“อืม ที่นี้ไม่เหมาะเท่าไหร่นัก”เมอร์ริสมองรอบข้างแล้วกับตัวเองเบาๆจากนั้นเดินตรงไปที่ห้องของตน ก่อนจะไปที่เตียงแล้วนั่งลงในท่าขัดสมาธิ ตั้งสติก่อนที่จะเริ่มกระบวนการนึกคิดในหัวของตนเพื่อเค้นเอาเศษเสี้ยวความทรงจำแปลกปลอมให้ปรากฏออกมา เมอร์ริสค่อยๆจมลึกเข้าในความทรงจำ มองผ่านของจนไปเรื่อยๆในชั่วขณะหนึ่ง เมอรร์ริสรู้สึกว่าตนเองได้ลอดผ่านอุโมงๆหนึ่งจนสัมผัสได้ถึงก้อนบางอย่างเบื้องหน้า มันคล้ายๆกับที่คนเราพยายามนึกถึงสิ่งบางสิ่งบางอย่างที่หลงลืม แต่ก็ไม่ใช่สักทีเดียว เขาสัมผัสมันถึงมันได้อย่างเลือนรางในจิตของตนราวกับว่ามันยังไม่หลอมรวมเข้ากับร่างกายของตนดีราวกับติดขัดอะไรบางอย่าง สิ่งที่เขาต้องทำก็คือกะเทาะเปลือกขอให้ทำให้มันหลอมรวมเข้าสู่ตัวเขาอย่างหมดจด ต้องเมอร์ริสค่อยๆหาทางที่จะหลอมรวมรวมความทรงจำแปลกปลอมนี้จมลงลึกสู่ภวังค์ โดยที่ไม่รู้ตัวจิตตระหนักรู้ของเขาค่อยๆเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้าสี่วันผ่านไปอย่างรวดเร็ว มันเป็นช่วงเวลาเช้าตรู่ของวันใหม่ เมอร์ริสยังคงมั่นฝึกฝนเทคนิคลมหายใจอย่างเป็นประจำเหมือนที่ทำมาตลอดระยะเวลาที่เข้ารับการสอนที่จะเป็นอัศวินของตระกูลไซเรนชาดต์
สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาก็คืออุปกรณ์การฝึกฝน เช่นลูกเหล็กหนักหลายกิโลกรัมเอาไว้สำหรับผูกติดขาและมีหลากหลายขนาด หรือแท่งเหล็กยาวที่มีก้อนเหล็กทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ติดเอา ทั้งหมดนี่เมอร์ริสจ้างช่างตีเหล็กฝีมือดีในเมืองทำขึ้น
“ข้าไม่คิดเลยว่าร่างกายของข้าจะฟื้นตัวเร็วขนาดนี้ ” เมอร์ริสกล่าวพร้อมวางแท่งยกน้ำหนักลงขณะสำรวจร่างกายของตัวเอง เวลานี้เมอร์ริสค่อนข้างแตกต่างจากเมื่อสี่วันก่อน เขาไม่ได้ซูบผอมกะหร่องแบบเดิมอีกแล้วแทนที่ด้วยกล้ามเนื้อที่เรียงตัวกันสวยงามเหมาะสมสำหรับเด็กวัย16 ใบหน้าของเขาประดับไปด้วยความยินดี พลางกำหมัดแน่น ตอนนี้ร่างกายของข้าได้กลับมามีสภาพเหมือนเดิมเหมือนเมื่อสองปีที่แล้ว แม้ไม่แน่ใจมากแต่ก็คิดว่าค่อนข้างใกล้เคียง
