[ โลกหลังาแห่งไฟ ]
หนึ่งพันปีผ่านไปนับั้แ่ มหาาแห่งไฟ ในยุคาแห่งไฟได้สิ้นสุดลง...
โลกเอเซอร์เชี่ยนไม่เคยกลับคืนสู่ความสงบอย่างแท้จริง ผู้คนในยุคนี้ต่างระเริงใจและกล่าวขานกันว่า ยุคแห่งหายนะอันมืดมนได้จบลงไปพร้อมกับการล่มสลายของัเพลิงในตำนาน ทว่าในความเป็จริง สิ่งที่สูญสลายไปมีเพียง ศัตรูร่วมของมนุษยชาติ เท่านั้น
เมื่อไม่มีมหันตภัยจากภายนอกให้หวาดกลัว มนุษย์ก็เริ่มหันคมดาบเข้าหากันเอง อาณาจักรต่างๆ แข่งขันแย่งชิงแคว้น ขุนนางกดขี่ขูดรีดประชาชน ศาสนจักรขายศรัทธาบิดเบือนคำสอนให้ผู้มีอำนาจ พ่อค้าผูกขาดเส้นทางสินค้า และกิลด์อิทธิพลมืดกลับได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย ตราบใดที่พวกมันยังคงแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์และ ‘มานาคริสตัล’ ให้แก่ผู้ปกครองแคว้น
ความยุติธรรมกลายเป็สินค้าฟุ่มเฟือยที่มีไว้สำหรับชนชั้นสูง ส่วนชีวิตของสามัญชนรากหญ้าบนโคลนตม...มีค่าไม่ต่างจากเศษเหล็กขึ้นสนิมที่รอวันถูกทิ้ง
หลายคนยังคงหลอกตัวเองและเชื่อว่าโลกกำลังดำเนินอยู่ในยุคแห่งแสงสว่างและสันติภาพ แต่สำหรับผู้ที่ถูกเหยียบย่ำอยู่ใต้ตราประทับของสังคม คำว่าสันติเป็เพียงคำโกหกพกลมที่พวกชนชั้นนำสร้างขึ้นเพื่อปลอบประโลมความฟอนเฟะของตนเองเท่านั้น
ณ เมืองชายแดนเล็กๆ ของ “อาณาจักรเซซิลล่าร์” ที่มีชื่อว่า "ฮาร์เรน"
เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างไกลจากความรุ่งโรจน์ของเมืองหลวง ไม่มีชื่อเสียงเื่สถานศึกษาเวทมนตร์ นักผจญภัยระดับสูง หรืออัศวินผู้ทรงเกียรติ สิ่งเดียวที่ขับเคลื่อนเมืองนี้คือเหมืองแร่ดิบ โรงตีเหล็ก และแรงงานทาสราคาถูก เสียงค้อนเหล็กกระทบเตาหลอมดังก้องกังวานในตรอกซอกตึกั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง ผู้คนเริ่มทำงานก่อนที่แสงอาทิตย์จะสาดส่อง และหยุดมือเมื่อร่างกายล้าจนแทบจะแหลกสลาย หากวันใดล้มป่วยจนทำงานไม่ได้...วันนั้นก็หมายถึงการไม่มีอาหารตกถึงท้อง
นั่นคือกฎเกณฑ์และวิถีชีวิตที่ทุกคนยอมรับอย่างจำนนและเงียบงัน
ยกเว้นชายหนุ่มคนหนึ่ง...
ชายหนุ่มเรือนผมสั้นสีน้ำตาลกำลังก้าวเท้าผ่านถนนหินอย่างเชื่องช้า เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเทาที่ถูกซักจนสีซีดจาง กางเกงผ้าเนื้อหยาบธรรมดา รองเท้าหนังเก่าคร่ำครึที่ผ่านการเย็บซ่อมมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่มีสิ่งใดบนเรือนร่างของเขาที่บ่งบอกความพิเศษ ไม่มีดาบเล่มโต ไม่มีชุดเกราะลงอาคม ไม่มีแม้กระทั่งตราสัญลักษณ์ของสมาคมนักผจญภัย ยิ่งไปกว่านั้น...รอบตัวของเขาไม่มีแผ่ละอองมานหรือกระแสเวทมนตร์ใดๆ ออกมาเลยแม้แต่เศษเสี้ยว
เขาชื่อ... "โซร่า แม็กนารอส"
เด็กหนุ่มวัยสิบเก้าปี ผู้มีสถานะเป็เพียงลูกมือในร้านตีเหล็กเล็กๆ ประจำเมือง ในสายตาของชาวบ้านทั่วไป เขาเป็เพียงเด็กกำพร้าหน้าตาเฉยชา พูดน้อย และไม่ยอมสุงสิงกับใคร แต่ไม่มีมนุษย์หน้าไหนในโลกใบนี้รู้เลยว่า...ภายใต้ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบแดงคู่นั้น คือที่สถิตของจิติญญาแห่งสิ่งมีชีวิตที่มีอายุยืนยาวกว่าดวงดาวบนฟากฟ้า
สี่พันหกร้อยล้านปี...มันเป็ตัวเลขอันเป็อนันต์ นานเสียจนเขาจำไม่ได้แล้วว่าตนเองเคยนับเวลาเป็วัน หรือเป็ศตวรรษครั้งสุดท้ายเมื่อไร โซร่าหยุดฝ่าเท้าชั่วครู่ แหงนใบหน้ามองขึ้นไปยังเส้นขอบฟ้า เมฆหมอกสีขาวลอยผ่านยอดเขาหิมะอย่างเชื่องช้า
"...เหมือนเดิมไม่มีผิด" เขาพึมพำเสียงแ่ต่ำเบาในลำคอ
หนึ่งพันปีผ่านไป ูเาบางลูกเปลี่ยนรูปร่างจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก แม่น้ำบางสายเปลี่ยนทิศทาง แผ่นดินไหวแยกทวีป อาณาจักรล่มสลายและถือกำเนิดใหม่วนเวียนเป็วัฏจักรหลายครั้งครา แต่สิ่งเดียวที่ฉลาดและโง่เขลาในเวลาเดียวกัน...คือธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่เคยแปรเปลี่ยน
พวกเขายังคงแย่งชิงความมั่งคั่ง ยังคงทรยศหักหลังกลืนกินกันเอง และยังคงเข่นฆ่าพวกเดียวกันอย่างเืเย็น โดยไม่จำเป็ต้องมีภัยพิบัติัมาเป็ข้ออ้างในการก่อาอีกต่อไป
ความคิดเ่าั้ไม่ได้ทำให้โซร่ารู้สึกโกรธแค้น หรือรู้สึกสมเพชจนอยากยื่นมือเข้าแทรกแซง มันเป็เพียง ข้อสรุปทางสถิติ ที่เขาเฝ้าสังเกตและบันทึกมาตลอดหลายพันล้านปีในฐานะผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุด
‘มนุษย์...เป็สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวที่เชี่ยวชาญการทำลายล้างตนเองเก่งกว่าสิ่งใดในจักรวาล’
และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาเลือกจะนิ่งเฉย และไม่คิดจะเอาตัวเองเข้าไปพัวพันกับกิเลสตัณหาอันไร้สาระของใคร
ระหว่างทางกลับร้านตีเหล็ก เสียงเอะอะโวยวายปนเปกับเสียงร้องไห้โฮดังก้องขึ้นมาจากอีกฟากหนึ่งของถนนแคบ
ชายวัยกลางคนสภาพเนื้อตัวสะบักสะบอมคุกเข่าอยู่กับพื้นดินที่สกปรก ใบหน้าบวมเป่งและเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำจากแรงกระแทก ข้างๆ กันนั้นมีหญิงชราคนหนึ่งกำลังร่ำไห้จนตัวโยน โดยมีเด็กชายตัวเล็กเนื้อตัวมอมแมมกอดแขนผู้เป็แม่ไว้แน่นด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่นพั่บๆ
"ได้โปรด...ข้าขอเวลาอีกเพียงแค่สามวันเท่านั้น!" ชายคนนั้นยกมือที่สั่นเทาขึ้นกราบไหว้กลุ่มชายฉกรรจ์ตรงหน้า น้ำเสียงแหบพร่าสั่นเครือ "ลูกสาวของข้าไข้ขึ้นสูงจนช็อก...เงินทั้งหมดที่หามาได้ ข้าจำเป็ต้องเอาไปซื้อยาประทังชีวิตนางจริงๆ..."
