ตอนที่ 20 ยินดีต้อนรับ
ภายในบ้านใกล้กับโรงเตี้ยมหมีดุ
ที่หน้าต่างชั้นสองของบ้านมีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังพับจดหมายเป็แผ่นเล็กๆแล้วนำไปใส่กับกระบอกที่ติดอยู่ตรงขาของนกตัวหนึ่งที่กำลังเกาะอยู่บนขอบหน้าต่างนกที่เกาะอยู่ตรงขอบหน้าต่างมีขนาดที่ใหญ่พอๆ กับไก่ตัวหนึ่งมันมีขนสีแดงสลับขาวดูสวยงามไม่เหมือนกับนกทั่วๆ ไปนกตัวนี้เป็สัตว์เลี้ยงของหญิงสาวที่อยู่ในห้อง แล้วหญิงสาวคนนี้ก็เป็คนเดียวกันกับที่พึ่งจะมีเื่กับกิลหมีดุจนโคล่าออกคำสั่งให้ตามล่าหาตัวไปทั่วเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจว
หลังจากที่หญิงสาวหลบซ่อนมา2 วันก็ยังไม่เห็นว่ากิลหมีดุจะเลิกค้นหาทำให้รู้สึกอึดอัดที่ออกไปไหนไม่ได้ จึงมีความคิดว่าจะส่งจดหมายขอความช่วยเหลือ
‘แย่ชะมัดของที่เราเตรียมมาขายถูกยึดไปหมดเลย แบบนี้ก็ขาดทุนแย่ละสิ’ หญิงสาวบ่นอย่างเจ็บใจ
‘คอยดูเหอะฉันคนนี้จะต้องหาทางแก้แค้นพวกแกให้ได้’หลังจากที่พูดจบก็ใส่จดหมายไว้ในกระบองเสร็จเรียบร้อยพอดี
นกที่หน้าต่างพยักหน้าเหมือนรับรู้ว่าต้องนำจดหมายไปส่งให้ที่ไหนมันรีบบินออกไปด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อทันที
....
พรึบๆๆๆ
เสียงนกกระพือปีกอยู่บนฟากฟ้าทำให้ชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังนอนอยู่บนกิ่งไม้หันไปมอง ในมือของชายหนุ่มถือหนังสือ1 เล่ม เขากำลังนอนอ่านหนังสืออยู่บนกิ่งไม้ด้วยท่าทางสบายๆที่ด้านล่างกิ่งไม้ มีฝูงสัตว์อสูรขนาดเล็กดูไปคล้ายกับกบตัวใหญ่สีแดงพวกมันยืนล้อมรอบต้นไม้เหมือนกำลังพยายามหาทางปีนขึ้นมาแต่ไม่สามารถทำได้
ชายหนุ่มมีผมสั้นสีดำ ผิวขาว ใบหน้าหล่อเหลา อายุประมาณ 25 ปีสวมชุดคลุมบัณฑิตสีดำ เขาเหล่ตามองนกที่มีขนสีขาวสลับแดงสวยงามบินตรงเข้ามาเมื่อนกตัวนั้นบินมาถึงเขาเก็บหนังสือเข้าไปในกระเป๋าสัมภาระพร้อมกับยื่นมือออกไปให้นกเกาะแขน เมื่อนกบินมาเกาะที่แขนของเขาแล้วชายหนุ่มจึงหยิบเอาจดหมายออกจากกระบอกเล็กๆที่ติดอยู่ที่ขาของนกออกมาแล้วเปิดขึ้นอ่าน
‘ถึง‘มอนจี’ ช่วยด้วย ฉันติดอยู่ในเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวไอเทมที่นำมาขายตอนนี้โดนยึดไปหมดแล้ว กลุ่มที่ยึดไปมีชื่อว่ากิลหมีดุเป็กิลที่ถูกส่งมาดูแลเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวแทนกิลัผงาดในตอนนี้ฉันแอบอยู่ในบ้านถัดไปทางซ้ายจากโรงเตี้ยมหมีดุไป 2 หลังได้โปรดรีบมาด่วน! จาก...’ ปรางจี’ ’
‘กิลหมีดุกับ กิลัผงาด งั้นหรือ...’ ชายหนุ่มที่ชื่อ ‘มอนจี’ พึมพำ
…..
