อีกทางด้านหนึ่ง ณ ป่าหมอกิญญา
พื้นที่ซึ่งเรียกกันว่าป่าหมอกิญญานั้น ตั้งอยู่ห่างจากประตูเมืองจันทร์เงินด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณสิบลี้
ป่าทั้งผืนกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต ล้อมรอบด้วยูเาสูงตระหง่านและต้นไม้ดึกดำบรรพ์นับไม่ถ้วนที่ทอดยาวไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เขียวชอุ่มราวกับบดบังท้องฟ้า
ภายในอุดมไปด้วยสมบัติทางธรรมชาติที่หายากและมีค่า รวมถึงสัตว์อสูรแปลก ๆ มากมายหลากหลายสายพันธุ์ที่หาไม่พบในโลกภายนอก
บางครั้งก็จะมีสิ่งมีชีวิตลึกลับที่น่าสะพรึงกลัวปรากฏตัวขึ้น
ทว่าป่าที่ถูกเรียกว่าหมอกิญญานั้น ภายในกลับมิได้มีหมอกปกคลุมตามชื่อแต่อย่างใด
การที่มันถูกเรียกเช่นนั้นนั่นก็เพราะว่า ทั่วทั้งบริเวณผืนป่าดูเหมือนจะมีพลังงานลึกลับบางอย่างคอยครอบคลุมเอาไว้
ราวกับ้าสร้างอุปสรรคให้แก่ประสาทััทางจิติญญา ไม่ยอมให้ใช้งานได้อย่างเป็ปกติ ให้ความรู้สึกคล้ายถูกบดบังด้วยหมอกหนา
ตราบเท่าที่ผู้ฝึกฝนผ่านเข้าไปในเขตพื้นที่ดังกล่าว ััศักดิ์สิทธิ์แทบจะกลายเป็ไร้ประโยชน์ พึ่งพาได้เฉพาะการมองปกติเท่านั้น
ผู้ฝึกตนที่ััศักดิ์สิทธิ์ถูกตัดขาดล้วนไม่ต่างอันใดกับคนตาบอด การเหยียบย่างเข้าพื้นที่ที่สัตว์อสูรใช้อาศัยในสภาพนั้นจึงอันตรายอย่างยิ่ง
ไม่ต่างจากเข้าไปแสวงหาความตาย ทว่าในอีกแง่หนึ่ง ที่นี่เป็สถานที่ที่ความเสี่ยงและผลตอบแทนอยู่ร่วมกัน
จึงทำให้เป็สถานที่ที่เหมาะแก่ผู้แข็งแกร่งที่้าจะเข้าไปเสี่ยงโชค แม้จะทราบกันดีอยู่แล้วว่าอาจต้องแลกด้วยชีวิต
แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถหยุดยั้งความนิยมของสถานที่แห่งนี้ได้
ในทุก ๆ ปีจึงมีผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนจากทั่วสารทิศเดินทางมาเยือนที่นี่ ทว่ามีเพียงจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะกลับออกมาได้อย่างปลอดภัย
และมีจำนวนน้อยยิ่งกว่าที่จะรอดชีวิตพร้อมลาภก้อนโตติดไม้ติดมือออกมาด้วย
กลับกันคนส่วนใหญ่ก็มักจะหายตัวไป หรือเสียชีวิตอย่างปริศนาภายใต้พื้นที่สีเขียวอันเงียบสงบแห่งนี้
อย่างไรก็ตาม ความอยากรู้อยากเห็นได้ทำลายแผนเดิมของโจวเฉิน ที่เกี่ยวกับป่าหมอกิญญาไปจนหมด
แทนที่เขาจะรอจนฐานพลังสูงกว่านี้เสียก่อน ค่อยหาโอกาสเข้ามาสร้างโชคลาภในสถานที่อันตรายเช่นนั้น
