ซานหลง จักรพรรดิไร้บัลลังก์

    4.อาหาร

    “อันดับแรก อาหาร...” ซานหลงเข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าการที่คนเราจะมีชีวิต หรือดำรงชีวิตอยู่ได้นั้น จำเป็นต้องมี ปัจจัย 4 ให้เพียงพอเสียก่อน และสิ่งแรกที่จำเป็นตอนนี้คืออาหาร ต้องสร้างอาหารขึ้นมาก่อน องค์ประกอบของอาหารก็ต้องมีให้ครบ 5 หมู่ ถึงจะเรียกว่าเพียงพอ สิ่งที่ร่างกายต้องการคือการบริโภคอาหารที่หลากหลายมุ่งเน้นการได้รับสารอาหารในปริมาณที่เพียงพอ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่หรือแร่ธาตุ วิตามิน และไขมันอาหารหลักจึงต้องประกอบด้วย 5 องค์ประกอบด้วยกันอาหารหลักหมู่ที่ 1 ประกอบด้วยเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา นม ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง อันนี้เขาไม่ต้องกังวลมากนัก พ่อชองเขา และเขาสามารถหามันมาได้ไม่ยากเย็นนักอาหารหลักหมู่ที่ 2 ประกอบด้วยมันเทศ ควินัว ข้าวกล้อง ข้าว แป้ง เผือกมัน น้ำตาล ฟังจากที่มารดาเล่า ที่นี่มี ข้าว และน้ำตาล แป้งข้าวโพด ขายเท่านั้น ข้าวกล้อง เผือก มันเทศ และ ควินัว ไม่มีขาย และ มารดาของเขาก็ไม่รู้จักพืชพวกนี้ ในความทรงจำของร่างเดิม ก็ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับพืชพวกนี้เช่นกันข้าวสวย แป้ง และน้ำตาล ที่นี่ราคาแพงมาก ครอบครัวของเขาไม่สามารถซื้อมันได้ในตอนนี้ ดังนั้นเป้าหมายของเขาจึงเป็นเผือก หรือมันเทศแทน และตอนนี้สายตาของเขาก็ตกลงที่ กอเผือก มากมายที่เกิดอยู่ รอบๆ บ้านหลังโทรมๆ หลังนี้ มันไม่ต่างจากวัชพืชที่น่ารำคาญสำหรับชาวนาที่นี่ หัวของมันมียาง กลิ่นเหม็นไม่น่ากิน และไม่เคยมีใครกินมันเลย“อาหารฟรี ที่พระเจ้าของเวียดนามยังไม่รู้จัก” เขายิ้มออกมาด้วยความยินดี ข้างๆ กอเผือกยังมี ผักบุ้งแดงเกิดอยู่อีกด้วยอาหารหลักหมู่ที่ 3 ประกอบด้วยฟักทอง มันเทศสีเหลือง ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ตำลึง แครอท คะน้า พืชตระกูลผักทั้งหลาย แค่เขามองไปรอบๆ บ้านเก่าๆ ที่เขาอยู่ ก็เห็นผักกินได้ ที่ไม่มีใครกินอีกหลายชนิด ที่นี่ พวกมันไม่ต่างจากต้นหญ้า ใบกะเพราๆ แตกพุ่มออกดอกชูช่อเขียว ชอุ่ม อยู่ใต้เครือย่านาง ตลอดระยะเวลา 15 วันที่เขาอยู่ในร่างเด็กน้อยคนนี้ เขาถามถึงอาหารการกินของคนยุคนี้อย่างละเอียดยุคนี้มีผักกินเพียงไม่กี่อย่าง มีผักกาดขาว หัวไชเท้า มะเขือเทศ กะหล่ำปลี และก็ถั่วฝักยาว ที่มีราคามากหน่อย ก็ผักกาดขาว กับหัวไชเท้า อย่างอื่นไม่มีราคาสามารถหาเก็บได้ตามป่า ในหัวของนักวิจัยพันธุ์พืช มีผักอีกมากมายที่ ผู้คนยังไม่รู้จัก และที่สำคัญ มันมีอยู่ที่นี่อีก 2-3 ชนิดอาหารหลักหมู่ที่ 4 ประกอบด้วยผัก ผลไม้ ส้มโอ ลูกพีช องุ่น เสาวรส มะละกอ กล้วย แอปเปิล เมื่อมองสำรวจอีกหน่อย ที่บ้านของเขามีพุ่ม เสาวรส ขึ้นรกทึบอยู่ข้างบ้าน จากที่ฟังมารดาเล่า คนที่นี่ กินผลไม้ไม่กี่อย่างเช่นกัน มีกล้วย แอปเปิล มะละกอสุก และก็ท้อ อย่างอื่นไม่ปรากฏในความทรงจำและคำบอกเล่าของมารดาเลยอาหารหลักหมู่ที่ 5 ประกอบด้วยครีม เนย ชีส น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันงา น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันปาล์มที่นี่ใช้น้ำมันหมูเท่านั้น อย่างอื่นก็ไม่เคยได้ยินมารดาเอ่ยถึงเลย เขาก็ไม่แปลกใจนัก ที่ในยุคโบราณแบบนี้จะไม่รู้สักวิธีสกัดน้ำมันจากพืช แต่ถึงแม้ว่าตัวเขาจะรู้จัก มันก็ยังเป็นอะไรที่ยุ่งยากอยู่มากในขณะที่นักวิจัยพันธุ์พืชตัวน้อยกำลังจมความคิดของตัวเองนั้น มารดาของเขาก็เดินไปถึงหน้าบ้านเสร็จแล้ว“ซานหลง ลูกยืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ อากาศมันเย็น ทำไมไม่อยู่ในบ้าน”มารดากล่าวออกมาด้วยความเป็นห่วง“ท่านแม่ กลับมาแล้วหรือขอรับ ได้อะไรกลับมาบ้าง” เด็กน้อยหันไปทักทายมารดา สายตาของเขา จดจ้องไปที่ตะกร้าที่เธอถือมาด้วแววตาคาดหวัง“แม่หาได้เท่านี้แหละ ไม่รู้ว่ามันตรงตามความต้องการของลูกหรือเปล่า” มารดาเปิดผ้าที่คลุมตะกร้าขึ้น ข้างในมีเชือกฟางอยู่ม้วนหนึ่ง มันไม่ใช่เชือกฟางอย่างที่เขาหวังเอาไว้ มันคือฟางที่นำมาถักเป็นเชือก ฟางข้าว ไม่ใช่เชือกฟางที่เป็นพลาสติกที่ผลิตในสมัยปัจจุบัน ใบหน้าของนักวิจัยพันธุ์พืชตัวน้อย ปรากฏความผิดหวังขึ้นทันที เมื่อเห็นเชือกฟางที่มารดาซื้อมา สายตาที่ผิดหวังของเขา ฉายออกมาเพียงไม่กี่อึดใจ ก็หายไป เขาจะคาดหวังอะไรกับยุคสมัยนี้กัน ยุคที่เทคโนโลยี ยังไม่พัฒนาขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ“ท่านแม่ กินอะไรมาหรือยังขอรับ เดี๋ยววันนี้ข้าจะทำกับข้าวให้ท่านกินเอง” เขาถามออกมา