เมืองหลี่นับเป็เมืองใหญ่เมืองหนึ่ง แม้เวลาจะล่วงเลยมาจนค่ำมืดดึกดื่นแล้ว ใจกลางเมืองอันเป็ศูนย์รวมการค้าก็ยังเต็มไปด้วยแสงสีจากโคมไฟที่แขวนเรียงรายอยู่สองข้างทาง
ซือซือเดินมองภาพความเจริญในยุคโบราณเป็ครั้งแรกด้วยความตื่นตาตื่นใจ ก่อนหน้านี้อยู่แต่ในหมู่บ้านอันห่างไกล เคยเข้าตัวตำบลหรืออำเภอก็แค่ตอนกลางวัน แถมยังเป็เพียงตำบลและอำเภอเล็กๆ เท่านั้น จึงไม่เคยได้เห็นความคึกคักของเมืองใหญ่แบบนี้
หยางเฉวียนิเดินตามเด็กสาวอยู่ทางด้านหลัง เห็นนางเดินแบกสมบัติที่กอบโกยมาได้จากพวกโจรไว้บนหลังอย่างร่าเริงก็รู้สึกเพลิดเพลินดี
ไม่นานนางก็หยุดอยู่หน้าโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ดูหรูหรา ด้านล่างเปิดเป็ร้านอาหารที่บัดนี้มีกลิ่นหอมของเนื้อย่าง และอาหารประเภทผัดอีกหลายอย่างลอยออกมาถึงนอกร้าน ซือซือถึงกับกลืนน้ำลายดัง ‘เอื๊อก’
“เราจะกินอาหารที่นี่ แล้วก็จะพักที่นี่ด้วย คืนนี้ป๋าเลี้ยงเอง!”
หยางเฉวียนิเห็นเด็กสาวยืดตัวตบอกราวกับบุรุษใจป้ำผู้หนึ่ง ถึงเขาจะไม่รู้ว่า ‘ป๋า’ คืออะไร แต่ดูจากท่าทางของนางแล้วคงหมายถึงคนที่ร่ำรวยเงินทองกระมัง เขาได้แต่ยิ้มให้กับท่าทางชวนให้ขบขันนั้นอยู่ในใจ
หลังจากเข้ามานั่งด้านในร้านแล้ว ก็มีเสี่ยวเอ้อร์ออกมาต้อนรับขับสู้เป็อย่างดี แม้จะเห็นว่าลูกค้าทั้งสองคนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบบชาวบ้านที่ไม่ได้มีฐานะ แต่ดาบที่บุรุษร่างสูงใหญ่ถืออยู่นั้นดูก็รู้ว่าไม่ใช่อาวุธธรรมดาราคาถูก เป็เื่ปกติที่เหล่าจอมยุทธ์จะไม่ใส่ใจการแต่งกายของตนเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะขัดสนเงินทองเสียหน่อย
“เอาอาหารขึ้นชื่อของทางร้านมาสัก 3-4 อย่าง แล้วพวกข้า้าห้องพัก 2 ห้องด้วย”
“ขอรับนายท่าน ห้องพักของเราเป็ห้องพักที่ดีที่สุดของเมืองหลี่ ราคาห้องละหนึ่งตำลึงต่อหนึ่งคืน หากนายท่านจ่ายค่าห้องเวลานี้ ข้าน้อยจะให้คนขึ้นไปเตรียมน้ำให้ด้วย ดีหรือไม่ขอรับ”
ซือซือเห็นเสี่ยวเอ้อร์เสนอบริการอย่างคล่องแคล่วแล้วก็ไม่คิดจะเสียเวลาต่อรอง เธอจัดการควักเอาก้อนเงินก้อนละ 1 ตำลึงออกมา 3 ก้อน แล้ววาง ‘ปั้ก!’ ลงบนโต๊ะเหมือนพวกจอมยุทธ์ที่เคยเห็นในซีรีส์
เมื่อเสี่ยวเอ้อร์เห็นลูกค้าควักตำลึงจ่ายอย่างง่ายดายไม่อิดออดเช่นนี้ก็ยิ้มกว้าง ถูมือแล้วโค้งคำนับให้อีกครั้งก่อนจะไปจัดการสั่งอาหารและเตรียมห้องพักให้ลูกค้าคนสำคัญในทันที
หยางเฉวียนิมองเด็กสาวที่หลับตาพริ้มเคี้ยวเนื้อเป็ดย่างราวกับกำลังลิ้มรสอาหาร์ พลางคิดในใจว่านี่คงเป็ครั้งแรกที่นางได้กินอาหารแพงๆ ในตัวเมือง เขาเองก็ไม่รอช้า จัดการคีบเนื้อเป็ด เนื้อไก่ เนื้อปลาเข้าปากเช่นกัน ก็คืนนี้เขามี ‘ป๋า’ เลี้ยงแล้วไม่ใช่หรือไร!
