บทที่ 1
เฉิงไป๋กับเปียนเสีย
“ข้อแรก พวกเราทั้งคู่ต่างก็ยุ่งมาก ข้อสอง คุณกับผมนิสัยแตกต่างกันเกินไปเข้ากันไม่ได้ ข้อสาม ตลอดครึ่งปีมานี้ ผมไม่รู้สึกเลยว่าคุณชอบผมจริง ๆ”
ณ บริษัทกฎหมายเทียนจื้อ ในห้องทำงานใหม่ของเฉิงไป๋
เซี่ยหลีพูดแจกแจงเหตุผลที่้าบอกเลิกอย่างสงบ พยายามทำให้ตนเองดูเยือกเย็นเหมือนมาเจรจาติดต่อธุรกิจแต่วินาทีที่เอ่ยเหตุผลข้อที่สามออกมา เขาก็อดหงุดหงิดไม่ได้ จนต้องขยับคลายเนกไทสีน้ำเงินที่รัดคอแน่นเกินไปให้หลวมเล็กน้อย
“่นี้ไหน ๆ คุณก็เปลี่ยนอะไรใหม่หมดอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นแฟนเก่า ๆอย่างผมก็ควรทิ้งไปได้เหมือนกัน”
เฉิงไป๋นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขาเครื่องหน้าอันหมดจดงดงามของเธอแต่งแต้มเครื่องสำอางไว้บางเบาเรือนผมหยักเป็ลอนยาวตามธรรมชาติปรกอยู่ข้างลำคอระหง ตรงใบหูที่ขาวผ่องราวหิมะห้อยจี้ต่างหูมาลาไคต์[1] รูปดาวแปดแฉกสีเขียวเข้มเอาไว้ใจกลางต่างหูฝังด้วยเพชรเม็ดโต ให้กลิ่นอายความเฉยชาบางประการ
ขณะที่เซี่ยหลีพูดอยู่ เธอก็เพียงเฝ้ามองเขาอย่างเงียบ ๆ
มองไปจนถึงตอนที่เขายกมือคลายปมเนกไท
ตลอดเวลาหญิงสาวไม่ได้แสดงท่าทีใดต่อคำพูดของอีกฝ่ายเลยกลับเอ่ยเพียงประโยคเดียว “เป็เพราะฟางรั่งหรือ”
ฟางรั่ง
เหอะ
เซี่ยหลีแค่นหัวเราะ ปกติแล้วเขามักจะหลีกเลี่ยงชื่อนี้ และรู้สึกว่าคำสองพยางค์นี้เป็เหมือนกับก้างปลาที่ติดคาอยู่ในลำคอไม่ว่าอย่างไรก็คายไม่ออก “ใช่สิ งั้นคุณก็ถือว่าเป็เพราะเขาไปเถอะ ผมรู้สึกว่าครึ่งปีมานี้เหมือนผมแค่มาแทนที่เขาเฉยๆ คนอื่น ๆ เขาก็แปลกใจกันหมดว่าทำไมพวกคุณไม่ยอมคบกันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย เดิมทีก็เป็ผมเองที่ไล่ตามคุณฝ่ายเดียวสมควรแล้วที่ปกติคุณจะไม่สนใจ ยังไงซะทางนี้ก็เป็แค่ตัวแถมที่ไม่มีค่าอะไรอยู่แล้วนี่”
บนโต๊ะทำงานมีกองเอกสารอยู่จำนวนหนึ่ง ภายในแฟ้มสอดที่วางอยู่ข้าง ๆกันนั้นมีตั๋วชมละครอยู่สองใบ
‘หักเหลี่ยมทนาย[2]’
ละครเวทีแนวสืบสวนชุดใหญ่สุดคลาสสิกของอกาธาคริสตี
วันที่ 9 ธันวาคม เวลา 19.30 น.