ปึ้ก!
เสียงฝ่าเท้าหนักๆ กระแทกเข้ากลางยอดอกอย่างรุนแรง ชายร่างั์ผู้เป็หัวหน้าทวงหนี้ของกิลด์มืดถีบเข้าใส่จนร่างของลูกหนี้กลิ้งไถลไปกับพื้นหินอย่างไม่ปรานี
"สามวันงั้นรึ?" มันแค่นเสียงหัวเราะเหยียดหยาม ดวงตาเต็มไปด้วยความอำมหิต "ข้าผ่อนผันให้แกมาเป็เดือนแล้วไอ้ขยะ! ถ้าวันนี้ไม่มีเงินตรามาจ่ายค่ายืมไอเทมเวทมนตร์และดอกเบี้ยตามกำหนด แกก็เตรียมตัวเซ็นสัญญาขายลูกสาวและเมียของแกเข้าสู่อันเดอร์กราวด์คาสิโนเพื่อขัดดอกได้เลย!"
เสียงหัวเราะอันน่ารังเกียจของพวกนักเลงคุมบ่อนพนันดังก้องไปทั่วตรอก สามัญชนและพ่อค้าแม่ค้าที่เดินผ่านไปมาต่างรีบก้มหน้าหลบสายตา บ้างก็เร่งฝีเท้าเดินเลี่ยงไปราวกับมองไม่เห็นสิ่งใด เพราะทุกคนในเมืองฮาร์เรนต่างรู้ซึ้งถึงสัจธรรมข้อนี้ดี...หากยื่นมือเข้าไปสอดเื่ที่ไม่ใช่ของตนในวันนี้ พรุ่งนี้คนที่ต้องนอนจมกองเือยู่บนพื้นอาจเปลี่ยนเป็ตัวเอง
โซร่าหยุดยืนมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าอยู่เพียงครู่เดียว แววตาสีน้ำตาลของเขาว่างเปล่าและนิ่งสงบราวกับผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น ก่อนที่เขาจะตัดสินใจก้าวเท้าเดินผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจ
เขาไม่ได้เพิ่งเคยเห็นภาพความโหดร้ายนี้เป็ครั้งแรก ตลอดหนึ่งพันปีที่ผ่านมาหลังจากที่เขากลับชาติมาเกิดในร่างมนุษย์ ภาพความกดขี่เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกหนทุกแห่ง เปลี่ยนเพียงแค่ชื่อเมืองและใบหน้าของเหยื่อ แต่ผู้ล่า...ยังคงเป็สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์เหมือนเดิม
"หึ…น่าสมเพช..." โซร่าเอ่ยขึ้นเรียบๆ น้ำเสียงเยือกเย็น
คำว่าสมเพชของเขา ไม่ได้มีความหมายถึงความเวทนาหรือสงสารในตัวเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย แต่เขากำลังสมเพชในความโง่เขลาของสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำที่ยังคงแหวกว่ายและติดอยู่ในวงจรแห่งความทุกข์ระทมเดิมๆ ไม่รู้จักจบสิ้น
.
.
.
.
เคร้ง! เคร้ง!
