รุ่งเช้านักล่าค่าหัวทั้งห้าขี่ม้าออกจากเวียงมุ่งทิศตะวันออกเฉียงใต้ จากที่แก้วได้ออกไปสืบมาเมื่อเย็นวานนี้ปันเชื่อว่ากลุ่มโจรจะต้องมีที่ซ่อนอยู่ในไม่ไกลจากแหล่งน้ำ เวียงเงินยางมีห้วยและหนองมากทั้งยังมีซากนครเก่าแก่ที่เคยเจริญรุ่งเรืองแถบลุ่มน้ำโขงนี้เป็ที่ซ่อนกบดานได้ดีนัก พวกเขาจำต้องตีวงค้นหาให้แคบลงมาโดยใช้หมู่บ้านที่แก้วค้นหาเป็จุดเริ่มต้น
“มันน่าจะอยู่ไม่ไกลจากลำน้ำสายนี้”ปันออกความเห็นเมื่อขี่ม้ามาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน
“หรือมันอาจจะลงใต้ไปหนองหล่มแล้วแถวนั้นที่ซ่อนมากนัก หนองน้ำ ปลาปูก็มากหลาย”
“ไม่มีใครอยู่ที่หนองแน่ๆผีเวียงเก่ามีมากหลายั้แ่น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อสมัยนู้น ใครจะกล้าไปอยู่แถวนั้น”แก้วที่ไม่กลัวอะไรนอกจากผีบอกด้วยน้ำเสียงแหยง ๆ
“อย่าไปกลัวนักแก้ว ไม่มีอะไรหรอก”คนที่ขี่ม้าอยู่ข้างๆว่า
“สูไม่กลัวผี แต่ข้ากลัวนี่พี่ไล”แก้วหันไปแหวใส่ไลผู้เป็เพื่อนสนิทกับกองหมีควายไม่สนใจเสียงแหลมและคำบ่นของนางแก้วน้องน้อยสุดเพราะชินเสียแล้ว
“ยิ่งมีเื่ให้คนไม่อยากไปยิ่งเหมาะจะไปซ่อนตัว”อ้ายผานว่า
“อ้ายผานพูดถูกแล้วแถวหนองหล่มน่าไปค้นหา แต่ก่อนอื่นเราต้องดูที่นี่ก่อน”ปันขับม้านำเข้าไปในหมู่บ้านทุกคนเงียบเสียง ขี่ม้าตามหัวหน้าเข้าไป
หมู่บ้านเงียบเชียบเป็ปกติของหมู่บ้านที่ถูกปล้น ยิ่งเห็นคนขี่ม้าเข้ามายิ่งกลัวเข้าไปใหญ่ปันขี่ม้าไปหยุดใต้ร่มไม้ตรงที่มีบ้านล้อมอยู่มากที่สุดพอลงจากหลังม้าก็หันไปพยักหน้าสั่งให้ทุกคนลงจากหลังม้า ปันเรียกแก้วเข้ามาหาหญิงสาวส่งบังเหียนม้าให้กองแล้วสะพายธนูเดินเข้าไปหยุดยืนใกล้ ๆ
“ได้ดูรอยมันหรือยัง ฝนไม่ตกน่าจะยังไม่หาย”ปันเดินผ่านแนวรั้วไม้ไผ่เข้าไปยังบ้านที่อยู่ใกล้แก้วตามไปติดๆ ทั้งคู่หยุดอยู่หน้าบันไดตอนปันะโหาเ้าของเรือน
“ยังไม่ได้ดูรอยเลยเมื่อคืนมืดเกิน ชาวบ้านก็ไม่อยู่กันข้างนอก”ในที่สุดแก้วก็รายงาน
“กลัวผีก็บอกมานางแก้ว”ผู้าุโสุดในกลุ่มหันมามอง หน้าตาดุจนหญิงสาวใจหายวาบ
“ก็กลัวจริงนะน้าปัน”
“แล้วจะเก่งได้อย่างใดกลัวผีกลัวสางไม่เข้าเื่”
