ในหุบเหวที่มืดมิดที่ไร้ซึ้งแสงสว่างใดๆ ได้มีชายคนหนึ่งที่กำลังวิ่งอยู่ในเส้นทางที่มืดมิดโดยที่แบกชายคนหนึ่งเอาไว้ที่บนหลังของตนด้วย
“เฮ้อ~~~ดูเหมือนว่าจะหนีพ้นแล้วสินะ…”
บีสที่มั่นใจว่าไม่มีอะไรไล่ตามพวกเขามาแล้วจึงได้สินใจหยุดวิ่งแล้ววางตัวของวีวแลนที่แบกอยู่ลง
“ดูเหมือนว่าจะมาไกลพอแล้วล่ะ พวกเรามาพักกะ-!” ตึ้ง!
บีสได้โดนวีวแลนชกเข้าไปที่หน้าอย่างจังด้วยแรงทั้งหมดที่ตัวเขามี บีสที่โดนชกเข้าไปนั้นเกือบที่จะกระเด็นแต่ก็ไม่ บีสได้ใช้ขาที่แข็งแรงของตัวเขายันพื้นเอาไว้ได้ก่อนที่ตัวเขาจะกระเด็นไปจากตรงนั้น
“ทำไมกันครับ! ทำไมคุณถึงไม่ช่วยลุงแซมกันครับ! ทำไมถึงไม่สู้...ถ้าพวกเรารวมมือกันต่อสู้ล่ะก็ลุงแซม….ลุงแซม...ก็จะไม่ต้องมาตายแบบนี้....”
วีวแลนที่พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่สั่นเทาไปด้วยความเศร้าพร้อมกับนํ้าตาและนํ้ามูกที่ไหลออกมาเป็จำนวนมาก จนคำพูดของเขานั้นแทบจะฟังไม่รู้เื่
“ฮือ….ฮือ….ฮือ...”
วีวแลนได้ใช้มือทั้งสองข้างเช็ดน้ำตาและนํ้ามูกนั้นทิ้งไป ก่อนที่จะพูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่สะอึกสะอื้นว่า...
“ผมจะกลับไปครับ...ผมอยากจะดูให้แน่ใจว่าลุงแซมนั้นตายจริงหรือป่าว...ไม่แน่ลุงแซมอาจจะยังไม่ตายก็ได้…”
วีวแลนที่พูดจบแล้วได้หันหลังกลับและพยายามจะเดินผ่านบีสไปเพื่อมุ่งหน้าไปในเส้นทางที่พวกเขานั้นจากมา กลับหาที่ๆตัวเขานั้นเห็นลุงแซมเป็ครั้งสุดท้าย แต่ทว่าในจังหวะที่วีวแลนได้เดินผ่านบีสนั้น บีสก็ได้...
ตึ้ง! บีสได้ใช้มือขวาที่ใหญ่โต้ของเขาพลักวีวแลนเข้าไปชนเข้ากับกำแพงของหุบเหวแล้วใช้มือขวาของตนดันกำแพงเอาไว้ กันไม่ให้วีวแลนหนีไปไหนได้ทั้งนั้น
“”ทำอะไรของคุณน่ะ!...”
“เลิกบ้าซะทีจะได้มั้ย!”
บีสที่ะโใส่หน้าของวีวแลนพร้อมกับได้ใช้มืออีกข้างนึงคว้าจับกระชากคอเสื้อของวีวแลนเอาไว้ ก่อนที่จะพูดขึ้นมาด้วยนํ้าเสียงที่เต็มเปลี่ยมไปด้วยพลังและความเศร้ากับความโกรธที่เก็บอยู่นั้นเข้าใส่วีวแลนที่กำลังสับสนอยู่
“แกคิดว่าเขาจะรอดมาได้จริงๆงั้นเหรอ! แกที่เห็นมากับตาของตนเองแล้วก็น่าจะรู้ดีมากที่สุดเลยไม่ใช่เหรอ!...ว่าถึงจะกลับไปมันก็เปล่าประโยชน์น่ะ!...”
“.....”
วีวแลนที่พอได้ยินแบบนั้นเข้าไปถึงกับหยุดชะงักไปคู่หนึ่ง...
(...ใช้แล้ว...สิ่งที่เขาพูดมานั้นถูกต้องแล้ว…ตัวเราที่เห็นลุงแซมที่ร่างกายแหลกสลายกลายเป็ผุยผงไปกับตาของตนเองน่าจะรู้ดีที่สุดว่า...ถึงจะกลับไปมันก็เปล่าประโยชน์น่ะ...แต่ถึงจะรู้อยู่แล้วก็ตาม...แต่ว่า...แต่ว่า...ตัวเรานั้น...ทำใจที่จะเชื่อและยอมรับมันไม่ได้ก็เท่านั้นเอง...)
วีวแลนที่คิดถึงความเป็จริงที่ตัวเขานั้นรู้ดีอยู่ภายในใจลึกๆนั้นได้มีนํ้าตาไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของตัวเขาที่ในที่สุดก็ได้เริ่มที่จะยอมรับในความเป็จริงที่เกิดขึ้นมาบ้างแล้ว...
“คะ...ครับ….รู้อยู่แล้วล่ะเื่นั้น...แต่ผม...แค่ไม่อยากที่จะยอมรับมันเท่านั้นเอง”
วีวแลนได้พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่สั่นเทาไปด้วยความโศกเศร้าที่กำลังรุมเร้าจิตใจของตัวเขาอยู่ในนณะนี้
“เฮ้อ~!.....ฟังให้ดีนะเ้าหนู”
บีสได้ปล่อยมือที่กระชากคอเสื้อของวีวแลนอยู่ออกและรวมถึงมือที่ดันกำแพงอยู่ด้วยเช่นกัน เขาได้ใช้มือทั้งสองข้างนั้นจับเข้าไปที่ไหล่ทั้งสองข้างของวีวแลนที่กำลังโศกเศร้าอยู่ก่อนที่จะพูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่จริงจังและจริงใจว่า...
“ข้ารู้ว่าการสูญเสียคนสำคัญไปนั้นมันเป็เื่ที่ทำใจได้ยากมากแค่ไหน...แต่ถึงกระนั้นการที่จะมาจมปลักอยู่กับมันนั้นก็ไม่ใช้เื่ที่ดีหรอกนะ”
บีสที่พูดออกมาแบบนั้นได้กัดฟันเอาไว้แน่น….ก่อนที่จะเริ่มพูดต่อไป
“การจดจำอดีตนั้นไม่ใช้เื่ที่ผิดหรอกนะเ้าหนู...แต่ว่าตัวเ้าจะต้องก้าวข้ามมันไปให้ได้เพื่อที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ก้าวเดินต่อไปกลับไปหาสะหายที่กำลังรอคอยตัวเ้าอยู่ที่ไหนสักแห่งยังไงล่ะ”
วีวแลนที่พอได้ฟังแบบนั้นตัวเขาได้หันหน้ากลับเข้ามาหาบีส บีสที่เห็นแบบนั้นจึงได้ตบไหล่ของวีวแลนเบาๆก่อนที่จะพูดขึ้นมาด้วยเสียงที่ดังขึ้นว่า
“เพราะฉะนั้นแล้วตัวเ้าจะมาหยุดอยู่ที่ตรงนี้ไม่ได้ จงลุกขึ้นมาแล้วก้าวเดินต่อไปอย่างองอาจเถอะนะ”
“ตะ...แต่ว่าคน...อย่างผม...จะทำได้งั้นเหรอครับ?...”