“แต่อย่างไรก็ตามข้าต้องขอบคุณทรีริตี้ในเรื่องนี้ ตอนนี้ข้ามียีนร่างกายที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วๆไปราวๆสามเท่า ”เมอร์ริสกล่าว ในช่วงเวลาสี่วันที่ผ่านมา เขาไม่ได้เอาแต่ฝึกฝนร่างกายอย่างเดียว แต่เมอร์ริสยังแบ่งเวลาส่วนหนึ่งไปค้นคว้าความรู้ที่ถูกเก็บไว้ในหนังสือหรือห้องของทรีริตี้หรือแม้แต่ห้องไต้ดินเพื่อเก็บเอาหนังสือและสมุดบันทึกออกมาทำความเข้าใจอย่างถี่ถ้วนไม่ใช่แค่อ่านอย่างผ่านๆเหมือนครั้งก่อน และนั้นทำให้เขาได้รู้ว่า การฟื้นฟูร่างกายที่รวดเร็วจนน่าตกตะลึงมันไม่ใช่เพราะเนื้อหมาป่าตาเดียวหรือสมุนไพรฟื้นบำรุงที่เขาซื้อมาเป็นหลัก แต่เป็นเพราะร่างกายของเขาได้ถูกปรับแต่งถึงในระดับรากฐานจนเหนือกว่ามนุษย์ปกติ เรื่องนี้เขาพบมันในสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง
และนั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมเมอร์ริสถึงมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในการฝึกฝนอัศวินที่เน้นฝึกร่างกาย ก่อนที่จะกลายเป็นมหาอัศวิน ถึงตรงนี้เมอร์ริสก็อดสีหน้าดูไม่ได้ขึ้นมา เมื่อคิดได้ว่าการที่ทรีริตี้ส่งเสริมเขาไปตระกูลไซเรนชาดต์และฝึกฝนเทคนิคลมหายใจอัศวินก็เพื่อที่จะเก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเขาเท่านั้น
“มันถึงเวลาที่สมควรต้องกินอาหารเช้าแล้ว”เขาพูดและหันกายเข้าไปบ้านไปเมอร์ริสเคี้ยวเนื้อหมาป่าราคาแสนแพงที่ถูกหันเป็นแผ่นบางๆแล้วปิ้ง จำนวนสองสามชิ้นก่อนจะตามด้วยซดน้ำซุปที่ต้มด้วยสมุนไพรที่ซื้อปรุงด้วยเกลืออย่างง่ายๆในเช้าวันนี้ เขายอมแพ้แล้วที่จะปรุงอาหารดีเองแล้ว เพราะรสชาติที่เขาทำแต่ล่ะครั้งมันห่วยสิ้นดีเมอร์ริสมองท้องฟ้าสีครามนอกหน้าต่างแล้วนึกถึงสิ่งที่ค้างคาใจในมาตั้งแต่สี่วันก่อน เขากำลังนึกถึงความทรงจำที่ได้รับมา ในความทรงจำนั้นมันไม่ได้มีอะไรมาก เพียงมีข้อมูลเล็กน้อยเกี่ยวกับบางสิ่งที่ไม่รู้จัก
“เทคนิคการทำสมาธิ แก่นแท้แห่งความมืด”เมอร์ริสพึมพำ เขาไม่รู้ว่าเทคนิคการทำสมาธิที่ว่านั้นหมายถึงสิ่งได ความจริงเขาไม่เคยได้ยินคำว่า เทคนิคการทำสมาธิ มาก่อนเลยด้วยซ้ำตามความทรงจำของใครบางคนที่อยู่ในหัวของเขา มันบอกแค่วิธีการฝึกฝนและข้อมูลที่จำเป็นต่อการฝึกฝนเทคนิคนี้ แต่ไม่ได้อธิบายว่าฝึกแล้วจะส่งผลอย่างไรบาง วิธีการฝึกเทคนิคนี้แปลกประหลาดและแตกต่างจากเทคนิคฝึกฝนลมหายใจของอัศวินที่เขารู้