ก่อนแก้วจะทันได้ตอบเ้าของเรือนก็โผล่หน้าออกมาทางหน้าต่าง ปันเลยเอ่ยทักทายและถามข่าวคราวของโจรพร้อมประกาศให้รู้ว่าพวกตัวมาดีมาเพื่อล่าโจรให้หมดไป เมื่อชาวบ้านได้ยินเช่นนั้นแล้วก็ทยอยออกมาจากบ้านจากเรือนมารวมกันที่ลานกลางหมู่บ้านนักล่าค่าหัวทั้งห้าพอได้พบกับชาวบ้านแล้วก็แยกย้ายกันตรวจดูรอยที่พวกโจรเข้ามาปล้นแล้วล่าถอย
“มันมาจากหลายทางมาพร้อมกันเงียบๆ แบบผีแบบสาง พอรู้ตัวมันก็เปิดประตูบ้านมาแล้ว”ชายชาวบ้านที่นำทางปันมายังทิศที่เห็นโจรล่าถอยอธิบาย
“ตอนโจรมันถอย ก็ถอยทางเดิมใช่ไหม”
“ไม่รู้ พวกเรากลัวกันจนไม่กล้าดูพวกมันจับพวกเรารวมกันกลางลานบ้านพ่อหลวง ไม่พอยังฆ่าผัวนางใจกับลูกชายตาก๋องคำอีก”
“ทำไมถึงฆ่า”ปันซักต่อไปแม้ตาจะกวาดสำรวจบนพื้น
“สองคนนั้นจะสู้หัวหน้าโจรก็เลยฆ่าทิ้ง”
“หัวหน้าโจรเป็คนตัวเล็ก ๆ ตัวดำๆ ใช่ไหม”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่คนนั้นข้าเห็นคนนั้นอยู่ด้วยแต่ไม่ใช่หัวหน้า”ชายชาวบ้านหยุดคิดครู่หนึ่ง“หัวหน้าโจรตัวอ้วน ผิวขาว ตาหยี ดูอย่างคนเ้าเล่ห์ ไม่น่าไว้ใจ มันปิดปากปิดจมูกด้วยผ้าเสียดายบอกมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
“เหมือนคนฮ่อเลยเวียงเชียงรุ่งไปใช่ไหม”
“ใช่แล้ว ประมาณนั้นเลย”
ปันพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”
“พวกมันกลุ่มหนึ่งไปทางนี้เลย”คนบอกชี้นิ้วลากยาวไปเพื่อบอกทิศทาง
“แล้วคนที่ว่าเป็หัวหน้าไปทางไหน”
ก่อนจะได้คำตอบเสียงแก้วก็ดังมาจากทางด้านหลังของทั้งคู่
“เจอรอยแล้วมุ่งหน้าไปที่หนองหล่มแน่ๆ”
ทั้งสามเดินมาพบกับคนอื่นๆที่ลานบ้าน แก้วนำทางคนอื่นไปยังที่ที่ตนตามรอยไปจนแน่ใจว่ามุ่งไปที่หนอง
“หัวหน้ามันไปทางนี้ไหม”ปันหันมาถามชายชาวบ้านที่ติดตามตนมาเพื่อนำทาง
“คนตัวอ้วนขี่ม้าไปทางเวียงแต่คนตัวเล็กไปทางนี้”
ปันมองหน้าทุกคนเหมือนขอความเห็นเขารู้ดีว่าพวกนี้อยากจับโจร ทุกคนต่างเชื่อฝีมือตัวเอง แต่ถ้าไปกันจนถึงรังของมันนั่นคงไม่ใช่งานที่ง่าย คนห้าคนกับโจรยี่สิบกว่าคนไม่ใช่เื่ที่จะตัดสินใจและลงมือทันที ต้องมีการวางแผนให้ดีเสียก่อน
“เราจะไปดูลาดเลามันก่อนดูว่ามีวี่แววพวกมันอยู่ที่หนองไหม”ปันถือโอกาสตัดสินใจก่อนเพราะรู้ดีว่าอ้ายผานไลและแก้วจะต้องคัดค้านไว้แน่นอน พอทุกคนคัดค้าน กองหมีควายก็จะไม่ออกเสียงเถียงไปโดยปริยาย
เมื่อไม่มีใครคัดค้านปันก็นำคนออกจากหมู่บ้านมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้