ณร้านคาเฟ่ Admiration
ฟู่วว
ที่ชั้น 3 ของร้านกลับมีเสียงของเตียงแคปซูลเปิดออกพร้อมกับชาวหนุ่มลุกออกมา ทีช หรือก็คือ ติ๊ก ที่โลกภายนอกบัดนี้ได้กลับออกมาจากเกม LC เรียบร้อยแล้ว
‘โชคดีจริงๆที่เราสามารถใช้บ้านพักของอาจารย์บนยอดเขาล็อกเอ้าท์ได้ โดยที่ไม่ต้องวิ่งไปกลับเมืองให้เหนื่อยก่อนอื่นเราต้องส่งข้อความก่อน’
ติ๊กได้บอกกับอาจารย์ว่ามีภารกิจที่ต้องทำที่โลกภายนอกก่อนที่จะเริ่มฝึก ต้วนเจิ้งฉุนจึงอนุญาตให้ติ๊กออกมาเคลียธุระให้เสร็จ เพราะต่อจากนี้จะได้ฝึกอย่างเต็มที่
เมื่อออกมาที่โลกภายนอกก็เป็เวลาประมาณ6 โมงเช้าแล้ว ที่ชั้นล่าง ต๋องกับ ฮิวโก้พึ่งจะเปิดร้านได้ไม่นานวันนี้เป็วันที่ติ๊กนัดกับ ‘หวาน’ คนที่จะมาเป็ผู้จัดการคนใหม่ เขาจึงจำเป็ต้องออกมาจากเกมเพื่อคุยธุระให้เสร็จสิ้นอีกอย่างคือติ๊กย่อมทราบดีว่าพวกิน่าจะกำลังเป็ห่วงหลังจากที่แยกกันเอาตัวรอด
เมื่อคิดได้ดังนั้นติ๊กก็โทรหาิทันทีเพราะในกลุ่มเพื่อนที่เขาได้พบในเกม ปัจจุบันเขามีเบอิแค่คนเดียวจึง้าฝากข้อความไปบอกคนอื่นๆผ่านิ แต่ิกลับไม่รับสายติ๊กจึงต้องฝากข้อความเอาไว้แทน
‘ิพี่ต้องขอโทษด้วยนะที่ไม่ได้ตามไปสมทบที่โรงเตี้ยมตามที่นัดกันเอาไว้ หวังว่าพวกนายคงเอาตัวรอดกันได้ทุกคนนะในตอนนี้ไม่ต้องออกตามหาพี่ล่ะ พี่อยู่บนยอดเขาอู้อวิ๋นที่ต้องผ่านป่าอู้อวิ๋นเข้ามาก่อนถึงจะขึ้นมาบนเขาได้ พี่ได้เจอกับ NPC ชื่อ ต้วนเจิ้งฉุน ดูแล้วน่าจะเป็ NPC ลับในตอนนี้พี่ได้ฝากตัวเป็ลูกศิษย์กับเขาแล้วทำให้พี่ต้องอยู่ฝึกวิชาอีกสักพักบนยอดเขาเอาไว้ถ้าฝึกวิชาสำเร็จเมื่อไหร่พี่จะติดต่อไปอีกที แล้วก็ฝากนายบอกคนอื่นๆให้ด้วยล่ะ โดยเฉพาะกุยแก หมอนั่นน่าจะรอพี่อยู่ในเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวขอขอบคุณล่วงหน้าด้วยล่ะ’
หลังจากที่ฝากข้อความไว้ให้ิเรียบร้อยติ๊ก ก็เปลี่ยนชุดออกกำลังกายแล้วก็ออกไปวิ่งรอบๆ ตามปกติ ในระยะหลังเขาฝึกฝนมวยสากลได้น้อยลงเนื่องจากติดธุระอะไรหลายอย่างทำให้ตัวเขาเริ่มรู้สึกว่าเขาควรจัดตารางเวลาชีวิตของเขาใหม่จะได้มีเวลาในการฝึกการเคลื่อนไหวและร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
.....
