ในเวลาเดียวกัน... ณ เรือนอักษรหลักอันกว้างใหญ่ของเสิ่นอ๋อง บรรยากาศภายในห้องหนังสือเต็มไปด้วยความอึดอัดดุดัน แสงแดดส่องกระทบโต๊ะไม้พะยูงตัวหนาที่มีม้วนฎีกาทางการทหารวางกองอยู่ ทว่าบุรุษผู้ประทับหลังตรงสง่างามอยู่หลังโต๊ะอย่าง ‘มู่หรงเหยียน’ กลับมิได้มีใจจดจ่ออยู่กับราชการแผ่นดินในมือเลยแม้แต่น้อย ั์ตาคู่คมกริบดุดันดุจพญาเหยี่ยวจับจ้องไปยังแผ่นกระดาษรายงานลับสั้นๆ ที่หน่วยองครักษ์เงาส่งมา เนื้อความระบุชัดเจนถึงการเคลื่อนไหวของสาวใช้เรือนท้ายจวนที่ลอบไปพบคุณชายสามตระกูลอี้ ปัง! ฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านจากการจับดาบตบลงบนโต๊ะอักษรเสียงดังสนั่น ทำให้องครักษ์คนสนิทที่ยืนอารักขาอยู่ด้านข้างถึงกับสะดุ้งสุดตัว ก้มหน้าลงต่ำด้วยความหวาดกลัว
"ทำการค้าลับๆ... สัญญาสามฝ่าย... สตรีผู้นี้ช่างต่อปากต่อคำและกล้าหาญชาญชัยยิ่งนัก!" มู่หรงเหยียนเค้นเสียงทุ้มต่ำรอดไรฟัน ไอสังหารจางๆ แผ่ซ่านออกมาจนอากาศในห้องหนาวเยือก
ในตอนแรกที่นางแต่งเข้าจวนมา สับเปลี่ยนตัวกับพี่สาวดั่งสตรีไร้ยางอาย เขาเกลียดชังนางและคิดว่านางเป็เพียงหมากไร้ค่าที่เสนาบดีเซี่ยส่งมาสืบความลับทหารทมิฬของเขา เขาจึงทอดทิ้งนางไว้อย่างโดดเดี่ยวที่เรือนร้าง หวังให้นางตรอมใจตายไปเอง ทว่า... ทุกอย่างกลับมิเป็ไปตามที่เขาคิด นางมิได้ร้องไห้ฟูมฟาย มิได้เรียกร้องความสนใจ แถมยังใช้กฎระเบียบตอกหน้าอนุหลิ่วจนหน้าหงาย และตอนนี้... นางกลับลอบวางแผนการค้าใหญ่โต ดึงคหบดีลึกลับตระกูลอี้มาร่วมมือกันลับหลังเขา!
‘เซี่ยชิงหลาน... วาจาที่เ้าบอกว่าจะอยู่ย่างสงบและจะขอหย่าขาดจากข้าเมื่อถึงเวลา แท้จริงแล้วเ้ากำลังวางแผนหนีไปจากข้าจริงๆ งั้นหรือ?’
ความคิดนี้ พลันกระตุกหัวใจของเสิ่นอ๋องหนุ่มให้อัดอั้นตันใจอย่างประหลาด ความโกรธแค้นระคนระแวงทางการเมือง เริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความฉงน สนใจ และความรู้สึกหวงแหนในศักดิ์ศรีของบุรุษเพศที่โหมกระหน่ำขึ้นมาในอกโดยที่เขาเองก็ยังมิรู้ตัว
"ส่งคนไปจับตาดูโรงเตี๊ยมร้างแห่งนั้นไว้ให้ดี!" มู่หรงเหยียนสั่งเสียงเฉียบ แววตาดุดันประกายแสงลึกล้ำ "หากมีความเคลื่อนไหวอันใด หรือสตรีผู้นั้นแอบลอบออกไปพบอี้เหวินซวี่ด้วยตนเอง... จงรีบกลับมารายงานข้าทันที! ข้าอยากจะรู้นักว่านางจะใช้ร่างบอบบางนั่น ทะยานไปได้ไกลสักแค่ไหนท่ามกลางอุ้งมือของข้า!"