หลังมืออาหารค่ำที่อร่อยกว่ามื้อใดๆ ั้แ่ทะลุมิติมาที่ยุคนี้ ซือซือก็เดินพุ่งป่องขึ้นบันไดตามหลังเสี่ยวเอ้อร์และนำหน้าหยางเฉวียนิไปยังห้องพักชั้น 2 อย่างไม่สนกิริยาใดๆ ตอนนี้เธออยู่ในร่างผู้ชาย จะเดินน่าเกลียดยังไงก็ได้ จริงไหมล่ะ
“นี่คือห้องพักของพวกท่านขอรับ น้ำร้อนก็เตรียมไว้พร้อมแล้ว หากพวกท่าน้าสิ่งใดเพิ่มอีก โปรดเรียกข้าน้อยได้ทุกเมื่อ”
เสี่ยวเอ้อร์บริการแขกอย่างนอบน้อม ซือซือพยักหน้าอย่างพึงพอใจเพราะมันชวนให้นึกถึงตอนที่เธอมีโอกาสเข้าพักโรงแรมในชีวิตที่แล้ว ยุคโบราณก็ไม่ได้เป็บ้านป่าเมืองเถื่อนไปซะทุกที่ อย่างที่นี่ก็ดีกว่าโรงเตี๊ยมคืนก่อนราวฟ้ากับเหว
“พรุ่งนี้เราจะเดินทางกันในยามเหม่า (05.00 – 06.59 น.) ข้าจะหาซื้อรถม้าและขับกลับเมืองหลวงด้วยตนเอง ส่วนเ้า...แน่ใจหรือว่าจะหอบหิ้วเ้าห่อนั้นเอาไว้เอง มันอาจจะหล่นหายหรือถูกฉกชิงไปก็ได้นะ”
หยางเฉวียนิชี้ห่อผ้าที่ทั้งใหญ่และตุง ด้านในบรรจุสมบัติที่ฉกมาได้จากพวกโจร เวลาที่นางแบกหรือหอบหิ้วมันไว้ก็ดูโดดเด่นสะดุดตาผู้คน ใครต่อใครก็รู้ได้ไม่ยากว่าของด้านในน่าจะเป็อะไร ก็ท่าทางของนางแทบจะป่าวประกาศออกมาว่า ‘ในนี้เต็มไปด้วยสมบัติมากมายที่ข้าจำเป็ต้องประคบและประหงมเอาไว้อย่างทะนุถนอมจนถึงที่สุด’ นั่นอย่างไรเล่า
ซือซือกอดห่อผ้ามหาสมบัติของเธอไว้แน่น มองเพื่อนร่วมทางอย่างหวาดระแวง ไม่รู้ว่าสมบัติก้อนนี้จะมากกว่าค่าจ้างที่เขาได้มาหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าเขาก็อยากจะได้มันด้วยหรอกนะ
“อะไรอะ... สมบัตินี่ท่านโยนทิ้งแล้วก็ต้องเป็ของข้าสิ ถ้าข้าไม่ถือเองแล้วใครจะถือ ท่านเหรอ คิดไรอยู่ปะเนี่ย?”