ที่นั่ง 4 แถวสอง ที่นั่ง 6 แถวสอง
สายตาของเฉิงไป๋จับจ้องอยู่ที่แฟ้มนั้น ไม่ได้เอ่ยถ้อยคำใด
แต่เซี่ยหลีนั่งอยู่ตรงข้ามเธอกลับไม่ได้สังเกตเห็นรายละเอียดนี้เลยแม้แต่น้อยพอพูดจบ เขาก็ยันกายลุกขึ้น ติดกระดุมสูทให้เรียบร้อยแล้วกล่าวลาเธอ “คุณเพิ่งจะย้ายมาบริษัทใหม่คงจะยุ่งมาก งั้นผมไม่รบกวนแล้ว ลาก่อน”
“อืม”
เฉิงไป๋ตอบกลับเพียงคำเดียว
จากนั้นก็มองดูเขาเปิดประตูกระจกออกไป จวบจนร่างนั้นหายลับไปตามทางเดินไม่มีถ้อยคำเอ่ยรั้ง ไม่มีแม้แต่คำอธิบายใด ๆ ทั้งสิ้น
แต่ไหนแต่ไรเธอก็ไม่ใช่คนที่ชอบอธิบายอยู่แล้ว
พออีกฝ่ายจากไปแล้ว เฉิงไป๋ก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง เธอเหยียดแผ่นหลังพิงกับพนักเก้าอี้ นั่งอยู่อย่างนั้นคนเดียวพักหนึ่ง
ทันใดนั้นมือถือบนโต๊ะก็ส่งเสียง ‘ติ๊ง ๆ ๆ’ ดังรัวเป็ชุด
เธอยันร่างกลับขึ้นมาทันที แล้วหยิบมือถือไถเปิดหน้าจอ บนแอปพลิเคชันวีแชตมีข้อความใหม่เข้ามามากมายแต่ทั้งหมดล้วนมาจากคนคนเดียวกัน
เฟ่ยจิ้ง ผู้อำนวยการบริษัทกฎหมายเทียนจื้อ เป็ชายวัยกลางคนรูปร่างอวบอ้วนน่ารัก
ตอนแรกก็เป็เขาคนนี้เองที่บินไปถึงปักกิ่งทันทีที่ทราบว่าเธอกำลังประสบปัญหาโดยใช้เวลาทั้งคืนเพื่อโน้มน้าวให้เธอย้ายมาที่บริษัทเทียนจื้อ
ในแง่ความสามารถและความเชี่ยวชาญ แน่นอนว่าคนคนนี้อยู่ในระดับแนวหน้าของวงการส่วนในแง่ความหลักแหลมด้านการใช้กฎหมายเองก็ไร้ข้อกังขา
เขาเป็บุคคลที่ถูกจัดอยู่ในระดับยอดเยี่ยมของวงการ
เพียงแต่บรรดาข้อความที่เขาส่งมานั้น...
เฟ่ยจิ้ง : เฉิงเอ๋อร์! เฉิงเอ๋อร์~
เฟ่ยจิ้ง : ฉันเห็นตารางนัดหมายของเธอแล้วนะ บ่ายนี้เธอต้องเจอเปียนเสียนี่นา!แต่ว่า่บ่ายฉันยังไม่กลับบริษัทเลยอะ ยังไงเธอช่วยขอหนังสือพร้อมลายเซ็นของเขามาให้สักเล่มหน่อยได้ไหม?
เฟ่ยจิ้ง : ขอแค่เล่มที่ออกใหม่ล่าสุด ‘หนึ่งปีที่ถูกขโมย’ เล่มเดียวก็ได้
เฟ่ยจิ้ง : ต้องไปขอลายเซ็นมาให้ได้เลยนะ!
เฉิงไป๋หนังตากระตุก ยิ่งพอนึกถึงเื่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนเธอก็ต้องย่นคิ้วแล้วพิมพ์ตอบกลับไปว่า “คุณทราบใช่ไหมว่าตัวร้ายในหนังสือเล่มนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากใคร?”
เฟ่ยจิ้งตอบกลับมาทันทีแบบไม่หยุดคิด : แน่นอนสิ ก็เธอไง!
