ทางด้านจิมและเอ็มม่า ที่รับหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยบริเวณรอบๆ ที่พัก ได้เดินลึกเข้าไปในป่า ระหว่างทางที่เดินผ่านมาก็เจอผีดิบบ้างประปลาย แต่ก็ไม่มากมาย ไม่จำเป็ที่จะต้องเรียกให้เพื่อนของพวกเธอมาช่วย จิมและเอ็มม่าก็สามารถจัดการกับเ้าผีดิบพวกนี้ได้อย่างง่ายดาย
ลึกเข้าไปในป่ารกชื้น กลับมีบางสิ่งที่แปลกประหลาดจนทำให้จิมและเอ็มม่าต้องหยุดอยู่กับที่ และต่างฝ่ายต่างหันมามองหน้ากันและกัน ก่อนจะพยักหน้าเป็เชิงให้สัญญาณกับอีกฝ่าย จิมค่อยๆ ก้าวเท้าเดินออกไปข้างหน้า อย่างเงียบเชียบและค่อยๆ แหวกพุ่มไม้ที่บดบังการมองเห็นของพวกเขาออก
สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าสร้างความประหลาดใจให้กับจิมเป็อย่างมาก ก่อนที่จะหันไปทางเอ็มม่าและส่งสัญญาณให้เธอเดินเข้ามา ทันทีที่เอ็มม่าเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ทำให้ใบหน้างามขมวดคิ้วมุ่นทันที
สิ่งที่พวกเขาเห็นเหมือนเป็กองกำลังย่อยๆ ของทหารกลุ่มหนึ่งที่กำลังขุดแร่อยู่ แต่ที่แปลกประหลาดกว่านั้น แรงงานที่ใช้ในการขุดเจาะเอาแร่หินพวกนั้นกลับไม่เหมือนมนุษย์ดูจะเป็สัตว์ประหลาดซะมากว่าแต่แปลก ตรงที่ว่าเ้าสัตว์พวกนั้นกลับโดนล่ามโซ่ตรวนไว้ที่ข้อเท้าและมือของมัน โดยมีทหารเ่าั้เป็คนคอยกำกับดูแลพวกมันในการขนแร่พวกนั้นใส่รางรถไฟ สำหรับขนแร่
รถไฟบรรทุกหินแร่นี้ มีความยาวทั้งหมด 6 ขบวน ไม่รวมหัวจักรและตู้ขบวนสุดท้ายที่ดูเหมือนสำหรับบรรทุกคนงานมากกว่า จิมและเอ็มม่าต่างก็ไล่สายตามองไปรอบๆ บริเวณจนเจอสัญลักษณ์ของ แอเรียที่ 7 อยู่บนขบวนรถไฟที่ใช้สำหรับขนแร่ เมื่อเห็นดังนั้นจิม ก็ขมวดคิ้วชนกันทันที น่าแปลกใจทำไมแอเรียที่ 7 ถึงมีสัตว์ประหลาดพวกนี้อยู่ในครอบคลองและยังทำให้มันเชื่องจนใช้แรงงานพวกมันได้อีก แอเรียที่ 7 นี้ต้องมีเบื้อหลังที่ไม่ธรรมดาเป็แน่
แต่สิ่งหนึ่งที่จิมได้รู้ เขารู้วิธีที่จะทำให้กลุ่มของพวกเขาเดินทางกลับไปยังแอเรียที่ 7 ได้แล้ว ความสงสัยและความแคลงใจที่ยังอยู่ในส่วนลึกของจิมจึงต้องจำถูกพับเก็บเอาไว้ก่อน
“ผมรู้แล้วหละว่าเราจะเดินทางไปยังแอเรียที่ 7 ได้ยังไง” จิมหันไปบอกกับเอ็มม่า
“………..” เอ็มม่าไม่ได้ตอบอะไรกลับมา แค่พยักหน้าเป็เชิงรับรู้เท่านั้นเอง
“เราควรจะกลับไปรายงานเื่นี้ให้กับ ริค เคที และคนอื่นให้ได้ทราบกันนะ” จิมกล่าว ก่อนจะค่อยๆ ถอยห่างออกมาจากจุดที่พวกเขาซุ่มดูอยู่
ใช้เวลาประมาณเกือบ 1 ชั่วโมงกว่าพวกเขาจะกลับไปยังที่ ที่พวกเขาได้พักแรมกัน จิมเดินเข้าไปปลุกคนอื่นๆ ที่กำลังนอนพักอยู่ ให้ตื่นขึ้นมา และเดินเข้าไปหาริค ที่กำลังนั่งคุยอยู่กับเคที
“ริค ผมรู้วิธีที่จะเดินทางไปยังแอเรียที่ 7 ได้แล้ว” จิมบอกออกไป และหันไปมองเคที ก่อนที่ริคจะพยักหน้าและเดินตามจิมไป ยังลานกว้างที่พวกของเขารออยู่…….