เสียงค้อนเหล็กกระทบกับแร่ดิบดังก้องเป็จังหวะหนักแน่นและสม่ำเสมอ เมื่อโซร่าใช้มือดันประตูไม้เก่าแก่ของร้านตีเหล็กเข้ามาด้านใน ไอร้อนจากเตาหลอมเวทมนตร์โชยเข้ากระทบใบหน้าจนเส้นผมขยับ
"กลับมาแล้วหรือ เ้าหนูโซล"
ชายชราร่างกายกำยำผู้มีหนวดเคราสีเทาครึ้มหันมายิ้มให้ ใบหน้าของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าดำและเหงื่อไคล แขนทั้งสองข้างหนาแน่นไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็จากการตรากตรำทำงานหนักในโรงตีเหล็กมาตลอดทั้งชีวิต
เขาคือ "ลุงบารอส แม็กนารอส" เ้าของร้านตีเหล็กเล็กๆ แห่งนี้ และยังเป็มนุษย์เพียงคนเดียวที่เก็บทารกชายคนหนึ่ง—ซึ่งถูกเทพธิดาไมอาร์ผู้สร้างจำกัดพลังแล้วส่งลงมาจากฟากฟ้า—ที่นอนร้องไห้อยู่หน้าร้านเมื่อ 19 ปีก่อนมาเลี้ยงดูจนเติบใหญ่
"วันนี้ส่งแร่ดิบแล้วขายได้บ้างไหม" โซร่าวางถุงหนังที่บรรจุแร่เหล็กกล้าลงบนโต๊ะไม้เหนียว
"พอประทังชีวิตไปได้อีกวัน" ลุงบารอสหัวเราะแห้งๆ ในลำคอ "แต่แค่นั้นก็ดีถมไปแล้ว...ยุคสมัยนี้ขอแค่มีข้าวกินอิ่มท้องครบทุกมื้อ และไม่ไปเหยีบเท้าใครเข้า ก็ถือว่าโชคดีประเสริฐกว่าผู้คนอีกครึ่งเมืองฮาร์เรนแล้วล่ะนะ"
ชายชราใช้ผ้าขี้ริ้วผืนเก่าเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด แววตาที่ผ่านโลกมามากหันมามองเด็กหนุ่มด้วยความห่วงใยจากใจจริง
"จำไว้นะ โซร่า..." ลุงบารอสเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังทว่าแฝงความเศร้า "คนหาเช้ากินค่ำอย่างเรามันไม่ได้ร่ำรวยมีเงินตราล้นฟ้า หรือพลังเวทมนตร์มานาอำนาจเส้นสายใดๆกับพวกขุนนางหรอก สิ่งเดียวที่เราทำได้ในโลกใบนี้คือก้มหน้ายอมรับชะตากรรมและใช้ชีวิตไปวันๆ อย่าไปรนหาเื่ใส่ตัว อย่าไปขวางทางพวกผู้มีอิทธิพลหรือคนของกิลด์มืด...ต่อให้แกเห็นเื่ที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้นตรงหน้า บางครั้งแกก็ต้องแสร้งทำเป็มองไม่เห็นมันซะ"
ลุงบารอสยิ้มอย่างอ่อนแรงและลูบหัวไหล่ของเด็กหนุ่ม "ลุงน่ะ...อยากให้แกมีชีวิตที่ยืนยาวและปลอดภัยก็แค่นั้น"
โซร่าจ้องมองเปลวไฟสีส้มแดงที่กำลังลุกไหม้อยู่ในเตาหลอมอย่างเงียบงัน ดวงตาคู่สีน้ำตาลของเขาสะท้อนภาพประกายไฟที่แตกตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คำพูดเ่าั้...คือ หลักการเอาตัวรอด ขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ยอมจำนน...ก้มหน้า...อดทน...และแสร้งทำเป็คนตาบอด
ทั้งหมดนั้นล้วนสมเหตุสมผลและชาญฉลาดที่สุดแล้ว สำหรับสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาพร้อมกับความเปราะบางและมีอายุขัยสั้นจุ๊ดจู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยปี แต่สำหรับตัวเขา...ผู้เคยใช้ชีวิตยาวนานและยิ่งใหญ่กว่าหน้าประวัติศาสตร์หรือคัมภีร์เวทมนตร์ของโลกใบนี้รวมกัน คำว่ามีชีวิตยืนยาวสำหรับมนุษย์...ช่างเป็คำนิยามที่ฟังดูแปลกประหลาดและตลกขบขันเสียเหลือเกิน
"ครับ"
ท้ายที่สุด โซร่าไม่ได้อธิบายความจริงข้อใดออกไป เขาตอบรับเพียงคำสั้นๆ อันราบเรียบ พร้อมกับยื่นมือไปยกหลังไม้ที่บรรจุอาวุธและไอเทมเหล็กกล้าที่ตีเสร็จสมบูรณ์แล้วขึ้นพาดบ่าอย่างง่ายดาย ท่วงท่าของเขาดูเบาสบายราวกับกล่องไม้นั้นไร้น้ำหนัก ทั้งที่มันหนักกว่าห้าสิบกิโลกรัม
"ข้าจะเอาของไปส่งให้ลูกค้าที่ตลาดตะวันออกก่อนนะ"
ลุงบารอสพยักหน้ารับ "เออ รีบไปรีบกลับมาก่อนค่ำมืดล่ะ ่นี้ในเมืองมีพวกนักเลงคุมบ่อนพนันและพวกกิลด์นอกระบบเพ่นพ่านเยอะผิดปกติ"
โซร่าไม่ได้เอ่ยปากตอบคำเตือนนั้น เขาเพียงแค่หมุนตัวเปิดประตูร้านแล้วก้าวฝ่าความอบอ้าวเดินออกไปท่ามกลางฝูงชนในเมืองชายแดน
ไม่มีมนุษย์หน้าไหนบนโลกใบนี้รู้เลยว่า...ชายหนุ่มร่างผอมบางที่กำลังเดินกลืนหายไปกับฝูงชนอย่างเงียบเชียบและไร้ตัวตนคนนี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็สิ่งมีชีวิตระดับภัยพิบัติโบราณที่เคยทำให้มหาอาณาจักรและทวยเทพทั่วทั้งโลกต้องสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
และแม้เปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ที่เคยแผดเผาชั้นบรรยากาศในตัวเขาจะถูกริบขโมยและดับมืดลงไปแล้ว...แต่เถ้าถ่านแห่งจิติญญาของราชันัเพลิงพิพากษา...ยังไม่เคยเย็นลงเลยแม้แต่เศษเสี้ยววินาทีเดียว!
ท้องฟ้าเหนือเมืองฮาร์เรนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็สีส้มอมแดงดั่งคราบสนิมเหล็ก แสงแดดอัสดงสาดส่องกระทบเงาหลังคาเบียดเสียด ลมทะเลพัดพาเอากลิ่นคาวปลาปนไอเกลือและควันพิษจากเตาหลอมลอยมาตามสายลม โซร่าแบกลังไม้อาวุธเดินฝ่าความแออัดของตลาดตะวันออก ฝีเท้าของเขายังคงสม่ำเสมอ นิ่งสงบ และไร้ร่องรอยของความเหน็ดเหนื่อย แม้ว่าร่างกายเนื้อที่แสนเปราะบางนี้จะเริ่มส่งสัญญาณประท้วงด้วยความร้อนและหยาดเหงื่อที่ซึมตามไรผมก็ตาม
‘ช่างเป็โครงสร้างที่ไร้ประสิทธิภาพ...’ โซร่าคิดในใจพลางแอบประเมินขีดจำกัดของร่างมนุษย์วัยสิบเก้าปีนี้ ‘แค่รับน้ำหนักไม่กี่สิบกิโลกรัม กล้ามเนื้อก็เริ่มสะสมอ่อนล้า หัวใจต้องสูบฉีดเืเร็วขึ้นเพื่อรักษาสมดุล ร่างกายที่้าการพักผ่อนและอาหารทุกๆ ไม่กี่ชั่วโมงเช่นนี้ ท่านแม่ช่างสรรหาคุกที่น่ารังเกียจมาขังข้าไว้จริงๆ’
ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะเลี้ยวเข้าสู่ตรอกอันเป็ที่ตั้งของร้านค้าที่เป็ลูกค้า เสียงหัวเราะหยาบโลนและเสียงกระจกแตก เพล้ง! ก็ดังก้องมาจากทิศทางด้านหน้า
"บอกแล้วไง ว่าวันนี้มาสเตอร์้าเงินสด ไม่รับข้ออ้าง! ไอ้ร้านขายคอร์เวทมนตร์กระจอกๆ ของแกน่ะ ถ้าไม่มีมานาคริสตัลมาจ่ายค่าคุ้มครองประจำเดือน ก็ไสหัวออกไปจากเมืองฮาร์เรนซะ!"
