"กาย"
"กาย นั่นเสียงอะไร เปิดประตูหน่อยกาย" ฉันใกับเสียงดังโครมคราม ไม่ต้องเดาอะไรมากเลย กายกำลังอาละวาดขว้างปาข้าวของอยู่เื้ัประตูบานนั้นแน่
"ออกไป!!! อย่าเข้ามา ออกไปให้หมด!!!" จะเรียกว่าครั้งแรกก็ได้ที่เห็นกายอาละวาดแบบนี้ แต่ฉันกลับไม่กลัวเลยสักนิด ในสมองคิดแค่ว่าต้องช่วยกายให้ได้ ต้องทำให้กายอารมณ์เย็นลงโดยเร็ว ไม่งั้นแย่แน่
เสียงจากห้องกายดังจนหมอและพยาบาลต้องวิ่งเข้ามาควบคุมสถานการณ์ แต่ประตูห้องกลับล็อกอยู่บุรุษพยาบาลกำลังรีบไปหยิบกุญแจสำรองเพื่อนำมาใช้เปิดประตู "ถ้าใครกล้าเปิดเข้ามา กูจะตายให้ดู กูจะอยู่ไปทำไมวะ สมเพชตัวเองฉิบหาย" กายเสียสติไปแล้ว ฉันเลยบอกให้ทุกคนถอยออกไป รวมถึงพ่อของกายก็ด้วย ทุกคนรวมถึงฉันเริ่มกังวลกับอาการเสียสติของกาย แต่ใจของฉันกังวลว่ากายจะช็อกไปซะก่อนเพราะอารมณ์ที่บีบคั้นขนาดนั้น
"กาย" พ่อของกายพยายามจะเดินเข้าไปใกล้ประตูเพื่อคุยกับกาย
"คุณลุง ถอยค่ะ ไม่มีประโยชน์หรอก" ทั้งสีหน้าและแววตาของฉันบ่งบอกว่าไม่พอใจ มันเื่อะไรต้องมาคุยเื่พรรค์นี้ที่หน้าห้องของลูกที่นอนป่วยอยู่ "เดี๋ยวหนูคุยกับกายเอง"
ทุกคนดูเหมือนจะฟังสิ่งที่ฉันพูดเพราะพ่อของกายก็หันไปพยักหน้ากับหมอและพยาบาลเป็เชิงอนุญาตให้ฉันจัดการอารมณ์ของกายด้วยตัวเอง ทำให้ต่างฝ่ายต่างอยู่นิ่ง เพื่อให้ฉันได้จัดการกับสถานการณ์ที่เลวร้ายตรงหน้า ในวันหนึ่งต้องเจอเื่อะไรมากขนาดนี้ ฉันเข้าใจกายจริงๆ ถ้ารับไหวก็ไม่ใช่คนแล้ว ฉันรวบรวมสติและเดินเข้าไปใกล้ประตู แทนที่จะเคาะแต่ฉันกลับเอามือััที่ประตูแทน
"กาย นี่แพรวเองนะ"
ไม่รู้มีใครได้ยินเสียงสะอื้นเหมือนฉันไหม แต่ฉันรู้ว่ากายนั่งร้องไห้อยู่หลังประตูบานนี้
"ขอให้แพรวเข้าไปนะ เปิดประตูเถอะ"
"..."