“เอ่อ! แน่นอนอยู่แล้วไม่ใช้เหรอ! ข้าคนนี้รับประกันได้เลย แต่ถ้าตัวเ้าทำผิดพลาดไปจริงๆล่ะก็ เดี๋ยวข้าจะเป็คนที่จะคอยช่วยเหลือตัวเ้าเอง เพราะฉะนั้นแล้วไม่ต้องเห็นห่วงไปหรอกนะ”
บีสที่พูดออกมาด้วยรอยยิ้มได้ยื่นมือเข้าไปลูบหัวของวีวแลนเบาๆทำให้วีวแลนนั้นรู้สึกสบายใจขึ้นมา จนตัวเขาในตอนนี้นั้นพร้อมที่จะลุกขึ้นยืนอีกครั้งหนึ่งแล้ว
“ครับ! ผมจะพยายามลุกขึ้นมาอีกครั้งและก้าวเดินต่อไปอย่างสุดกำลังครับ!”
“เอ้อ! มันต้องอย่างงั้นสิ”
บีสได้ยื่นมือขวาของตนออกมาให้กลับวีวแลนที่พลิงกำแพงอยู่เพื่อช่วยดึงตัวเขาให้ลุกขึ้นมา
“ครับ!”
วีวแลนที่ขานรับความหวังดีของบีสได้ยื่นมือของตนออกมาไปจับมือของบีสที่ยื่นเข้ามาหาตัวเขาเอาไว้
พอวีวแลนจับมือของบีสแล้ว บีสก็ได้ดึงตัวของวีวแลนที่พลิงกำแพงอยู่นั้นให้ลุกขึ้นมายืนได้อีกครั้งโดยที่ปราศจากความลังเลใดๆอีกต่อไป
“ถ้างั้นพวกเราไปกันต่อกันเลยดีมั้ย”
“ครับ!”
หลังสิ้นเสียงตอบกลับของวีวแลนทั้งสองคนก็ได้ตัดสินใจที่ว่าจะมุ่งหน้าต่อไป แต่ทว่าก่อนที่พวกเขานั้นจะได้ก้าวเดินต่อไปก็ได้เกิดเื่บางอย่างขึ้น
คลืน----------!!! กำแพงของหุบเหวที่วีวแลนนั้นพลิงอยู่เมื่อคู่นี้ได้แตกออกแล้วเผยให้ทั้งสองคนได้เห็นอุโมงขนาดใหญ่ที่ถูกปิดซ่อนเอาไว้
“นะ...นี่มันอุโมงลับงั้นเหรอครับ!”
“โอ๋!ดูเหมือนว่าจะใช้นะ ถ้างั้นพวกเราลองไปในเส้นทางนี้ดูดีมั้ย”
“ครับ!เอาตามนั้นเลยครับ”
“โอ๋!ถ้างั้นพวกเราไปกันเถอะ!”
“ครับ!”
ทั้งสองคนที่ตัดสินใจได้เช่นนั้น ได้มุ่งหน้าเดินเข้าไปในอุโมงที่อยู่ตรงหน้าโดยที่ไม่รู้เลยว่าที่ปลายทางนั้นจะมีอะไรรอคอยพวกเขาอยู่กันแน่…
ตัดมาที่อีกด้านหนึ่งของหุบเหวลึกในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน
ติ๋ง! ติ๋ง! ติ๋ง! เสียงของหยดนํ้าที่หยดลงมาจากบนหน้าผาหินที่้า หยดลงมาผ่านความมืดมิดของหุบเหวลึกลงไปยังพื้นดินที่อยู่เบื้องล่างจนกลายเป็แองนํ้าขนาดเล็กมากมายขึ้นมา
ตึก...ตึก...ตึก...ภายใต้ความเงียบสงบนั้นได้มีเสียงดังเกิดขึ้นมาเป็จังหวะๆ มันคือเสียงฝีเท้าของเด็กสาวผมยาวสีบลอนด์ในตาสีฟ้าที่ใส่เสื้อผ้าที่ฉีกขาดเล็กน้อยพร้อมกับมีาแถลอกอยู่บางประปราย กำลังเดินแบกร่างของเด็กสาวอีกคนหนึ่งที่กำลังหมดสติอยู่เอาไว้บนแผ่นหลังเล็กๆของเธอ
ใช้แล้วเด็กสาวที่เดินอยู่นั้นคือลาน่าที่แบกอลิชาเอาไว้ที่บนหลังของเธอและกำลังเดินอย่างไร้จุดหมายอยู่ในเส้นทางที่มืดมิดแห่งนี้
(นี่เราเดินมาไกลแค่ไหนแล้วนะ...แล้วจะต้องไปอีกไกลแค่ไหนกัน...วีวแลน,ยูโตะทุกๆคนจะปลอดภัยกันดีไหมนะ...)
ลาน่าที่คิดสิ่งต่างๆมากมายอยู่ในหัวของเธอได้เดินต่อไปเรื่อยๆอย่างไรจุดหมายในความมืดมิดที่แสนจะน่าอึดอัดที่ล้อมรอบตัวเธออยู่นะตอนนี้ ลาน่านั้นแถบจะมองไม่เห็นเส้นทางที่เธอนั้นเดินอยู่เลย สิ่งที่เธอเห็นนั้นเป็เพียงแค่ภาพร่างๆของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเธอเพียงเท่านั้น นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เธอนั้นเดินด้วยความเร็วที่ช้ากว่าปกติ เพื่อที่จะระวังในสิ่งที่อาจจะโผล่ออกมาจากความมืดเบื้องหน้าของเธอได้ตลอดเวลา
“.....อะ.....อือ….”
เสียงครางเบาๆได้ดันขึ้นมาจากบนหลังของลาน่าพร้อมกับแรงสั่นเล็กน้อยของสาวน้อยที่กำลังจะลืมตาตื่นขึ้นมาจากการหลับไหล
“...ทะ...ที่นี่คือ...ที่ไหน…?”
เสียงเล็กๆที่ไร้ซึ่งพลังได้ดังขึ้นมาจากบนหลังของลาน่า
“อลิชา! เธอฟื้นแล้วสินะ!”
ลาน่าได้พูดออกมาด้วยความดีใจพร้อมกับชำเลืองมองไปที่อลิชาที่แบกอยู่บนหลังของเธอพร้อมกันกับเดินต่อไปด้วยความเร็วที่ช้าลงกว่าเดิมเล็กน้อย
“...เสียงนี่มัน...คุณลาน่างั้นเหรอคะ?...ตอนนี้มันมืดมากหนูมองไม่ค่อยเห็นอะไรเลยค่ะ…”
อลิชาพูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่อ่อนล้าพร้อมกับพยายามเพ่งสายตามองดูรอบๆ แต่เป็เพราะความมืดมิดที่มืดสนิทนั้นทำให้เธอมองแทบจะไม่เห็นอะไรเลย อย่าว่าแต่บริเวณรอบๆเลยแม้แต่แผ่นหลังของลาน่าที่แบกเธออยู่นั้นก็แทบที่จะมองไม่เห็นซะด้วยซํ้า
“ที่นี่คือที่ไหนเหรอคะ...แล้วพวกเรามาอยู่ที่นี่กันได้ยังไง…”
อลิชาได้ถามออกมาด้วยความสงสัย
“คือว่านะ….”
ลาน่าได้เริ่มเล่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นให้กับอลิชาได้รับรู้...