กลับกลายเป็ต้องเข้ามาเสี่ยงชีวิตั้แ่พลังการฝึกฝนยังน้อย เพียงเพราะอยากรู้ว่าความจริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกับสมุนของเขากันแน่
ใกล้จะถึงแล้ว
ในขณะนั้นบริเวณเส้นทางที่แสงแดดส่องไม่ถึง มีร่างในชุดคลุมดำเคลื่อนที่ผ่านอุปสรรคด้วยความเร็วสูง
แน่นอนว่านี่คือโจวเฉินที่กำลังมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งของสมุนิญญา โดยไม่ลืมที่จะอำพรางตัวตนที่แท้จริงด้วยหน้ากากเอาไว้เช่นเคย
เสียดายเขตแดนก่อนหน้านี้ทำลายแม้กระทั่งิญญา ไม่เช่นนั้นถ้าข้าได้เ้านั่นมาเป็สมุนิญญาล่ะก็ ยามจำเป็เช่นนี้อย่างน้อยก็บินด้วยกระบี่ได้
ระหว่างทางเขายังหวนนึกเสียดายเื่ที่ผ่านมาไม่หาย หากได้ผู้มีพลังระดับนั้นมาเป็สมุน เขาควรเดินทางได้รวดเร็วและสะดวกกว่าการออกแรงเองมาก
เพราะั้แ่ฐานการบ่มเพาะที่สูงกว่าวงล้อิญญาขึ้นไป ผู้ที่มีพลังในระดับนั้นก็สามารถอาศัยของวิเศษช่วยให้เคลื่อนที่ไปบนอากาศได้แล้ว
และแม้ว่าเื่ความสูงจะมีไม่มากทำได้แค่เหนือยอดไม้ทั่วไปเพียงเล็กน้อย แต่ด้านความเร็วจะต้องสูงกว่าการวิ่งของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
สมุนของข้าหายไปเกือบหมด ว่าแต่มันเป็ใครกันที่ลงมือ อีกฝ่ายเป็มนุษย์หรือสัตว์อสูรกันนะ
ในขณะเดินทางจนระยะห่างเข้าใกล้ทีละน้อย โจวเฉินพลันััได้ถึงการเชื่อมต่อจำนวนมากที่ขาดสะบั้น
สมุนิญญาแทบทั้งหมดนอกจากนักปรุงยา กับอีกร่างของเขาที่อยู่ในตะกูลโจวแล้ว เวลานี้หลงเหลือเพียงดาบหนึ่งเท่านั้นที่ยังรอด
โดยกะทันหัน ภายใต้ระยะการมองเห็นของเขาในตอนนั้น พบร่างที่แต่งกายคล้ายกันไม่มีผิดมุ่งหน้ามาทางนี้
เพียงแค่ความรู้สึกก็บอกได้ทันทีว่า นี่ต้องเป็สมุนิญญาของเขาที่เรียกว่าดาบหนึ่งอย่างแน่นอน
แต่ก่อนจะได้เรียนรู้เื่ราวจากดาบหนึ่งที่มาหยุดอยู่ข้าง ๆ เขา ไกลออกไปตรงตำแหน่งที่สมุนิญญาพุ่งออกมานั้น มีบางอย่างที่ทำให้ััได้ถึงความอันตราย
โจวเฉินและดาบหนึ่งตัดสินใจก้าวถอย แล้วหันตัวทะยานออกไปโดยไม่ลังเล
แทบจะทันทีจุดเดิมที่พวกเขาเคยอยู่พลันะเิดังปัง ภายใต้เสียงสนั่นเห็นเป็ภาพที่ดูเหมือนเสาทิ่มแทงลงบนพื้น
จากนั้นการโจมตีที่คล้ายแท่งอะไรบางอย่างก็ถูกเก็บกลับไป แล้วกลายเป็เงาร่างสีทองเคลื่อนที่ปิดระยะห่างเข้ามาด้วยการะโเพียงครั้งเดียว
โจวเฉินที่สังเกตเห็นสิ่งนี้หันไปชำเลืองด้วยสีหน้าคิ้วขมวด พร้อมกับกระบี่ที่ปรากฏในมือขวา เพื่อเตรียมโจมตีร่างมหึมาที่กำลังจะเข้าประชิด