ตามชื่อของมัน เขาต้องนั่งสมาธิทำจิตใจและสร้างอักขระรูนโบราญในจิตใจ ชักนำพลังแห่งความมืดเข้าสู่จิตวิญญาณ โดยเงื่อนไขของมันคือต้องการร่างกายที่มีแก่นความมืด เมอร์ริสไม่ผ่านตั้งแต่เงื่อนไขแรก ถึงจะมีความรู้เรื่องรูนโบราญที่ได้รับมาความทรงจำ แต่เขากลับไม่รู้วิธีสร้างมัน และไม่เขาใจว่าอัการแปลกๆในหัวมันมีความหมายว่าอย่างไร
นี่ไม่นับข้อมูลบางอย่างที่เขาไม่สามารถทำความเข้าใจได้ในสิ่งที่ถูกระบุไว้ในความทรงจำ ถึงอย่างนั้นเมอร์ริสก็ไม่ได้ล่ะทิ้งมันเลยทีเดียว จากความรู้สึกบางอย่างเขาคิดว่า เทคนิคนี้เป็นอะไรที่น่ากลัวและทรงพลัง
"ตอนนี้คิดไปก็ปวดหัวเปล่าๆ ในอนาคตเราสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจมันยังไม่สาย"เมอร์ริสกล่าวพึมพำ ในตอนนี้เขามีความรู้อ้างอิงน้อยมากเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆในหัวของเขาน้อยมาก เด็กหนุ่มตั้งเป้าหมายว่าจะศึกษาค้นคว้าเกี่ยวในอนาคต
‘ อืม...บางทีทรีริตี้อาจจะรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับ เทคนิคนี้’เมอร์ริสคิดก่อนจะส่ายหัว ตั้งแต่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจนถึงวันนี้ เขาได้คิดวิเคราะห์และลงมือค้นหาข้อมูลมากมายเพื่อต้องการจะรู้แรงจูงใจและเป้าหมายที่แท้จริงของหญิงสาว แต่ทว่าเขาก็ไม่พบอะไรเลยสักอย่างเดียว เจอแต่ข้อมูลการทดลองต่างๆนาๆ
ไม่มีอะไรที่สามารถชี้ชัดว่าเธอต้องการอะไรกันแน่
นี่เป็นคำถามที่ค้างคาในใจของเมอร์ริสมาถึงสองปี
’ออกไปเดินเล่นสักหน่อยดีกว่า ’เมื่อคิดได้ดั่งนั้นเมอร์ริสก็เดินออกจากบ้านเขาสู่เขตส่วนกลางโดยพกดาบกางเขนติดข้างเอวไปด้วย ขณะที่กำลังเดินผ่านสวนสาธารณะใจกลางเมืองเมอร์พลันได้ยินบางอย่างที่น่าสนใจ เท้าของเขาหยุดชะงักไม่ก้าวเดินต่อเพื่อฟังบทสนทนาที่กลุ่มวัยรุ่นอายุไล่เรี่ยกับตัวเขากำลังพูดคุยกัน
“นี่ๆ เจ้าได้ยินข่าวหรือยัง โจเซรีน ลูกสาวของไวเคาทต์ลูแคสหมั่นหมายแล้ว” เด็กหนุ่มคนแรกกล่าวเรียงเสียงตกใจจากเพื่อนฝูง
“ เอ้ จริงเหรอว่ะ ลูกหลานขุนนางคนไหนเป็นผู้โชคดีคนนั้น”เด็กหนุ่มคนที่สองพูดขึ้นด้วย
“เห็นว่าเป็นนายน้อยตระกูลฮิลล์ งานหมั่นหมายจะถูกจัดขึ้นในเร็วๆนี้หลังจากท่านลูแคสกลับมาจากการปราบกองโจร เรื่องนี้ข้าได้ยินพ่อข้าพูดมากับตา ข้ายืนยันได้ว่าเป็นความจริงแน่นอน”