พอข้อความส่งเสร็จ วินาทีต่อมามันก็ถูก ‘ยกเลิกการส่ง’
ตามมาด้วยสติ๊กเกอร์รูปคนอ้วนร้องไห้
เฟ่ยจิ้ง : ขอโทษนะ!!!
เฟ่ยจิ้ง : มือมันลั่นอะ...
เฟ่ยจิ้ง :แต่ว่าคนอย่างเฮียเปียนเสียแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยแจกลายเซ็นมาก่อนเลยนะ ไม่เคยมีลายเซ็นบนหนังสือเลยสักเล่มเดียว!แฟนคลับเฮียเขาคลั่งกันไปเลย! มีแต่คนอยากได้ทั้งนั้น เธอก็ช่วยไปแวะเอามาสักเล่มเถอะนะQAQ
เฟ่ยจิ้ง : แค่เล่มเดียวเอง!
เฟ่ยจิ้ง : เฉิงเอ๋อร์ น้า ๆ เฉิงเอ๋อร์~~~
“...”
ทั้งที่เพิ่งย้ายมาที่บริษัทเทียนจื้อได้แค่ไม่ทันไร แต่กับเ้านายผู้ที่จริงจังกับเื่ใหญ่ทว่าบ้องแบ๊วกับเื่เล็กอย่างเปิดเผยท่านนี้ เฉิงไป๋ทำความเข้าใจจนทะลุปรุโปร่งแล้ว
ทว่าการเข้าใจได้ก็ไม่ได้หมายถึงการปรับตัวได้
อีกอย่างหนึ่ง…
จิ้งจอกเฒ่าที่ปกติแม้แต่การท่องมาตรากฎหมายกลับหลังยังทำได้อย่างเขาดันเป็แฟนคลับของคนอย่างเปียนเสีย ทั้งยังวุ่นวายให้เธอไปขอหนังสือพร้อมลายเซ็นของเขามาให้อีก?
แย่จริง ๆ
รสนิยมพิลึกชะมัด
เฉิงไป๋เริ่มสงสัยแล้วว่าตัวเองอาจจะกำลังฝันอยู่ก็ได้ จึงจ้องมองมือถือนิ่งๆ ไม่ได้ตอบข้อความ
แต่เฟ่ยจิ้งคิดว่าเธอโกรธ จึงรัวส่งข้อความมาไม่หยุดทำตัวดราม่าเล่นใหญ่เว่อร์วังสุด ๆ
เธออ่านข้อความที่ส่งมาเงียบ ๆแต่แล้วหางตาก็เหลือบไปเห็นตั๋วชมละครสองใบนั้นเข้า ในใจจึงพลันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเธอเลยกดปิดเสียงแจ้งเตือนแล้วคว่ำหน้าจอลงกับโต๊ะเสีย
บรรยากาศกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดหวีดหวิวอยู่ด้านนอกพัดพาเมฆหมอกเคลื่อนผ่านป่าคอนกรีต
ตั๋วชมละครสองใบนั้นถูกแสงอาทิตย์สาดส่อง ดูทิ่มแทงั์ตายิ่งกว่ากองเอกสารที่วางข้างๆ มากนัก
เฉิงไป๋นึกย้อนไปถึงความรู้สึกตอนที่ตนเองเพียรพยายามกว่าจะได้ตั๋วสองใบนี้มา
เซี่ยหลีพูดถูกแล้ว
เขาเป็ฝ่ายไล่ตามเธอ
เวลานั้นเธอยังอยู่ที่ปักกิ่ง เป็หุ้นส่วนก่อตั้งบริษัทกฎหมายเฉิงฟางเธอบังเอิญได้พบกับเซี่ยหลีที่งานเลี้ยง ตัวเขาทำงานด้านหลักทรัพย์ มีความสามารถไม่เบาบุคลิกท่าทางก็โดดเด่น เปี่ยมด้วยลักษณะท่าทางของชายหนุ่มรูปงาม นับว่าเป็ชายในฝันของสาวๆ มากมาย กระทั่งสาวน้อยที่เป็ผู้ช่วยทนายความของเธอเห็นเซี่ยหลีเข้า ก็ยังหน้าแดงใจเต้นไม่เป็ส่ำ