อีกฝ่ายคือคางคกเคราิญญานี่เอง มิน่าล่ะสมุนิญญาถึงถูกทำลายกันหมด แม้แต่ดาบหนึ่งที่แข็งแกร่งที่สุดยังแทบเอาตัวไม่รอด
เขาคลายความสงสัยในทันทีที่เห็นสัตว์อสูรตัวนี้ได้อย่างชัดเจน
ปรากฏว่าศัตรูที่กวาดล้างสมุนิญญาของเขาจนราบคาบ ความจริงเป็สัตว์อสูรระดับสองอย่างคางคกทองคำเคราิญญา หรือเรียกอีกอย่างว่าคางคกเคราิญญา
นี่คือสัตว์อสูรที่มีฐานพลังเทียบเท่าผู้ฝึกตนระดับวงล้อิญญา ความโดดเด่นของมันไม่เพียงแต่มีหนังที่เหนียวและหนา ทำให้เป็สิ่งมีชีวิตที่พลังป้องกันสูงมากเท่านั้น
แถมยังมีลิ้นที่ทั้งยืดหยุนทั้งแข็งแกร่งสามารถโจมตีได้เหมือนหอก พุ่งแทงจากระยะไกลได้อีกด้วย
ที่สำคัญคางคกสีทองที่ไว้เคราสองเส้นข้าง ๆ มุมปากของมัน ยังถนัดเื่การโจมตีด้วยคลื่นเสียงที่ส่งผลต่อิญญาโดยตรง
ความโดดเด่นที่แท้จริงของคางคกเคราิญญาอยู่ตรงนี้ นั่นก็คือการโจมตีทางิญญาซึ่งเป็พร์ทางสายเืที่มีมาแต่กำเนิด
ในอีกแง่หนึ่งมันเป็สิ่งมีชีวิตที่มีพลังิญญาแข็งแกร่ง จึงทำให้การป้องกันทางิญญาสูงตามไปด้วย
ดังนั้นหากโจวเฉินคิดจะสังหารสัตว์อสูรตัวนี้ โดยการพึ่งพาการโจมตีทางิญญาล่ะก็ นี่อาจเป็ทางเลือกที่ไม่ค่อยจะดีเท่าใดนัก
เดิมทีฐานพลังฝึกฝนของเขาตกเป็รองอีกฝ่ายอยู่ก่อนแล้ว ทางด้านพลังิญญาเองก็นับว่าไม่ได้เปรียบ
หากทั้งสองฝ่ายเกิดการปะทะกันอย่างตรงไปตรงมาขึ้นจริง ๆ มีความเป็ไปได้ว่าโอกาสที่เขาจะชนะอาจมีน้อย หรือแทบเป็ไปไม่ได้เลย
ทว่านั่นเป็เพียงการเปรียบเทียบหนึ่งต่อหนึ่งเท่านั้น แต่ตอนนี้โจวเฉินอยู่ตัวคนเดียวเสียเมื่อไหร่
เมื่อพิจารณาความจริงข้อนี้จนกระจ่าง โจวเฉินจึงใช้จังหวะดังกล่าวสั่งการทางความคิด นำคำสาปิญญาคืนมาจากสมุนนักปรุงยาในทันที
จากนั้นก็เปลี่ยนเป้าหมายไปประทับตราคำสาปิญญา ใส่ให้สมุนิญญาที่อยู่ข้าง ๆ อย่างดาบหนึ่งโดยไม่ต้องคิด
เขาเฝ้ามองสมุนของตนอีกเล็กน้อย พอแน่ใจแล้วว่าความแข็งแกร่งของดาบหนึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลง เขาเลยตัดสินใจหันไปลงมือกับคางคกสีทอง
อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ร่างของโจวเฉินพลันพลิกกลับ ก็เป็เวลาเดียวกันที่คางคกเคราิญญารวบรวมการโจมตีจนแก้มของมันพองขึ้น
ฉากต่อมาเกิดเป็การโจมตีด้วยคลื่นเสียง ผสมผสานกับคลื่นพลังิญญาที่ควบแน่นกลายเป็ก้อนกลม ๆ พุ่งผ่านระยะทางเข้าใส่เป้าหมายในชั่วพริบตา
ตรงกันข้ามโจวเฉินที่ถูกยิงด้วยการโจมตีประเภทนี้ไม่คิดหลบเลี่ยงแม้แต่น้อย เขาบีบอัดพลังิญญากลายเป็กระสวยขนาดใหญ่
