แม้จะเป็เพียงเด็กมัธยมปลายแต่อั๋นก็ไม่ใช่คนโง่สัญชาตญาณดิบที่ถูกปลุกเร้าขึ้นในวัยอยากรู้อยากเห็นมันะโบอกเขาอย่างชัดเจนว่าภาพที่เห็นและเสียงที่ได้ยินนั้นคืออะไร
เขายืนนิ่งงันอยู่บนบันไดขั้นที่ห้าจากด้านบันดวงตาเบิกกว้างจับจ้องภาพการเคลื่อนไหวเบื้องหน้าอย่างไม่อาจละสายตา...ราวกับมีแรงดึงดูดลึกลับบางอย่างตรึงเขาไว้
จนกระทั่งเขาเผลอขยับตัว...
เป็เพียงการเคลื่อนไหวเพียงน้อยนิดเพื่อปรับสมดุลของร่างกายที่ยืนค้างอยู่เนิ่นนานแต่ก็มากพอที่จะทำให้แสงไฟสลัวๆ จากโถงทางเดินชั้นบนซึ่งลอดผ่านราวบันไดลงมาเกิดเป็เงาดำทะมึนของตัวเขาเองขึ้นมาอย่างชัดเจน
อั๋นเห็นเงาของตัวเองทอดตัวยาวจากผนังพาดผ่านพื้นไม้เก่า...และเลื่อนไปทาบทับร่างที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนโซฟา
มันคือการประกาศการมาถึงที่ไม่ได้ตั้งใจและเลวร้ายที่สุด
ฉับพลัน!ทุกอย่างก็หยุดนิ่ง
เสียงครางในลำคอขาดหายไป...การเคลื่อนไหวของฝ่ามือหนานั้นหยุดชะงักลงทันควันร่างสูงใหญ่ที่เคยผ่อนคลายกับความสุขส่วนตัวสะดุ้งขึ้นเล็กน้อย ไม่มีการหันมามองไม่มีการสบตา
มีเพียงปฏิกิริยาที่รวดเร็วและเฉียบคมราวกับสัตว์ป่าที่ถูกรบกวน
เขารีบตวัดคว้าผ้าขนหนูที่กองอยู่ปลายเท้าขึ้นมาปกปิดท่อนล่างของตัวเองอย่างรวดเร็วจนแทบมองไม่ทันจากนั้นก็พลิกตัวหันหลังให้ผู้บุกรุก หันหน้าเข้าหาพนักพิงโซฟาในทันที
ร่างนั้นนอนนิ่งแข็งทื่อ...แสร้งทำเป็หลับใหลโดยสมบูรณ์แบบ
ความเงียบเข้าครอบงำบรรยากาศในฉับพลัน...เป็ความเงียบที่หนักอึ้งและน่าอึดอัดเสียยิ่งกว่าเสียงใดๆ
มีเพียงเสียงจากวิดีโอบนจอทีวีที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไร้เดียงสากลายเป็เสียงเดียวที่ดังอยู่ในห้องนั่งเล่นที่เวลาราวกับได้หยุดเดิน
อั๋นค้างเติ่งอยู่ตรงนั้นเขากลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบากรู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นรัวกระหน่ำอยู่ข้างในอกจนเจ็บ
ความร้อนแล่นปราดขึ้นมาที่ใบหน้าจนรู้สึกเหมือนถูกไฟลนเขาไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆกลัวว่าเสียงเพียงเล็กน้อยจะยิ่งทำลายความเงียบที่เปราะบางนี้และนำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายกว่าเดิม
‘ซวยแล้ว...ซวยแล้วมึงไอ้อั๋น...’
ความคิดนั้นวนเวียนซ้ำๆอยู่ในหัว เขาไม่ได้รู้สึกผิดที่เห็นแต่เขากำลังอับอายและหวาดกลัวที่ถูกจับได้ว่ากำลังแอบมอง...
ในที่สุดเด็กหนุ่มก็รวบรวมสติที่กระจัดกระจายทั้งหมดที่มี ร่างโปร่งค่อยๆ ก้าวเดินลงบันไดไปหนึ่งก้าว...อย่างเชื่องช้าและเงียบเชียบที่สุด
ก่อนจะรีบหมุนตัวกลับแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังห้องน้ำซึ่งอยู่หลังบ้านอีกฝั่งเขาจัดการธุระส่วนตัวด้วยความรวดเร็วชนิดที่แทบไม่ได้ใส่ใจอะไรทั้งสิ้นจิตใจของเขาว้าวุ่นอยู่กับเื่เดียวคือต้องรีบหนีกลับขึ้นไปบนห้องนอนให้เร็วที่สุด
เขาวิ่งกลับขึ้นไปบนห้องด้วยหัวใจที่ยังคงเต้นโครมครามไม่หยุด...และภาพที่เห็นเมื่อครู่ทั้งภาพจากจอทีวี และภาพเหตุการณ์จริงตรงหน้ามันได้ถูกสลักฝังแน่นลงในมโนสำนึก
มันยังคงฉายวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาไม่ยอมเลือนหายไปไหนเลยตลอดทั้งคืน
…
เช้าวันเสาร์
แสงแดดยามสายของวันหยุดสาดส่องผ่านผ้าม่านลายตารางสีซีดเข้ามาในห้องนอนละอองฝุ่นลอยวนอยู่ในลำแสงกระทบเปลือกตาของร่างที่ยังคงนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา
หลังจากศึกเกมอันยาวนานและเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ชั้นล่างเด็กหนุ่มก็หลับลึกราวกับจมดิ่งลงไปในความว่างเปล่า...จนกระทั่ง
“ไอ้อั๋นนนนนน! ตื่นโว้ยยยยย!”
