“ปล่อยนะเ้าคะ ท้องข้ามันร้องหิวข้าวแล้ว น่าอายจะตาย” ฟานอวี้ที่เห็นว่ามีคนมาก็เปลี่ยนวิธีการพูดให้เหมาะสมกับการปลอมตัวขององค์ชายทันที
“อาย? เพราะท้องร้อง? ไม่ใช่ว่าอายที่บ่าวเห็นว่าท่าทางยามนี้ว่าเป็เช่นไรหรอกหรือ” หลงเฉิงเย้า
“แต่-”
“ชู่…” หลงเฉิงส่ายหน้าไม่ให้ฟานอวี้ต่อความ
เขาอุ้มตัวฟานอวี้ไปนั่งหน้ากระจก องค์ชายสามเริ่มผูกผมให้อย่างไม่ทุกข์ร้อน มือประคองผมไว้ดูแล้วอ่อนโยน ปากก็พลางกล่าวชมว่าผมของฟานอวี้นุ่มนิ่มเงางาม เมื่อมัดรวบขึ้นไปจนแน่นดีแล้ว ก็จุมพิตลงมาที่กลางศีรษะ
“หอมดีจริง”
ตัวของจางฟานอวี้ที่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ถึงกับแข็งค้าง รู้สึกเหมือนว่าเวลาหยุดเดินไปเสียแล้ว
องค์ชายสามเป็เพียงหมากในกระดานความแค้นของข้าแท้ๆ แต่เหตุใดชอบมาทำให้ใจเต้นกัน?!
“ทำไมทำเช่นนี้เพคะ…หม่อมฉันก็เขินอายเป็เช่นกัน ไม่..”
ไม่…ไม่ใจร้ายกับหัวใจผู้อื่นเกินไปหรือ…
“ไม่งาม? ไม่แน่น? หรือว่าเจ็บ”
“…” ฟานอวี้ส่ายหน้า
“ก็รวบได้แน่นดีไม่ใช่หรือ” หลงเฉิงหมุนตัวฟานอวี้มาประจันหน้ากันเพื่อสำรวจความเรียบร้อย
“…อ่า หมายถึงส่วนนี้เป็แน่” องค์ชายกล่าวพลางลูบผมส่วนที่โป่งขึ้นมาเล็กน้อย เพราะฟานอวี้นอนทับผมจนเป็รอยหัก หวีเท่าใดก็จัดการให้เรียบไม่ได้
“เท่านี้ก็ออกไปนั่งกินด้านนอกได้แล้ว”
จางฟานอวี้แอบถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เขาเข้าใจว่าตัวนางหมายถึงรอยเล็กๆ แทนที่จะเป็การจุมพิตเข้าที่กลางกระหม่อม การอยู่ข้างคนผู้นี้…นางมีหน้าที่ดูแลหัวใจของตนให้ดี การแยกแยะความรู้สึกจากการกระทำของเขาที่เกิดจากความ้าไม่ได้ยากเกินไป
ทว่าสิ่งที่ดูอย่างไรก็เป็ความเอ็นดูโดยไม่มีเื่บนเตียงมาแอบแฝง มันอันตรายกับหัวใจของฟานอวี้มากเกินไป นางไม่้ารักผู้ใดอีกแล้ว นางกลัวว่าเมื่อรักไปแล้วจะซ้ำรอยเดิม แผลแรกยังพอประกอบตนเองกลับมาได้ แต่หากมีแผลที่สองเล่า ตัวนางจะยังยิ้มออกมาได้อยู่หรือไม่
จางฟานอวี้หันไปมองคันฉ่องอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นว่าโจวหลงเฉิงมัดรวบผมขึ้นไปหมดทุกเส้นจนหน้าโล้น ก็ต้องรีบเอามือดึงให้มีเส้นผมตกมาตรงกรอบหน้าบ้าง ยังไม่ทันจะได้ทำให้ดี มือปลาหมึกของผู้เป็องค์ชายก็เกี่ยวเอวนางไว้ดึงให้เดินตามไปเสียก่อน
