปาหนันเกิดอะไรขึ้น"
"แก เอาสร้อยนี้มาจากไหน"
ปาหนันถามศิลป์ทวีด้วยน้ำเสียงสั่น หงส์หยกนางโชว์ตัวเอกที่จะสวมสร้อยเส้นนี้ก็พลอยตัวสั่นไปด้วยที่รู้ว่าสร้อยเส้นที่เธอเห็นเป็เพชรจริง ทั้งศิลป์ทวี ปาหนัน และหงส์หยกยืนตกตะลึงกับสร้อยเพชร
"มันต้องสลับกับของใครมาแน่เลย จะทำไงดีละเนี่ยเ้าของเขาต้องตามหาแน่"
"ไช่ แล้วเราจะเอาไปคืนเ้าของเขายังไง เป็ของใครก็ไม่รู้"
หงส์หยกพูดขึ้น
"ไฟพร้อม เวทีพร้อม นักแสดงคิวแรกเตรียมตัวเลยครับ เ้าหน้าที่แบคสเตจของโรงละครสั่งให้นักแสดงเตรียมตัว"
"โอ๊ยตายแล้ว จะทำยังไงดี เอางี้หงส์หยก แกใส่สร้อยนี่ขึ้นโชว์ไปก่อน"
"จะดีเหรอพี่สร้อยเพชรนี้มันไม่ไช่ของเรานะ"
ศิลป์ทวีทัดทานไม่ให้ปาหนันทำเช่นนั้น
"แล้วแกจะให้ทำยังไงวะ จะให้อีหงส์หยกนางโชว์ตัวเอกออกไปโชว์ทั้งที่คอโล่งๆแบบนี้นะเหรอ เอาเถอะน่าใส่ขึ้นเวทีประเดี๋ยวเดียวก็ถอดแล้วเื่คืนเ้าของค่อยว่ากัน ขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อน"
ปาหนันหยิบสร้อยเพชรออกจากกล่องแล้วมาสวมที่คอให้กับหงส์หยก แล้วหงส์หยกออกไปแสดงโชว์หน้าเวทีอย่างสวยงาม ขณะที่การแสดงโชว์คาบาเรต์ดำเนินไปเรื่อยๆ ปัญพัฒน์ที่มีความสงสัยว่าสร้อยเพชรของผู้เป็แม่ต้องอยู่ที่นี่ เขาจึงเดินทางมาที่โรงละครพร้อมกับอลิษาและมีตำรวจนายหนึ่งติดตามด้วย อลิษาหมายใจจะจับตัวหัวขโขมยเข้าคุกให้ได้
"คุณแน่ใจเหรอคะพัฒน์ ว่าสร้อยเพชรของคุณแม่จะมาอยู่ที่นี่น่ะ"
"ผมก็ไม่รู้นะ แต่ผมมีความรู้สึกว่ามันน่าจะอยู่ที่นี่"
"เข้าไปค้นเลยดีไหมคะคุณตำรวจ"
อลิษารบเร้าให้ตำรวจเข้าไปค้นหาตัวคนร้าย
"ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกนะครับ เราไม่มีหมายค้น"
ตำรวจนายหนึ่งพูดขึ้น อลิษาแสดงสีหน้าท่าทางไม่พอใจ
"ษา ผมว่าเรารอก่อนจะดีกว่านะ"
อลิษาเห็นพนักงานของโรงละครเดินผ่านไปมา ทำทีเหมือนไม่รู้ว่าเ้าของโรงละครยืนอยู่ตรงนี้
"อะไรกันพนักงานพวกนี้ ไม่รู้รึไงนะว่าบอสเ้าของโรงละครมาเนี่ยไม่เห็นมีใครมาตอนรับเลย เดินผ่านไปผ่านมาเหมือนคนไม่รู้จัก น่าไล่ออกซะจริงพนักงานแบบนี้"
"อย่าไปว่าเขาเลยษา ผมเองก็พึ่งจะได้รับมรดกโรงละครนี้มาแค่ไม่กี่วัน การประชุมเปิดตัวก็ยังไม่มี ไม่แปลกหรอกที่พวกเขาจะไม่รู้จักผม"
"คุณครับ"
ปัญพัฒน์เรียกพนักงานโรงละครคนหนึ่งที่กำลังจะเดินผ่านไป
"ครับผม"
"ผมขอสอบถามหน่อย ตอนนี้การแสดงใกล้จบหรือยังครับ"
พนักงานได้ยกข้อมือขึ้นเพื่อดูนาฬิกา
"อีกประมาณ 10 นาทีก็จะจบแล้วครับ"
"ถ้าการแสดงจบแล้ว นักแสดงก็จะไปอยู่ที่ไหนกันครับ"