ดังนั้นเธอจึงตกลงคบกับเขา
แต่นึกไม่ถึง เวลาผ่านมาครึ่งปี หลังจากแก้ปัญหาเื่ความสัมพันธ์ระยะไกลได้แล้วเซี่ยหลีกลับรู้สึกว่าเธอไม่สนใจไยดีเขา
ผู้ชายนี่เข้าใจยากจริง ๆ
แล้วสิ่งที่เรียกว่า ‘สนใจ’ นั่นมันคืออะไรล่ะ
เธอเป็คนที่คลั่งไคล้ในกฎหมายความสนใจทั้งหมดล้วนอยู่กับเื่ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพส่วนเซี่ยหลีนั้นชมชอบศิลปะ เขาชอบดูละครดังนั้นเธอจึงสรรหาละครที่เกี่ยวกับกฎหมายอย่าง ‘หักเหลี่ยมทนาย’ มาเพื่อให้สอดคล้องกับความชอบของพวกเธอทั้งคู่
แต่น่าเสียดายที่ดูเหมือนจะไม่จำเป็แล้ว
เฉิงไป๋กะพริบตา ก่อนจะหยิบตั๋วชมละครทั้งสองใบในแฟ้มสอดออกมามองมันแวบหนึ่ง แล้วโยนทิ้งลงถังขยะใบใหม่ที่ตั้งอยู่ด้านข้าง
****************
ขณะเดียวกัน ที่บ้านเดี่ยวสไตล์ตะวันตกแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้
ผู้จัดการโจวอี้กำลังยืนอยู่ตรงหน้าท่านนักเขียนใหญ่ด้วยสีหน้าทะมึน เขาชูมือถือไปตรงหน้าอีกฝ่ายจนหน้าจอแทบจะทิ่มเข้าเบ้าตาพลางเค้นถามเสียงเย็นเยียบ “นี่น่ะเหรองานเปิดตัวหนังสือใหม่ที่นายบอกว่าแค่คนเดียวก็เอาอยู่?”
ในจอคือคลิปวิดีโอที่กำลังถูกแชร์บนเวยป๋ออย่างบ้าคลั่ง
“อาจารย์เปียน ทนายความสามหาวตัวร้ายในหนังสือเล่มใหม่ของคุณที่รู้จักกันว่า‘ทนายสวะ’ นั้น ภายนอกต่างคาดเดากันว่าคุณกำลังบอกใบ้ถึงทนายใหญ่เฉิงที่ว่าความให้กับผู้ต้องหาในคดี‘28 มีนาคม ทายาทเศรษฐีฆาตกรรมเพื่อนบ้าน’ เมื่อตอนต้นปีนี้ ขอถามว่าเื่นี้เป็ความจริงหรือเปล่าครับ?”
“ศิลปินย่อมมีแหล่งอ้างอิงที่สมจริงเพื่อสร้างสรรค์ผลงานเสมอ”
“แต่ได้ข่าวว่าทนายใหญ่เฉิงเชี่ยวชาญเื่คดีความมากคุณไม่กลัวถูกฟ้องร้องหรือ”
“สิ่งที่คนอย่างผมเปียนเสียมีก็คือเงิน ฟ้องร้องน่ะเรอะ? เชิญตามสบายเลย”
ภาพที่ปรากฏในคลิปเป็ภาพบูทขนาดใหญ่ในงานนิทรรศการแห่งหนึ่ง ด้านล่างคือเหล่าผู้สื่อข่าวที่นั่งเคร่งขรึมและบรรดานักอ่านที่กระตือรือร้นส่วนบนเวทีก็คือเปียนเสียที่มีท่าทีเอื่อยเฉื่อย
ในวงการนักเขียนมีคำกล่าวว่า ‘จอมมารเปียนอาศัยหน้าตาทำมาหากิน’ก็หมายถึงเขาคนนี้เอง