เวียงเงินยางแต่ก่อนเจริญรุ่งเรือง ต่อมาารวบรวมแผ่นดินส่งผลกระทบมากหลายในการปกครองของพญามังรายไม่นานหลังจากนั้นจึงมีการทำนุบำรุงเมืองกลับมาเป็แหล่งที่มีผู้คนอาศัย กระทั่งพญามังรายย้ายราชธานีจากเมืองเงินยางไปอยู่เมืองเชียงราย หลังจากนั้นไม่นานเวียงเงินยางก็มีผู้คนน้อยลงไปอีกมากหลังพญามังรายยึดเอาเมืองฝางเป็หัวเมืองสำคัญในการฝึกรี้พลเพื่อต้านทัพชาวมองโกลจากทางเหนือทว่าเมืองนี้แม้จะเป็แต่เมืองเล็กแต่ก็หน้าด่านริมทางน้ำ จะไม่มีผู้ดูแลไม่ได้หลังจากแต่งตั้งขุนนางที่ไว้ใจนั่งดูแลเวียงเงินยางแล้ว พญามังรายได้แต่งตั้งให้เ้าพญาคามผู้เป็โอรสเป็ผู้ดูแลแคว้นทางด้านนี้ทั้งหมดดีที่การศึกทางตะวันตกเฉียงเหนือขึ้นไปทางเชียงตุง เชียงรุ่งมาไม่ถึงด้านนี้ของแคว้นทำให้บ้านเมืองสงบร่มเย็นอยู่พอสมควร ทั้งราชบุตรขุนคามยังทรงมีแผนทำการค้ากับอาณาจักรอื่นในอนาคตข้างหน้าชาวเวียงเงินยางจึงได้แต่เฝ้ารอวันนั้น
ม้าห้าตัวผ่านป่าละเมาะมุ่งไปตามทางเกวียนเก่าของพวกหาปลาและต้อนวัวทางจะนำไปสู่หนองน้ำใหญ่ในอีกไม่ช้าไม่นานหลังจากขี่ม้ามาครึ่งค่อนวัน แก้วที่ขี่มาตามหลังหลายครั้งหันซ้ายหันขวาระแวงระไว
“พี่ปันนั่นสัญญาณควัน”จู่ๆ อ้ายผานก็โพล่งขึ้น มือชี้ไปทางขวามือตรงที่ควันไฟลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า
“ตามควันไป!”ปันควบม้านำหน้าทุกคนไปทันที เสียงกีบเท้าม้าวิ่งกุบกับ ๆสนั่นไปทั่วทั้งป่า ปันนำหน้าลิ่วเลี้ยวเลาะไปตามทางเกวียน
“รอยม้าใหม่มากพี่ปัน”ไลร้องบอกคนนำหน้า
“มีใครสักคนมาก่อนเราแน่”
ม้าผ่านพงสาบเสือลัดเข้าดงไผ่มีทางม้าเส้นใหม่ซ่อนอยู่ในระหว่างป่าไผ่ ลัดเลาะรอบๆ มีรอยหักหน่อไม้นานแล้วและรอยขุดดินใครสักคนคงมาหาขุดตุ่นแถบนี้ พอออกจากดงไผ่พวกเขาก็เจอส่วนหนึ่งของหนองน้ำใหญ่ ควันไฟอยู่ห่างไปไม่มากท่ามกลางดงไม้หนาทึบนั่นต้องมีคนสักกลุ่มอยู่และกำลังส่งไฟสัญญาณมันไม่ใช่ไฟที่จุดขึ้นเผาย่างธรรมดาเป็แน่แท้
กลิ่นควันไฟแตะจมูกทั้งห้าพวกเขาขี่ม้าใกล้เข้าไปอีก และใกล้เข้าไปอีก พอเห็นควันไฟก็ลงจากม้าหยิบอาวุธลัดไปตามแนวต้นไม้ปันส่งสัญญาณมือสั่งทุกคนให้กระจายกันออกเป็หน้ากระดาน ทั้งห้าขยับเข้าไปใกล้แก้วมองปันและกองที่อยู่ใกล้ ๆ ที่สุดชี้ไปยังร่างไร้ิญญาที่ถูกซุกไว้ใต้กองใบไม้
“มีคนมาก่อนเราจริง ๆ”ปันสบถ สั่งให้ทุกคนเคลื่อนไปข้างหน้า