แม้ในใจจะรู้ว่า มารดา ยังไม่ได้กินอะไรมาเลยก็ตามนางยี่เลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง มองดูลูกชายอย่างพินิจ เธอฟังไม่ผิดใช่ไหม ลูกชายของเธอจะทำอาหารให้เธอกิน ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นเข้าครัวสักครั้ง ในยุคนี้สมัยนี้มันก็ไม่ใช่หน้าที่ของบุรุษที่ต้องเข้าครัวทำอาหาร มันจึงไม่แปลกถ้าเขาจะทำอาหารไม่เป็น“นี่ลูกทำอาหารเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่”ซานยี่เลิกคิ้ว ถามขึ้น นี่ลูกชายของนางจริงๆใช่ไหม“แค่ทำอาหารเองท่านแม่ ไม่เห็นมันจะยากตรงไหนเลย ข้าทำเป็นตั้งนานแล้ว ท่านไม่รู้ก็เท่านั้น” คำแก้ตัว ที่ฟังดูไม่น่าเชื่อถือ ดังออกมาจากปากนักวิจัยพันธุ์พืชตัวน้อย แน่นอนว่าตอนนี้ เขาไม่ใช่แค่ทำอาหารเป็น แต่ฝีมือของเขาจัดอยู่ในระดับ Executive Chef เลยก็ว่าได้ ุ60 ปี ที่ต้องอยู่ตัวคนเดียว เขาต้องทำอาหารกินเองมาตลอด หรือไม่ก็ไปกินข้าวนอกบ้าน ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากที่ผ่านมา น้อยครั้งที่เขาจะออกไปกินข้าวนอกบ้าน เพราะมันทำให้สิ้นเปลือง โดยไม่จำเป็นนิสัยของเขา เมื่อต้องทำอะไรแล้วก็ต้องทำให้มันสุดๆ เมื่อต้องทำอาหารกินเอง เขาก็ศึกษาหาความรู้และฝึกฝนฝีมืออย่างจริงจัง หากไปสอบเทียบวัดระดับฝีมือการทำอาหารของเขา ตัวเขามั่นใจว่ามาตรฐานการทำอาหารของตนไม่ต่ำ อย่างแน่นอน เมื่อเห็นสายตาที่ไม่เชื่อถือของมารดา เขายิ้มออกมานิดหนึ่ง“ท่านแม่ไม่เชื่อหรือขอรับ! ของแบบนี้มันต้องลองไม่ใช่มองและวิจารณ์”เด็กน้อยกล่าวขึ้น "สำบัดสำนวนของลูกช่างแปลกนัก ไปเรียนรู้มาจากไหน” ได้ยินคำพูดของบุตรชาย ฮูหยินขุนนางเก่าก็รู้สึกแปลกใจขึ้นมาไม่น้อย ถ้อยคำวาจาของบุตรตน ดูแปลกพิกลไปมากเสียจริง“ช่างข้าเถอะท่านแม่ มันสำคัญเช่นนั้นหรือ” นักวิจัยพันธุ์พืชในคราบของเด็กชายตัวน้อย พูดหลีกเลี่ยงไม่ตอบคำถาม แล้วก้มตัวลงไปเก็บผักบุ้งที่เกิดอยูู่่ตามพื้นดิน เพื่อหลีกเลี่ยงการพูดคุยกับมารดา“ลูกจะเก็บหญ้าเหม็นเขียวนี่มาทำอะไร” เธอถามออกมาเมื่อเห็นสิ่งที่ลูกกำลังดึงขึ้นมา อย่างตั้งอกตั้งใจ“ฮ่าๆๆ เดี๋ยวท่านแม่ก็รู้ เจ้านี่เมื่อเอามาทำอาหารแล้วมันอร่อยมาก ท่านช่วยข้าเก็บก่อน อย่าเพิ่งถามอะไรคะตอนนี้เลยขอรับ” ฮูหยินขุนนางเก่าขมวดคิ้วเป็นปม