รูปร่างสูง 183 เิเ แขนขาเพรียวยาว
เครื่องหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติ เรียวคิ้วคม ั์ตาพราว จมูกโด่งเป็สันกับริมฝีปากบางเฉียบ ทั้งยังดวงตาล้ำลึกสีน้ำตาลเหมือนสาหร่ายที่เมื่อมองดูแล้วชวนให้นึกถึงท้องทะเลลึก
ยามแย้มยิ้มดูเข้าถึงง่าย ยามไม่ยิ้มกลับดูเ็า
ถ้าหากโยนเขาไปไว้ที่อารามเก่ากลางหุบเขาลึก จะให้ความรู้สึกว่าตัวเขานั้นช่างเจนจัดกร้านโลกแต่ถ้าวางเขาไว้ท่ามกลางทะเลดอกไม้ไฟ กลับให้ความรู้สึกว่าตัวเขาช่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง
แม้ภาพในคลิปจะเบลออยู่บ้างเล็กน้อย แต่ตัวเขาที่กำลังนั่งอยู่กลับยังสามารถแสดงให้เห็นถึงรูปร่างอันสูงโปร่งได้อย่างชัดเจนใบหน้าด้านข้างของเขาเปิดเผยบุคลิกที่โอหังดื้อรั้น ในดวงตาฉายแววเกียจคร้าน ทว่ายามจ้องมองผู้คนกลับแฝงไว้ด้วยประกายเจิดจ้าบางอย่าง
นี่คือท่าทีที่เขาแสดงต่อคนนอก
แม้เปียนเสียจะอยู่ในงานเปิดตัวหนังสือ รอบตัวรายล้อมไปด้วยนิยายลึกลับเล่มใหม่ล่าสุด‘หนึ่งปีที่ถูกขโมย’ ซึ่งเป็ภาคที่เจ็ดของหนังสือชุด ‘นักท่องราตรี’ ทว่าเขากลับไม่มีมาดพ่อค้าหน้าเืเลยสักนิด ส่วนความกังวลหรือความกระตือรือร้นในการใช้ชีวิตยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย
เขามักปล่อยให้อารมณ์อันหลากหลายของผู้คนรอบข้างลอยผ่านตัวเองไปและจับเอาแค่ส่วนที่สามารถช่วยจุดประกายความคิดของเขาเอาไว้
แต่ไอ้เ้าคนแบบนี้กลับมาใช้ท่าทางเฉยชาอย่างนี้พูดว่า ‘สิ่งที่คนอย่างผมเปียนเสียมีก็คือเงิน’วอนโดนรุมยำเท้าจริง ๆ
โจวอี้โมโหเปียนเสียจนโรคหัวใจแทบจะกำเริบอยู่รอมร่อ“รู้ไหมว่าพวกสื่อเขียนออกมาว่ายังไง ‘นักเขียนชื่อดัง เ้าของหนังสือขายดีเปียนเสียคุยฟุ้งเสียดสีทนายใหญ่บางคนที่ทำคดีเพื่อสวะ แถมยังอวดรวยกลางงานเปิดตัวหนังสือใหม่อย่างผยอง!’ โคตรบรรพบุรุษเถอะ นายแม่งรู้ไหมว่าเฉิงไป๋เป็คนแบบไหนถึงกล้าเขียนสาดเสียเทเสียใส่! กลัวอายุยืนเกินไปใช่ไหม ถึงได้รนหาที่ตายอย่างนี้!”
“ก็บอกไปแล้วนี่ว่าวันนั้นฉันเมา...”
พอเปียนเสียดูคลิปจบ ก็อดแก้ต่างให้ตัวเองไม่ได้
“อีกอย่าง นายฟังดูก็น่าจะรู้นะว่าพวกนักข่าวใส่ไฟฉันชัด ๆตอนแรกฉันไม่ได้พูดแบบนั้นสักหน่อย!”