ลานกว้างนั้นอยู่ท่ามกลางป่าไผ่และต้นไม้สูงที่นั่นมีศพคนนอนเกลื่อน แก้วจำหลายคนได้เพราะเห็นหน้าในใบประกาศจับพวกนี้คือโจรที่ทุกคนตามหา โจรที่นางตามรอยเมื่อวานและเช้าวันนี้ก่อนทุกคนจะไปไกลกว่าบริเวณที่มีศพกองเกลื่อนเสียงอาวุธปะทะกันก็ดังแทรกความเงียบเข้ามา แก้วพาดลูกธนูพร้อมยิงคนอื่นถืออาวุธกระชับคุมเชิง
ชายคนหนึ่งลอยออกมาจากหลังกอไผ่เบื้องหน้าห่างออกไปไม่ถึงห้าวาคนอีกสามคนถอยกรูด พวกนั้นไม่กลัวห้าคนที่ยืนขวางด้วยซ้ำดูราวกับพวกโจรนั้นได้เห็นมัจจุราชปรากฏกายให้เห็นก่อนแล้วดาบของพวกโจรทั้งสี่ตั้งรอต่อสู้ทั้งที่ใจไม่อยู่กับตัว ใต้เงาไผ่ครึ้มนั้น มัจจุราชสาวเท้าพ้นเงาไม้ออกมาพร้อมร่างไร้ิญญาอีกหนึ่งร่างที่ถูกผลักออกมาก่อนร่างสูงและท่าเดินมั่นคงเชื่องช้าคุ้นตาเหล่าผู้มาทีหลังนั่นคือเขาชายหนุ่มที่คว่ำกองเมื่อคืนนี้
“สูอย่าอยู่เลย”
โจรคนหนึ่งทะล่าเข้าไปพริบตาเดียวมือของมันก็ขาดกระเด็น ไม่มีใครทันเห็นดาบนั้นเคลื่อนไหวมันว่องไวรวดเร็ว ท่าทางการก้าวขุมเหมือนฟ้อนรำเยื้องย่างผิดจากขุมเท้าที่ใครเคยได้เห็น ชายหนุ่มร่างสูงหมุนตัวแล้วย่อพอยืดตัวขยับไปข้างหน้า โจรอีกคนก็ร่วงผล็อยลงนอนแน่นิ่งดาบเล่มเดียวในมือชายหนุ่มชะลอจังหวะช้า แต่ไม่ได้หยุดนิ่ง มันดิ้นไปมาขึ้น ๆ ลง ๆพริบตาเดียวดาบที่แทบจะเรี่ยติดพื้นก็เสยขึ้นฟันคางโจรหนึ่งในสองคนที่เหลือแล้วสะบัดกลับหลังสะบัดไปข้างหน้าตัดมือโจรคนสุดท้ายด้ามดาบกระแทกหน้าตามก่อนมือที่ว่างของชายหนุ่มจะตบเข้าใบหน้าส่งร่างโจรคนสุดท้ายคว่ำหน้าฟุบดิน
“สูเป็ใครวะ”
ไม่มีเสียงตอบจากคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางซากศพชายหนุ่มเช็ดดาบแล้วสอดกลับเข้าฝัก
“ไอ้คนที่โดนมือยังไม่ตายเอาไปได้ ไม่ต้องห่วง ข้าไม่แย่ง”ชายหนุ่มพูดเสียงขรึมและชัดเจน
“แล้วไอ้ที่ตายล่ะ”
ชายหนุ่มเดินมาหาทั้งห้าเขาหยุดมองแก้วนิดหนึ่งแต่ไม่พูดอะไรพอหันหาปันผู้เป็คนถามก็มองด้วยสายตาเรียบเฉย
“คนที่ตายเอาไปรับรางวัลได้แต่รับปากข้า”
“ว่ามา”
“เงินที่ได้จากศพที่ตายต้องจ่ายให้ชาวบ้านที่ถูกปล้น”
“ถ้าข้าไม่ทำล่ะ”ปันถามกลับ
ชายหนุ่มยิ้มมุมปากเล็กน้อยแล้วเดินผ่านทุกคนไป
“ถ้าเงินไม่ถึงมือชาวบ้านพวกสูจะเป็อย่างโจรพวกนั้น”
“เ้าชื่ออะไรไอ้หนุ่ม”
“แสงคำ”เสียงนั้นเบาแทบไม่ได้ยิน
“ชื่ออะไรนะไอ้หนุ่ม”
ไม่มีคำตอบชายหนุ่มไม่อยู่ที่นั่นอีกแล้ว