โซร่าเดินมาหยุดอยู่ที่ปากตรอกแคบ ั์ตาสีน้ำตาลกวาดมองภาพเบื้องหน้าอย่างเ็า
มันคือกลุ่มอันธพาลชุดเดิมที่เขาเห็นเมื่อตอนสาย ชายฉกรรจ์ร่างั์ผู้มีรอยสักรูปงูพิษแผ่ขยายจากแผงอกขึ้นมาถึงต้นคอ— “กาเบล” สุนัขรับใช้ระดับล่างที่ทำหน้าที่เก็บเงินกู้นอกระบบและค่าคุ้มครองให้กับอันเดอร์กราวด์คาสิโนเหยี่ยวดำ มันกำลังใช้เท้าที่สวมรองเท้าคอมแบทหนังเหยียบลงบนแผงกระจกหน้าร้านขายอุปกรณ์เวทมนตร์เก่าๆ จนแตกละเอียด คอนเนกเตอร์และคอร์มานาเกรดต่ำร่วงกราวลงพื้นหิน
เ้าของร้านที่เป็ชายชราหลังค่อมเนื้อตัวสั่นเทา พยายามรวบรวมเศษคริสตัลที่หล่นพื้นด้วยมือที่สั่นระริก "ได้โปรด...ท่านกาเบล เดือนนี้เหมืองแร่ปิดซ่อมแซม สามัญชนไม่มีเงินมาซื้อของป้อนมานาเลย ข้าหาเงินสดไม่ทันจริงๆ..."
"งั้นก็เอาอายุขัยของแก หรือไม่ก็ร่างกายของแกไปใช้แรงงานทาสที่คาสิโนซะ!" กาเบลตะคอก เสียงของมันทรงพลังเพราะแฝงพลังกายดิบ ของนักรบฝึกหัดเลเวลต่ำ มันง้างท่อนเหล็กหนาที่พันด้วยผ้าขรุขระขึ้นสูง หมายจะหวดเข้าใส่ศีรษะของชายชราเพื่อเป็การเชือดไก่ให้ลิงดู ให้แก่ร้านค้าอื่นๆ ในละแวกนั้น
ผู้คนในตลาดต่างพากันเบือนหน้าหนี ไม่มีใครกล้าส่งเสียง สัจธรรมก้นบึ้งของเมืองชายแดนดำเนินไปตามปกติ...ผู้เข้มแข็งกลืนกินผู้อ่อนแอ
ทว่า ก่อนที่ท่อนเหล็กจะร่วงลงกระทบกะโหลกของชายชรา...
ตึก…
เสียงวางลังไม้หนักๆ ลงบนพื้นหินดังก้องขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสลัวของตรอก มันไม่ได้ดังมาก แต่กลับแฝงจังหวะที่เด็ดขาดจนทำให้สัญชาตญาณดิบของพวกนักเลงคุมบ่อนต้องชะงักกึก
"พวกแกนี่...น่ารำคาญไม่เปลี่ยนเลยนะ"
น้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าต่ำลึกและทรงพลังอย่างประหลาดดังขึ้นจากปากตรอก โซร่ายืนเอามือซุกกระเป๋ากางเกงสีซีด เส้นผมสีดำสลวยตกลงมาบดบังั์ตาสวนทางกับแสงอาทิตย์อัสดงที่สาดส่องจากด้านหลัง ส่งผลให้ร่างของเขาดูเป็เงาทมิฬที่ยาวเหยียดเข้ามาในตรอก
"แกเป็ใครวะ? เ้าหนูช่างตีเหล็ก?" กาเบลหันขวับมามอง รอยสักรูปงูบนคอของมันบิดเบี้ยวตามอารมณ์ที่ฉุนเฉียว "อยากรนหาที่ตายหรือไง? รู้ไหมว่าพวกข้าเป็คนของคาสิโนเหยี่ยวดำ!"
"ข้ารู้" โซร่าก้าวเท้าสม่ำเสมอเดินเข้ามาทีละก้าว ั์ตาสีดำของเขาขยับมองประเมินอันธพาลทั้งสามคนช้าๆ "ข้ารู้ดียิ่งกว่าที่แกคิดเสียอีก...กาเบล"
การที่เด็กหนุ่มคราฟต์แมนกระจอกเรียกชื่อของมันตรงๆ ทำให้หัวหน้าอันธพาลเบิกตากว้างด้วยความสับสนและระแวง "แก...แกรู้จักชื่อข้า?"
"ข้าจำได้หมดนั่นแหละ" โซร่ายิ้มบางๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นไม่ได้แฝงความกลัวเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับดูเย่อหยิ่งและราบเรียบจนน่าขนลุก "ข้าจำได้ว่าเมื่อห้าวันก่อน แกเพิ่งจะโดนหัวหน้ากลุ่มทวงหนี้ เรนฮาร์ต หวดแส้ใส่หลังไปสิบที ข้อหาที่แกแอบจิ๊กเงินเดิมพันจากโต๊ะรูเล็ตเวทมนตร์ไปสามสิบเหรียญเงิน...แผลที่หลังยังไม่หายดีเลยใช่ไหม? ถึงได้ยืนหลังตรงเกินไปเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผ้าเกราะหนังเสียดสีกับสะเก็ดแผลแบบนั้น"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของกาเบล ใบหน้าของมันเปลี่ยนเป็สีซีดเผือดทันที ลูกน้องอีกสองคนข้างหลังเริ่มหันมามองหน้ากันด้วยสายตาระแวง
เื่ที่มันยักยอกเงินคาสิโนและโดนลงโทษลับหลังเป็ความลับระดับสุดยอดที่มีเพียงเรนฮาร์ตและตัวมันเท่านั้นที่รู้! เ้าเด็กตีเหล็กคนนี้ไปรู้มาจากไหน?!