หลังจากที่อลิชาได้ฟังแบบนั้นเธอก็เริ่มรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา จนฟุบหน้าลงไปแน่ชิดติดอยู่กับแผ่นหลังของลาน่าที่แบกเธออยู่พร้อมกับมีอาการตัวสั่นเล็กน้อยก่อนที่จะพูดขึ้นมาด้วยนํ้าเสียงที่สั่นกลัว
“งั้นเหรอคะ...พวกเราตกลงมาจาก้านั่นสินะ…”
อลิชาที่พูดออกมาได้แหงนหน้ามองขึ้นไปยัง้าของหุบเหวลึกที่มืดมิด
แต่ว่าเธอนั้นก็ไม่อาจที่จะมองเห็นสิ่งใดได้เลยนอกจากความมืดมิดที่ปกคลุมและรายล้อมพวกเธอทั้งคู่อยู่เพียงแค่นั้น
อลิชาที่พอเห็นแบบนั้นจากเดิมที่หวาดกลัวตัวสั่นอยู่แล้วในตอนนี้นั้นตัวสั่นแรงและหวาดกลัวมายิ่งขึ้นกว่าเดิมซะอีก
ลาน่าที่รู้สึกถึงความกลัวของอลิชาได้จากแผ่นหลังของตนจึงได้ชําเลืองมองไปที่ด้านหลัง ก่อนที่จะยิ้มออกมาให้กับอลิชาที่อยู่บนหลังของเธอพร้อมทั้งพูดขึ้นมาด้วยนํ้าเสียงที่อ่อนโยน
“ไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอกนะ! ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นล่ะก็ฉันจะเป็คนปกป้องเธอเอง พวกเราจะต้องรอดออกไปจากที่นี่ได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวไปหรอกนะ...”
“ตะ...แต่ว่าจะไหวเหรอคะ...พวกเราจะรอดไปได้จริงๆงั้นเหรอคะ…”
อลิชาที่ตัวสั่นน้อยลงกว่าเดิมได้พูดออกมาด้วยความลังเล
“ไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอก...ถ้าเป็ฉันคนเดียวอาจจะเป็ไปไม่ได้ก็ได้...แต่ว่าถ้าหากว่าเป็เขาคนนั้นล่ะก็อาจจะทำได้ก็ได้นะ!”
“เขาคนนั้นงั้นเหรอคะ?…”
“ใช้แล้วล่ะเขาคนนั้น! ถ้าเป็ยูโตะล่ะก็จะต้องทำได้อย่างแน่นอน!”
“ถ้าเป็...รุ่นพี่งั้นเหรอคะ..”
“ใช้แล้วล่ะ! ถ้าเป็ยูโตะล่ะก็จะต้องช่วยพวกเราให้รอดไปจากสถานการณ์ในตอนนี้ได้อย่างแน่นอน!”
“แต่ว่าในตอนนี้รุ่นพี่เขา...ไม่อยู่ที่นี่...”
อลิชาได้พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่ฟังดูเศร้าๆ
“ไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอก! ยูโตะจะต้องมาช่วยพวกเราอย่างแน่นอน!”
“จะมาจริงๆงั้นหรอกคะ…ทำไมถึงมั่นใจถึงขนาดนั้นล่ะ”
“เื่นั้นน่ะเธอเองน่าจะเป็คนที่รู้ดีที่สุดไม่เหรอ”
“หนูงั้นเหรอคะ?...”
“อื่ม!ใช้แล้วล่ะ ถ้าไม่เชื่อล่ะก็ลองนึกย้อนกลับไปดูสิ ถึงวันก่อนๆในครั้งอดีตที่จู่ๆเขานั้นก็ปรากฎตัวออกมาช่วยตัวเธอเอาไว้น่ะ”
“ย้อนกลับไป...”
อลิชาได้คิดย้อนกลับไปในวันที่เธอนั้นได้พบกับยูโตะเป็ครั้งแรก
ในวันนั้นเป็วันที่เธอเข้ามาประจำการที่กองทัพอาร์คเป็ครั้งแรกที่กองบัญชาการย่อยที่ตั้งอยู่บนสเปซโคโลนีแห่งหนึ่ง
ในวันนั้นได้เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายขึ้นโดยกลุ่มโจรสลัดอวกาศที่อยากจะอวดอ้างความแข็งแกร่งของตน พวกมันจึงได้ยึดสเปซโคโลนีแห่งนั้นเอาไว้พร้อมทั้งจับตัวประกันเอาไว้มากมายและอลิชาก็เป็หนึ่งในนั้น
พวกมันได้ทำการต่อรองกับอาร์คแลนเพื่อแลกกับตัวประกัน แต่อาร์คแลนนั้นไม่คิดที่จะเล่นด้วย พวกมันจึงจะทำการสังหารตัวประกันโชว์เป็ตัวอย่างและเหยือผู้เคราะห์ร้ายคนแรกนั้นก็คืออลิชาที่กำลังหวาดกลัวจนตัวสั่น
ในวินาทีแห่งความสิ้นหวังก่อนที่เธอนั้นจะถูกสังหารก็ได้มีใครบางคนปรากฎตัวออกมาช่วยเหลือเธอเอาไว้ได้ทันท่วงที
เขาคนนั้นก็คือยูโตะที่ได้ปรากฎตัวออกมาต่อหน้าต่อตาของเด็กสาวผู้สิ้นหวัง ยูโตะนั้นได้โอบกอดตัวเธอเอาไว้ในอ้อมแขนของตนพร้อมทั้งได้พูดขึ้นมาด้วยนํ้าเสียงที่เยือกเย็นราวกับเปลวเพลิงที่เย็นะเืใส่เด็กสาวว่า...
“ไม่เป็อะไรแล้วนะ เพราะตัวข้านั้นอยู่ที่ตรงนี้แล้วยังไงล่ะ”
เด็กสาวที่ได้ยินเช่นนั้นได้มีความหวังกลับขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับใบหน้าที่แดงกํ่า เหมือนดังแอปเปิ้ลที่สดใหม่
หลังจานนั้นยูโตะก็ได้จัดการกลุ่มโจรสลัดกลุ่มนั้นลงได้ทั้งหมดอย่างง่ายด้าย
หลังจากนั้นมาอลิชาที่ถูกช่วยชีวิตเอาไว้ เธอนั้นจึงได้พยายามหาทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้มาทำภารกิจรวมกันกับยูโตะหลายต่อหลายครั้งจนในที่สุดพวกเขาทั้งคู่นั้นก็ได้มาสนิทสนมกันเหมือนดังทุกวันนี้
หลังจากที่อลิชาได้คิดคำนึงถึงอดีตที่มอบความหวังและความรักครั้งแรกให้กับตัวเธอจบแล้ว เธอนั้นก็ได้เผลอยิ้มออกมาโดยที่ไม่รู้ตัวพร้อมกันกับร่างกายที่หยุดสั่นไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“หนูเชื่อมันค่ะ! เชื่อมันในตัวของรุ่นพี่! ว่าถ้าเป็รุ่นพี่ล่ะก็จะต้องปรากฎตัวออกมาช่วยเหลือพวกเราออกไปจากที่นี่ได้อย่างแน่นอนค่ะ!”
อลิชาได้พูดออกมาด้วยความมั่นใจและเสียงที่ปราศจากซึ่งความหวาดกลัวใดๆอีกต่อไป
“อืม! มันต้องอย่างงี้สิ! ถ้างั้นพวกเรามามุ่งหน้าไปตามหายูโตะด้วยกันเลยมั้ย”
“ค่ะ! ถ้างั้นคุณลาน่าเร่งความเร็วขึ้นได้เลยค่ะ! พวกเราจะต้องรีบไปคามหารุ่นพี่ให้เจอโดยเร็วแล้วค่ะ”
“โฮ่อ~พอร่าเริ่งแล้วก็สั่งกันเลยหรอก ถ้างั้นก็จับเอาไว้ให้แน่นๆล่ะ!”
“ค่ะ!”
ลาน่าได้เร่นฝีเท้าวิ้งเข้าไปยังความมืดมิดที่อยู่เบื้องหน้า
(ยูโตะ,วีวแลนฉันหวังว่าพวกนายทั้งสองคนจะปลอดภัยกันนะ จะต้องตามหาให้เจอโดยเร็วและออกไปจากที่นี่ให้ได้...ออกไปให้ได้ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันจะสายเกิดไป...)