เวลา 8.00 น.
หลังจากที่ออกกำลังกายเสร็จก็กลับมาอาบน้ำพร้อมกับกินข้าวเช้าเป็ไข่ดาวกับเบคอนที่ทำเองติ๊ก ก็ลงมานั่งจิบกาแฟดำของร้านรออยู่ที่โต๊ะหลบมุมโต๊ะประจำของร้านเพื่อรอผู้จัดการคนใหม่
“สวัสดีค่ะเถ้าแก่สวัสดีต๋อง สวัสดีฮิวโก้” หวาน เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับกล่าวทักทาย
ทุกๆคนในร้านได้กล่าวสวัสดีกลับ แล้วก็ต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายกันไปทำงานต่อส่วนติ๊กได้เรียกให้หวานไปนั่งด้วยกันที่โต๊ะ พร้อมกับพิจารณาหญิงสาวตรงหน้าใหม่
หวานเป็หญิงสาวย้อมผมสีน้ำตาล ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม รูปหน้าบ่งบอกว่าเป็คนไทยขนานแท้ใบหน้าออกไปทางธรรมดาทั่วไปแต่ทรงผมและการแต่งกายทำให้บุคลิคของเธอดูเป็ธรรมชาติมาก จนทำให้ดูเป็ผู้หญิงที่มีเสน่ห์น่าค้นหาหวานไว้ผมยาวประบ่าข้างหน้าเป็หน้าม้าซึ่งติ๊กก็ได้แต่สงสัยว่าถ้าคนอื่นไว้ทรงผมแบบเธอจะดูเข้ากันดีแบบนี้รึเปล่า
“เถ้าแก่คะฉันได้วางแผนมาแล้วว่าร้านของเราควรจะทำยังไงต่อไปดี”พอนั่งลงหวานก็เอ่ยปากเข้าเื่ทันที
“โอ้...กินกาแฟก่อนก็ได้ไม่ต้องรีบร้อนพึ่งเริ่มงานวันแรกคุณอาจจะยังไม่เข้าใจว่าร้านเราเป็ยังไงก็ได้” ติ๊กพยายามกล่อมให้เธอใจเย็นลง
“ฉันรู้...เถ้าแก่คงคิดว่าฉันประมาทคิดแผนการทั้งๆที่ยังไม่รู้จักร้านนี้ดีพอละสินะ เอาเป็ว่าลองฟังแผนของฉันก่อนแล้วกันนะคะ”หวานพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“’ งั้นก็แล้วแต่เธอละกัน”
“ก่อนอื่นเลยนะคะร้านของคุณถือว่าประสบความสำเร็จแล้วเพราะมันไม่เจ๊ง!แต่ว่าถ้าคิดจะให้มันเติบโตไปมากกว่านี้คงไม่เพียงพอ ที่ร้านยังอยู่รอดนั่นก็เพราะทำเลที่คุณเลือกดีมากคนเลยเข้ามาซื้อกาแฟและขนมกินกันเรื่อยๆ แต่ถ้าคุณมองให้ดีๆจะเห็นว่ามีแต่คนที่ดูเหมือนจะทำงานแถวนี้เลยแวะมาซื้อเท่านั้น”
“ฉันได้ลองชิมเมนูของร้านนี้ไปบ้างแล้วรสชาติ ความหอมของกาแฟ ถือว่าดีมากๆ เลยละคะ แต่กับขนมฉันว่ามันธรรมดาเกินไปพูดให้ชัดเจนก็คือร้านของเถ้าแก่ไม่มีจุดเด่นอะไรเป็ของตัวเองเลยเมนูในร้านก็ไม่มีจุดเด่นที่จะเป็ซิกเนเจอร์ได้ มีดีแค่รสชาติกาแฟนิดหน่อยส่วนการตกแต่งร้านจริงๆ แล้วถือว่าทำออกมาได้ดี แต่เหมือนกับคนที่อยากจะแต่งบ้านมากกว่าการตกแต่งไม่มีจุดเด่นหรือเอกลักษณ์อะไรเลย แถมชื่อร้านก็ยาวเกินไป ปกติชื่อร้านหรือชื่อแบรน์ของสินค้านั้นไม่ควรจะเกิน3 พยางค์ ส่วนโลโก้หรือสัญลักษณ์ก็ยังไม่มีอีกต่างหาก”