"จะไม่มีใครเข้าไปนอกจากแพรว แพรวสัญญา" ฉันหันไปส่ายหน้ากับหมอและพยาบาลเชิงห้ามอย่าบุกเข้ามาเด็ดขาด จังหวะนั้นเองที่ประตูเปิดออกมาแบบกะทันหันและมือบางนั่นก็ลากฉันเข้าไปในห้องเมื่อประตูถูกปิดลงกายก็ล็อกประตูทันที
"หนูแพรว... กาย...อย่าใจร้อนนะ" เสียงดังพ่อของกายดังลอดเข้ามาจากนอกห้อง ภาพที่ฉันเห็นคือ มอนิเตอร์ แก้วน้ำ หมอน ของเยี่ยมทั้งหลายกองระเนระนาดเต็มพื้น ฉันรีบเดินเข้าไปดูกายที่ตอนนี้นั่งชันเข่าอยู่ข้างเตียงของตัวเอง
ฉันไม่ได้พูดอะไรสักคำ ได้แต่เดินเข้าไปหากายและสำรวจร่างกายว่ามีาแหรือไม่ โรคนี้ถ้ามีาแจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อง่ายกว่าคนปกติหลายเท่า ขณะนั้นเอง กายจับมือของฉันเอาไว้และดึงฉันให้นั่งข้างๆ ฉันควรจะอยู่แบบนี้เงียบๆ หรือพูดอะไรกับกายดีนะ จากนั้นกายก็เอาหัวมาซบไหล่ฉันพร้อมปล่อยโฮออกมา ฉันลูบหัวเป็เชิงปลอบ ความรู้สึกข้างในใจของฉันจะส่งถึงนายไหม ความรู้สึกเข้าใจในความเ็ปจากการได้ยินสิ่งที่ผู้ใหญ่เขาคุยกันเมื่อครู่นี้มันส่งไปถึงกายได้ไหมนะ ถ้าความรู้สึกของฉันส่งไปถึงนายได้นายจะได้รู้ว่าเมื่อยามนายเ็ปฉันก็เ็ปไม่แพ้กัน
ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่ฉันอยู่ในห้องกับกายแบบเงียบๆ ตอนนี้อาการร้องไห้สะอึกสะอื้นเมื่อครู่นี้ลดลงบ้างแล้ว ฉันรู้ว่าคนด้านนอกคงกำลังรออยู่อีกเดี๋ยวฉันต้องรีบให้แพทย์ พยาบาล เข้ามาตรวจโดยเร็วว่ามีอะไรผิดปกติไหม
"แพรวว่ากายเกิดมาทำไมวะ" กายเริ่มพูดก่อน เปิดคำถามแรกมาก็ยากเลยนะกาย
"..." กายคงแค่อยากจะพูดระบายบางอย่างออกมา
"กายเกิดมาเป็ภาระคนทั้งโลกเลยแพรว" เริ่มมีเสียงสะอื้นเกิดขึ้นอีกครั้ง
"กาย...ไม่เอาน่า"
"แม้กระทั่งกับแพรว เราก็เกิดมาเป็ภาระของแพรวใช่ไหม" ไม่นะกายไม่ใช่แบบนั้น
"กายไม่เคยเป็ภาระของแพรวนะ ถ้าเป็ภาระของแพรวจริงแพรวก็ต้องไม่มีความสุขไปนานแล้ว แต่กายคือคนที่ทำให้ทุกวันนี้แพรวมีความสุขนะ"
"พูดจริงใช่ไหม จะหลอกกันไหม" ยิ่งกว่าจริงอีกกาย ฉันไม่เคยรู้สึกว่ากายเป็ภาระของฉันเลย
"กายไว้ใจได้ แพรวพูดความจริง"
"กายไม่เหลือใครเลย ไม่เหลือเลย"
"เหลือแพรวไง ถึงคนทั้งโลกจะทอดทิ้งกาย แต่แพรวคนนี้จะไม่มีทางทอดทิ้งกายนะ"
"..." เสียงสะอื้นหายไปก็จริง แต่ความอุ่นของน้ำตาคนที่ซบอยู่ที่ไหล่ยังชัดเจน
"คนดีของแพรว นิ่งได้แล้วนะ" มือของฉันลูบเช็ดน้ำตาให้กาย "ลุกขึ้นนั่งบนเตียงแล้วให้หมอเข้ามาตรวจหน่อยนะ" กายค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างว่าง่าย ดูสิน่ารักขนาดนี้ เกลียดกันลงได้ยังไง ผู้หญิงคนนั้นใจร้ายชะมัด อย่างน้อยก็อยู่กันมาตั้ง 17 ปี ไม่มีความรักให้เด็กคนหนึ่งที่เห็นมาแต่เล็กแต่น้อยเลยหรือไง