"อยู่ในห้องแต่งตัวที่ด้านหลังโรงละครครับ คุณมีอะไรให้ผมช่วยรึเปล่าครับ"
"คือว่า...้าที่จะพบนักแสดงน่ะครับ"
"อ๋อ ถ้าอย่างนั้นเนี่ยรบกวนคุณรอสักครู่นะครับเพราะว่านักแสดงทุกคนจะต้องออกมาโชว์ตัวที่ด้านนอกเพื่อให้ผู้ชมได้ถ่ายรูป รบกวนคุณรอสักครู่ ว่าแต่มีตำรวจมาด้วยเหรอครับ ขอประทานโทษนะครับไม่ทราบว่ามีเหตุด่วนอะไรไหมครับคุณถึงพาตำรวจมา"
พนักงานเริ่มถามซักไซ้ไล่เรียงเมื่อเขาเห็นว่ามีตำรวจมาด้วย
"ฉันจะมาจับขโมย"
อลิษาพูดโพล่งขึ้นมากลางปล้อง ทำเอาพนักงานใหน้าเสีย
"ที่นี่มันมีขโมย มีมิจฉาชีพฉกเอามีค่าของเราไป ฉันจึงต้องเอาตำรวจมาลากคอโจรเข้าคุกไงล่ะ ก็คงจะเป็พวกกะเทยที่เป็นักแสดงคาบาเรต์ในนี้แหละไม่ไช่ใครที่ไหน"
"ษา ไม่เอาน่าเขาไม่รู้เื่อะไรกับเรา"
ปัญพัฒน์ปรามอลิษาไว้ไม่ให้พูด
"ขอบคุณนะครับที่ให้ข้อมูล"
พนักงานโรงละครที่ปัญพัฒน์คุยด้วยชื่อว่าแบงค์ รู้จักและสนิทสนมกับศิลป์ทวีเป็อย่างดีแบงค์ไม่รอช้าที่จะนำเื่ราวทุกอย่างไปบอกกับศิลป์ทวีให้รู้ ศิลป์ทวีไม่รู้จะทำอย่างไร ถ้าจะออกไปพบปัญพัฒน์ตอนนี้เขาก็ไม่รู้จะพูดหรืออธิบายอย่างไรก่อนดีเพราะมีตำรวจมาด้วยแบบนี้เ้าตัวผู้เป็เ้าของสร้อยเพชรคงไม่้าที่จะพูดดีด้วยแน่ๆ และที่สำคัญตอนนี้สร้อยเพชรเส้นนั้นอยู่ที่คอของหงส์หยกถ้าเ้าของเขาเห็นว่าเอาสร้อยเขามาสวมใส่แบบนี้ร้อยทั้งร้อยเ้าของเขาต้องกล่าวโทษอยู่แล้วว่าขโมยของเขาทั้งที่ศิลป์ทวีไม่ได้ตั้งใจที่จะทำเช่นนั้น
เมื่อการแสดงจบลง หงส์หยกผู้เป็นางโชว์ตัวเอกและนางโชว์คนอื่นๆต่างก็พากันออกไปถ่ายรูปกับผู้ที่มาเข้าชมการแสดงคาบาเรต์ หงส์หยกนางโชว์ตัวเอกของคณะต่างก็มีคนมารุมล้อมเพราะความงามของสร้อยเพชรที่เธอสวมใส่อยู่ มีคนมาขอถ่ายรูปเป็จำนวนมากจนแน่นขนัดไปหมดและมีเสียงพูดคุยกันอื้ออึงว่าสร้อยที่หงส์หยกสวมใส่อยู่เป็สร้อยเพชรของจริงปัญพัฒน์ได้ยินดังนั้นเขาก็พยายามใช้สายตามองลอดฝูงชนเข้าไป
"นั้นไงอยู่นั้น สร้อยเพชรของแม่ผมอยู่ที่คอของนักแสดงคนนั้น"
ปัญพัฒน์กับอลิษาพร้อมด้วยตำรวจนายหนึ่งได้ฝ่าวงล้อมเข้าไปเพื่อที่จะไปให้ถึงตัวหงส์หยก ศิลป์ทวีฝ่าฝูงชนเข้าอีกด้านหนึ่งเพื่อจะดึงตัวหงส์หยกออกมาแต่ก็ไม่ทัน เพราะอลิษาเข้าไปถึงก่อนและเ้าหล่อนก็จู้โจมทันที
"คุณตำรวจจับมันเลยค่ะ อีนี่แหละหัวขโมย"
"เปล่านะคะ ดิฉันไม่ได้เป็ขโมย"
อลิษาะโเสียงดังกลางฝูงชน
"ยังจะมาแก้ตัวอีกนะ ก็เห็นๆกันอยู่ว่าสร้อยเพชรอยู่ที่คอแก คุณตำรวจจับมันเลยค่ะเอามันเข้าคุกเลยค่ะ รออะไรอยู่ละห๊ะ"