“สรุปคือร้านของเถ้าแก่พึ่งแต่ทำเลเลยรอดมาได้แต่กลับขาดสิ่งสำคัญของการทำธุรกิจไป” หวาน อธิบายสิ่งที่วิเคราะห์เอาไว้ยืดยาวเพราะ้าให้ติ๊กเข้าใจ
“ต...แต่งบ้าน...พึ่งแต่ทำเล...”ต๋องที่แอบฟังอยู่ พอได้ยินเขารู้สึกห่อเหี่ยวจนอดพึมพำขึ้นมาไม่ได้
ติ๊กใกับการวิเคราะห์ของผู้จัดการคนใหม่แต่เมื่อลองคิดตามกลับรู้สึกว่าไม่มีจุดไหนที่จะแย้งหญิงสาวตรงหน้าได้เลยเพราะจริงๆ แล้วเขาเองก็อาศัยอยู่ที่ร้านนี้มาประมาณ 1 อาทิตย์จึงเห็นอยู่ทุกวันว่าร้านคาเฟ่นี้นั้นขายดีในระดับหนึ่งเท่านั้นกำไรจากการขายถือได้ว่าเพียงพอต่อการใช้ชีวิตแต่ถ้ามองไปที่การเติบโตในเชิงธุรกิจถือว่าทำได้เชื่องช้ามาก ถ้าหากยังเป็แบบนี้อยู่คงใช้เวลาอีกหลายปีกว่าเขาจะขยายสาขาหรือร้านได้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเปิดบริษัทเลยคงไม่มีทางเป็ไปได้อย่างแน่นอน แล้วความฝันที่เขา้าทำทีมอีสปอร์ตคงไม่สำเร็จ
ในยุคนี้การจะทำทีมอีสปอร์ตต้องผ่านมาตรฐานจากทางสมาคมอีสปอร์ตโลกก่อนเท่านั้นซึ่งการจะทำให้ผ่านมาตรฐาน ต้องใช้เงินทุนเป็จำนวนมาก แต่ตัวเขาในตอนนี้มีรายได้จากร้านคาเฟ่แห่งนี้เท่านั้นรายได้จากในเกม LCก็ยังไม่สูงมากพอที่จะแลกออกมาเป็เงินที่โลกภายนอก เหตุผลก็เพราะเขายังจำเป็ต้องใช้เงินในการสร้างเนื้อสร้างตัวภายในเกมอยู่ซึ่งแผนการสำหรับภายในเกมเองก็จำเป็มากเช่นกัน เขาจึงจำเป็ต้องสำรองเงินเอาไว้ก่อน
ติ๊ก เคยลองปรึกษากับต๋องเกี่ยวกับเื่นี้หลายครั้งแต่ทั้งสองคนก็ไม่สามารถหาแผนการที่ดีออกมาได้จนวันนั้นวันที่หญิงสาวตรงหน้าแอบฟังการสนทนาแล้วเสนอตัวที่จะช่วยโดยอ้างว่าทำไปก็เพื่อตัวเองด้วยเหมือนกัน
ในวันนั้นหลังจากที่ติ๊กรับปากไปแล้วลึกในใจของตัวติ๊กเองก็กังวล เพราะเขาไม่รู้จักหญิงสาวมาก่อนไม่รู้ว่าเป็คนของตระกูลอัครพิมุขส่งมารึเปล่าแต่ความรู้สึกที่หญิงสาวสื่อออกมานั้นไม่มีความรู้สึกเหมือนคนที่้าจะเล่นงานตนเองรวมกับความจริงที่ว่าตัวเขาติดคุกอยู่ 2 ปีแล้วพึ่งจะพ้นโทษออกมายังไม่ถึง 1 เดือน ทางตระกูลอัครพิมุขน่าจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันออกมาจากคุกแล้วหรือถึงจะรู้ก็คงไม่น่าจะมาสนใจขี้คุกที่พึ่งจะพ้นโทษอย่างเขาเด็ดขาด อาจจะทำเพียงคอยจับตามองเขาอยู่ห่างๆมากกว่าเขาจึงยอมเสี่ยงและเลือกที่จะเชื่อใจหญิงสาวตรงหน้า
