ตอนที่ 7 เป็นลม
แดดยามใกล้เที่ยงแรงกล้ามากขึ้น ร่างของอนงค์นางชักโงนเงน ทั้งที่ใส่เสื้อแขนยาวกับสวมหมวกสานอยู่แท้ๆ สุดท้ายร่างบางก็ล้มลงไปกองอยู่ที่พื้น สติดับวูบ เพราะเมื่อคืนนอนดึก และตื่นแต่เช้า ประกอบกับร่างกายที่ไม่แข็งแรงนัก เนื่องจากตั้งแต่เจอมรสุมรักเข้าไป เธอกินไม่ได้และนอนไม่หลับ“เขม! เมียเอ็งเป็นลม”เสียงเรียกชายหนุ่มดังขึ้นอย่างอื้ออึง คนที่กำลังตรวจใบอ่อนและดอกที่เพิ่งผลิออกมาใหม่ของต้นมะเขือเปราะไปเรื่อยๆ หันมามอง“เขม! เมียเอ็งเป็นลม”เขาได้ยินแล้วก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปหา พอเห็นดวงหน้าซีดเซียวไร้สีสันของหญิงสาว ใจหนุ่มร้อนขึ้นด้วยความเป็นห่วง จึงรีบช้อนร่างที่ไม่ได้สติขึ้น“ไม่เคยตากแดดมาก่อน พอมาเจอแดดแรงๆ แบบนี้ก็เป็นลม”คำวิเคราะห์ด้วยความเป็นห่วงดังระงม เขาฟังผ่านหูไปเท่านั้น และรีบพาเธอเข้าสู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ มือใหญ่ตบไปที่แก้มเบาๆ พลางเรียกชื่อ“นาง...นาง...”ร่างในอ้อมแขนของเขาไม่ขยับ ปัณณวัตรจึงถอดหมวกสานออกให้ แล้วก็ช้อนร่างบางขึ้นอุ้มอีกครั้ง เพื่อพากลับไปดูแลที่บ้านแทนอนงค์นางหมดสติไปนานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ พอรู้สึกตัวอีกที ดวงตาของเธอมองเพดานห้องนอนอันคุ้นเคย และรับรู้ได้ว่าใต้แผ่นหลังของเธอคือที่นอนหน้ามืด!เธอนึกถึงเหตุการณ์ก่อนเป็นลมล้มพับไปแล้วก็หลับตา หลังจากนอนนิ่งๆ อย่างไม่คิดที่จะขยับตัวอยู่พักใหญ่ ก็เริ่มสังเกตสีของแสงแดดที่เปลี่ยนไปตามเวลา ตอนนี้เป็นเวลาเย็นมากแล้ว เธอควรที่จะลุกขึ้นไปหุงข้าวและทำกับข้าว แต่ตอนนี้รู้สึกไม่ดีเลย มีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว และมึนหัวไปหมดหญิงสาวเริ่มสังเวชตัวเองหลังจากนอนหมดอาลัยตายอยากอยู่ในห้องคนเดียว ขอบตาจึงเริ่มร้อนผ่าว แล้วหยาดน้ำตาก็รินไหลเปียกแก้มทั้งสองข้าง เพราะต้องการใครสักคนดูแลเอาใจใส่ แต่ไม่มีใครสักคนเลยในเวลานี้ ทว่าจู่ๆ ประตูห้องนอนก็เปิดออก ดวงตาพร่ามัวหันไปมองร่างสูงกำยำที่ก้าวเข้ามา แล้วก็รีบเช็ดน้ำตาออกจากข้างแก้ม ก่อนจะหันมองไปทางอื่น เพราะไม่ต้องการให้เขาเห็นว่าเธอกำลังร้องไห้“เป็นลมไปเมื่อตอนใกล้เที่ยง”“ค่ะ แดดมันร้อนค่ะ”“เหมือนจะไม่สบาย”“ค่ะ รู้สึกตัวร้อนและปวดหัวค่ะ”เขาไม่ถามว่าร้องไห้ทำไม นอกจากมองอยู่นิ่งๆ แต่หัวคิ้วเข้มเริ่มขมวดเข้าหากัน แล้วก็เดินออกจากห้องนอนไป เพื่อหาอาหารและยาแก้ไข้มาให้เธอกินคล้อยหลังชายหนุ่ม อนงค์นางใช้ชายผ้าห่มซับน้ำตาที่ไหลออกมาอีกอย่างไม่ยอมหยุด ยามนี้ใจของเธออ่อนแอเหลือเกิน ดูเหมือนว่าพิษไข้จะทำให้เธอรู้สึกมากกว่าเดิม แล้วคนที่เพิ่งเดินหายไป ก็เดินกลับเข้ามาในห้อง พร้อมกับมีสำรับอาหารติดมือมาด้วย“กินข้าว”คนฟังมีแววตางุนงง ก่อนจะปล่อยหยาดน้ำตาอุ่นๆ ออกมาอีก ด้วยว่าคนแปลกหน้า แต่เป็นสามีตามนิตินัยของเธอ เขากำลังดูแลเธอ“กินยาด้วย”เขาวางสำรับอาหารลงบนพื้นไม้ใกล้กับที่นอน กลิ่นข้าวต้มหอมฉุยโชยขึ้นมาจากชาม กับข้าวที่เขาทำให้มีสองอย่าง คือไข่คนกับหมูรวนเค็ม เธอมองอาหารเหล่านั้นขณะเริ่มรู้สึกซึ้งใจเหลือเกิน อย่างน้อยก็ไม่ใจดำ ที่ไม่ปล่อยให้เธอหายาและอะไรกินเอง“ขอบคุณค่ะ”เขาไม่พูดอะไร หลังจากที่ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไป ร่างสูงกำยำก็วกกลับมาใหม่พร้อมกะละมังใส่น้ำ และหาผ้าผืนหนึ่งมาให้เธอ เพื่อให้เธอเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แทนที่จะลุกขึ้นมาอาบน้ำ“คุณกินข้าวแล้วหรือยังคะ”“ยัง”“กินด้วยกันสิคะ”แววตากับสีหน้าไม่ได้บ่งบอกเลยว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ตกลงหรือว่าปฏิเสธ พอเขาหมุนตัวแล้วทำท่าจะเดินออกไป เธอรีบถามในทันที“คุณจะยกกับข้าวมากินที่นี่ใช่ไหมคะ”เขาหยุดเท้าอยู่ที่หน้าประตูห้อง พอผินหน้ามามอง ตาประสานตา ก็พยักหน้าเป็นคำตอบ มันทำให้คนรอคำตอบอยู่ยิ้มออก เนื่องจากไม่อยากอยู่คนเดียว เพราะรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวจริงๆชายหนุ่มหายไปครู่เดียวก็ยกจานอาหารของตัวเองเข้ามาข้างใน เมื่อเขานั่งลงบนพื้น ดวงตาคู่คมกริบมองคนที่นั่งรอกินข้าวด้วยหยิบช้อนขึ้นมา จากนั้นก็ตักข้าวต้มที่ยังอุ่นอยู่เข้าปาก“ถ้าเป็นมาก พรุ่งนี้จะพาไปหาหมอ”“แค่เป็นไข้ ปวดหัวตัวร้อนเท่านั้นแหละค่ะ กินยาก็คงหาย”“ดูแลตัวเองดีๆ”“ค่ะ”“อย่าป่วย”“ค่ะ”อนงค์นางฟังแล้วอดไม่ได้ที่จะร้องไห้ แค่คำพูดของเขาไม่กี่คำ ทว่ามันสะเทือนเข้าไปถึงในอกขนาดนี้เชียวหรือ หลังจากสูดน้ำมูกและใช้หลังมือปาดน้ำตาออก มือใหญ่ของอีกฝ่ายก็ยื่นผ้าที่หยิบมาให้เธอใช้เช็ดตัวออกมาให้ เพราะเป็นผ้าที่ใกล้มือของเขาที่สุด“เช็ดซะ”แม้น้ำเสียงของเขาจะฟังดูหงุดหงิด ราวกับกำลังดุเธอที่อ่อนแอ แต่เธอรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด“กินเยอะๆ จะได้แข็งแรง”“ค่ะ”“กินให้หมด”“ค่ะ”ขณะที่สภาพร่างกายของเธอย่ำแย่ แต่กลับกินข้าวต้มจนหมดชาม คงเป็นเพราะสภาพจิตใจที่ดีขึ้น ดีที่มีใครสักคนอยู่ข้างๆ แม้ยังรู้สึกว่าเขาเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเธอก็ตาม“เช็ดตัวเสียนะ เช็ดเองได้ใช่ไหม”“ได้ค่ะ”คำตอบของเธอหลุดออกจากปากอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้นก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วนขึ้นขณะหลบสายตาของเขา เขาไม่ได้พูดแซวเธอใช่ไหม เธอคิดไปเองหรือเปล่า แล้วร่างสูงกำยำที่ถือถาดใส่อาหารอยู่ก็เดินออกไปจากห้อง ประตูห้องนอนปิดลงเท่านั้น คนที่กำลังรู้สึกขัดเขินลอบถอนหายใจ แก้มนวลร้อนด้วยพิษไข้หรืออะไรกันแน่ ทำไมหัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงขึ้น มันไม่ใช่ความรู้สึกแบบนั้นหรอกนะ ที่ผู้หญิงแอบชอบผู้ชาย หลังจากเช็ดตัวแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ เวลาผ่านไปอีกนานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่คนป่วยชักรู้สึกเหงา ดวงตาคอยจะมองไปที่ประตูห้อง และถามตัวเองอยู่ในใจว่า...เขาทำอะไรอยู่นะปัณณวัตรเข้ามาหาช่วงเวลาสองทุ่ม พอเห็นว่าหญิงสาวหลับอยู่ ก็ดึงมุ้งลงมากางกันยุงให้ แล้วก็นำยาที่เธอต้องกินมาเตรียมเอาไว้ที่นอกมุ้งอนงค์นางถูกปลุกให้ตื่นช่วงเวลาสี่ทุ่ม ร่างบางยันตัวขึ้นนั่ง และมองไปที่เขา“กินยา”เธอรับยามาใส่ปากแล้วตามด้วยน้ำ พอเห็นเขาออกจากมุ้ง และจะเดินออกจากห้อง เธอถามเขาในทันทีอย่างยั้งปากตัวเองไม่อยู่“จะไปไหนหรือคะ ยังไม่นอนอีกหรือ”เขามีสีหน้าแปลกใจที่ถูกรั้งเอาไว้แวบหนึ่ง ดวงตาคู่คมกริบมองเธอที่ยังนั่งอยู่ในมุ้ง และกำลังพูดกับเขาขึ้นมาอีกเสียงอ่อน“คุณอยากแต่งงาน เพื่อมีครอบครัวมีลูก คุณไม่รู้หรือคะว่ามีคนที่นี่ชอบคุณอยู่คนหนึ่ง”“ใคร?”“อ่อนกว่าคุณหลายปีค่ะ” อนงค์นางบอกใบ้“ใคร?”“ฉันคิดว่าคุณน่าจะรู้อยู่แล้ว”“หมายถึงฝันหรือเปล่า”“ใช่ค่ะ โตเป็นสาวแล้ว คุณแต่งงานกับฝันได้”“ถ้าผมชอบ.. ก็คงขอมาเป็นเมียแล้ว”“คุณไม่ชอบเด็กคนนั้นหรือคะ”“ใช่”