“ก้าวขา ไม่เช่นนั้นจะอุ้มไป”
“รวบผมขึ้นไปหมดมันไม่งามนะเ้าคะ หน้าเหมือนไข่ต้มเช่นนี้ ผู้ใดจะมั่นใจกัน” ฟานอวี้บ่นไปก้าวตามเขาไป มือก็ดึงปอยผมอีกข้างลงมาโดยไม่ส่องกระจก
“ดึงลงมารกใบหน้าเช่นนั้นแล้วจะรวบด้วยเหตุใด” เขาดุ
“ไม่มีปอยผม มันตลกเกินไปเพคะ”
“คิดว่าดึงลงมาแล้วไม่ตลกหรือ” หลงเฉิงจิ้มหน้าผากฟานอวี้เบาๆ
…ไม่น่าเสียเวลาเขินกับคนเช่นนี้เลยจริงๆ
ฟานอวี้กำลังจะอ้าปากด่ากลับ แต่ทว่าเมื่อได้กลิ่นอาหารอารมณ์ขุ่นมัวก็หายวับไปทั้งหมด เท้าเล็กๆ รีบก้าวสับไปนั่งที่ให้เรียบร้อย
“เ้าเป็หมูน้อยหรืออย่างไร เมื่อครู่ไม่ยอมเดิน แต่พอใกล้อาหารกลับแทบจะวิ่ง”
สายตาโกรธเคืองตวัดไปหาหลงเฉิงทันที “ขอบใจนะกงอี้” นางหันไปยิ้มให้กับบ่าวที่ยืมก้มหน้าอยู่ จงใจไม่ตอบโต้องค์ชายสามให้รู้ตัวว่านางไม่้าสนทนาด้วย
“โกรธ นอน กิน ร้องไห้ มีเท่านี้เช่นนั้นหรือ” โจวหลงเฉิงกล่าวออกมาลอยๆ และดูคล้ายว่าฟานอวี้จะไม่ได้ยินสิ่งใด เพราะกำลังจดจ้องไปที่อาหารจานหนึ่งไม่วางตา
“เ้าไปเถอะ” องค์ชายสามสะบัดมือบอกบ่าวหญิง
“เ้าค่ะ” กงอี้ก้มรับ “พรุ่งนี้บ่าวจะมาแต่เช้านะเ้าคะคุณหนู”
“เข้าใจแล้ว ข้าจะรอนะ” เมื่อเห็นว่าบ่าวหญิงเดินจากไปแล้วก็รีบหันมาฟ้องหลงเฉิงเกี่ยวกับบ่าวคนนี้ทันที “หม่อมฉันไม่ได้เห็นกับตาตนเองนะเพคะ แต่จากคำพูดของกงอี้ เหมือนว่านางจะเข้ากับคนอื่นที่นี่ไม่ค่อยได้ มักจะถูกกลั่นแกล้งอยู่เรื่อยๆ ที่มาติดตามหม่อมฉันก็เพราะคนอื่นเกี่ยงให้มากัน”
“มีเื่เช่นนี้ด้วยหรือ” โจวหลงเฉิงขมวดคิ้วเป็ปม หากมีเื่เช่นนี้เหตุใดผิงผิงจึงไม่รายงานให้เขารับรู้ “ข้าคงต้องเรียกผิงผิงมาพูดคุยให้รู้ความ”
“ผิงผิง? ใช่สตรีหน้าตางดงามที่เดินสั่งงานในจวนคนนั้นหรือไม่เพคะ”
“เห็นทีคงมีอยู่คนเดียว ครอบครัวนางมิได้ร่ำรวยมาก ทำงานดูแลบัญชีจัดการงานทั่วไปมาได้เกือบหกปีแล้ว แม้จะเป็สตรีแต่ก็ใช้งานได้ดีทีเดียว”