หยางเฉวียนิมองเด็กสาวที่ส่งตาขวางใส่เขาแล้วอยากจะหัวเราะออกมา แต่เขาทำเพียงแค่ส่ายหน้าอย่างปลดปลงเท่านั้น
“อยากจะแบกเอาไว้เองก็ตามใจเ้า มีอะไรก็จงะโดังๆ ก็แล้วกัน”
คืนนั้นหลังจากได้แช่น้ำจนสบายตัวแล้ว ซือซือที่รู้สึกเมื่อยล้าจากการนั่งรถม้ามาทั้งวันก็เข้านอนทันที โดยไม่ลืมที่จะนอนกอดห่อผ้าสำคัญเอาไว้ต่างหมอนข้าง ของแบบนี้ยังไงก็ต้องป้องกันไว้ก่อน เธอไม่อยากตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าห่อสมบัติหายไปหรอกนะ
ขณะที่กำลังเคลิ้มๆ อยู่นั้น เธอก็ได้กลิ่นอะไรแปลกๆ ลอยเข้ามาในห้อง มันไม่ใช่กลิ่นธูปทั่วไป คล้ายว่าจะเป็กลิ่นกำยานหรืออะไรสักอย่าง แต่เธอไม่ได้สนใจ คิดว่าอาจจะเป็ห้องอื่นจุดเอาไว้แล้วมันลอยมาถึงห้องนี้ก็ได้
แต่ไม่กี่อึดใจถัดมาเธอกลับได้ยินเสียงฝีเท้าย่องเข้ามาทางหน้าต่างอย่างระมัดระวัง ทำให้อาการง่วงงุนของเธอหายเป็ปลิดทิ้ง แต่ก็ยังไม่กล้าขยับตัว
เงาของผู้บุกรุกนั้นค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้เตียงนอน และดูเหมือนว่ามันจะพบเป้าหมายที่้าแล้ว นั่นก็คือห่อผ้าที่ถูกคนบนเตียงกอดเอาไว้แน่น มันยื่นมือออกไปจับห่อผ้านั้นไว้และกำลังจะดึงออกมา
ในชั่วขณะนั้นเองก็มีฝักดาบขนาดใหญ่จ่อเข้าที่คอของมัน พร้อมกับเสียงห้าวทุ้มฟังดูยานคางแต่ให้ความรู้สึกชวนสันหลังวาบยิ่งนัก
“ขโมยของของผู้อื่นผิดกฎหมายบ้านเมือง เ้าไม่รู้หรือ”
ร่างของผู้บุกรุกชะงักกึกและเตรียมจะพุ่งตัวหนีออกทางหน้าต่าง แต่กลับถูกหยางเฉวียนิจิกหัวเอาไว้ พร้อมกับดัดแขนของมันไพล่หลัง ตามด้วยการใช้เชือกมัดและพันตัวมันเอาไว้อย่างรวดเร็วไม่ให้ใครได้ทันตั้งตัว
ซือซือที่นอนตัวเกร็ง ไม่กล้าหายใจดัง หัวใจเต้นพลั่กๆ อยู่รีบดีดตัวขึ้นมาเมื่อรู้ว่าปลอดภัยแล้ว
“ขโมยหรอออออออ”
“จะเป็อะไรได้อีกเล่า” หยางเฉวียนิหิ้วคอเสื้อหัวขโมยที่ถูกมัดเป็บ๊ะจ่างโยนทิ้งไว้ที่มุมห้อง มันพยายามดิ้นหนีแต่ก็ไม่อาจหลุดรอดจากบ่วงมารที่บุรุษร่างใหญ่มัดเอาไว้อย่างแ่า
“มันจะมาขโมยสมบัติของข้าใช่มั้ย ฮือออออ เกือบตายแล้วมั้ยกรูว” ซือซือรีบหยิบห่อผ้าที่เธอหวงแหนนักหนา เอาไปผูกไว้กับตัวของเพื่อนร่วมทางในทันที
หยางเฉวียนิยืนมองเด็กสาวที่พยายามมัดห่อผ้ามหาสมบัติไว้กับเอวของเขามือเป็ระวิง ปิดท้ายด้วยการตบปุ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่ามัดได้แ่าดีแล้วด้วยความรู้สึกขบขัน
