คุณอุดร เป็น้องชายเล็กสุดในบรรดาพี่น้องทั้งสี่คน และมีอายุห่างจากคุณทักษิณสิบสองปี ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ลูกหลง ในขณะที่คนอื่นเข้าสู่วัยทำงาน เขายังคงอยู่ในวัยศึกษา และทำให้เขามีเวลามาเลี้ยงหลานชายคนแรกของตระกูลอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งทำให้อาหลานคู่นี้สนิทกันมากเป็พิเศษ และการคุยเท้าความไปถึงเื่ในอดีตไม่กี่ประโยค ก็ทำให้ผู้เป็อารู้สึกแปลกใจกับหลานชายคนนี้ไม่น้อย
“ชีวิตที่ต่างประเทศเป็ยังไงบ้าง ไม่เห็นเล่าให้อาฟังบ้างเลย” อุดรที่ในมือถือแก้วคอกเทลมาสองแก้ว เป็สูตรที่เขาคิดขึ้นมาเอง มายื่นส่งให้หลานชายที่ปลีกตัวออกมายืนอยู่คนเดียวหนึ่งแก้ว
“ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มร่างเพรียวบาง ยื่นมือออกมารับพร้อมกับส่งยิ้มและก้มศีรษะให้อย่างนอบน้อม ก่อนจะเอ่ยตอบคำถามของผู้เป็อา
“ก็...ดีครับ สนุกดี แล้วอาดรล่ะครับ เปิดร้านอาหาร เป็ยังไงบ้าง” เข็มทิศตอบเพียงสั้น ๆ ก่อนจะเปลี่ยนไปถามเื่ของผู้เป็อาบ้าง
ทั้งสองคนคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง คุณอุดรยังชวนให้เข็มทิศไปชิมฝีมือของเขาที่ร้านอีกด้วย ก่อนจะชวนให้หลานชายกลับไปรวมตัวกับทุกคน
เมื่อคุณทักษิณเห็นว่าน้องชายพาหลานเดินกลับมาในงานแล้ว จึงได้เข้าไปโอบไหล่ พูดคุยด้วย
“เป็ไงไอ้หลานชาย หายไปไหนมา หรือว่าเหนื่อยรึเปล่า นั่งเครื่องมาตั้งหลายชั่วโมงนี่”
“นิดหน่อยครับ” คนที่ถูกโอบไหล่ยิ้มเจื่อน ๆ
“แหมคุณคะหลานก็คงเหนื่อยนั่นแหละค่ะ ไหนจะต้องปรับตัว ปรับอุณหภูมิ ปรับเวลา หลายอย่างเลย อันที่จริงอาก็ไม่น่าจะจัดงานต้อนรับหลานวันนี้เลยเนาะ มัวแต่คิดจะเซอร์ไพรส์พร้อมหน้าพร้อมตา จนลืมคิดเลยว่าหลานจะเหนื่อย อาต้องขอโทษด้วยนะจ๊ะ” คุณจีรนันท์ ที่เพิ่งเดินเข้ามารวมกับสามีเอ่ยแทรกบทสนทนาของทั้งสองอาหลาน
“ไม่เป็ไรหรอกครับ กลับมาแล้วได้เจอทุกคนพร้อมกันก็อบอุ่นดี” เข็มทิศตอบกลับเรียบ ๆ ทว่ารอยยิ้มจืดเจื่อนไปไม่ถึงดวงตา คุณทักษิณเห็นแล้วก็พอจะเดาความคิดของหลานชายได้ จึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวปลอบ
“เอาน่ะ เกิดแก่เจ็บตายมันเป็สัจธรรมของชีวิต คนที่ยังอยู่อย่างเราทุกคนนี่ก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไปให้ดีที่สุด โดยเฉพาะหลานนะ เวลาพ่อแม่หลานมองลงมาจากฟ้า เขาจะได้ยิ้มอย่างภูมิใจ” คุณทักษิณตบไหล่หลานชายเบา ๆ ให้กำลังใจ