หงส์หยกไม่รู้จะทำอย่างไรด้วยความกลัวเธอจึงพยายามวิ่งหนีจากตรงนี้เพื่อไปหาศิลป์ทวี แต่เธอก็หนีไม่พ้น
"จะหนีไปไหนอีหัวขโมย"
อลิษากระชากแขนหงส์หยกมาได้เธอก็ซัดฝ่ามือเข้าที่หน้าของหงส์หยกอย่างเต็มแรง จนหงส์หยกล้มไปกองกับพื้น ผู้ที่ห้อมล้อมอยู่ก็แตกตื่น ปกติกะเทยอย่างหงส์หยกไม่เคยยอมให้ใครตบเอาง่ายๆแต่ตอนนี้เธออยู่ในชุดนางโชว์เธอไม่สามารถทำอะไรนอกเสียจากยืนเป็เป้านิ่งให้อลิษาตบเอาง่ายๆ
"ษา อย่า"
"หงส์หยก"
ศิลป์ทวีเข้าไปช่วยหงส์หยกไว้ไม่ทัน ปัญพัฒน์รีบคว้าเอาตัวอลิษาออกมา
"อย่ามาห้ามษานะคะอีกะเทยหัวขโมยมันกำลังจะหนีไปนะคะปัญ"
"ษา คุณใจเย็นก่อนนะษา"
"หงส์หยกเป็ไงบ้าง"
ศิลป์ทวีรีบเข้ามาประคองหงส์หยกให้ลุกขึ้น
เมื่อศิลป์ทวีและปัญพัฒน์หันกลับมาทั้งสองต่างก็จำกันได้ในทันที แต่สถานการณ์ที่รุนแรงแบบนี้คงจะไม่ไช่เวลาที่จะมาทบทวนความจำกัน
"ทำไมต้องทำรุนแรงขนาดนี้"
"ทำไมฉันทำไม่ได้ก็อีกะเทยนี่มันขโมยเครื่องเพชรของคุณปัญพัฒน์ไป"
"เดี๋ยวนะครับคุณฟังผมอธิบายก่อน"
"อย่าไปมันฟังนะคะ คุณตำรวจคะจับมันเลยค่ะ"
"เื่นี้ผมอธิบายได้นะครับ ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะขโมยเพชรของคุณมานะ"
"จะผมเชื่อคุณได้ยังไงหลักฐานก็เห็นกันอยู่ ว่าสร้อยเพชรของผมมันอยู่ที่คอของนางโชว์คนนั้น"
ปัญพัฒน์ไม่ยอมฟังคำอธิบายของศิลป์ทวี แบงค์พนักงานโรงละครเห็นสถานการณ์ไม่ค่อยดีจึงรีบเข้าไปตามตัวเมธีลุงของศิลป์ทวีผู้เป็หัวหน้าคณะคาบาเรต์ให้ออกมาช่วยศิลป์ทวีและหงส์หยกที่กำลังตกเป็ผู้ต้องหาขโมยเพชรโดยไม่รู้ตัว เมธีจึงรีบออกมาดูพร้อมกับทิวา
"อะไรกันเนี่ย นี่มันเกิดอะไรขึ้นครับคุณตำรวจ ผมเป็เ้าของคณะคาบาเรต์ที่เปิดทำการแสดงอยู่ที่นี่ ไม่ทราบว่าคนของผมไปทำอะไรไว้เหรอครับถึงต้องพาตำรวจมาที่นี่ เ้าศิลป์มันเกิดอะไรขึ้น"
"คุณลุงครับคือเื่นี้มันเป็เื่เข้าใจผิดนะครับคุณลุง"
หงส์หยกตั้งสติได้ก็วิ่งเข้าไปกอดทิวาร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว ทิวาสวมกอดหงส์หยงด้วยความสงสารขณะที่ทิวากำลังกอดปลอบประโลมหงส์หยกอยู่นั้นสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นสร้อยเพชรที่คอของหงส์หยก ทิวาตกตะลึงมือไม้สั่น เพราะเธอไม่คาดคิดจะได้พบเจอสร้อยเส้นนี้อีกครั้ง
"อ่อ เจอก็ดีละ ผมจะบอกให้คุณรู้ไว้นะครับว่าลูกน้องในคณะคาบาเรต์ของคุณได้ขโมยสร้อยเพชรของผมไป"
"แต่หลานผมเขาบอกว่าเป็เื่เขาใจผิด"
"จะเข้าใจผิดได้ยังไง ในเมือหลักฐานก็เห็นกันอยู่"
อลิษาพูดขึ้น
"ในเมื่อคุณพาตำรวจมาด้วยผมต้องรบกวนคุณตำรวจแล้วล่ะครับ"
"ไม่ต้องทำเป็พูดมากเลย คุณตำรวจจับมันเลยค่ะ"