ยามเซิน อากาศภายนอกเรือนท้ายจวนยิ่งทวีความหนาวเหน็บ สายลมเย็นเยียบพัดพากลิ่นอายความชื้นของหน้าหนาวโชยผ่านรอยแตกของประตูไม้ไม่ขาดสาย ภายในห้องนอนเล็กอันเงียบสงบ เซี่ยชิงหลานยังคงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะอักษร มือเรียวบางสลับเปลี่ยนมาจับเข็มเล่มเล็ก ค่อยๆ ปักลวดลายใบชาลงบนถุงผ้าไหมเนื้อธรรมดาเพื่อใช้เป็ถุงใส่ใบชาตัวอย่าง ท่วงท่าของนางนิ่งสงบ ดุจสตรีที่ปล่อยวางแล้วซึ่งโลกภายนอก ทว่าในใจกลับกำลังคำนวณระยะเวลาการปรับปรุงร้านค้าอย่างละเมียดละไม ทุกฝีเข็มที่ปักลงไปเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะก้าวเดินไปสู่อิสรภาพ
เอี๊ยด... เสียงบานประตูเรือนท้ายจวนถูกผลักเปิดออกอย่างแ่เบา ร่างของชุ่ยเอ๋อร์ในชุดบ่าวรับใช้ชายที่เปรอะเปื้อนฝุ่นดินเล็กน้อยรีบก้าวเข้ามาด้านใน สาวใช้น้อยหันหลังกลับไปลงกลอนประตูอย่างแ่า ก่อนจะทรุดกายลงนั่งคุกเข่าข้างโต๊ะเขียนหนังสือ หอบหายใจเบาๆ ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการรีบเดินทางกลับจวน
"พระชายา... บ่าวกลับมาแล้วเ้าค่ะ" ชุ่ยเอ๋อร์เอ่ยเสียงกระซิบ พลางรีบถอดหมวกผ้าที่คลุมศีรษะออก เผยให้เห็นใบหน้าจิ้มลิ้มที่ขึ้นสีระเรื่อเพราะลมหนาว ชิงหลานวางเข็มปักในมือลง ั์ตาคู่สวยใสกระจ่างทอดมองสาวใช้คนสนิทด้วยความเอ็นดู "เป็อย่างไรบ้างชุ่ยเอ๋อร์ การเจรจากับคุณชายสามตระกูลอี้ราบรื่นดีหรือไม่?"
"ราบรื่นยิ่งนักเพคะพระชายา!" ชุ่ยเอ๋อร์เบิกตากว้าง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเลื่อมใส "คุณชายสามตระกูลอี้ทึ่งในแบบแปลนและข้อสัญญาของพระชายาเป็อันมากเ้าค่ะ เขาบอกว่ามิเคยเห็นสตรีใดที่มีปัญญาเฉียบแหลมทางการค้าเช่นนี้มาก่อน และเขาได้ตกลงที่จะใช้เส้นสายทั้งหมดของตระกูลอี้ เริ่มลงมือจ้างช่างไม้เข้าไปปรับปรุงโรงเตี๊ยมร้างทันทีในวันพรุ่งนี้ ส่วนเื่คลังสินค้าลับนอกเมือง เขาก็จะจัดเตรียมไว้ให้พร้อมตามแผนการของพระชายาทุกประการเลยเ้าค่ะ" ชิงหลานฟังรายงานแล้วลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก แววตาของนางฉายแววพึงพอใจอย่างลึกล้ำ ก้าวแรกของแผนการค้าลึกลับเริ่มฝังรากลงดินแล้ว ทรัพย์สินและสิทธิ์ขาดจากสัญญาตัดขาดตระกูลเซี่ยกำลังถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