‘ดูจากการที่เธอมองออกได้ทันทีแถมวิเคราะห์มาได้ถนาดนี้ในเวลาแค่ 1 วันเราคงไว้ใจเธอได้มากกว่าที่คิด’ ติ๊กคิดในใจ
“สิ่งสำคัญของการทำธุรกิจงั้นหรือ...มันคือสิ่งใดกัน”ติ๊ก ที่เริ่มเชื่อมั่นเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงแกมสงสัย
“สิ่งสำคัญของการทำธุรกิจนั้นมีหลายอย่างคะฉันจะขอพูดในบางสิ่งที่เราสามารถทำได้ทันทีก่อนเพราะยังไงร้านนี้ก็เปิดบริการมาสักพักแล้วฉันคงไม่จำเป็ต้องอธิบายวิธีการทำธุรกิจั้แ่เริ่มต้นหรอกนะคะ” หวานพูดด้วยใบหน้านิ่งเฉย
“แล้วสิ่งใดละที่เราสามารถทำได้ทันที”ติ๊ก ยังคงคิดไม่ออก
“ข้อแรกคุณภาพของสินค้า!ร้านของพวกเราคือร้านคาเฟ่ เพราะฉะนั้นสินค้าของเราคือ กาแฟ ชา ขนม 3 อย่างนี้คือสิ่งที่จำเป็ต้องมีในร้านของเราอาจจะมีอยู่แล้วแต่ถ้ามองไปที่มาตรฐานของคาเฟ่ทั่วโลกร้านของเรามีเพียงกาแฟที่จัดว่าอยู่ในมาตรฐาน เราต้องเปลี่ยนเมนูบางชนิดออกและเพิ่มเมนูที่เป็ซิกเนเจอร์เข้าไปในเมนูน้ำชาและขนมสิ่งเหล่านี้ฉันจะขอตัดสินใจเอง เพราะฉันคือนักชิมขนมตัวยงเพราะฉะนั้นหลังจากวันนี้ไปเถ้าแก่ต้องให้อำนาจกับฉันในการตัดสินใจเื่นี้”
“ได้สิถ้าเื่แค่นี้ไม่มีปัญหาให้ต๋องกับฮิวโก้ช่วยชิมก็ได้ ฉันชอบกินแต่กาแฟเื่ชากับขนมฉันไม่สันทัดอยู่แล้ว” ติ๊ก ตกปากรับคำเื่แรกทันที
“ต่อไปก็ข้อที่สองชื่อเสียง! ร้านของเราขาดชื่อเสียงฉันอยากเสนอให้เปลี่ยนชื่อร้านเพราะชื่อมันจำยากเกินไป” หวาน เสนอ
“ไม่ได้!ร้านจะต้องใช้ชื่อนี้เท่านั้น เธอ...ช่วยหาวิธีอื่นได้หรือเปล่าอีกอย่างฉันไม่คิดว่าชือจะมีผลต่อชื่อเสียงมากหรอก” ติ๊ก ค้านข้อเสนอ
“กะไว้แล้วเชียวว่าเถ้าแก่ต้องไม่ยอมงั้นก็ฉันจะใช้ชื่อนี้แต่ฉันจะขอคิดโลโก้ของร้านขึ้นมาเวลาคนอื่นเห็นโลโก้จะได้จดจำร้านเราได้ง่ายและเถ้าแก่จะต้องเป็คนออกเงินค่าคิดโลโก้ด้วย เพราะฉันจะไปจ้างคนให้ออกแบบให้”
“ถ้าแบบนั้นก็ไม่มีปัญหาว่าแต่การมีโลโก้ไม่น่าจะทำให้ร้านมีชื่อเสียงนี่นา” ติ๊ก ยังคงไม่เข้าใจ