“อาว่าหลานพักสักวันสองวันก่อนก็ได้นะ แล้วค่อยเข้าบริษัท” คุณบูรพาเดินเข้ามารวมกลุ่ม พูดกับเข็มทิศ
ในขณะที่ผู้ใหญ่รุมล้อมกับหลานชายคนโตที่จากบ้านจากเมืองไปหลายปี หลานชายและหลานสาวอีกสองคนก็กำลังยืนมองอยู่ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน
“หมั่นไส้ว่ะ จะอะไรกันนักหนา” ภูผาที่ยืนอยู่กับน้องสาวเปรยขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย สายตาละจากคนที่พูดถึงมาสนใจโต๊ะเครื่องดื่มตรงหน้าแทน
“อิจฉาล่ะสิ พี่ทิศทั้งหล่อ ทั้งเก่ง ทำงานหาประสบการณ์มารอบโลกเลย สุดยอดอะ ไม่เหมือนพี่หรอก พ่อแม่อุตส่าห์ส่งไปเรียน ก็ไม่จบอะไรมาสักอย่าง”
“น้ำค้าง!” เสียงเรียกน้องสาวดัง จนเกือบจะกลายเป็ตวาด
“จะเรียกเสียงดังทำไม ขี้หูเต้นเลยเนี่ย ฮู้ว! ไปดีกว่า” คนเป็น้องสาวทำท่าเอามือแคะหู ก่อนจะเดินจากไปรวมตัวกับกลุ่มผู้ใหญ่ด้วยอีกคน
น้ำค้างไม่ได้เข้าไปหาทุกคนด้วยมือเปล่า เธอยังหยิบช่อดอกไม้ ที่เธอได้จัดเองติดมือไปมอบให้กับพี่ชายสุดหล่อของตนเองอีกด้วย
“พี่ทิศคะ ดอกไม้ค่ะ ค้างจัดเองกับมือเลยน้า ค้างให้พี่ทิศเป็การต้อนรับกลับบ้านค่ะ”
“หือ จัดเองเลยเหรอ เก่งนะเราเนี่ย” เข็มทิศยื่นมือไปรับช่อดอกไม้จากลูกพี่ลูกน้องและนำมาดม ท่ามกลางความใของคุณอุดร ที่กำลังจะยกมือห้ามหลานชาย ทว่าไม่ทัน…
“หอมด้วย ขอบใจนะครับน้องสาว” เข็มทิศเอ่ยขอบใจเ้าของช่อดอกไม้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ความสงสัยของคุณอุดรที่มีต่อหลานชายสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ั้แ่ที่ได้คุยกัน การตอบคำถามก็ดูบ่ายเบี่ยงหรือตอบเพียงกว้าง ๆ คำเรียกขานเฉพาะที่มีต่อกันก็หายไป บุคลิกท่าทางที่แตกต่าง แถมคนที่เคยแพ้เกสรดอกไม้แบบเอาเป็เอาตายก็หายไปด้วยเช่นกัน และนั่นทำให้คุณอุดรรอบมองหลานรักด้วยสายตาที่สำรวจมากขึ้น
รูปร่างหน้าตาที่มีความคล้ายคลึงทำให้เขาไม่ได้นึกสงสัยหากไม่ได้เข้าไปพูดคุย และเขาก็ไม่แปลกใจหากคนอื่นจะไม่รู้สึกสงสัยเช่นเดียวกับเขา เพราะทุกคนที่อยู่ตรงนี้ไม่มีใครใกล้ชิดกับเข็มทิศเท่าเขา แม้กระทั่งเื่หลานชายแพ้เกสรดอกไม้ ก็อาจจะไม่มีใครรู้ หรือนึกถึง เพราะเมื่ออดีตคุณแกมแก้วที่เป็คนจัดการดูแลเื่ในบ้าน ได้กำชับแม่บ้านทุกคนไม่ให้นำดอกไม้มาจัดไว้ในบ้าน ตามแจกันหรือในสวนข้างบ้านจึงเป็ไม้ใบไม่ใช่ไม้ดอก หลานชายของเขาจึงไม่มีอาการแพ้ให้คนอื่นเห็นอีก
งานเลี้ยงดำเนินต่อไปอีกไม่นาน ผู้ใหญ่ทุกคนก็เห็นตรงกันว่าควรปล่อยให้เข็มทิศที่เพิ่งเดินทางมาถึงไทยในวันนี้ได้ไปพักผ่อน