ณ กลางป่าที่เต็มไปด้วยผีดิบและสัตว์ประหลาด พวกของริคต่างก็กำลังหารือและวางแผนเกี่ยวกับการเดินทางไปยังแอเรียที่ 7 ตามที่จิมได้กล่าวมานั้น ทำให้พวกของริคและคนอื่นๆ ที่ได้รับฟังต่างก็ประหลาดใจกับแผนการในครั้งนี้ มันดูเหมือนจะง่าย ที่จะลักลอบขึ้นไปกับขบวนรถขนส่งแร่นี้ แต่พวกเขาทุกคนต่างก็ข้องใจเกี่ยวกับเื้ัของแอเรียที่ 7 นี้เหมือนกัน
พวกเขาไม่รู้เลยว่าถ้าไปถึงแล้วจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ถ้าขึ้นรถไฟขบวนนี้ไป แต่ที่แน่ๆ เลยกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางคงใช้เวลากันอีกหลายวัน…
“ถ้ามันคือหนทางที่จะทำให้เราถึงที่หมายได้ละก็?” แอนนารีสกล่าว และหันไปมองเพื่อนๆ ของเธอ
“ก็ดูจะไม่มีทางอื่นแล้ว” เคทีว่า
“………….”
พวกเขาต่างมองหน้ากัน ถึงแม้ว่าจะยังคงข้องใจกับรถไฟขบวนนี้ก็ตาม เมื่อได้ข้อสรุปแล้วพวกเขาก็ทยอยกันออกเดินทาง กว่าจะได้ข้อสรุป ก็ใกล้รุ่งสางเข้าไปแล้ว พวกเขาจึงต้องรีบเร่งฝีเท้าเพื่อที่จะไปดักซุ่มรอรถไฟขบวนนี้ และเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการปะทะกัน กับพวกทหารที่กำลังทำงานอยู่ในเหมืองแร่ พวกของริคจึงเลือกที่จะเดินเลี่ยงออกไปอีกทางหนึ่ง
เมื่อถึง่เวลาที่ขบวนรถไฟขนแร่ขบวนนี้จะออกเดินทาง พวกเขาต่างก็กำลังรอโอกาสในการลักรอบขึ้นรถไฟ นี่อาจจะเป็ความโชคดีของพวกริคก็ได้ การลักลอบขึ้นรถไฟสำเร็จไปได้ด้วยดี พวกเขาได้ที่นั่งขบวนสุดท้าย ทุกคนต่างก็พากันถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ไม่คิดว่าแผนการของเราจะสำเร็จอย่างง่ายดายแบบนี้” ทหารคนหนึ่งพูดขึ้นมา พลางถอนหายใจ…
“นั่นซิ เหมือนไม่ค่อยมีคนใส่ใจกับมันสักเท่าไหร่” ทหารอีกคนพูดขึ้นมา เป็เชิงสมทบกับเพื่อนของเขา
ทุกคนต่างหันมามองหน้ากันและยิ้มให้กัน บางคนต่างก็เหนื่อยล้าจากการเดินทาง ผ่านไปไม่กี่นาทีพวกเขาก็หลับทันทีเมื่อรู้ว่าตัวเองปลอดภัยแล้ว ไม่ต่างอะไรกับเคที แอนนา และเอ็มม่า สามสาวต่าง นอนหลับพักผ่อนเอาแรงกัน ริค จิม และโทมัส พูดคุยกันอยู่สักพักหนึ่งก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน
ปู๋นนนนน…..ฉึกฉักๆ
รถไฟขนแร่ค่อยๆ วิ่งออกมาไกลเรื่อยๆ จนพ้นแนวป่าดงดิบที่เขียวขจี เมื่อหลุดออกจากแนวป่าก็เริ่มเข้าสู่เขตทะเลทรายอันเวิ้งว้าง อากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ไกลสุดลูกหูลูกตาก็เห็นแต่พื้นทรายจรดพื้นฟ้า ไอความร้อนของอากาศปะทะเข้าใส่ใบหน้าของพวกเขา พอเริ่มตกกลางคืนอากาศก็ยิ่งเย็นลงอย่างมาก
รถไฟแล่นได้สักพักก็เริ่มมองเห็นสิ่งปลูกสร้างปะหลักหักพังข้างทางประปลาย เมื่อเริ่มเข้าสู่เขตเมืองที่มองดูเหมือนจะเป็ชุมชนขนาดย่อมๆ บ้านเรือนน้อยใหญ่ก็ปรากฏแก่สายตา ทั้งสองข้างทาง ปู๋นนนนน…ฉึกฉักๆ….
ปู๋นนนน…ฉึกฉักๆ…… เอี๊ยดดดดดดดด……….
ในขณะที่รถไฟกำลังวิ่งอยู่ ความเร็วในการวิ่งของรถไฟก็เริ่มช้าลง ในไม่ช้ารถไฟขบวนนี้ก็หยุดลงท่ามกลางซากปะหลักหักพัง เคทีจึงลืมตาขึ้นทันทีไม่ต่างอะไรกับพวกของริค ที่ตอนนี้ทุกคนต่างก็ตื่นกันเติมที่แล้ว พวกเขาไม่รู้ว่าทำไมรถไฟถึงหยุดลง หรือจะเกิดอะไรขึ้นกันแน่น ในระหว่างที่พวกเขากำลังสับสนกันอยู่ ก็ได้ยินเสียงของทหารคนหนึ่งร้องออกมา
อ๊ากกกกกกกกกกก……
เสียงร้องด้วยความเ็ปของทหารนายหนึ่งดังขึ้น ท่ามกลางพวกทหารที่กำลังนอนหลับอยู่ จู่ๆ ทหารคนหนึ่งก็ถูกแทงจากข้างหลังจนทะลุออกมาข้างหน้า ในตาของทหารผู้เคราะห์ร้ายเบิกโพลง ก่อนที่เืสดๆ จะสำลักออกมาจากปากของเขา และทางาแของเขา กลิ่นเืลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ พาให้พวกทหารที่เหลือรู้สึก คลื่นไส้ พะอืดพะอม
เมื่อเห็นดังนั้น ทุกคนต่างลุกขึ้นยืนและวิ่งไปรวมตัวกันอยู่ที่ปลายขบวนรถไฟ พลางสำรวจสิ่งที่เกิดขึ้น ร่างของทหารนายนั้น มีวัตถุประหลาดเสียบคาอยู่บริเวณหน้าอก สิ่งนั้นมองดูเหมือนกระดูดที่ยาวแหลมและโค้งมนเหมือนใบมีด ก่อนที่พวกเขาจะทันได้ทำอะไร เ้าของใบมีดประหลาดนั้นก็ส่งเสียงร้องออกมาอย่างเกรี้ยวกราด ก๊ากกกกกกกิ๊กๆ