"ดีมาก... ขอบคุณเ้ามากชุ่ยเอ๋อร์ ลำบากเ้าแล้ว รีบไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและดื่มน้ำชาอุ่นๆ เสียเถิด" ชิงหลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"มิลำบากเลยเพคะ บ่าวเต็มใจทำเพื่อพระชายาเสมอเ้าค่ะ" ชุ่ยเอ๋อร์ยิ้มรับด้วยความภักดี ก่อนจะย่อกายคารวะแล้วปลีกตัวออกไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องด้านข้าง เมื่อความเงียบงันกลับคืนมาอีกครั้ง ชิงหลานเก็บถุงผ้าไหมและสมุดบัญชีลับลงในกล่องไม้ ซ่อนไว้ใต้แผ่นกระดานพื้นห้องอย่างมิดชิดดั่งเดิม นางเดินไปยืนที่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองผ่านความมืดมิดของยามค่ำคืนที่กำลังคืบคลานเข้ามาปกคลุมจวนเสิ่นอ๋องอันกว้างใหญ่
ในชาติก่อนนั้น ค่ำคืนเช่นนี้คือนรกบนดินที่นางต้องนอนร่ำไห้เพราะความหนาวเหน็บและการถูกทอดทิ้ง ทว่าชาตินี้ เรือนร้างท้ายจวนที่ไร้เงาของสามี กลับกลายเป็สถานที่ที่มอบความสงบและอิสรภาพในการวางหมากชีวิตใหม่ให้นางอย่างแท้จริง
'มู่หรงเหยียน... ท่านจงรักสาความเ็าและเกลียดชังตระกูลเซี่ยของท่านต่อไปเถิด ปล่อยข้าไว้ที่นี่ให้เนิ่นนาน ยิ่งท่านเมินเฉย ข้าก็ยิ่งมีเวลาขยายรากฐานการค้าได้มั่งคั่งขึ้น และเมื่อใดที่ถึงเวลาอันควร... ข้าจะเดินจากท่านไปโดยมิเหลือสิ่งใดให้ท่านต้องรำคาญใจอีก’ ชิงหลานรำพึงในใจ แววตานิ่งสงบดุจผิวน้ำที่เยือกแข็ง
ทว่า... ใน่เวลาเดียวกันนั้นเอง ณ เรือนหลักอันเป็ที่ประทับของเสิ่นอ๋อง บานหน้าต่างห้องทำงานของมู่หรงเหยียนถูกเปิดกว้าง ลมหนาวหวีดหวิวพัดผ่านเข้ามาปะทะร่างสูงใหญ่กำยำในชุดไหมสีดำสนิทที่ยืนกอดอกนิ่งราวกับรูปสลัก ั์ตาคู่คมกริบดุดันจับจ้องไปยังทิศทางของเรือนท้ายจวนอันมืดมิดด้วยกระแสอารมณ์ที่ซับซ้อน ลึกล้ำ ยากจะคาดเดา ในมือกำยำของเขา มีตราประทับพยัคฆ์ทหารทมิฬที่วางอยู่บนโต๊ะ รายงานลับล่าสุดจากองครักษ์เงาเื่แบบแปลนและถุงเงินที่สาวใช้ลอบนำออกไปส่งมอบให้คุณชายสามตระกูลอี้ ยังคงวนเวียนอยู่ในสมองของเขาไม่จางหาย
ความระแวงในอดีตที่คิดว่านางเป็สายสืบไร้ยางอายเริ่มถูกสั่นคลอนด้วยความฉงนสนเท่ห์ สตรีที่เติบโตมาท่ามกลางความลำเอียงของบิดามารดา วันๆ เอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในเรือน เหตุใดจึงมีเส้นสายติดต่อคหบดีตระกูลอี้? และเหตุใดนางจึงมีท่าทีนิ่งเฉย เยันชา ราวกับมิได้ใส่ใจในตำแหน่งพระชายาเอกของจวนเสิ่นอ๋องเลยแม้แต่น้อย?
"เซี่ยชิงหลาน... เ้ากำลังเล่นสนุกอันใดลับหลังข้ากันแน่" มู่หรงเหยียนเค้นเสียงทุ้มต่ำรอดไรฟัน แววตาดุดันฉายแสงวับแววด้วยความขัดเคืองใจระคนเอาชนะ เสิ่นอ๋องผู้มิเคยพ่ายแพ้ในกลศึกา พลันรู้สึกว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับ ‘หมากลึกลับ’ ตัวหนึ่งที่เขาจำต้องสืบหาความจริงด้วยตนเอง เขามิอาจปล่อยให้นางสร้างเื่ราวตามใจชอบในอาณาเขตของเขาได้อีกต่อไป วันพรุ่งนี้... เขาจะเริ่มขยับตัว และเดินหมากตลบหลังเพื่อไปเผชิญหน้ากับนางด้วยตาของตนเอง!