วิ่งต่อไป วิ่งต่อไป วิ่งต่อไป ลาน่าที่วิ่งต่อไปในความมืดโดยที่ไม่รู้ทิศทางไร้ซึ่งจุดหมายใดๆ มีเพียงแค่ความหวังและความเชื่อมั่นเท่านั้นที่เป็แรงผลักดันให้เธอนั้นก้าวขาต่อไปสู่ความมืดมิดที่อยู่ตรงหน้า
คลืน---! ตึ้ง!
“หือ!...นั่นมัน?...”
ลาน่าที่ได้ยินเสียงบางอย่างจึงได้หยุดวิ่งแล้วหันไปมองตามเสียงนั้น
“มีอะไรงั้นเหรอคะคุณลาน่า?”
“รู้สึกว่า...ที่ตรงนั้นจะมีรูอยู่ด้วยน่ะ”
ลาน่าได้มองเห็นรูขนาดใหญ่ที่น่าจะเป็ถํ้าอยู่ที่บนกำแพงของหุบเหวลึกแห่งนี้
“พวกเราจะลองเข้าไปดูดีมั้ย…”
ลาน่าได้ถามขึ้นมาด้วยความลังเล อลิชาที่ได้ยินแบบนั้นจึงได้หยุดคิดไปคู่นึงก่อนที่จะตอบกลับมาด้วยนํ้าเสียงที่มีความลังเลบ่นอยู่เล็กน้อย
“พวกเราเข้าไปกันเถอะค่ะ…”
“แน่ใจงั้นเหรอ…”
“ค่ะ! ถึงพวกเราจะเดินต่อไปในความมืดก็ไม่แน่หรอกว่าจะพบกับรุ่นพี่...แต่ถ้าเข้าไปในนี้ล่ะก็อาจจะได้เจอกับรุ่นพี่ที่คิดแบบเดียวกันกับพวกเราก็เป็ได้ค่ะ!”
“ทำไมเธอถึงมั่นใจแบบนั้นล่ะ”
“ไม่รู้สิคะ”
“ไม่รู้เนี่ยนะ”
“ค่ะ...แต่ว่าหนูเชื่อมันแบบนั้นค่ะ อื่อ...ประมาณว่าลางสังหรณ์ของผู้หญิงล่ะมั้งคะ”
“ลางสังหรณ์ของผู้หญิงสินะ อื่อ...เอาแบบนั้นก็ได้จะขอลองเชื่อดูสักหน่อยก็แล้วกันลางสังหรณ์นั่นน่ะ ถ้างั้นพวกเราไปต่อกันเถอะ!”
“ค่ะ!”
ลาน่าที่แบกอลิชาเอาไว้ได้ได้วิ่งเข้าไปในรูขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าของพวกเธอ เข้าไปในเส้นทางที่ไม่อาจรู้ได้เลยว่าที่ปลายทางนั้นมีสิ่งใดที่กำลังรอค่อยพวกเขาอยู่กันแน่….
ตัดมาที่ก่อนหน้านี้ในตอนที่แผ่นดินไหวพึ่งจะหยุดลงได้ไม่นานนัก
ณ ที่อีกด้านหนึ่งของหุบเหวลึก ที่ที่เต็มไปด้วยเศษหินและเศษไม้น้อยใหญ่กระจัดกระจายอยู่มากมายและในท่ามกลางเศษศากพวกนั้น ก็ได้มีร่างของชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าหมดสติอยู่ที่บนพื้นที่ชุมไปด้วยแองนํ้าจำนวนมากที่อยู่ตรงนั้น
ชายคนนั้นเป็คนที่มีผมสีดำไว้ทรงผมที่ยากเกินกว่าที่จะบรรยาย ใส่ชุดสีขาวที่เปื้อนไปด้วยโคลนจำนวนมาก ตามร่างกายนั้นไร้ซึ่งาแใดๆจนไม่น่าเชื่อเลยว่าพึ่งจะตกลงมาจากความสูงระดับนั้น
“....อะ…อือ…”
ยูโตะเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาพบตัวเขานั้นมานอนอยู่บนพื้นที่ชุ่มไปด้วยนํ้าที่หยดลงมาจาก้าลงมาสู่ตัวเขาที่ได้มาอยู่ยังก้นบึ้งของหุบเหวลึกที่มืดมิดไร้ซึ้งแสงสว่างใดๆแห่งนี้ไปเสียแล้ว
“ที่นี่มัน….”
ยูโตะได้ขยับตัวไปมาก่อนที่จะดันตัวเองให้ลุกขึ้นมานั่งพร้อมกับได้ปัดโคลนที่อยู่บนหน้าของตนนั้นออกไป ปรากฎให้เห็นหน้าตาของชายหนุ่มที่ดูเ็าและมีดวงตาสีเหลื่องทองที่โดดเด่นในความมืดมิดของหุบเหวลึกแห่งนี้
(....จริงด้วยสิ...ถ้าจำไม่ผิดตัวข้าไปทำให้เวทย์มนต์ที่อยู่ในศิลาดำนั่นทำงานขึ้นมาสินะ...หลังจากนั้นพื้นดินก็เริ่มแยกออกแล้วพวกเราทั้งสามคนก็ตกลงมาที่นี่…จริงด้วยสิ!แล้วทั้งสองคนล่ะ)
ยูโตะที่เรียบเรียงเื่ราวอยู่นั้นได้คิดขึ้นมาได้ว่านอกจากตัวเขาแล้วยังมีอีกสองคนที่ได้ตกลงมาพร้อมกันกับตัวเขาด้วยเช่นกัน
“เซกล่า~! ลาโน่~! ทั้งสองคนได้ยินมั้ย อยู่ที่ไหนตอบหน่อยสิ!”
ยูโตะได้ะโเรียกออกมาใส่ความมืดมิดของหุบเหวลึก แต่ทว่าก็ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับตัวเขามาเลยแม้แต่น้อย
“อา~~ให้ตายสิ! หายไปไหนกันนะ”
ยูโตะที่บ่นออกมาได้ใช้มือของตนดันพื้นเพื่อที่จะลุกขึ้นมาจากตรงนั้น แต่ในขณะที่เขานั้นััเข้าไปกับพื้นมือนั้นก็ไปโดนเข้ากับอะไรบางอย่างที่นองอยู่ตรงนั้น
จอม!
“หือ?”
ยูโตะที่ไปโดนเข้ากับนํ้าเหนียวเหนอะที่นองอยู่บนพื้นนั้นได้เกิดสงสัยจึงได้ดึงมือนั้นกลับขึ้นมาดู
“นี่มันอะไรเนี่ย...ไม่ใช้โคลนนิ...กลิ่นแบบนี้มัน….เื!งั้นเหรอ?...”
ยูโตะที่รู้ว่าสิ่งที่เปือนมือของตนอยู่นั้นคือเืของใครบางคนที่ไหล่ออกมาปนเข้ากับโคลนที่นองอยู่บนพื้นนั้นได้แสดงอาการใออกมาเล็กน้อย ก่อนที่จะจับดูส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อตรวจสอบดูว่ามีาแอยู่หรือไม่
(ตัวข้าไม่มีาแอยู่ที่ไหนเลย งั้นแปลว่าเืพวกนี้ไม่ใช้ของตัวข้างั้นเหรอ...แล้วมันเป็ของใครกันล่ะ?...)