“เหตุใดองค์ชายจึงไม่จ้างบุรุษหรือเพคะ” ฟานอวี้อยากรู้ว่าเขาคิดอ่านอย่างไร หากจ้างเพราะชอบในรูปโฉมนางจะได้รับรู้ว่าความงามใช้เล่นงานเขาได้ แค่จำเป็ต้องจับให้ถูกจุด แต่หากไม่ใช่จะได้หาวิธีอื่น
“นางจนตรอกมากพอ พอให้เชื่อว่าจะทำงานถวายหัว” หลงเฉิงกล่าวจบก็คีบชิ้นเนื้อเข้าปากไป
“อ๋า องค์ชายชมชอบที่จะจ้างคนไม่มีที่ไปนั่นเอง”
จางฟานอวี้ยิ้มน้อยๆ นางพยักหน้าด้วยความเข้าใจในทันที แปลว่ารูปโฉมของผิงผิงผู้นี้ก็ยังไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้จัดการเขาได้ หากถึงทางจนตรอกนางก็ยังคงไร้วิธีต่อรองอยู่ดังเดิม
“ชอบผมแบบไหนเล่า ไว้เปิ่นหวางจะทำให้” เขาทักขึ้นยามเห็นว่าฟานอวี้จับผมเล่นระหว่างเคี้ยวอาหาร ไม่ยอมหยุดดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมั่นใจกับการรวบผมแบบหมดจด
“องค์ชายทำเป็หลายแบบหรือเพคะ” ฟานอวี้เอ่ยด้วยความขบขัน
“เสด็จแม่สอน” เขาตอบก่อนจะถอนหายใจออกมา เพราะมีทั้งมารดาและน้องสาวที่ชมชอบความงาม หากว่าเขาอยากจะสนิทด้วยย่อมต้องทำกิจกรรมเดียวกับพวกนางให้เป็ไว้บ้าง
“เสด็จแม่ขององค์ชายคงงดงามมาก” ฟานอวี้ยกยิ้ม เพราะในบรรดาองค์ชายที่นางเคยพบ องค์ชายสามนับว่ามีหน้าตาหล่อเหลาที่สุด ไม่รู้ว่าชาติก่อนนางมองว่าองค์ชายรองดีกว่าทุกด้านไปได้อย่างไร
“เหตุใดจึงคิดเช่นนั้น”
“ก็องค์ชายดูดีนี่เพคะ ไม่มีที่ใดให้ติได้เลย” ฟานอวี้หลุดปากออกไปในระหว่างคีบกับข้าวกว่าจะรู้สึกตัวว่าชมคนปากร้ายออกไปก็เป็ตอนที่เขาหัวเราะออกมาดังลั่น
“นี่! หยุดหัวเราะนะเพคะ” มือน้อยกำตะเกียบไว้แน่นตั้งท่าจะแทงมันใส่หลงเฉิง
โจวหลงเฉิงปาดน้ำตาที่รื้นมา เพราะหัวเราะจนท้องแข็ง “สุดท้ายก็ต้องยอมหลงเสน่ห์ผู้เป็สามี สตรีนี่คาดเดาง่ายดายเสียจริง”
“ไม่ใช่นะเพคะ! อย่าทึกทักเอาเองเช่นนี้สิ แบบนี้ท่านเทพจึงทำให้องค์ชายสามเป็บุรุษปากสุนัขอย่างไรเล่า” ฟานอวี้ลุกขึ้นเถียงด้วยความโมโห เท้าเล็กๆ กระแทกลงบนพื้นสองสามที
“เื่คำพูดคงต้องขอบใจที่เ้าชื่นชม แต่เื่หน้าตา เ้าพูดเองแท้ๆ ว่าเปิ่นหวางดูดี มีใช่หลงเสน่ห์แล้วอันใด ”