ความจริงแล้ว โซร่าไม่เคยไปแอบฟังหรือมีมนตราหยั่งรู้อนาคตใดๆ แต่สมองที่บันทึกข้อมูลสี่พันล้านปีของเขาประมวลผลร่องรอย ทุกอย่างล่วงหน้าทันทีที่เห็น...ท่วงท่าการเดินที่ฝืนธรรมชาติของกาเบล, กลิ่นยาสมุนไพรรักษาแผลสดเกรดต่ำที่โชยมาจากตัวมัน, และลักษณะนิสัยลนลานของมนุษย์ประเภทที่ชอบแอบกินเศษเนื้อลับหลังเ้านาย สติปัญญาอนันต์ของัาเพียงแค่เชื่อมโยงข้อมูลเ่าั้เข้าด้วยกัน และคายคำโกหกที่สมบูรณ์แบบที่สุดออกมาเพื่อสั่นคลอนจิตใจของศัตรู
"แก...แกเป็สายสืบของทางการ? หรือคนของกิลด์พันธมิตรกันแน่?" กาเบลกระชับท่อนเหล็กแน่น เหงื่อเย็นๆ เริ่มไหลซึมออกมาจากหน้าผาก
"ข้าบอกแล้วไง...ข้าเป็แค่เด็กช่างตีเหล็ก" โซร่าหยุดยืนห่างจากพวกมันในระยะสามก้าว "แต่ถ้าแกไม่อยากให้เื่ที่แกแอบซุกซ่อนมานาคริสตัลเถื่อนไว้ใต้แผ่นไม้กระดานในห้องพักท้ายเมือง หลุดไปถึงหูของมาสเตอร์กิลด์เหยี่ยวดำ...จงคืนเงินทั้งหมดที่แกขูดรีดมาจากชายชราคนนี้ แล้วไสหัวไปซะ"
"หน็อย...แกขู่ข้าเหรอวะ! ไอ้เด็กอมมือ!"
อันธพาลลูกน้องคนหนึ่งสติแตก มันทนรับแรงกดดันอันแปลกประหลาดไม่ไหว คว้ามีดสั้นอาคมระดับต่ำพุ่งเข้าใส่โซร่าทันที คมมีดสะท้อนแสงอาทิตย์อัสดงพุ่งตรงเข้าหาตำแหน่งขั้วหัวใจของเด็กหนุ่ม
หากเป็มนุษย์ธรรมดา...คงทำได้เพียงกรีดร้องและเบิกตากว้างรอรับความตาย
แต่สำหรับโซร่า วิถีการพุ่งเข้ามาของอันธพาลคนนั้นเชื่องช้าปานทากคลานในสายตาของเขา สมองอนันต์ประมวลผลแรงเหวี่ยง น้ำหนัก มุมองศา และ ข้อต่อกายวิภาค ของมนุษย์เสร็จสิ้นในเศษเสี้ยววินาที ร่างกายเนื้อนี้อาจจะไม่มีมานา แต่วิธีการเคลื่อนไหวที่ดึงประสิทธิภาพโครงสร้างกระดูกมาใช้จนถึงขีดสุดนั้น...เหนือชั้นกว่าพวกมันหลายขุม
โซร่าเอี้ยวตัวหลบคมมีดเพียงไม่กี่เิเอย่างนิ่มนวลราวกับใบไม้ที่ลู่ตามลม ในจังหวะที่อันธพาลคนนั้นเสียหลักพุ่งผ่านไป มือขวาของโซร่าขยับพุ่งออกไปเร็วราวงูฉก นิ้วเรียวยาวที่เคยสลับปรับแต่งฟันเฟืองจักรกลงอโค้งลงเล็กน้อยจนดูคล้ายกรงเล็บั...
เขาไม่ได้ใช้พละกำลังดิบ แต่อำมหิตด้วยความแม่นยำ ปลายกรงเล็บมนุษย์เจาะเข้าที่บริเวณหัวไหล่ขวาตรงตำแหน่ง เส้นประสาทเบรกิอัลเพล็กซัส ซึ่งเป็จุดรวมประสาทที่ควบคุมแขนทั้งหมดของมนุษย์ จากนั้นบิดหมุนนิ้วกระชากสวนทิศทางทันที!
กร๊อบ!
"อ๊ากกกกกกกกก!!!"
อันธพาลคนนั้นกรีดร้องลั่นเสียงหลง มีดสั้นหลุดออกจากมือร่วงลงพื้น แขนขวาทั้งแขนห้อยตกลงมาอย่างไร้ความรู้สึกและบิดเบี้ยวผิดรูปจากการที่ข้อต่อหลุดออกจากเบ้า โซร่าไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว ส้นเท้าขวาของเขาตวัดเตะอัดเข้าที่ใต้สะบ้าหัวเข่าของมันอย่างรุนแรง
กึก! เสียงกระดูกเคลื่อนหลุดดังก้อง ร่างของอันธพาลคนแรกทรุดฮวบลงไปนอนคุกเข่าดิ้นทุรนทุรายบนพื้นหินด้วยความเ็ปเจียนตายภายในเวลาไม่ถึงสองวินาที
"ปีศาจ...ไอ้เด็กนี่มันเป็ช่างตีเหล็กจริงเหรอวะ?!" อันธพาลคนที่สองหน้าถอดสี ขาของมันเริ่มสั่นพั่บๆ เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานเลเวลสูงกว่าล้มลงไปนอนหมดสภาพอย่างง่ายดาย
กาเบลกัดฟันกรอด ความกลัวและความโกรธขัดแย้งกันในหัว แต่มันรู้ดีว่าถ้ามันหนีไปตอนนี้ ศักดิ์ศรีของมันในกิลด์มืดจะหมดสิ้น มันคำรามลั่น ขยับวงจรมานาต่ำต้อยในร่างกระตุ้นกล้ามเนื้อจนเส้นเืปูดโปน หวดท่อนเหล็กเคลือบมานาบางๆ เข้าใส่ศีรษะของโซร่าอย่างสุดแรงเกิด
ฟึ่บ!
โซร่าไม่ได้ถอยหนี เขาเตะกล่องเครื่องมือเหล็กเก่าๆ ที่วางอยู่แถวนั้นลอยขึ้นมาบังวิถีท่อนเหล็ก
เคร้ง!!!