โจวอี้หัวเราะเ็า “เมา? นายเลิกไปหลายปีแล้วไม่ใช่เหรอ นี่กลับไปดื่มอีกแล้วงั้นรึ”
พอได้ยินแบบนี้ เปียนเสียก็เหยียดริมฝีปากออก ดูคล้ายยิ้ม แต่ก็ไม่ได้ยิ้มทว่าลึกลงไปในแววตากลับปรากฏรอยอาฆาตมาดร้ายอย่างเลือนราง
จริงอยู่ที่เขาดื่ม แต่กลับไม่อยากเอ่ยสาเหตุที่แท้จริงออกมา
พูดไปแล้วทั้งหมดก็เป็เพราะไปมีเื่กับไอ้เกาซูเผิงนั่นแหละ
ตลอดสองวันมานี้ เปียนเสียนอนหลับไม่สนิทเลย
วันก่อนก็เมาค้าง แถมเมื่อคืนยังอุตส่าห์อดทนรอกดตั๋วชมละคร‘หักเหลี่ยมทนาย’ จนถึงตีสอง แต่ปรากฏว่าพอถึงเวลา สัญญาณอินเทอร์เน็ตดันกระตุก เลยแย่งมาไม่ได้สักใบน่าหงุดหงิดชะมัด
เขาเพิ่งมาสร่างเอาตอนบ่ายแก่ของวันนี้เอง ยังไม่ทันได้กินข้าวสักมื้อเลยด้วยซ้ำ
ตอนนี้ถุงใต้ตาของเปียนเสียดำคล้ำ เป็รอยนูนขึ้นมาอย่างกับลูกคลื่น
สภาพอิดโรยดูไม่ได้มาก
ส่วนโจวอี้คือผู้จัดการนักเขียนของเขา เดิมทีเคยทำงานด้านกฎหมาย แต่ต่อมากลับจับพลัดจับผลูได้มาเป็ผู้จัดการให้เปียนเสียก่อนจะกลายมาเป็หุ้นส่วนของสตูดิโอเขาเมื่อไม่นานมานี้
เื่ในคราวนี้ถ้าจะพูดว่าเป็เื่ธรรมดาก็ไม่ผิดนักก็แค่ตัวร้ายในหนังสือเล่มใหม่ที่เขาเขียนดันไปพาดพิงถึงทนายความบางคนที่มีตัวตนอยู่จริงเลยถูกคนพูดถึงในวงกว้าง ซึ่งจริง ๆ นี่ก็ไม่นับว่าเป็เื่ใหญ่อะไร
แต่กลับมีเื่ยุ่งยากอยู่
เพราะทนายที่มาเกี่ยวข้องดันชื่อว่า ‘เฉิงไป๋’
เมื่อครึ่งปีก่อนมีคดีฆาตกรรมคดีหนึ่งถูกสื่อรายงานถึงความเหี้ยมโหดอำมหิตทำให้เกิดกระแสโด่งดังในโลกอินเทอร์เน็ตทันที ในตอนแรกมีเพียงข่าวลือว่าผู้ต้องสงสัยเป็โปรแกรมเมอร์คนหนึ่งแต่ผ่านไปไม่นานก็มีการเปิดเผยข้อมูลว่า คนที่มาว่าความแก้ต่างให้กับผู้ต้องสงสัยก็คือทนายเฉิงไป๋ผู้โด่งดัง
คราวนี้พอชาวเน็ตไปสืบค้นประวัติของเฉิงไป๋เข้า ก็พากันใยกใหญ่
เธอเป็หุ้นส่วนผู้ก่อตั้งบริษัทกฎหมายเฉิงฟาง ประสบความสำเร็จทั้งที่เพิ่งเริ่มต้นวิชาชีพมาได้เพียงแปดปีเคยยื่นฟ้องคดีให้กับบรรดานักธุรกิจมีชื่อ ดาราดัง เ้าหน้าที่รัฐ หรือแม้กระทั่งผู้พิพากษามาแล้วทั้งยังเคยจัดการงานด้านการนำธุรกิจเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ด้วย เมื่อนับดูแล้ว เธอเคยรับผิดชอบคดีมากถึง167 คดี ไม่ว่าจะเป็ทนายว่าความด้วยตนเองหรือเป็ที่ปรึกษากฎหมาย เนื้อหางานครอบคลุมทั้งคดีแพ่งคดีพาณิชย์ และคดีอาญา แต่กลับเคยมีประวัติแพ้คดีเพียงแค่สามครั้งเท่านั้น
เกียรติประวัติระดับนี้ เมื่อทอดตามองไปทั่ววงการกฎหมาย ก็คู่ควรกับคำเรียกว่าทนายใหญ่ระดับเครื่องปั๊มเงินจริงๆ
สั้น ๆ ง่าย ๆ คือเป็คนดัง
แต่ถ้าผู้ต้องสงสัยที่ว่าเป็แค่ประชาชนตาดำ ๆ ธรรมดา จะมีปัญญาไปเชิญทนายใหญ่อย่างเฉิงไป๋มาได้หรือ?