เสียงะโแหกปากอันคุ้นเคยดังลั่นขึ้นพร้อมกับแรงกระชากผ้าห่มผืนอุ่นออกจากร่างกายอย่างไม่ปรานี อั๋นสะดุ้งสุดตัวอากาศเย็นๆ ของยามเช้าปะทะผิวกายจนขนลุกซู่
เขาลืมตาโพลงด้วยความใปนหงุดหงิดภาพแรกที่เห็นคือใบหน้ากวนประสาทของเพื่อนซี้
“ไอ้เชี่ยเดียว! เล่นเชี้ยอะไรของมึงแต่เช้าวะ!” ร่างบนที่นอนตวาดกลับไปพยายามจะคว้าผ้าห่มคืน
“หลับกับผีสิ! จะสิบโมงแล้วมั้งไอ้สัส!” เดียวยืนเท้าสะเอวมองเพื่อนด้วยสายตาผู้ชนะ
“กูต้องตื่นมาหุงข้าวกวาดบ้านถูบ้าน ไม่ได้มีบุญนอนตีพุงเหมือนมึงนะเว้ย! ลุก! ไสหัวกลับบ้านมึงไป๊!” ร่างที่ยืนพูดจบก็แกล้งยกเท้าขึ้นทำท่าจะถีบร่างบนเตียงรีบยกขาขึ้นถีบสู้เป็พัลวัน
“เออๆๆ! รู้แล้ว! ลุกแล้ว!” เขางัวเงียลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงผมเผ้ายุ่งเหยิงชี้ฟูไม่เป็ทรงเหมือนรังนก ก่อนจะยกมือขึ้นขยี้ตามองเพื่อนตัวแสบที่ยืนหัวเราะร่า
“แดดเลียตูดจนไหม้หมดแล้วเนี่ย!” เ้าของร่างที่ยืนหัวเราะร่า“กูไปทำกับข้าวให้แม่ก่อน มึงก็รีบๆ ไสหัวกลับไปเลยเดี๋ยวแม่มึงได้เอาะเิมาลงบ้านกู”
พอโดนเพื่อนไล่กึ่งหยอกอั๋นก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองก็มีภารกิจที่บ้านรออยู่เช่นกัน
“เออว่ะจริงด้วย! ฉิบหายแล้วกู! ต้องกลับไปกรอกน้ำ ล้างจาน!”
หลังจากล้างหน้าล้างตาพอให้สร่างจากอาการงัวเงียแล้วอั๋นก็เดินออกมาจากห้องนอน แต่ก่อนจะลงบันได เขากลับชะงักฝีเท้าอยู่ครู่หนึ่งสายตาลอบมองลงไปยังชั้นล่างอย่างระแวดระวัง
โซฟาตัวนั้นว่างเปล่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้น เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างโล่งอกโดยไม่รู้ตัวก่อนจะรีบปั่นจักรยานคู่ใจกลับบ้านตนเอง…
ขณะที่สองล้อคู่ใจกำลังเคลื่อนไปตามถนนดินลูกรังที่คุ้นเคยกลิ่นดินและกลิ่นไอแดดอ่อนๆ ช่วยทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้น
เด็กหนุ่มมองไปยังทิวทุ่งนาเขียวขจีที่อยู่ไกลออกไปภาพนั้นทำให้เขานึกถึงพ่อกับแม่ของเดียวที่มักจะออกไปนอนเฝ้าปั๊มน้ำที่กระท่อมปลายนาใน่ฤดูทำนาแบบนี้ทำให้เดียวต้องอยู่บ้านคนเดียวบ่อยๆ
และนั่นก็เป็สาเหตุที่เขามานอนค้างอ้างแรมที่นี่เป็ประจำจนพ่อแม่ของเดียวเคยพูดติดตลกว่ายกบ้านให้เป็เรือนหอของพวกมันสองคนไปเลยแล้วกัน...
เอี๊ยด!!