เศษเหล็กและเครื่องมือกระจายเกลื่อน ในจังหวะที่ท่อนเหล็กของกาเบลถูกแรงสะท้อนจนเบี่ยงทิศทาง โซร่าพุ่งตัวรอดใต้แขนของมันเข้ามาประชิดอก ฝ่ามือซ้ายของเขากระแทกเข้าที่ลิ้นปี่ของกาเบลอย่างจัง แรงส่งจากการก้าวเท้าที่ถูกต้องตามหลักฟิสิกส์ัโบราณส่งผ่านร่างเนื้อกระแทกอวัยวะภายในจนกาเบลตาเหลือกค้าง อากาศในปอดถูกรีดออกจนหมดสิ้น
และก่อนที่ร่างั์จะล้มลง โซร่ายื่นมือขวาไปคว้าขากรรไกรของกาเบลไว้ บีบแน่นจนกระดูกกรามของมันส่งเสียงร้าว บังคับให้หัวหน้าอันธพาลที่บัดนี้ไร้สิ้นเรี่ยวแรงต้องสบตากับดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น
ในส่วนลึกของรูม่านตาของโซร่า...แสงแดดสุดท้ายของวันสะท้อนจนดูเหมือนเปลวไฟสีเพลิงอมส้มที่กำลังลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง จิตคุกคามอันดิบเถื่อนดุจภัยพิบัติระดับดราก้อนโบราณแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศในตรอกหนาวเยือกคล้ายแดนเยือกแข็ง
"กลับไปบอกมาสเตอร์ของแกที่อันเดอร์กราวด์คาสิโนเหยี่ยวดำ..." โซร่ากระซิบข้างหูของมัน เสียงของเขาเย็นเฉียบจนจับใจถึงกระดูก "บอกมันว่า...ถ้ายังกล้าส่งสุนัขรับใช้มาป้วนเปี้ยนเก็บเงินเถื่อนแถวร้านตีเหล็ก หรือระแวกนี้อีก...ข้าจะเดินไปบดขยี้กิลด์ของพวกแกให้ราบเป็หน้ากลองด้วยตัวเอง"
"ขะ...เข้าใจแล้ว..." กาเบลเค้นเสียงตอบอย่างยากลำบาก ความหวาดกลัวขีดสุดทำให้มันแทบจะลืมความเ็ป
โซร่าสะบัดมือปล่อยร่างของมันร่วงลงกระแทกพื้นราวกับเศษขยะ "ไสหัวไปซะ ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจควักลูกตาพวกแกออกมา"
อันธพาลทั้งสามคนไม่รอช้า คนที่าเ็พยายามพยุงกันและกัน ตะเกียกตะกายวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงออกไปจากตรอกมรณะราวกับคนเสียสติ ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและกลิ่นอายคุกคามที่ยังคงอบอวลอยู่
โซร่ายืนอยู่นิ่งท่ามกลางเศษกระจกหน้าร้านที่แตกกระจาย แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ความมืดมิดเริ่มคืบคลานเข้ามาแทนที่ เขาสะบัดคราบเหงื่อออกจากมือเรียวช้าๆ แววตากลับคืนสู่ความเฉยชาดังเดิม
เขาหันไปมองชายชราเ้าของร้านที่ยังคงนั่งก้มหน้าตัวสั่นด้วยความกลัว โซร่าไม่ได้เข้าไปปลอบประโลม หรือหยิบเงินที่ตกพื้นขึ้นมาให้ เขาเพียงแค่ยกหลังไม้อาวุธขึ้นพาดบ่าอีกครั้ง แล้วก้าวเท้าเดินจากไปในความมืดโดยไม่เอ่ยคำใดๆ
‘ท่านแม่...ท่านคิดว่าการริบเปลวไฟและพลังมานาทั้งหมดของข้าไปจะทำให้ข้าศิโรราบงั้นรึ?’ โซร่าคิดในใจพลางเงยหน้ามองดวงจันทร์สลัวที่เริ่มปรากฏขึ้นบนฟากฟ้า ั์ตาส่องประกายเยือกเย็น ‘ท่านคงลืมไป...ว่าต่อให้ข้าไม่มีมหาเวทเพลิง ความโเี้และสติปัญญาของข้า ก็สามารถเปลี่ยนโลกมนุษย์โสโครกใบนี้ให้กลายเป็อนันตนรกบนดินได้เช่นกัน!’
เวลาผ่านไปจนกระทั่งกลางดึกคืนเดียวกันนี้เอง
ความมืดมิดทิ้งตัวลงปกคลุมเมืองท่าฮาร์เรนอย่างสมบูรณ์ แสงไฟตะเกียงเวทมนตร์มานาเกรดต่ำตามท้องถนนเริ่มส่องแสงสลัวสีฟ้าหม่น ราวกับดวงิญญาที่ลอยคว้างอยู่ในเมืองที่ตายแล้ว โซร่าเดินแบกลังไม้เปล่ากลับมาหลังจากส่งอาวุธให้ลูกค้าเสร็จสิ้น ฝีเท้าของเขายังคงสม่ำเสมอ แววตาราบเรียบเฉยชา ทว่า...ทันทีที่เขา ก้าวพ้นเขตตลาดตะวันออกเข้าสู่บริเวณลานหินกว้างหน้ามหาวิหารเก่าแก่ที่ถูกทิ้งร้างท้ายเมือง สัญชาตญาณาอายุสี่พันหกร้อยล้านปีก็กระตุกเตือนทันที
ความเงียบที่ผิดปกติ...แม้แต่สายลมทะเลที่เคยพัดหวีดหวิวก็พลันหยุดนิ่ง ราวกับชั้นบรรยากาศรอบกายถูกแช่แข็งด้วยมานาอันบริสุทธิ์เข้มข้น
ฟึ่บ...
ละอองแสงเวทมนตร์สีเงินครามค่อยๆ ควบแน่นอยู่บนยอดโดมของมหาวิหาร ก่อนที่แสงนั้นจะขยายตัวออกเป็ปีกแสงเวทมนตร์ขนาดมหึมาแผ่รังสีศักดิ์สิทธิ์ เงาร่างระหงของหญิงสาวผู้หนึ่งร่อนลงมาจากฟากฟ้าอย่างนุ่มนวลและไร้เสียง นางสวมชุดคลุมสีขาวเงินระยิบระยับ สะท้อนแสงจันทร์วันเพ็ญ เส้นผมสีเงินยาวสลวยสะบัดพลิ้ว และดวงตาสีฟ้าครามเข้มดุจมหาสมุทรลึกที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโสและเยือกเย็น
"เ้ายังคงดื้อดึงและป่าเถื่อนไม่เปลี่ยนเลยนะ...โซเบล" เสียงหวานใสทว่าทรงอำนาจและเย็นเฉียบดังก้องกังวานในความเงียบ
โซร่าหยุดฝ่าเท้าลงช้าๆ เขาไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวต่อจิตคุกคามระดับเซราฟิมที่กำลังกดทับลงมา ชายหนุ่มทำเพียงแค่ปล่อยลังไม้ในมือลงพื้น ก่อนจะหันไปสบตากับหญิงสาวบนยอดโดม ั์ตาสีดำสนิทพลันฉายประกายเพลิงสีส้มแดงลุกโชนเด่นชัดท่ามกลางความมืด
"ที่แท้ก็เป็เ้าเองงั้นรึ..." โซร่าแค่นเสียงหัวเราะต่ำในลำคอ รอยยิ้มหยันแฝงความเหยียดหยามปรากฏขึ้นบนใบหน้า "ท่านแม่ส่งเ้ามาเพื่อดูผลงานคุกเนื้อที่แสนเปราะบางนี่ หรือส่งมาเพื่อสมเพชข้ากันล่ะ สเตลร่า?"