ฝันหวานไปหน่อยไหม
จากนั้นทฤษฎีสมคบคิดต่าง ๆ ก็ลุกฮือขึ้นทันที เกียรติประวัติของเฉิงไป๋เป็การยืนยันข้อกังขาเื่สถานะและภูมิหลังของผู้ต้องสงสัยแล้วเมื่อรวมกับประวัติของบรรดาลูกความในอดีตของเธอที่แต่ละคนล้วนดูไม่ใช่คนดีอะไร คนส่วนใหญ่จึงมีความคิดเห็นตีตราไปแล้วว่าเฉิงไป๋คือทนายใจเหี้ยม เืเย็น เื่การยอมคุกเข่าประจบผู้มีอิทธิพลนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เกิดคำเล่าลือเลวร้ายออกมาสารพัดไม่ขาดสาย
แล้วใน่เวลานั้นเอง หนังสือเล่มใหม่ของเปียนเสียก็ถูกเขียนออกมา
เขาได้แรงบันดาลใจบางส่วนจากโพสต์และบทความต่าง ๆ เกี่ยวกับเฉิงไป๋ในเวยป๋อและนำมาสร้างเป็ตัวร้ายของ ‘หนึ่งปีที่ถูกขโมย’ ในฐานะทนายใหญ่ที่ว่าความ ‘เพื่อเศษสวะโดยเฉพาะ’
แต่นึกไม่ถึงว่าจะดันเกิดเื่ที่งานเปิดตัวหนังสือจนกลายเป็กระแสดุเดือดขนาดนี้
ถึงยังไงเปียนเสียก็เป็นักเขียนชื่อดังเ้าของหนังสือเบสต์เซลเลอร์ต่อให้ตอนนี้จะออกหนังสือแค่ปีละสองเล่ม แต่ถ้านับรวมค่าลิขสิทธิ์ในทุก ๆ ด้านแล้วก็ยังควรค่าแก่การถูกยกย่องสรรเสริญให้เป็ระดับสุดยอดในวงการ
ดังนั้นประเด็นนี้จึงถูกผู้คนค้นจนติดเทรนด์คำค้นหายอดฮิตถึงหลายครั้ง
เื่ราวของเปียนเสียถูกคนขุดคุ้ยในแง่คู่กรณีของเฉิงไป๋
แต่การที่เปียนเสียหลับหูหลับตาเขียนแบบโยงนี่ผสมนั่นไม่ได้เพิ่งจะมาทำในแค่ปีสองปีนี้โจวอี้น่าจะเข้าใจเื่นี้ดีนี่นา ทั้งอีกฝ่ายยังเป็คนรอบคอบ ปกติควบคุมอารมณ์ได้ดีเยี่ยมสมัยก่อนตอนเกิดเื่ใหญ่กว่านี้ก็สามารถจัดการได้ ไม่เห็นเคยจะโมโหเดือดปุด ๆขนาดนี้เลย
แต่เปียนเสียก็เป็คนมีไหวพริบพอ
ในที่สุดชายหนุ่มก็มีปฏิกิริยาอีกครั้ง เขาหันไปตรงหน้าชั้นวางนาฬิกาแล้วสุ่มหยิบนาฬิกาBlancpain มาสวมแบบส่ง ๆ พลางเอ่ยว่า “ฉันไม่รู้จักเฉิงไป๋ แต่ฟังน้ำเสียงนายแล้วหรือว่านายจะรู้จักเธอเหรอ?”