อลิษาดึงดันจะให้ตำรวจจับผู้ที่เกี่ยวข้องให้ได้
"เดี๋ยวก่อนนะครับทุกคนผมขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบนะครับ ผมจะเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้อธิบายนะครับ"
"จะไปฟังมันทำไมคะคุณตำรวจจับมันเข้าคุกเสียก็สิ้นเื่แล้ว"
"ษา หยุดเถอะคนเขามองกันใหญ่แล้วนะ ปล่อยให้เป็หน้าที่ของเ้าหน้าที่ตำรวจเขาเถอะ"
อลิษาสะบัดมือด้วยความโมโหที่ถูกปัญพัฒน์ห้าม
"ผมไม่มีหมายจับ ผมจับใครไม่ได้หรอกนะครับ ที่ผมมาก็เพราะผมจะมาช่วยสืบหาและไกล่เกลี่ย ผมเห็นแล้วว่าผู้ที่คุณสองคนกล่าวหาว่าขโมยของของคุณนั้นเขาไม่ได้หลบหนีไปไหน ผมเห็นว่าทั้งสองฝ่ายพอที่จะเจรจากันได้ผมก็อยากให้คุยกัน"
"ว่ายังไงเ้าศิลป์"
เมธีหันไปถามศิลป์ทวี และศิลป์ทวีก็ได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ทางตำรวจได้รับรู้และปัญพัฒน์แสดงสีหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่คนที่ไม่เชื่อเลยคืออลิษา ศิลป์ทวีตกลงคืนสร้อยให้กับปัญพัฒน์ ทุกดูเหมือนจะจบแต่ก็ยังมีคนที่ไม่ยอมจบ ก่อนที่ปัญพัฒน์และอลิษาพร้อมกับตำรวจอีกหนึ่งนายจะแยกย้ายกันกลับ อลิษามีคำพูดส่งท้าย
"พวกแก เตรียมขนข้าวขนของย้ายคณะไปแสดงที่อื่นได้เลยนะ"
"คุณมีสิทธิ์อะไรมาไล่พวกเรามิทราบ"
เมธี สาวประเภทสองรุ่นใหญ่เอ่ยถามอลิษาหญิงสาวที่แต่งกายเป็ผู้ดีแต่กิริยาราวกับแม่ค้า
" เพราะคุณปัญพัฒน์เขาเป็เ้าของโรงละครคนใหม่รู้ไว้เสียด้วย"
ศิลป์ทวีถึงกับตกตะลึงเมื่อได้ยินคำพูดของอลิษา
"แกอย่าคิดว่าคุณปัญเขาจะเชื่อคำพูดของพวกแกที่คุณปัญเขายอมจบเพราะว่าเขาไม่อยากเสียเวลา อีกไม่นานหรอกคุณปัญพัฒน์ไม่่เอาพวกแกไว้แน่"
“เอานี่ เอาสร้อยคริสตัลเน่าๆของแกคืนไป”
อลิษาโยนกล่องคริสตัลใส่ศิลป์ทวีอย่างไร้มารยาท กล่องหล่นลงพื้นจนทำให้คริสตัลที่แสนจะเปราะบางหลุดกระจัดกระจายเต็มพื้น ด้วยความเสียดายศิลป์ทวีจึงก้มลงไปเก็บคริสตัลที่หล่นเรี่ยอยู่ตามพื้นและมีคริสตัลเม็ดใหญ่หล่นที่ข้างเท้าของอลิษาพอดี อลิษาได้โอกาสที่จะกลั่นแกล้งศิลป์ทวีเธอจึงใช้เท้าเหยีบครัสตัลเม็ดนั้นเอา พร้อมกับคำพูดเย้ยหยัน “อีพวกกระจอก” “เฮ้ย มันจะมากเกินไปแล้วนะเว้ย เป็ผู้ดีตีนแดงมาจากไหนก็ขอให้ระวังตีนด้วยนะเว้ย เพราะตีนกะเทยมันกระทืบคนไม่เลือกหน้าเหมือนกัน”
นักแสดงคาบาเรต์สาวประเภทสองคนหนึ่งในคณะ พูดด้วยอารมณ์ทเหลืออดต่อการกระทำของอลิษา อลิษาจำเป็ต้องล้าถอยเพราะเธอเริ่มที่หวาดกลัวบรรดาสาวประเภทสองที่ห้อมล้อมเธออยู่
โปรดติดตามตอนต่อไป