“นั้นสินะ พ่อเจ้าทำงานเอกสารในกรม ไม่น่าจะได้ยินมาผิด เฮ้อ ท่านหญิงโจเซรีนมีความงดงามทั้งรูปร่างและกริยามารยาท ข้าอิจฉาเจ้านั้นจริงๆ ได้ขอบครอบครองดอกไม้ที่สูงส่งและบริสุทธิ์ ถ้าเป็นข้าจะไม่ปล่อยให้เธอได้ออกจากห้องเลยคอยดู เจ้าคิดเหมือนข้าหรือไม่ ”
“เจ้าพวกผู้ชายไร้ยางอายนี่ อย่าทำให้ท่านหญิงแปดเปื้อนนะ”เด็กสาวคนหนึ่งกล่าวขึ้นอย่างโมโหอย่างโมโห
“ข้าพูดแล้วยังไง ฮ่าๆ”เด็กหนุ่มกล่าวล้อเลียนจนอีกฝ่ายกระทืบเท้าเรียกเสียงล้อเลียนจากเพื่อนๆได้เป็นอย่างดี
‘หมั่นงั้นเหรอ โจเซรีน โจเซฟ?’ เมอร์ริสส่งเสียงในลำคออย่างดูถูก เมื่อเห็นท่าทางเด็กสาวผู้นั้นพยายามปกป้องผู้หญิงที่ตนคิดว่าดีหนักหนา แต่เขาก็อดที่จะรู้สึกแปลกๆไม่ได้เมื่อคนรักเก่ากับศัตรูคู่แค้นลงเอยด้วยกัน
เมอร์นิสก้าวเดินต่อ..และเริ่มคิดถึงช่วงเวลาของเขาและโจเซรีนในอดีต ในโลกนี้ไม่มีวัฒนธรรมเรื่องเพศ ฉะนั้นแม้แต่เด็กอายุสิบสองสิบสามจะมีอะไรกันมันก็เป็นแค่เรื่องปกติในสายตาคนทั่วไปเท่านั้น แน่นอนเมอร์ริสก็ไม่ใช่เด็กหนุ่มที่บริสุทธิ์ผุดผ่องแต่อย่างได
‘ เฮอะ ข้ากับเธอ มันไม่มีอะไร นอกจาก อดีตที่จบลงไปแล้ว...แต่ว่าโจเซฟ เจ้าเตรียมล้างคอเอาไว้เลย’ดวงตาของเมอร์ริสทอประกายโหดเหี้ยม กำมือแน่น สำหรับโจเซรีนเขาไม่ได้คิดอะไรกับเธอ แต่ว่ากลับโจเซฟนั้นต่างกัน มันได้ทรมานเขามาถึงสองปี และยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาตาย! เมอร์ริสไม่มีทางที่จะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านง่ายๆแน่นอน
“ตอนนี้ข้าแค่ต้องรอเวลาเท่านั้น”เมอร์กระซิบกับตัวเอง ตอนนี้เขาแค่ต้องเตรียมความพร้อมอีกหน่อยสำหรับเรื่องใหญ่ที่เขาจะก่อเมอร์ริสเดินไปเรื่อยๆ ผ่านเขตส่วนกลางมาถึงเขตชานเมือง แต่ยังไม่หยุดจนกระทั้งมาถึงหน้าประตูเมืองที่มีคนเดินผ่านไปผ่านมาขวักไขว่
“เจ้าหนูเจ้าจะออกไปที่ไหนเหรอ “ เมอร์ริสถูกหยุดไว้โดยยามสองคนที่ที่คอยเฝ้าดูแลคนเข้าคนออกเมือง พวกเขามองหาซ้ายขวาราวกับกำลังหาว่ามีคนอื่นๆอีกไหม
“ข้าแค่อยากลองทักษะของข้า เท่านั้น”เมอร์ริสตอบ เมื่อได้ยินดังนั้นยามทั้งสองมองหน้ากันก่อนที่จะมองไปที่ดาบกางเขนที่ห้อยอยู่ที่เอวของเมอร์ริส
“งั้นเรอะ ข้าขอเตือนเจ้าว่า อย่าเข้าไปในป่าลึกมากจนเกินไป ช่วงนี้มีพรานหลายคนที่พบเห็นสัตว์อสูรในภูเขาระแวกนี้บ่อยๆ”