“หม่อมฉันพูดออกไปตามข้อเท็จจริงเท่านั้นเพคะ จะให้โกหกหรือ” ฟานอวี้ยกแขนขึ้นกอดอกเอาไว้ คนหล่อนางก็พูดว่าหล่อ จะให้พูดว่าไม่หล่ออย่างที่องค์ชายสามพูดว่านางไม่สวยหรืออย่างไรกัน
“ไม่กลั่นแกล้งแล้ว เสด็จแม่ข้างดงามอย่างที่คิดเอาไว้จริง และก็ชมชอบคนงดงามด้วย ยิ่งทำหน้าบูดเช่นนี้ยิ่งไม่งดงาม ไม่รู้หรือ”
โจวหลงเฉิงประคองฟานอวี้ที่ยังโกรธเคืองชัดเจน ถูกบังคับให้นั่งลงบนตัก เขาป้อนอาหารเข้าปาก ด้วยกลัวว่าจะมัวแต่ทำตัวแสนงอนจนไม่กินอันใด ภาพความสนิทสนมนี้ ทำให้คนกลุ่มหนึ่งที่ยืนมองอยู่ห่างๆ เดาความสัมพันธ์ได้ แม้ไม่ได้ยินบทสนทนา แต่ท่าทางเอาแต่ใจกระทืบเท้าเช่นนั้น หากไม่ใช่คนพิเศษนายท่านถังไม่มีทางยินยอมให้กระทำแน่
“ญาติผู้น้องหรือ สตรีอุ่นเตียงที่กำลังหลงใหลดูจะเข้าทีกว่า!” ซูผิงผิงที่หลบอยู่ในมุมมืดกำมือไว้ด้วยความแค้นใจ นางสู้ปฏิเสธการแต่งงานกับขุนนางขั้นห้าที่ชมชอบรูปโฉมนี้เมื่อหกปีก่อนไปเพื่ออันใด หากจะไม่ได้ตำแหน่งที่้า
บิดายกนางให้เป็บุตรีบุญธรรมของขุนนางซูเมื่อตอนสิบสามหนาว ได้เรียนเขียนอ่านและศาสตร์ทั้งสี่จนพอมีพื้นฐาน ทีแรกท่านพ่อบุญธรรมก็หวังจะให้นางล้างน้ำแต่งงานออกไปดีๆ หลังใช้งานกันอย่างลึกซึ้งจนเบื่อหน่าย แต่เพราะความทะเยอทะยานทำให้ซูผิงผิงมีเป้าหมายสูงกว่านั้น นางแอบฟังบทสนทนาของท่านพ่อบุญธรรมและเหล่าขุนนางอื่นอยู่ จึงได้ล่วงรู้ว่าเ้านายใหญ่ของขุนนางเ่าั้้าส่งคนเข้าไปแฝงตัวกับวาณิชถังที่กำลังเป็ที่จับตามอง
ซูผิงผิงรู้ทันทีว่าเป้าหมายของนางคือสิ่งใด ขุนนางขั้นห้าในเมืองที่ห่างกับเมืองหลวงถึงเพียงนี้จะมีอันใดดีกัน สู้อยู่กับวาณิชหนุ่มผู้มีเงินทองมากมายกว่าขุนนางแก่ๆ ที่จนตายตำแหน่งก็คงไม่ขึ้นอีกเป็ไหนๆ
นางสู้อุตส่าห์หว่านล้อมจนคนในจวนการค้าเรียกขานอย่างที่้าแล้ว แต่จู่ๆ ก็มีสตรีหน้าด้านโผล่มาแย่งบุรุษที่ควรเป็ของนางไปเฉยๆ ชายผู้นั้นมิใช่ว่าควรหลงใหล และจับนางนั่งตักป้อนข้าวเช่นเดียวกับที่กำลังทำกับญาติผู้น้องงั้นหรือ ความดีงามที่อยู่เคียงกายมาเกือบหกปีไร้ค่าเพียงนี้เชียว
“หรือข้าจะเดินหมากผิดไปกันแน่” ผิงผิงส่ายหัวหากรู้ว่าเอาตัวเข้าแลกก็สิ้นเื่ นางคงไม่เลือกการใช้มันสมองเคียงข้างเป็คู่คิดเช่นนี้แน่