“หลังจากที่มีโลโก้ฉันวางแผนจะไปจ้างนักรีวิวต่อ เพื่อเป็การโฆษณาและฉันมีเพื่อนเป็นักร้องที่มีชื่อเสียงอยู่คนหนึ่งฉันจะไปขอร้องให้เธอช่วยโปรโมท เพราะฉะนั้นหลังจากที่เราดึงจุดเด่นด้านเมนูและมีโลโก้เป็สื่อ พอเราทำโฆษณาอย่างน้อยชื่อเสียงก็จะมีมากกว่าแต่ก่อนที่เหลือขั้นต่อๆ ไปฉันจะแจ้งให้ทราบทีหลังอีกครั้งคะ” หวานอธิบายอย่างใจเย็น
“เธอ...คิดทั้งหมดนี่ภายในคืนเดียวจริงๆงั้นหรือ” หลังจากที่ได้ฟัง ติ๊ก ก็อดไม่ไหวจนต้องเอ่ยปากถาม
“ใช่ค่ะจริงๆ แล้วเื่พวกนี้มันเป็เื่ง่ายๆ ขั้นต่อไปสิที่จะเริ่มยากการรักษาชื่อเสียงพร้อมกับเพิ่มชื่อเสียงไปเรื่อยๆ ต่างหากที่ยาก”หวานตอบพร้อมกับยิ้มๆ
ในความเป็จริงแล้วหลักการทำธุรกิจที่ติ๊กกับหวานคุยกันเป็เื่ทั่วๆ ไปเท่านั้น แต่ติ๊กกับต๋อง ก่อนหน้านี้ก็เป็แค่พนักงานทั่วๆ ไปโดยเฉพาะต๋องที่ยังอายุน้อยแถมไม่ได้เรียนด้านนี้มาอีกต่างหากส่วนติ๊กก็อาศัยอยู่กับคุณป้าสองคนมานาน ตัวเขาไม่เคยไปใกล้ชิดกับเหล่านักธุรกิจมากสักเท่าไหร่เพื่อนสนิทก็แทบจะไม่มี ตอนทำงานออฟฟิศเขาก็เป็แค่ฝ่ายบุคคลมีหน้าที่รับสมัครคนเข้าบริษัทเท่านั้นแล้วบริษัทที่มันทำงานก็ไม่ใช่บริษัทใหญ่โตสักเท่าไหร่
สรุปคือสภาพแวดล้อมโดยรวมที่ชีวิตของติ๊กผ่านมานั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจมากนัก แล้วยิ่งเวลานี้ตัวเขาเองต้องเริ่มต้นใหม่จึงไม่แปลกที่จะรู้สึกรู้สึกว่าอะไรๆก็ยากไปหมดดังคำที่เคยมีคนกล่าวไว้ว่า ‘ยากที่สุด แค่จุดเริ่มต้น’ ความหมายคือการที่คนเราจะเริ่มทำอะไรสักอย่างนั้นส่วนที่ยากที่สุดคือตอนเริ่มนั่นเอง
“ขอบคุณเธอมากๆเลยนะ การที่คนมีความสามารถอย่างเธอ เลือกที่จะมาฝากชีวิตไว้กับคนขี้คุกอย่างผมทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับโลกตรงหน้าเปลี่ยนไป” ติ๊ก กล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“ไม่มีอะไรสายสำหรับการเริ่มต้น” หวานพูด พร้อมกับยิ้มตอบ
“นั่นสินะผมชอบคำว่าไม่มีอะไรสาย สำหรับการเริ่มต้นนี่จริงๆเอาล่ะผมเชื่อมั่นว่าเราจะประสบความสำเร็จ พวกเรามาเดินไปด้วยกันนะ”ติ๊กพูดพร้อมกับยืนขึ้น
“แน่นอนค่ะพวกเราจะเดินไปด้วยกันจนสุดทาง”
ติ๊กที่หันหลังกำลังจะเดินกลับขึ้นไปได้ยินดังนั้นก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้จึงหันกลับมากล่าวกับหวานว่า
“อ้อผมลืมบอกไป...ยินดีต้อนรับครับ...’คุณผู้จัดการคนใหม่’ ”