ยูโตะที่สังหรณ์ใจไม่ดีได้มองเข้าไปในความมืดมิดตรงหน้าเข้าไปสู่ต้นทางของสายธารโลหิตนั้น ถึงมันจะมืดเอามากๆก็จริงแต่ทว่ายูโตะนั้นก็สามารถมองเห็นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก สวนสาเหตุนั้นอาจจะเป็เพราะว่าตัวเขานั้นในสมัยเด็กเคยอยู่อย่างโดดเดียวท่ามกลางป่าลึกที่มืดมิดพอๆกันกับที่แห่งนี้มาก่อน จึงทำให้มีความสามารถพิเศษที่จะสามารถคุ้นชินกับความมืดได้อย่างรวดเร็วกว่าคนปกติทั่วไปก็เป็ได้ ทำให้การมองในที่มืดแบบนี้นั้นมันเป็เื่ที่ง่ายด้ายสำหรับยูโตะมากๆเลยล่ะ
(ดูจากล่องลอยแล้วน่าจะไหลมาจากหลังหินก้อนนั้นสินะ)
ยูโตะที่มองไปที่ปลายทางของสารธารโลหิตนั้น ตัวเขาได้พบเข้ากับเศษศิลาหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งที่ตั้งอยู่ที่ปลายทางนั้น
(เศษศิลานั่น ดูเหมือนว่ามันจะแตกออกมาในระหว่างที่ตกลงมาที่นี่งั้นสินะ...เืพวกนี้ไหลมาจากตรงนั้นงั้นเหรอ…….อย่าบอกนะว่ามีใครบางคนติดอยู่ที่ข้างใต้ของมันน่ะ!)
ยูโตะที่คิดได้เช่นนั้นจึงได้รีบลุกขึ้นมาแล้ววิ้งไปที่เศษหินศิลาก้อนนั้นในทันที
ตัวเขาที่ไปถึงได้พบว่าหินก้อนนั้นได้ตั้งอยู่ริมชะง่อนผาที่ด้านล่างนั้นแทบจะเรียกได้ว่าลึกมากซะจนยูโตะนั้นไม่สามารถมองเห็นก้นของมันได้เลย
“แบบนี้ถ้าตกลงไปคงได้ตายสะทานเดียวแน่เลย”
“โย่~….ในที่สุดนายก็ฟื้นแล้วสินะ…”
“หือ? เสียงแบบนี้มัน!...”
ยูโตะที่ถูกเรียกนั้นได้จำเสียงนั่นได้ในทันที มันเป็เสียงของหญิงสาวที่ก่อนหน้านี้นั้นร่าเริงและมีชีวิตชีวาอยู่ตลอดเวลา แต่ในตอนนี้นั้นมันกับอ่อนแรงราวกับว่าจะหายไปได้ทุกเมื่อ
ตัวเขาที่ได้หันไปยังเสียงเรียกนั้นที่ดังออกมาจากอีกด้านหนึ่งของเศษหินศิลาขนาดใหญ่ก้อนนั้น ยูโตะได้เดินอ้อมไปยังที่อีกด้านหนึ่งของเศษหินนั้นและสิ่งที่ตัวเขาเห็นอยู่นั่นก็คือร่างกายที่ดูเล็กและเปราะบางของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ครึ่งตัวล่างของเธอนั้นถูกทับเอาไว้โดยเศษหินขนาดใหญ่นั้น พร้อมกับเืมากมายที่ได้ไหลรินออกมาจากภายในตัวเธอลงสู่พื้นที่หนาวเย็นเบื้องล่าง
“เซกล่า!”
ยูโตะที่เห็นแบบนั้นจึงได้เรียกชื่อของเธอคนนั้นออกมาพร้อมทั้งได้คุกเข่าลงไปเพื่อตรวจเช็คอาการของเธอในทันที
“ไง~...ในที่สุดก็มาจนได้นะ...”
เซกล่าที่ส่งเสียงออกมาด้วยความอ่อนแรงและเหนื่อยล้า ส่วนสาเหตุนั้นอาจจะเป็เพราะการเสียเืไปเป็จำนวนมากก็เป็ได้
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว! เก็บแรงเอาไว้ก่อนเถอะ จะรีบช่วยเดี๋ยวนี้แหละ!”
(าแมีอยู่ทั่วทั้งร่างกายแถมยังมีหินขนาดใหญ่นั่นทับท่อนล่างทั้งหมดเอาไว้ ไม่พอแค่นั้นยังมีเืที่ไหลออกมาเป็จำนวนมากนี่อีก...ถ้าไม่รีบรักษาล่ะก็มีหวังแย่แน่! แต่ก่อนอื่นก็ต้องเอาหินก้อนนี้ออกก่อน...)
“รอก่อนนะ จะรีบเอาหินก้อนนี้ออกเดี๋ยวนี้แหละ”
ยูโตะที่พูดออกมาแบบนั้นได้ลุกขึ้นมาแล้วกำลังจะผลักหินก้อนนั่นลงผาไป
“เดี๋ยวหยุดก่อน!”
แต่ก่อนที่ยูโตะจะได้ทำแบบนั้นเซกล่าก็ได้ใช้แรงที่เหลืออยู่ของตัวเธอะโขึ้นมาหยุดตัวเขาเอาไว้
“อะไรอีกล่ะ! ถ้าไม่รีบเอามันออกล่ะก็จะสายเกินไปนะ!”
“ดู...ที่ด้านล่างผา...ตรงหินก้อนนั้นก่อนสิ...”
“ด้านล่างผางั้นเหรอ?...”
ยูโตะที่พอได้ยินแบบนั้นจึงได้รีบก้มลงไปเพ่งมองที่ด้านล่างผาตามที่เซกล่าบอกในทันทีและสิ่งที่ตัวเขาเห็นอยู่ท่ามกลางความมืดมิดนั้น ก็คือมือของเธอที่กำลังจับเอาไว้ที่มือของชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังหมดสติอยู่ท่ามกลางความเวิ้งว้างของผาลึกแห่งนี้
“ลาโน่งั้นเหรอ รอก่อนนะจะรีบช่วยเดี๋ยวนี้แหละ!”
ยูโตะที่ยืนอยู่ขอบของชะง่อนผาได้ยื่นมือลงไปดึงตัวของลาโน่ขึ้นมา
(ถ้าเซกล่าไม่ห้ามตัวข้าเอาไว้ก่อนล่ะก็ ตัวข้าคงได้ผลักหินก้อนนั้นตกลงมาชนเข้ากับร่างของลาโน่จนตกลงไปแน่ ให้ตายสิจะประมาทไปถึงไหนกันตัวข้าเนี่ย!)
ยูโตะที่เจ็บใจในความเรินเร่อของตนเองได้ดึงตัวของลาโน่ขึ้นมาได้สำเร็จ
“หวังว่านายจะไม่เป็อะไรนะ...”
ยูโตะได้อุ้มร่างของลาโน่เอาไว้ก่อนที่จะวางร่างนั้นลงไปบนพื้นที่ว่างเปล่าตรงนั้นแล้วเริ่มทำการตรวจดูอาการของเขาในทันที
(ภายนอกนั้นไม่ได้มีาแที่สาหัสอะไร มีเพียงแค่รอยฟกช้ำเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีจุดที่กระดูกหัก ดูโดยรวมแล้วน่าจะไม่เป็อะไรมากแค่สลบไปเท่านั้น รออีกสักพักก็น่าจะฟื้นแล้วล่ะ)
“เฮ้อ~~~~”
ยูโตะที่ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกหลังจากรู้ว่าลาโน่นั้นปลอดภัยดี
“เขา...ไม่เป็อะไรใช้มั้ย?….”
“อืม!ดูเหมือนว่าจะแค่สลบไปเท่านั้นแหละ อีกเดี๋ยวก็น่าจะฟื้นแล้วล่ะ”
“งั้นเหรอ...แบบนั้นก็วางใจขึ้นมาได้นิดนึงแล้วล่ะนะ...”