“อื้อหือ!! เวลาท่านแบกสมบัติห่อนี้ไว้บนตัวแล้วช่างดูมีสง่าราศียิ่งนัก!” แน่นอนว่าเธอเสแสร้งแกล้งยอไปอย่างนั้นเอง เพื่อให้เขายอมแบกสมบัติแทนเธอไปก่อน “เอาเป็ว่าข้าฝากของไว้กับท่านก่อนแล้วกัน ไว้ถึงเมืองหลวงค่อยทวงคืนเนอะ ห้ามอุ๊บอิ๊บไว้เองล่ะ” ประโยคสุดท้ายของเธอยังไม่วายหวาดระแวง
เขาไม่รู้ว่าเหตุใดนางถึงมองเขาเป็คนโลภมากอยากได้สมบัติของผู้อื่นนัก เงินทองเล็กน้อยเพียงเท่านี้หาได้มีค่ากับเขาไม่
“พอถึงเมืองหลวงแล้วข้าจะจ่ายค่าฝากของให้อย่างสมน้ำสมเนื้อแน่นอน ว่าไง? ไม่ตอบ? งั้นถือว่าท่านตกลงแล้วนะ” ซือซือจัดการรวบรัดมัดมือชกเพื่อนร่วมทางควบตำแหน่งลูกจ้างกะทันหันอย่างเสร็จสรรพ
เขามองสายตาคาดคั้นของเด็กสาวตรงหน้า ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก
“อย่าผิดคำพูดก็แล้วกัน”
หลังจากนั้นเขาก็เห็นนางถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก ก่อนจะเดินไหล่ตกกลับไปนั่งลงบนเตียงด้วยท่าทางเหนื่อยล้า
แต่เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะหิ้วขโมยคนนั้นออกไปทางประตู ซือซือก็ร้องเรียกขึ้นมา
“ท่านจะไปไหนอะ ถ้ามีโจรหรือขโมยปีนหน้าต่างเข้ามาอีกจะทำยังไง!”
หยางเฉวียนิหันมามองเด็กสาวร่างเล็กอย่างพิจารณาครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า
“เ้าก็ยกขาข้างนี้ขึ้นมาแล้วฟาดเข้าที่คอของมัน” เขาชี้ไปที่ขาข้างหนึ่งของนาง ตามด้วยชี้ไปที่มือเล็กๆ ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะมีแรงยกมีดขึ้นมาเชือดไก่ได้ด้วยซ้ำ “หรือใช้กำปั้นชกเข้าที่คาง หรือจิ้มลูกตามันก็ยังได้”
ซือซือฟังคำแนะนำของเขาอย่างตั้งใจพลางนึกภาพตาม พยายามทำความเข้าใจและจดจำเอาไว้ แต่แล้วก็ได้สติขึ้นมา
“ไม่ใช่สิเฟร้ยยยย! หมายถึงท่านเป็องครักษ์ของข้า ก็ต้องอยู่คุ้มครองข้าที่นี่ไม่ใช่เหรอ”
“ข้าก็กำลังจะไปเฝ้าอยู่ที่ห้องด้านข้างอย่างไรเล่า”
“แหม... ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ท่านก็เฝ้าอยู่ที่ห้องนี้เลยเถอะ ห้องข้างๆ มันไกลไป เดี๋ยวไม่ทัน”
หยางเฉวียนิกลั้นยิ้มให้กับท่าทางพยายามหว่านล้อมของนาง เมื่อครู่นี้เขารู้ั้แ่แรกว่ามีคนเป่าผงนิทราเข้ามาในห้องนี้เพื่อจะปีนเข้ามาขโมยของ ไม่ใช่เขาซึ่งอยู่ในห้องด้านข้างเป็ผู้ที่ช่วยนางไว้ได้ทันหรอกหรือ
“แล้วเหตุใดเ้าถึงเช่าห้องพักไว้ถึงสองห้อง”
“ถ้าข้ารู้ว่าจะมีขโมยล่ะก็นะ...”