ซูผิงผิงมองภาพบาดสายตาต่ออีกครู่หนึ่งก็กลับเรือนเล็กที่นายท่านถังสร้างแยกออกมาจากบ่าวไพร่คนอื่นไว้ให้ ความพิเศษเช่นนี้จึงทำให้นางมีอำนาจในจวน แต่หากคนล่วงรู้ว่านางไม่ใช่ว่าที่นายหญิงอย่างที่เข้าใจ คงมีหลายคน้าล้างแค้น
“ไม่ได้การ…” สีหน้าตึงเครียดฉายชัด นางกลับเข้าไปกรี๊ดใส่ผ้าห่มหลายคราจนรู้สึกดีขึ้นจึงออกมา
“นายท่านถังไม่มาหรือเ้าคะว่าที่นายหญิง” บ่าวที่มีเื่ปะทะฝีปากกับกงอี้กล่าวถาม
“ถ้ามาก็เห็นแล้ว ถามโง่ๆ โง่เง่าจึงเป็ได้เพียงบ่าวเช่นนี้!” ความเกรี้ยวกราดสาดออกไปอย่างที่ไม่อาจปิดบังไว้ได้ แต่ผิงผิงที่เห็นสีหน้าใของอีกฝ่ายก็รีบเปลี่ยนน้ำเสียง
“ขะ…ข้าไม่ได้ตั้งใจ เพียงแต่กังวลมากไปเท่านั้น ญาติผู้น้องของนายท่านป่วยจากการเดินทาง นายท่านถังจึงไม่อาจปลีกตัวออกมาได้ นางยึดนายท่านไว้กับตัวเช่นนี้ ข้าควรทำอย่างไรดี” ซูผิงผิงทำสีหน้าสลดใจ คิ้วตกตาตกดูน่าสงสาร น้ำตาหยดหนึ่งถูกบีบให้ไหลออกมาข้างแก้ม
“แบบนี้นี่เอง ว่าที่นายหญิงอย่ากังวลไป เื่นี้บ่าวจัดการเองเ้าค่ะ เช้านี้ยังดีๆ ต้องเป็การเสแสร้งเป็แน่ บ่าวจะทำให้มันป่วยจริงให้ดูเ้าค่ะ”
“ทำอย่างไรกัน เราไปทำเช่นนั้นจะดีหรืออย่างไรก็เป็ญาติของนายท่าน”
“ไม่มีอันใดเ้าค่ะ คุณหนูเช่นนั้นให้กินอาหารเลวร้ายเข้าหน่อยก็คงต้องนอนซมแล้ว” บ่าวหญิงหมายมาดไว้ในใจว่าพรุ่งนี้จะต้องหาทางให้อาหารในครัวหมดจนคุณหนูดอกบัวขาวผู้นั้นต้องกินของแบบเดียวกับบ่าวไพร่ให้จงได้
ส่วนซูผิงผิงก็ได้แต่ยกยิ้ม เพราะหากมีการฟ้องถึงนายท่านถังอย่างไรมือนางก็ใสสะอาด เพราะแม้แต่คำสั่งก็ยังมิได้เปล่งวาจาออกมาเพียงนิดว่า้าให้ทำสิ่งใดกับนังหน้าด้านผู้นั้น เป็นังหน้าโง่คิดเองทำเองทั้งนั้น
“เอาเถิดเื่นี้อย่าพูดต่อออกไป แม้จะเป็เครือญาติแต่ชายหญิงอยู่ด้วยกันเวลาเช่นนี้…ไม่เหมาะสมเลย” คุณหนูซูส่ายหน้าช้าๆ ไม่้าให้เื่นี้รั่วไหลไปทั้งจวน แล้วย้อนมาทำลายฐานอำนาจตน แต่คิดหรือว่าคนสอดรู้ในจวนแห่งนี้จะมีเพียงแต่ซูผิงผิง
ภาพความชิดใกล้เกินกว่าญาติผู้พี่ผู้น้องแจ่มชัด ความรุ่มร่ามของนายท่านถังกำลังทำให้จวนหอการค้ามีเื่สนุกสนานแล้ว!