“อืม ทีนี้ก็เหลือแค่เธอแล้วล่ะ”
ยูโตะได้ลุกขึ้นมาแล้วหันไปหาเซกล่าเพื่อที่จะได้ไปช่วยรักษาเธอเป็รายต่อไป แต่ทันทีเมื่อตัวเขาหันหลังกลับไปตัวเขาก็ได้เห็นแสงสว่างที่เกิดขึ้นมาในท่ามกลางหุบเหวที่ความมืดมิดแห่งนี้
“ระ...ร่างกายของเธอกำลังเลื่องแสงอยู่งั้นเหรอ?...”
ใช้แล้วร่างกายของเซกล่านั้นกำลังเลื่องแสงออกมาแล้วโปร่งใสขึ้นเรื่อยๆราวกับว่าจะหายไปได้ทุกเมื่อ
“อ่อ~เนี่ยหรอ...คงจะถึงขีดจำกัดแล้วสิ...”
“ถึงขีดจำกัดงั้นเหรอ?”
“ใช้แล้วล่ะถึงขีดจำกัดของร่างิญญานี่แล้วล่ะนะ...”
“ร่างิญญา?”
“นายก็รู้อยู่แล้วไม่ใช้เหรอว่าฉันนั้นน่ะเป็เพียงแค่ผู้รับใช้ที่ถูกลาโน่นั้นอัญเชิญมาเท่านั้นน่ะ”
“อือ...”
(ใช้แล้วล่ะ เธอนั้นคือผู้รับใช้ ตัวตนของิญญา,ภูติและปีศาจที่ถูกอัญเชิญออกมาโดยผู้ใช้เวทย์มนต์เพื่อที่จะค่อยรับใช้ในสิ่งต่างๆ ผู้รับใช้นั้นจะใช้ชีวิตอยู่ในสถานะของร่างิญญาที่เชื่อมต่อกับร่างจริงที่อยู่ที่ไหนสักแห่งในดินแดนมิติอื่นที่อยู่หางไกลออกไปและจะคงสภาพร่างิญญาเอาไว้ได้ด้วยมานาของผู้ที่เรียกตนมา ที่บอกว่าถึงขีดจำกัดก็หมายความว่าขาดการเชื่อมต่อมานาของลาโน่ไปงั้นเหรอ...)
“รอก่อนนะจะรีบไปปลุกลาโน่ขึ้นมาเดี๋ยวนี้แหละ!”
“ไม่ต้องหรอก!...”
เซกล่าได้ยื่นมือออกมาจับแขนของยูโตะเอาไว้หยุดตัวเขาที่กำลังจะหันกลับไป
“ทำอะไรของเธอเนี่ย! ถ้าไม่รีบให้ลาโน่เติมมานาให้ล่ะก็เธอจะหายไปนะ”
“ไม่เป็ไรหรอก...ถึงจะเติมมานาไปแต่าแขนาดนี้ยังไงก็ไม่รอดหรอกสุดท้ายแล้วก็ต้องหายไปอยู่ดีนั่นแหละนะ….”
“แล้วจะต้องทำยังไงดีล่ะ...ถึงจะช่วยเธอได้น่ะ...”
“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นแหละ...”
“ฮะ?...”
ยูโตะที่ได้ยินคำตอบนั้นได้หยุดชะงักไปคู่นึง
“สุดท้ายแล้วยังไงฉันนั้นก็ต้องหายไปอยู่ดี...เพราะฉะนั้นไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นแหละนะ...”
“แล้วจะให้ตัวข้ามองดูอยู่เฉยๆงั้นเหรอ….มองดูตัวเธอที่กำลังจะหายไปทั้งๆแบบนี้เนี่ยนะ!...”
ตึ้ง! ยูโตะได้ใช้มือของตนทุบลงไปที่พื้นด้วยความหงุดหงิดที่ตนเองนั้นไม่สามารถที่จะทำอะไรได้เลย
“เฮ้อ~~...ถ้านายอยากที่จะช่วยจริงๆล่ะก็...ช่วยก้มหน้าลงมาใกล้ๆหน่อยสิ...”
“ก้มหน้างั้นเหรอ...”
ยูโตะที่ยังสับสนกับคำพูดนั้นได้เข้าไปใกล้เซกล่าแล้วก้มหน้าลงไปเข้าใกล้ตัวเธอที่นอนอยู่
“ใกล้กว่านี้อีก….ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆมากกว่านี้อีกหน่อยสิ...”
“อื่ม...”
ยูโตะได้ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆใบหน้าของเซกล่ามากขึ้นเรื่อยๆตามที่เธอนั้นขอมา จนใบหน้าของพวกนั้นเกือบที่ััโดนกัน ใกล้ในแบบที่ว่ายูโตะนั้นสามารถได้ยินเสียงลมหายใจรวยรินของเธอได้อย่างชัดเจน
“แค่นี้พอหรือยังล่ะ…”
“อืม...พอแล้วล่ะ...”
ซู้ด เซกล่าได้สูดหายใจเข้าอย่างแรงดมกลิ่นของยูโตะที่อยู่ตรงหน้าเพื่อที่จะได้จดจำกลิ่นของตัวเขาเอาไว้
ยูโตะที่ได้ััเข้ากับลมหายใจของเซกล่านั้นเกิดอาการสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็ยังคงอยู่ที่เดิมโดยที่ไม่ได้ขยับไปไหนก่อนที่จะพูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่ไร้ซึ้งอารมณ์
“ทำอะไรของเธอน่ะ…”
“อะไรกันก็แค่ดมกลิ่นเท่านั้นเอง...จะได้ไม่ลืมตัวนายเวลาที่ได้เจอกันครั้งต่อไปยังไงล่ะ...”
ซู้ด เซกล่าที่พูดออกมาแบบนั้นได้สูดหายใจเข้าไปลึกๆอีกหนึ่งครั้ง
“อา~~~กลิ่นของนายนั้นต่างออกไปจากกลิ่นของทุกคนที่ฉันนั้นเคยได้ััมาเลยล่ะ...ฉันนั้นชอบกลิ่นแบบนี้ของนายมากเลยล่ะนะ...”
เซกล่าได้นิงเงียบไปคู่นึงก่อนที่เริมพูดขึ้นมาอีกครั้งด้วยนํ้าเสียงที่จริงจังมากกว่าครั้งไหนๆที่ผ่านมา
“ขอร้องล่ะช่วยปกป้องลาโน่ที ปกป้องตัวเขาให้รอดกลับออกไปจากที่นี่ให้ทีนะ”
เซกล่าที่กำลังจะหายไปได้พูดออกมากับยูโตะที่อยู่ตรงหน้า
“อื่ม!ตัวข้าขอสัญญาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ตัวข้าจะปกป้องลาโน่เอาไว้แล้วพาหมอนั้นกลับออกไปจากที่นี่ยังปลอดภัยให้ได้เลย!”
ยูโตะได้ให้คำสัญญากับตัวเธอที่กำลังจะหายไปด้วยจิติญญาทั้งหมดที่ตัวเขามี
“งั้นเหรอ...ถ้าอย่างงั้นคงจะวางใจได้แล้วล่ะนะ...”
หลังจากสิ้นสุดคำพูดนั้น ร่างกายของเธอก็ได้สูญสลายหายไปกลายเป็แสงสว่างในพริบตาต่อหน้าต่อตาของยูโตะที่กำลังจ้องมองตัวเธออยู่ กลับคืนสู่ร่างที่แท้จริงที่อยู่ที่ไหนสักแห่งในดินแดงอื่นที่อยู่หางไกลออกไปจากที่แห่งนี้ไกลแสนไกล….
“.....”
ตึ้ง! ยูโตะที่โกรธจัดได้ชกเข้าไปที่เศษหินศิลาก้อนนั้นจนมันแต่กระจายออกภายในพริบตา
“โธ่เว้ย!!!!!!!”