"ไหน ดูหน้าหน่อย ยังหล่อเหมือนเดิมไหมนะ" ฉันพูดหยอกแบบเอาใจคนตรงหน้า ฉันรู้ว่ากายอยากได้ยินอะไรใน่เวลาแบบนี้ มีรอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าของกายเล็กน้อย
"ก็หล่อเหมือนเดิมแหละ" จ้าพ่อคุณเื่ชื่นชมตัวเองเนี่ยไม่เป็สองรองใคร แล้วสายตาก็เห็นบริเวณหมอนที่กายใช้หนุนนอน มีผมร่วงมากผิดปกติ น่าจะเป็อาการข้างเคียงจากคีโม ตัวฉันเองก็ไม่ทราบว่ากายได้รับคีโมมากี่ครั้งแล้ว แต่ดูจากร่างกายที่ผอมลงไปขนาดนั้นวันนี้คงไม่ใช่ครั้งแรกแน่
ฉันเดินไปเปิดประตูให้แพทย์เข้ามาตรวจอาการของกาย และก็นึกขึ้นได้ว่าฉันวางของทิ้งไว้ตรงกำแพง “กายแพรวลืมของเดี๋ยวมานะ” ป่านนี้หายหมดแล้วมั้ง
"เจมส์..." เจมส์ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นที่ดูสบายๆ แต่ยังไม่ทิ้งความดูดีในแบบฉบับของเจมส์ ยืนอยู่ตรงหน้าฉันพร้อมหอบของที่ฉันวางกองเอาไว้ตรงกำแพง ก็ไหนว่าจะมาพรุ่งนี้ไง
"นี่กูหายไปไม่กี่ชั่วโมง มึงแข็งแรงจนเขวี้ยงของได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ยาโรงพยาบาลนี้เขาดีจริงๆ " เจมส์เข้าห้องมาถึงก็กวนประสาททันทีพร้อมทั้งก้มลงเก็บของที่กายได้ออกฤทธิ์อาละวาดไปเมื่อประมาณชั่วโมงที่แล้ว "ได้เชื้อกวนประสาทจากกายมาหรือไงฮะ" ฉันกระซิบถามคนตรงหน้า
กายหันมามองเจมส์ด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ ถ้าทำสีหน้าแบบนี้ได้ฉันยังพอคลายกังวลได้บ้างว่าไม่ใช่อาการของคนเศร้าแต่เป็อาการของคนที่อยากงัดข้อกับผู้ชายที่พึ่งเดินเข้าประตูมาเมื่อสักครู่นี้มากกว่า แต่ว่าฉันก็ยังงงว่าสองคนดูจะสนิทกันมากกว่าเก่า แล้วไปสนิทกันตอนไหน
45 นาทีก่อนหน้านั้น
เจมส์นอนอยู่ภายในที่พักของตนเอง ซึ่งถูกจัดเตรียมโดยคนที่เจมส์เรียกว่าคุณลุง แท้จริงแล้วคุณลุงคนนี้ก็คือเพื่อนสนิทของพ่อเจมส์ เมื่อครั้งที่พ่อเจมส์ยังมีชีวิตได้ฝากเจมส์ไว้กับคุณลุง "ถ้าหากกูและเมียกูเป็อะไรขึ้นมาช่วยดูแลเจมส์ด้วย แค่เป็ผู้ปกครองเวลาเจมส์้าดำเนินการทางกฎหมายก็พอ เื่เงินทอง กูเตรียมให้ลูกกูมีไว้ใช้สบายยันเรียนจบ ป.ตรี ไม่เป็ภาระมึงแน่นอน แค่จนกว่าเจมส์จะ 18 ก็พอกูฝากด้วย" ไม่คิดเลยว่าการพูดคุยครั้งนั้นจะเหมือนเป็ลาง เพราะในเวลาไม่นานก็ได้ยินข่าวการเสียชีวิตของสองสามีภรรยานักธุรกิจใหญ่ระดับประเทศ ขณะที่กำลังขับรถเดินทางกลับกรุงเทพหลังจากไปประชุมที่ระยอง
ตึ๊ด...ตึ๊ด... หน้าจอโทรศัพท์แสดงชื่อคนที่นอกจากวันเข้าเรียนวันแรก เจมส์ก็ไม่เคยจะได้เจออีกเลย
"สวัสดีครับ"
"ช่วยมาที่โรงพยาบาลหน่อยได้ไหม"
"ใครเป็อะไรครับ"
"กายลูกของลุงอาละวาดใหญ่เลย หนูแพรวเข้าไปหากายในห้องพักหนึ่งแล้วเสียงเงียบเชียว ลุงเห็นว่ารุ่นเดียวกันน่าจะคุยกันได้ดีกว่าลุง"
"ผมจะออกไปเดี๋ยวนี้ครับ"