“เข้าใจแล้ว ข้ารู้จักขอบเขตของข้าดี”เมอร์ริสกล่างและพงกหัวรับคำจากนั้นเดินผ่านไปเงียบๆโดยที่ยามทั้งสองมองตามไล่หลัง
“เขาอาจจะเป็นนักเรียนเตรียมอัศวินของตระกูลขุนนางตระกูลหนึ่ง” ยามหนึ่งกล่าว
“คงงั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกของพวกเด็กเลือดร้อนที่ต้องการลองวิชา ข้าคิดถึงข้าในสมัยยิ่งนัก”ยามสองผงกหัวเห็นด้วย
“นั้นสินะ เขาไม่ใช่คนเดียวที่ออกไปข้างนอก ข้าหวังว่า ‘พวกเขา’ จะปลอดภัย ” ยามทั้งสองนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ พวกเขาทั้งสองไม่ได้ตั้งใจที่จะหยุดเมอร์ริส เพียงแต่ว่าเห็นเมอร์ริสพกดาบและแต่งตัวด้วยผ้าเนื้อดีเลยคิดว่าเป็นลูกของผู้มีฐานะคนใดคนหนึ่งที่ต้องการลองวิชา แม้จะไม่ใช่เรื่องของพวกเขา แต่พวกเขาไม่ต้องการให้เด็กๆเหล่านี้ต้องบาดเจ็บหรือล้มตายเพราะความมุทะลุของตัวเอง จึงต้องแนะนำตักเตือนแต่ก็ไม่ขัดขวางเพราะอย่างไรพวกเขาก็ต้องมีประสบการณ์เหล่านี้ติดตัวไว้บ้าง
"ทำงานต่อเถอะ"
"อือ" เมืองโลว์เรสตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ ที่มีหุบเขาหลายลูกล้อมรอบ ทรัพยากรป่าไม้จึงค่อนข้างเยอะและอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ เมอร์ริสออกจากเมืองมาได้ระยะหนึ่งจึงเดินเลี้ยวเข้าป่าข้างทาง และเริ่มเดินตรงเข้าไปเรื่อย จึงรอบข้างมีแต่ต้นใบไม้หญ้าสีเขียวรกรุงลัง
‘ตอนนี้ข้าคงคงอยู่ห่างจาก ถนนหลัก ประมาณ500เมตร ข้าควรหยุดที่นี้’เมอร์ริสคิดในใจและมองรอบๆ เขาเห็นภูเขาที่อยู่ห่างไกลออกไปด้านหน้า ถ้าเข้าไปลึกกว่านี้ เมอร์ริสไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ด้วยตัวคนเดียวแม้จะมีวิชาดาบและร่างกายที่แข็งแรง
เมอร์ริสเริ่มเดินไปรอบๆเพื่อหาเป้าหมาย เขาได้หาข้อมูลมาก่อน ในอาณาเขต500เมตรห่างจากถนนหลักที่ปลอด สิ่งมีชีวิตที่สามารถพบเห็นได้ในป่า จะเป็นสัตว์ขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อคนธรรมดาเช่น งูตาแดง กระต่ายมีเขา กระรอก แต่ก็มีโอกาสเล็กน้อยที่จะพบหมาป่าที่ออกหากิน
ขณะที่เมอร์ริสกำลังตรวจดูสภาพแวดล้อม ทันไดนั้นเขาพลันได้ยินเสียงบางอย่างแหวกอากาศเข้ามาทางด้านหลังด้วยความเร็ว
เมอร์ริสชักดาบและหันหลังฟันมันด้วย สัญชาตญาณ ร่างนั้นขาดออกเป็นสองส่วนและตกลงพื้นไป