ยูโตะที่มีนํ้าตาไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างได้ะโออกมาใส่ความมืดมิดที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความโกรธและความเศร้าที่ไม่อาจช่วยเหลือสหายของตนเองเอาไว้ได้
หลังจากนั้นผ่านไปได้สักพักลาโน่ที่สลบอยู่ก็ได้ฟื้นขึ้นมาพร้อมกับอาการมึนงงเล็กน้อย ยูโตะได้เล่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมาให้กับตัวเขาได้รับรู้
“งั้นเหรอครับ...เธอกลับไปสู่ร่างต้นแล้วสินะ…”
ลาโน่ได้นิงเงียบไปคู่นึงก่อนที่จะลุกขึ้น
“ถ้างั้นพวกเราไปกันต่อเถอะครับ...”
“เฮ้ย! เดียวก่อน”
ยูโตะได้ะโขึ้นมาหยุดลาโน่เอาไว้ ลาโน่ที่ได้ยินแบบนั้นจึงได้หยุดเดินแล้วพูดขึ้นมาโดยที่ไม่ได้หันหลังกลับมามองยูโตะที่ยืนอยู่ข้างหลังของตัวเขาเลย
“มีอะไรงั้นเหรอครับ?”
“จะไม่พูดอะไรบ้างเหรอ”
“อะไรงั้นเหรอครับ”
“ก็สิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดนั้นเป็ความผิดของตัวข้า...เพราะงั้นช่วยบ่นหรือว่าชกมาสักหมัดเถอะ...ไม่งั้นมันรู้สึกไปสบายใจเลยน่ะ”
ยูโตะได้พูดออกมาด้วยความรู้สึกผิดในสิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหมด
“ผมไม่มีสิทธิ์ไปบ่นหรือโกรธเคืองตัวคุณหรอกครับ”
ลาโน่ได้พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่มีความเจ็บป่วดปนอยู่ที่ในนั้น
“ไม่เลยนายมีสิทธิ์เต็มที่เลย เพราะงั้นช่วยโกรธ-...”
“ไม่ครับ!ไม่มีเลยครับ!...”
ลาโน่ได้ะโออกมาพร้อมกับได้หันหลังกลับมาทางยูโตะ
“นะ...นี่นาย...กำลังร้องไห้อยู่งั้นเหรอ…”
ใช้แล้วลาโน่นั้นกำลังร้องไห้อยู่โดยที่เก็บซ่อนความเจ็บป่วดของตนเอาไว้ในใจ
“คุณรู้อะไรมั้ยว่านี่มันไม่ใช้ครั้งแรกหรอกนะ...ที่เซกล่านั้นสลายหายไปน่ะ”
“ว่าไงนะ….”
“เซกล่านั้นเธอคอยปกป้องตัวข้านั้นมาโดยตลอดั้แ่เมื่อก่อนแล้ว...เธอมักจะเสียสละตัวเองให้ข้านั้นรอดชีวิตกลับไปแทบทุกครั้ง...แล้วเมื่อข้านั้นรอดกลับไปได้แล้วได้อัญเชิญเธอกลับมาอีกครั้ง...เธอมักจะมองมาที่ข้านั้นด้วยรอยยิ้มแล้วบอกกับข้าด้วยนํ้าเสียงที่อ่อนโยนว่า“ไม่เป็ไรหรอกน่าแค่นี้เอง”ทุกๆครั้ง ในแต่ล่ะครั้งที่ข้านั้นได้ยินคำๆนั้น ข้านั้นรู้สึกเศร้า,โกรธและเสียใจในความเลินเล่อของตนเองทุกครั้งและแน่นอนรวมถึงครั้งนี้ก็ด้วยก็เช่นกันครับ….”
ลาโน่ที่พูดออกมาทั้งนํ้าตากับนํ้าเสียงที่สั่นไปด้วยความเจ็บป่วดที่เก็บสะสมเอาไว้เป็เวลานานใส่ยูโตะที่อยู่เบื้องหน้า
(งั้นเหรอ….นายเก็บความรู้สึกที่แสนจะเจ็บป่วดแบบนี้ไว้ตลอดมาเลยงั้นหรอ...)
“ขอโทษด้วยที่ตัวข้าถามอะไรแบบนั้นออกไป...”
ยูโตะได้พูดออกมาด้วยความรู้สึกผิด
“ไม่เป็ไรหรอกครับ ข้านั้นที่ได้พูดออกมาก็รู้สึกได้ปลดปล่อยเหมือนกันแหละครับ เอาไว้ในตอนที่พวกเรารอดออกไปจากที่นี่ได้แล้วไปขอโทษเธอด้วยกันเถอะครับ”
“อือ นั่นสินะ...”
“ถ้างั้นพวกเรารีบออกเดินทางไปสำรวจหาทางออกไปจากที่นี่กันเถอะครับ!”
“อื้ม!นั่นสินะ รีบๆไปหาทางออกไปจากที่นี่แล้วจะได้กลับไปหาเธอคนนั้นอย่างปลอดภัยน่ะ”
“ครับ!”
พวกเขาทั้งสองคนที่ได้ปรับความเข้าใจกันได้แล้ว จึงได้เริ่มออกเดินทางไปสำรวจหุบเหวลึกแห่งนี้เพื่อตามหาทางออกไปจากที่นี่ให้ได้
หลังจากที่ทั้งสองคนได้เดินสำรวจกันมาได้สักพักหนึ่ง แต่พวกเขานั้นก็ไม่พบเจออะไรที่จะเป็ทางออกไปจากหุบเหวลึกแห่งนี้ได้เลย
“เฮ้อ~หาไม่เจอเลย เอาไงดีจะปีนขึ้นไปเลยดีมั้ย”
ยูโตะที่พูดออกมาด้วยความหงุดหงิด
“ไม่น่าจะดีหรอกครับ เพราะอาจจะตกลงมาก็ได้ความสูงระดับนั้นน่ะ”
ลาโน่ที่พูดออกมาพร้อมกับได้มองขึ้นไปที่้าที่มืดสนิทจนไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้เลย
“มองจากตรงนี้ยังไม่เห็นแม้แต่ท้องฟ้าที่อยู่้าเลยซะด้วยซํ้า ไม่สิอย่าว่าแต่ท้องฟ้าเลยแม้แต่ปากเหวพวกเราก็ยังมองไม่เห็นมันเลยซะด้วยซํ้า จะให้ปีนขึ้นไปคงไม่ไหวหรอดครับ”
“ก็จริงนะ...”
ยูโตะได้หยุดคิดไปคู่นึงก่อนที่จะพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“แล้วถ้าใช้เวทย์มนต์ของเ้าช่วยล่ะ แบบว่ามีเวทย์มนต์อะไรที่พอจะช่วยให้พวกเราปีนขึ้นไปจากที่นี่ได้บ้างมั้ย”
ลาโน่ที่ได้ฟังสิ่งที่ยูโตะพูดมานั้นได้หยุดคิดไปคู่นึงก่อนที่จะตอบกลับมา
“คงจะไม่ไหวหรอกครับ”
“ฮือ? ทำไมล่ะก็หน้าจะเป็ทางออกที่ดีไม่ใช้เหรอ”
“ก็จริงอยู่ว่ามันเป็ความคิดที่ดีอยู่หรอกครับ แต่ว่าคงไม่ไหวหรอกครับ”
“ทำไมล่ะ?”
“คือว่า….มานามันไม่พอน่ะครับ”
“มานาไม่พองั้นเหรอ?”
“ใช้แล้วครับ โดยปกติแล้วคงจะใช้เวทย์มนต์เทเลพอตขึ้นไปได้ง้ายๆแล้วล่ะครับ แต่บนดวงดาวดวงนี้นั้นมันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถควบคุมมานาได้อย่างอิสระทำให้การใช้เวทย์มนต์ที่มีความซับซ้อนอย่างการเทเลพอตนั้นจึงไม่สามารถทำได้ครับ แต่ถ้ามีคถาคอยช่วยในการควบคุมมานาแล้วล่ะก็อาจจะทำได้แต่ว่าในตอนนี้มันไม่อยู่ซะแล้วสิ…”
(จริงด้วยสิคถาของลาโน่นั้นตกลงไปยังก้นบึ้งของเหวแล้วสินะ...)