เสียงเบรกจักรยานดังแหลมขึ้นพร้อมกับเสียงสุนัขในบ้านที่เห่าต้อนรับ
“ไง ไอ้ลูกชายตัวดี! หายหัวไปทั้งคืนเลยนะ กลับมาซะที”เสียงผู้เป็แม่เอ่ยทักทายตามสไตล์ขณะเช็ดมือที่เปียกกับผ้ากันเปื้อนลายดอก
อั๋นยิ้มแหยๆก่อนตอบกลับ
“โธ่แม่...ก็ไปนอนบ้านไอ้เดียวเหมือนเดิมนั่นแหละ”เขาตอบเสียงอ่อย
“กลับมารีบทำงานใช้หนี้แล้วนี่ไง”เขาพูดพลางเดินตรงไปยังกองจานชามที่สุมอยู่ในอ่าง
พ่อที่กำลังนั่งสานตอกอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้านลดไม้ไผ่ในมือลง เงยหน้าขึ้นมายิ้มๆ
“เออดีแล้ว กลับมาช่วยงานที่บ้านบ้าง ไม่ใช่เอาแต่จะไปหมกตัวเล่นเกมอย่างเดียวไปบ้านเพื่อนก็รู้จักเกรงใจเขาบ้างล่ะ เข้าใจไหม?”
“รู้แล้วน่าพ่อ” ร่างโปร่งรับคำ ก่อนจะลงมือจัดการกับกองจานชามมหึมาการขัดถูภาชนะซ้ำๆ อย่างเป็จังหวะช่วยให้จิตใจที่ว้าวุ่นของเขาสงบลงได้บ้าง
หลังจากกินข้าวฝีมือแม่และทำภารกิจทุกอย่างจนเสร็จสิ้น เด็กหนุ่มก็ใช้เวลา่บ่ายไปกับการเล่นกับเ้าตูบและเ้าเหมียวสัตว์เลี้ยงคู่บุญประจำบ้านก่อนจะถึงหน้าที่สำคัญอีกอย่างคือการหว่านข้าวเปลือกให้ไก่ฝูงใหญ่ที่พ่อของเขาเลี้ยงเอาไว้
ขณะที่กำลังยืนโปรยข้าวเปลือกลงบนพื้นดินอย่างใจลอยภาพจากเมื่อคืนก็พลันผุดซ้อนขึ้นมาในหัวอีกครั้ง...
ภาพร่างกายที่เปลี่ยนไปจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้
ภาพมัดกล้ามเนื้อที่เกร็งแน่นภายใต้แสงสลัว
และภาพการกระทำอันเป็ส่วนตัวที่สุดที่เขาเผลอไปเป็พยานรู้เห็น...
รอยยิ้มเล็กๆที่ซับซ้อนและยากจะอธิบายปรากฏขึ้นที่มุมปากโดยไม่รู้ตัวเขาคิดเพลินจนไม่ทันสังเกตว่าข้าวเปลือกในถังไม้พร่องลงไปอย่างรวดเร็วผิดปกติ
“ไอ้อั๋นนนน!”
เสียงพ่อะโดุดังลั่นมาจากใต้ถุนบ้าน
“มึงกำลังหว่านข้าวให้ไก่หรือกำลังโปรยทานให้เปรต!ข้าวจะหมดถังแล้วนั่น!” เสียงทุ้มแหบพร่าทำเอาคนที่กำลังเหม่อลอยสะดุ้งสุดตัวจนเผลอทำถังไม้ในมือหล่นลงพื้น เขารีบก้มไปเก็บด้วยท่าทีร้อนรน
“เอ่อ...โทษทีพ่อ!พอดีคิดอะไรเพลินไปหน่อย!” เขาะโตอบกลับ พลางก้มลงเกาหัวตัวเองแกรกๆ
จริงๆแล้ว เขาไม่ได้คิดติดใจอะไรกับเื่ที่เด่นจะทำอะไรแบบนั้น...มันเป็เื่ส่วนตัวที่เขาแค่บังเอิญไปเห็นเข้าก็เท่านั้น
แต่สิ่งที่มันยังคงวนเวียนรบกวนจิตใจไม่หยุดคือภาพร่างกายที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่ายและความปรารถนาที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ...
‘จะทำยังไง...ถึงจะมีหุ่นเท่ๆ แบบนั้น?’
ความคิดนี้ต่างหากที่มันรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆตลอดทั้งวันที่ผ่านมา กล้ามเนื้อที่เขาเห็นกับตามันดูแข็งแรงและงดงามอย่างที่เขาใฝ่ฝันมาตลอด
แต่การจะเดินดุ่มๆเข้าไปพูดคุยขอคำแนะนำจากเ้าของร่างนั้นตรงๆ ตอนนี้มันดูเหมือนจะเป็ไปไม่ได้เลย
เขาจะเริ่มต้นบทสนทนาอย่างไรหลังจากได้เห็นภาพแบบนั้น?
ความกระอักกระอ่วนจากเหตุการณ์เมื่อคืนได้สร้างกำแพงที่มองไม่เห็นขึ้นมาขวางกั้นแม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาแทบจะไม่เคยคุยกันอยู่แล้วก็ตาม
แต่ตอนนี้...มันยิ่งยากขึ้นไปอีกเด็กหนุ่มจึงได้แต่เก็บความสงสัยและความปรารถนาที่ทั้งเรียบง่ายและซับซ้อนนั้นไว้ในใจแต่เพียงผู้เดียวเหมือนเก็บก้อนหินร้อนๆ ที่ไม่รู้จะวางลงที่ไหนดี