“มันคืองูตาแดง .....ถ้าเป็นเราก่อนหน้านั้นคงตายด้วยพิษร้ายไปแล้ว”เมอร์ริสพูดและมองมัน งูตาแดงสิ่งมีชีวิตขนาดเท่ากับงูขนาดเล็กๆทั่วไป มีสีดำและมีลายสีแดงผาดไปทั่วร่าง จุดเด่นของมันตามชื่อ คือดวงตามันเป็นสีแดงดุจโลหิต งูชนิดนี้สามารถฆ่าสัตว์ใหญ่ด้วยพิษต่อระบบประสาทของมัน ในระยะเวลาไม่กี่นาทีหลังจากจู่โจม นอกจากพิษที่สามารถนำไปอาบอาวุธได้กับเนื้อที่มีรสชาติอร่อย สิ่งเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ต่อเด็กหนุ่ม
เขาเลยไม่สนใจซากของมันเดินไปรอบป่า เขาต้องการที่จะหาเป้าหมายใหญ่ๆอย่างเช่นหมาป่า หรือสัตว์ชนิดอื่นๆมากพอเพื่อทดสอบฝีมือของเขา
ผ่านไปราวๆสองชั่วโมง เมอร์ริสได้ฆ่าสัตว์ไปหลายตัว ส่วนใหญ่จะเป็นงูตาแดงซึ่งเป็นสัตว์ดุร้ายที่จู่โจมสิ่งมีชีวิตอื่นก่อน นอกจากนั้นเขายังเจอหมูป่าตัวใหญ่ ด้วยฝีมือที่ถูกฝึกฝนและร่างกายที่มีพละกำลังเกือบเทียบเท่าอัศวินจึงไม่เป็นปัญหาที่จะจัดสัตว์ป่าดุร้ายเหล่านี้
“ข้าจะไม่ได้ประโยนช์อะไรถ้ายังคงเดินวนเวียนอยู่แถวนี้”เมอร์ริสใช้มือจับคางมองตรงไปที่ภูเขา ตอนนี้เขายังอยู่ในจุดที่ไม่เสี่ยงอันตรายมากนัก มันยังคงเป็นเขตที่คนธรรมดาสามารถป้องกันตัวเองได้ตราบที่มีความระมัดระวังตัวมากพอ แต่หลังจากผ่านเขต500เมตรเข้า จะเป็นพื้นที่อันตรายของสัตว์ป่าดุร้ายหลายชนิด
“ยามทั้งสองบอกข้าว่าช่วงนี้ มีคนพบเห็นสัตว์อสูรในป่าลึก ข้าควรจะเชื่อคำเตือนของพวกเขาหรือไม่”เมอร์ริสลังเล กับสัตว์ป่าตัวเขาไม่เกรงกลัวต่อให้เจอหมาป่าหลายตัวหรือกระทั้งหมีป่าตัวใหญ่ เขามั่นใจว่าเขาสามารถหลบหนีจากพวกมันได้อย่างปลอดภัย แต่กับสัตว์อสูรนั้นแตกต่าง มันมีความแข็งแกร่งอย่างน้อยเทียบกับอัศวิน ทั้งยังมีความดุร้ายและความสามารถแปลกๆหลายอย่าง ในตอนนี้เมอร์ริสไม่สามารถรับมือพวกมันได้แม้แต่ตัวเดียว
ฉับพลัน! เมอร์ริสก็ได้ยินเสียงร้องโหวกเวกดังมาจากเบื้องหน้า ดวงตาของเขาพลันฉายความระมัดระวังเต็มที่ จับดาบแน่นไม่ไหวติ่งและรอให้บางอย่างที่กำลังเข้ามาใกล้ ไม่กี่วินาที่ต่อมาเมอร์ริสพลันเห็นร่างคน คนๆหนึ่งวิ่งแหวกพุ่มหญ้าที่ห่างออกไปไม่ไกลออกมาด้วยสีหน้าแตกตื่น
‘เป็นเขา’เมอร์ริสคิดและเผยสีหน้าประหลาดใจ----------------------------------ตอนใหม่มาแล้วจ้าาา อย่าลืมคอมเม้นเป็นกำลังใจด้วยนะครับ