"ท่านแม่ทรงเมตตา จึงมอบร่างมนุษย์นี้ให้เ้าเพื่อเรียนรู้ความอ่อนแอและสำนึกตน" สเตลร่าก้าวเท้าลงมาจากยอดตึก ร่างของนางลอยละลิ่วลงสู่พื้นหินเบื้องล่างอย่างแ่เบาราวกับขนนก มือเรียวงามกุมด้ามดาบเงินข้างเอวแน่น "แต่เพียงแค่วันเดียว เ้ากลับใช้สติปัญญาัเพลิงบิดเบือนพฤติกรรมมนุษย์ และใช้ศาสตร์การต่อสู้ทำลายพวกกุมบ่อนพนันอย่างโเี้...เ้ากำลังพยายามจะสร้างมหันตภัยและทำลายระเบียบของโลกใบนี้อีกครั้งนะ!"
"ระเบียบงั้นรึ? เ้าเรียกความเน่าเฟะของพวกมนุษย์ชั้นต่ำที่กดขี่กันเองว่าระเบียบงั้นรึ?" โซร่าก้าวเท้าเข้าหานางช้าๆ แม้จะไร้พลังเวท แต่ออร่าความกดดันของอดีตราชันัเพลิงกลับแผ่ขยายสุมทับจนสเตลร่าต้องขมวดคิ้ว "โลกที่ท่านแม่สร้างขึ้นมาหลังจากริบเปลวไฟของข้าไป มันไม่ได้สวยงามเลยสักนิด มันแค่เปลี่ยนจากไฟที่แผดเผาทางกายภาพ กลายเป็ไฟแห่งกิเลสที่เผาไหม้จิตใจของพวกมันจนน่ารังเกียจยิ่งกว่า!"
"หน้าที่ของข้าคือการเป็โซ่ตรวนเฝ้ามองเ้า" สเตลร่าชักดาบเงินออกจากฝัก แสงดาบส่องประกายสว่างวาบตัดความมืด "หากวันใดที่เ้าก้าวข้ามเส้นแบ่ง และใช้ความบ้าคลั่งนั้นสร้างความวุ่นวายจนเกินขอบเขต...คฑาัเงินเล่มนี้จะเป็สิ่งแรกที่ลงทัฑณ์เ้า โซเบล!"
"หึ…อยากเฝ้ามองข้านักก็เชิญมองไป..." โซร่าขยับยิ้มเย็น ั์ตาสีเพลิงส่องประกายเจิดจ้าอย่างน่าสะพรึงกลัว "แต่จำใส่หัวของเ้าไว้ สเตลร่า...ไม่ว่าใครหน้าไหน หรือแม้แต่ท่านแม่ไมอาร์ ก็ไม่มีสิทธิ์มาล่ามโซ่จิติญญาของข้า โลกมนุษย์โสโครกใบนี้มันเน่าเฟะเกินเยียวยา และข้าจะเป็คนพิพากษามันด้วยวิธีของข้าเอง!"
สเตลร่าจ้องมองดวงตาคู่นั้นด้วยความรู้สึกสั่นไหวในส่วนลึก นางรับรู้ได้ทันทีว่า เส้นแบ่งระหว่างการเอาตัวรอดกับความอำมหิตของโซเบลนั้นบางเฉียบเพียงใด และเขากำลังจะใช้สมองที่ผ่านโลกมาสี่พันล้านปี เปลี่ยนแปลงโครงสร้างก้นบึ้งของโลกใบนี้โดยที่นางอาจจะไม่สามารถใช้พลังเวทมนตร์ยับยั้งได้เลย...ก่อนที่ร่างปีกเงินจะแปรเปลี่ยนเป็ละอองแสงหายลับไปบนฟากฟ้า ทิ้งไว้เพียงคำเตือนที่ลอยมาตามลม
.
.
.
.
โซร่าเดินกลับมาถึงร้านตีเหล็กเล็กๆ ของลุงบารอสในตอนดึกสงัด แสงไฟจากเตาหลอมดับลงแล้ว เหลือเพียงความเงียบและกลิ่นอายของเหล็กกล้า ชายหนุ่มก้าวเท้าขึ้นไปยังห้องพักใต้หลังคาอันแคบครู่ของตนเอง ขยับกายนั่งลงบนเตียงไม้ผุๆ
เขายกมือขวาขึ้นมาเพ่งมองในความมืด...นิ้วมือที่ผอมบางและสั่นระริกเล็กน้อยจากการออกแรงปะทะกับพวกอันธพาลคาสิโนเมื่อ่เย็น
‘ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป...หากต้องเผชิญหน้ากับนักรบเวทมนตร์ระดับสูง หรือพวกอัศวินติดอาวุธจากปราสาท เพียงแค่สติปัญญาและการโจมตีจุดตายทางกายภาพอาจจะไม่เพียงพอ’ โซร่าคิดในใจพลางประมวลผลข้อมูล
ในโลกเอเซอร์เชี่ยนปัจจุบัน มนุษย์ขับเคลื่อนทุกสิ่งด้วย ‘มานาคริสตัล’ ภายนอกและ ‘วงจรเวทมนตร์’ ในร่างกาย แต่สำหรับโซร่า ผู้ซึ่งเคยเป็ต้นกำเนิดของเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ เขารู้จักโครงสร้างของพลังงานดั้งเดิมในโลกนี้ดีกว่าใคร มนตราของมนุษย์ในยุคนี้เป็เพียงแค่การลอกเลียนแบบเศษเสี้ยวพลังงานของทวยเทพอย่างหยาบๆที่ใช้งานจริงยังไม่ได้ด้วยซ้ำ
หากเขาไม่มีวงจรมานาดั้งเดิม...เขาก็แค่ต้องสร้างมันขึ้นมาใหม่จากภายนอก โซร่าล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบเอาเศษชิ้นส่วนคอร์มานาเกรดต่ำที่เก็บมาจากพื้นตรอกหน้าร้านขายอุปกรณ์เวทมนตร์ที่พังทลายเมื่อเย็นขึ้นมา พิจารณามันผ่านดวงตาสีเพลิงอมส้ม แม้มันจะเป็เพียงเศษขยะเวทมนตร์ในสายตาของมนุษย์ แต่สมองอนันต์ของเขาสามารถมองเห็นโครงสร้างสายแร่ภายในได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
‘ศาสตร์มานาคราฟต์ของพวกมนุษย์ยุคนี้ช่างโง่เขลา พวกมันใช้คริสตัลเป็เพียงแค่ตัวกักเก็บและปล่อยพลังงานทื่อๆ...แต่ถ้าหากข้าปรับเปลี่ยนวงจรภายใน จัดเรียงโมเลกุลของมานาใหม่ตามหลักโครงสร้างอาคมโบราณล่ะก็...’
รอยยิ้มอันอำมหิตและบ้าคลั่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอดีตราชันั โครงการบางอย่างที่เยือกเย็นและแสนอันตรายกำลังถูกถักทอขึ้นในสมองอันเป็อนันต์ เขาจะใช้ความรู้ที่สั่งสมมาสี่พันล้านปี สร้าง อาวุธ หรือ อุปกรณ์เวทมนตร์นอกรีต ที่ไม่เคยมีปรากฏในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ อุปกรณ์ที่จะสามารถดึงพลังงานจากสิ่งรอบตัวมาแปรเปลี่ยนเป็แรงทำลายล้างมหาศาลได้โดยที่ร่างเนื้อของเขาไม่ต้องมีมานาแม้แต่หยดเดียว!