แล้วโบกมือปลดปล่อยการโจมตีทางิญญาออกไปเฉกเช่นเดียวกัน
ในทันทีที่กระแสการโจมตีเข้าปะทะ สิ่งที่เกิดขึ้นมีเพียงความเงียบงัน กลายเป็หักล้างซึ่งกันและกันโดยไม่ปรากฏแม้แต่ระลอกคลื่น
ดาบหนึ่งใช้จังหวะนั้นทะยานเข้าไปใกล้คางคกขนาดเท่าม้าได้สำเร็จ ก่อนจะตั้งท่าเหวี่ยงดาบด้วยพละกำลังทั้งหมด กระแทกใส่ข้างลำตัวคางคกสีทองเต็ม ๆ
ร่างของสัตว์อสูรสีทองที่ควรจะถูกผ่าโดยคมดาบก็กลับไม่เกิดขึ้น ด้วยผิวที่หนาและยืดหยุ่นการโจมตีจึงทำได้เพียงจมลึกกลายเป็รอยบุ๋ม ส่งคางคกกระเด็นไปชนกับต้นไม้ใกล้ ๆ เท่านั้น
“เล็งที่ตา”
โจวเฉินส่งเสียงสั้น ๆ ในระหว่างที่เขาะเิความเร็วด้วยก้าวแสงมรณะ กระพริบร่างตามไปยังตำแหน่งของคางคกเคราิญญา
จากนั้นจึงแทงกระบี่ลงใส่ตาคางคกขณะที่เขาลอยตัวอยู่เหนือหัวของมัน แต่ภาพที่ดวงตาขนาดใหญ่ถูกกระบี่จมลงไม่ได้เกิดขึ้น
ลิ้นในปากคางคกพลันตวัดออกมาเหมือนแส้ แม้จะโดนกระบี่รัวการโจมตีทิ่มแทง แต่ทุก ๆ ครั้งลิ้นที่เต็มไปด้วยน้ำลายเหนียว ๆ ก็สามารถปัดป้องเอาไว้ได้ทั้งหมด
จนกลายเป็การแลกเปลี่ยนการโจมตีติดพัน แต่ก็เป็โอกาสให้ดาบหนึ่งมีช่องว่างลงมือเช่นกัน
ร่างสูงใหญ่ไม่ชักช้าใช้จังหวะที่ถูกละเลย กระโจนเข้าประชิดจากอีกทางด้านหนึ่ง จากนั้นจึงเปิดการจู่โจมอย่างเฉียบพลันฟาดฉับผ่านลูกตาจนเืกระจาย
คางคกเคราิญญาร้องโหยหวนอย่างเ็ป อีกทั้งยังแสดงท่าทางราวกับ้าที่จะหลบหนี
แต่ใน่สำคัญที่อีกฝ่ายกำลังเสียสมาธิ โจวเฉินจะยอมปล่อยให้โอกาสทองเช่นนี้หลุดรอดไปได้อย่างไร
ชั่วพริบตาร่างของเขาคราวนี้ไปปรากฏเหยียบบนหลังศีรษะของมัน จากนั้นจึงพลิกกระบี่เปลี่ยนวิธีจับแล้วแทงใส่ดวงตาอย่างเต็มกำลัง
ส่งปลายแหลมของกระบี่จมหายลงไปจนมิด กระทั่งััได้ว่าร่างสีทองของคางคกเคราิญญาพลันสั่นสะท้าน
ไม่หมดเพียงเท่านี้ ดาบหนึ่งที่ทำสำเร็จในก่อนหน้านั้น ก็กลับมากระหน่ำฟาดการโจมตีอยู่อีกด้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่นานนักร่างสีทองมหึมาก็เลิกต่อต้านล้มลงไปกับพื้น พร้อมกันกับเสียงร้องที่ค่อย ๆ สงบลงลาจากโลกนี้ไปตลอดกาล
“ดีมาก” โจวเฉินยิ้มอย่างพึงพอใจ ครั้งนี้เขารู้สึกยินดีจริง ๆ ที่เอาชนะศัตรูที่เหนือกว่าได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาพลังเจตนาที่อาจทำให้ิญญาสิ้นสลาย
“เอาล่ะ ได้พาหนะสักที”
เขาสั่งให้แก่นแท้แห่งิญญากลายพันธุ์สร้างสมุนิญญาขึ้นมาโดยไม่รอช้า ระหว่างนั้นก็เรียนรู้ความจริงทั้งหมดจากดาบหนึ่งไปด้วย