“ถ้างั้นแปลว่าในตอนนี้นั้นใช้เวทย์มนต์ไม่ได้แล้วงั้นเหรอ”
“ป่าวครับยังสามารถใช้เวทย์มนต์ที่ไม่ซับซ้อนได้อยู่ครับ แต่ก็ใช้ได้แค่ในความแรงและจำนวนที่จำกัดครับ ข้านั้นคิดว่าควรที่จะเก็บเอาไว้ใช้ในยามจำเป็มากกว่าน่ะครับ”
“งั้นเหรอ ให้ตายสิ!แบบนี้คงจะมีแต่จะต้องเดินหาอย่างไร้จุดหมายต่อไปสินะ”
ยูโตะที่พูดออกมาแบบนั้นได้พลิงเข้าไปกับกำแพงของเหวที่อยู่ใกล้ๆ
คลืน---!!
“ห๊ะ! อะไรอีกเนี่ย…?”
กำแพงที่ยูโตะนั้นพลิงอยู่นั้นจู่ๆมันก็เริ่มขยับหลังจากที่ตัวเขานั้นพลิงมันไป ยูโตะที่ััได้ถึงแรงสั่นของมันจึงได้รีบดันตัวเองออกมาจากกำแพงเหวในทันที
“นี่ตัวข้าทำอะไรลงไปอีกแล้วงั้นเหรอ!”
“เฮ้อ~ดูเหมือนว่าจะใช้นะครับ….”
คลืน------!ตึ้ง!----คลืน-----!กำแพงนั้นได้ขยับเคลื่อนที่ไปมาจนกลายมาเป็ทางเดินยาวลึกเข้าไปในกำแพงเหวนั้นที่อยู่ตรงหน้าของทั้งสองคน
“นะ...นี่มันทางเดินลับงั้นเหรอ?”
ยูโตะได้พูดออกมาพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้ๆกับมัน
“ดูเหมือนว่าจะใช้นะครับ เอายังดีครับจะเข้าไปดีไหมครับ...”
ลาโน่ที่ทำท่าทางลังเลได้ถามออกมา
“เดินต่อไปอย่างไร้จุดหมายมันก็ไม่มีความหมาย คงมีแต่จะต้องลองเข้าไปดูเท่านั้นแหละนะ”
“ครับ...ก็คงจะต้องเป็เช่นนั้น”
ทั้งสองคนได้ตัดสินใจเดินมุ่งหน้าเข้าไปในเส้นทางลับที่อยู่เบื้องหน้า
หลังจากที่พวกเขาเดินกันมาในเส้นทางลับนั้นได้สักพัก แต่ก็ยังคงไม่เห็นปลายทางของเส้นทางเลยแม้แต่น้อย
“ทางนี่มันยาวซะมัดเลยนะ ให้ตายสิเดินมาเกือบจะชัวโมงได้แล้วมั้งเนี่ยยังไม่เห็นวี่แววของทางออกเลยสักนิด”
“ครับในตอนแรกดูเหมือนว่ามันจะใกล้ แต่มันกับไกลมากกว่าที่คิดเยอะเลยครับ”
(จริงแบบที่ลาโน่พูดมันดูไกลมากกว่าความเป็จริงมากเลย...มันน่าแปลกจริงๆ)
“เดี๋ยวหยุดก่อนครับ!”
อยู่ๆลาโน่ก็พูดขึ้นมาจากทางด้านหลังของยูโตะที่เดินนำตัวเขาอยู่
“มีอะไรงั้นเหรอ?”
ยูโตะได้หันกลับไปหาลาโน่ที่พูดขึ้นมา สิ่งที่ตัวเขาเห็นนั้นคือลาโน่ที่นั่งคุกเข่ากับพื้นพร้อมกับกำลังเอามือของตนลูบไปมาที่พื้น
“เมื่อกี่นี้ข้านั้นได้เขียนตัวอักษรรูนเอาไว้ที่บนพื้นตรงที่พวกเราเดินผ่านมา แล้วในตอนนี้มันกลับมาปรากฎอยู่ที่บนพื้นตรงนี้อีกครั้งหนึ่งแล้วครับ”
“งั้นก็แปลว่าพวกเรานั้นเดินวนมาตลอดเลยงั้นเหรอ?”
“ใช้ครับ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช้เส้นทางเขาวงกลหรอกครับ เพราะพวกเราเดินมาในทางตรงตลอดเลย สิ่งเดียวที่เป็ไปได้นั้นก็มีเพียงแค่…”
ลาโน่ได้ใช้นิ้วชี้ของตนขีดเขียนไปบนพื้นตรงที่เขานั้นคุกเข่าอยู่ จนปรากฎเป็ภาพของตัวอักษรอะไรบ้างอย่างขึ้นมา
“นายกำลังทำอะไรอยู่น่ะ”
“สิ่งที่ข้านั้นกำลังเขียนอยู่คือตัวอักษรรูนครับ พวกเราน่าจะกำลังโดนเวทย์มนต์กำบังเส้นทางอยู่ ถ้าทำลายมันลงได้จะต้องพบเส้นทางที่แท้จริงแน่ครับ”
ลาโน่ที่เขียนตัวอักษรรูนจนเสร็จได้ยื่นมือทั้งสองข้างออกมา้าของตัวอักษรพวกนั้นก่อนที่จะเปล่งเสียงออกมา
“ในนามของข้า ลาโน่ ฮาฟิก้า ขออ้อนวอนต่อเทพีแห่งความเป็จริงและโชคชะตา จงใช้พลังของพวกท่านเปิดเผยความเป็จริงที่อยู่ตรงหน้าของพวกเราด้วยเถอะ เพร์โธลาวนัศ!”
คลืน------!!!
แสงสว่างได้ส่องออกมาจากตัวอักษรรูนพวกนั้นและปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณนี้ และเมื่อแสงสว่างได้จางลงสิ่งที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าของพวกเขาทั้งสองคนนั้นนั่นก็คือ..
“ที่นี่มัน...โพลงใต้ดินงั้นเหรอ...”
ใช้แล้วในตอนนี้พวกเขานั้นได้มาอยู่ในโพลงใต้ดินที่สว่างไปด้วยแสงสีฟ้าที่มาจากคริสตัลสีฟ้าที่ติดอยู่้าของเพด้าน และที่ตรงกลางของที่แห่งนี้นั้นได้มีสิ่งที่เป็เหมือนกับเนินดินที่สูงและใหญ่ที่กลายเป็หินตั้งอยู่ที่ตรงกลางของโพลงแห่งนี้และที่้าสุดของเนินแห่งนี้นั้นได้มีอะไรบางอย่างปักอยู่ที่ตรงนั้น)
“ยูโตะคุง!ดูที่้าเนินนั่นสิครับ เหมือนกัยว่าจะมีอะไรบางอย่างติดอยู่ด้วยครับ”
ลาโน่ที่พูดออกมาได้ชี้นิ้วไปที่้าของเนินสูงที่อยู่ตรงกลางของสถานที่แห่งนี้
“ไอ้นั้นมัน...”
ยูโตะได้เพ่งมองไปยัง้าของเนินนั่นและสิ่งที่เขาเห็นอยู่นั้นนั่นก็คือ…
“ดาบงั้นเหรอ?....”
ใช้แล้วมันคือดาบที่มีใบมีดเป็สีดำสนิทที่ถูกปักเอาไว้ที่้าสุดของเนินดินที่กลายเป็หินแห่งนี้...