"คาสิโนเหยี่ยวดำ...กิตติศัพท์ของพวกแกมันช่างกว้างขวางนักในเมืองท่าโสโครกแห่งนี้" โซร่ารำพึงเสียงต่ำพลางกำเศษคริสตัลในมือแน่นจนมันแหลกละเอียดเป็ผง "พวกแกชอบใช้หนี้นอกระบบและกำลังทลายชีวิตของผู้คนใช่ไหม? ดี...ข้าจะใช้ความโลภและความโง่เขลาของพวกแกนั่นแหละ เป็เชื้อไฟชิ้นแรกในการเผาทำลายระเบียบจอมปลอมนี้!"
เช้าวันต่อมา... ณ คฤหาสน์หรูหราใจกลางเมืองฮาร์เรน ซึ่งเป็ที่ตั้งของ ‘อันเดอร์กราวด์คาสิโนเหยี่ยวดำ’
บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่เต็มไปด้วยความตึงเครียดอันน่าอึดอัด กลิ่นเหล้าราคาแพงและควันซิการ์เวทมนตร์อบอวลไปทั่ว ชายในชุดสูทผ้าไหมหรูหราผู้มีใบหน้าเรียบเฉย ทว่าแววตาดุดันและแผ่รังสีมานาเข้มข้นระดับนักรบเวทมนตร์ขั้นกลาง—‘มาสเตอร์บอร์โก้’ เ้าพ่อกิลด์มืดผู้ปกครองคาสิโนเหยี่ยวดำ กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังเสืออสูร
เบื้องหน้าของมันคือกาเบลและลูกน้องอีกสองคนในสภาพสะบักสะบอม แขนขวาของกาเบลถูกพันด้วยผ้าพันแผลหนาเตอะ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเขียวช้ำและความหวาดกลัวจนตัวสั่นระริก
"พวกแกสามคน...ที่มีเลเวลรวมกันไม่ต่ำกว่ายี่สิบ กลับโดนเด็กหนุ่มร้านตีเหล็กอายุสิบเก้าปีที่ไม่มีแม้แต่พลังเวทมนตร์ เล่นงานจนกระดูกหักล้มคว่ำกลับมางั้นรึ?" บอร์โก้เอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแรงกดดันจากมานาที่ปล่อยออกมาทำให้อากาศในห้องหนักอึ้งจนอันธพาลทั้งสามแทบหายใจไม่ออก
"มะ...มาสเตอร์ครับ! ไอ้เด็กนั่นมันไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ!" กาเบลละล่ำละลักบอก เสียงสั่นเครือด้วยความกลัวขีดสุด "มันรู้จักชื่อของข้า รู้จักความลับทุกอย่าง...ท่วงท่าการจู่โจมของมันไม่มีวงตรเวทมนตร์ แต่อำมหิตและแม่นยำราวนักฆ่ามือฉกาจ! แถมแววตาของมัน...แววตาของมันส่องประกายสีเพลิงเหมือนจอมมารไม่มีผิด มันยังฝากคำเตือนมาถึงมาสเตอร์ด้วยครับ..."
"คำเตือน? มันฝากอะไรมา?" บอร์โก้หรี่ตาลง แฝงแววตาสังหาร
"มันบอกว่า...ถ้าพวกเรายังกล้าส่งคนไปป้วนเปี้ยนเก็บเงินเถื่อนแถวร้านตีเหล็กอีก...มันจะเดินมาตัดหัวมาสเตอร์ถึงในคาสิโนด้วยตัวเองครับ!"
ปัง!!!
บอร์โก้ทุบโต๊ะไม้เนื้อแข็งจนแตกเป็เสี่ยงๆ ด้วยความโกรธจัด แรงกดดันมานาสีครามะเิออกรอบตัวจนแจกันกระจกข้างกำแพงแตกกระจาย "สามหาว! เ้าเด็กสลัมชั้นต่ำ บังอาจมาขู่ข้าถึงในถิ่นรึ! คิดว่ามีทริกการต่อสู้ระยะประชิดนิดๆ หน่อยๆ แล้วจะไร้เทียมทานงั้นรึ!"
เ้าพ่อกิลด์มืดขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้นใจ ในเมืองท่าฮาร์เรนแห่งนี้ ไม่เคยมีใครกล้าท้าทายอำนาจของคาสิโนเหยี่ยวดำและรอดชีวิตไปได้ หากเื่นี้แพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงและอำนาจของมันที่สร้างมาจะสั่นคลอนทันที
"เรนฮาร์ต!" บอร์โก้ะโเรียกหัวหน้ากลุ่มทวงหนี้ระดับสูง
ชายร่างสูงใหญ่ผู้มีรอยแผลเป็พาดผ่านคิ้วขวาก้าวเท้าออกมาจากเงามืด ท่วงท่าของมันนิ่งสงบและเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายคาวเืของนักฆ่าผู้ผ่านศึกมานับครั้งไม่ถ้วน "ครับ มาสเตอร์"
"พากองกำลังติดอาวุธระดับหัวกะทิของกิลด์ไปยี่สิบคน...พกไอเทมเวทมนตร์ระดับกลางไปด้วย" บอร์โก้สั่งการด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม "คืนนี้...จงไปที่ร้านตีเหล็กนั่น ลากคอเ้าเด็กที่ชื่อโซร่าออกมา ตัดลิ้น ตัดแขนตัดขาของมัน แล้วโยนร่างที่ยังไม่ตายของมันลงทะเลไปซะ! ข้า้าให้ทุกคนในเมืองนี้รู้ว่า...ใครก็ตามที่บังอาจท้าทายคาสิโนเหยี่ยวดำ จุดจบของมันจะมีสภาพน่าสมเพชเพียงใด!"
"รับทราบครับ..." เรนฮาร์ตยิ้มเหี้ยม แววตาสะท้อนประกายความกระหายเื
ฝันร้ายสีเืกำลังจะคืบคลานเข้าสู่ร้านตีเหล็กเล็กๆ ในค่ำคืนนี้ ทว่า...พวกมันไม่มีทางรู้เลยว่า กองกำลังทหารรับจ้างและไอเทมเวทมนตร์ที่พวกมันแสนภาคภูมิใจนั้น กำลังจะเดินหน้าเข้าสู่ปากทางของอนันตนรกบนดินที่อดีตราชันัเพลิงโบราณได้เตรียมเตาหลอมรอต้อนรับเอาไว้แล้ว!