แต่ก็ตัดสินใจไม่ถามอะไร เธอดึงผักบุ้งขึ้นมาทั้งกอ อย่างพาซื่อ“ท่านแม่ ลูกเอาแค่ยอดมันขอรับ” เขาพูดขึ้นก่อนจะยกยอดผักบุ้งที่ตนเก็บ แสดงเป็นตัวอย่างให้มารดาดูเขาตั้งใจจะทําผัดผักบุ้งไฟแดงใส่หมู ที่นี่ไม่มีน้ำปลาหรือเครื่องปรุงรสอะไรมานัก รสชาติเค็มได้จากเกลือ รสเปรี้ยวได้จากมะนาว รสเผ็ดไม่มี รสหวานได้จากน้ำตาลกรวด และราคาของน้ำตาลไม่ต้องพูดถึง มันแพงมาก มีเพียงขุนนางใหญ่ หรือพวกคนรวยเท่านั้น ถึงจะมีปัญญาซื้อหามากินได้ แต่เขาไม่ได้กังวลเกี่ยวกับมันมากนัก เพราะข้างบ้านของเขา มีต้นตาลอยู่ 2-3 ต้น เมื่อบิดากลับมา เขาจะให้บิดาช่วยเก็บน้ำตาลโตนดน้ำตาลโตนด เป็นน้ำตาลที่ได้จากต้นตาลโตนด ซึ่งในกรณีที่เป็นต้นตาลตัวผู้จะได้จากงวงตาล โดยใช้มีด ปาดตรงบริเวณปลายงวง เพื่อให้น้ำตาลไหลซึมออกมา ในกรณีที่เป็นต้นตัวเมียให้ใช้ไม้คาบนวดระหว่างลูกประมาณ 3 วัน แล้วใช้มีดปาดตรงบริเวณปลายจั่นหรืองวง จะมีน้ำตาลไหลออกใช้เวลาแค่ 3 วันเขาก็จะมีน้ำตาลกินแล้ว ตอนนี้ต้นตาลกำลังแทงยอด ออกดอก มีลูกเล็กๆ ออกมาให้เห็นแล้ว ในหัวของเขาฝันเฟื่องไปถึงลูกตาลลอยแก้ว มันเป็นของหวานที่เขาชอบมาก ยิ่งได้น้ำตาลโตนดช่วยเพิ่มความหวานแท่นน้ำตาลทรายแล้วจะความหอมหวานขึ้นไปอีก ยิ่งถ้ามีกะทิมะพร้าวอีกสักหน่อย มันคงจะวิเศษไม่น้อยผักบุ้งเก็บมาเพียง 3 กำ เขาเก็บพริกแดงที่ขึ้นอยู่ริมรั้วมาอีก 2-3 เม็ด มารดา มองดูความเคลื่อนไหวของเขาอย่างตั้งใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ในตอนนั้นเองบิดาก็กลับมาถึงบ้าน พร้อมกับหมูตัวโต มันคือหมูป่าวัยหนุ่ม จากการประมาณด้วยสายตาแล้ว น่าจะมีน้ำหนักราวๆ 50 กิโลกรัมเป็นอย่างน้อย บิดาของเขาแบกมันมา สบายๆ“ท่านพ่อ ท่านกลับมาแล้ว” ซานหลงร้องทักบิดาด้วยความยินดี สายตาของเขามองไปยังหมู่ตัวใหญ่ ที่อยู่บนบ่าของบิดา ชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ยิ้มออกด้วยความพึงพอใจที่เห็นลูกชายตัวน้อยของเขา วิ่งเข้ามาหาด้วยความยินดี“วิ่งช้าลงหน่อย ซานหลง เดี๋ยวก็ล้อมเอาหรอก” เขาเอ่ยเตือนด้วยความรักใคร่ ก่อนจะวางหมูตัวใหญ่ลงเบื้องหน้าเด็กน้อยไม่ต้องบอกก็รู้ ว่าบิดาของเขาจะแข็งแรงสักเพียงใด ร่างกายของคนสมัยโบราณ มีความแข็งแรงมากกว่าคนในยุคปัจจุบันนัก ไม่ต้องพูดถึง คนที่เป็นนักรบมาก่อนอย่างซานหู่