โจวอี้สบตาเขาแล้วเงียบงันไปนาน ก่อนจะตรงไปหยิบกุญแจรถที่วางอยู่บนโต๊ะเล็กขึ้นมาพลางกล่าว“รู้จัก แต่ไม่มีเวลาแล้ว ไว้ค่อยไปคุยกันบนรถเถอะ”
วันนี้เปียนเสียมีนัด
โจวอี้เคยบอกเขาเมื่อหลายวันก่อนว่าได้ที่ปรึกษากฎหมายแล้วและยังมีเื่ทนายตัวแทนอะไรนั่นอีก วันนี้มีนัดพบพูดคุยกัน
เปียนเสียจึงไม่ได้คิดอะไรมาก
โจวอี้เดินนำออกจากประตูไปที่รถ
เปียนเสียเดินตามอยู่ข้างหลัง จังหวะก้าวเดินไม่เร็วไม่ช้า ใจหนึ่งเขากำลังคิดว่าจะไปหาตั๋วชมละครเวทีมาจากไหนดีคณะละครบรอดเวย์ที่มาแสดงคราวนี้เป็ต้นตำรับของแท้เสียด้วย ส่วนอีกใจก็กำลังเหม่อลอยจนคว้าเสื้อโคตตัวยาวสีม่วงแปร๋นมาสวมแล้วหยิบผ้าพันคอสีขี้เถ้าออกจากตู้มาพันรอบคอ
เขาเดินลงบันได
เขตที่พักอาศัยของเปียนเสียเดิมทีเคยเป็เขตปกครองฝรั่งเศส[3]มาก่อน
บ้านเดี่ยวที่เขาเพิ่งซื้อมามีลักษณะเป็เหมือนคฤหาสน์สองชั้นขนาดย่อมเพิ่งตกแต่งปรับปรุงไปเมื่อไม่นานนี้ มีทั้งดาดฟ้าและระเบียงพร้อมสรรพ ด้านนอกปลูกต้นอิงถง[4] ซึ่งตอนนี้ใบไม้เปลี่ยนเป็สีเหลืองไว้เรียงรายสามารถมองเห็นท้องฟ้าปลอดโปร่ง มีสายลมพัดผ่าน ส่วนการตกแต่งภายในนั้นดูเรียบง่ายบนผนังแขวนภาพแนวสมัยใหม่ไว้จำนวนหนึ่ง เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นล้วนใหม่เอี่ยมอ่อง แต่บริเวณห้องรับแขกด้านล่างยังคงรกระเกะระกะไปด้วยกล่องพัสดุข้างในกล่องล้วนเป็หนังสือสะสมส่วนตัวของเขา
รถจอดอยู่ที่สวนด้านนอก
เปียนเสียดึงประตูเปิดแล้วเข้าไปนั่งตรงที่นั่งข้างคนขับ แต่ขณะกำลังจะอ้าปากถามว่าโจวอี้รู้จักกับเฉิงไป๋ได้อย่างไรจู่ ๆ ในหัวก็เกิดแสงสว่างวาบพร้อมเสียงดัง ‘ปิ๊ง’ ลางสังหรณ์บางอย่างผุดขึ้นมาทันที“เดี๋ยวนะ ทนายที่นายนัดเจอวันนี้ชื่ออะไรนะ”
โจวอี้ไม่แม้แต่จะชำเลืองมองเขา มือจัดการกดล็อกปิดตายประตูรถแล้วตอบด้วยเสียงเย็นเยียบ“เฉิงไป๋”
“เชี่ย!”
เปียนเสียขนลุกซู่ ใกลัวแทบสิ้นสติ
แล้วแบบนี้ใครแม่งจะกล้าไปวะ!
“ปล่อยตูลงไปนะว้อย!”
[1] พลอยสีเขียวเนื้อทึบแสง มีความแข็งไม่มากเป็อัญมณีที่นิยมพกไว้เพื่อโชคลาภ
[2] นิยายของอกาธา คริสตี ตีพิมพ์ครั้งแรกในชื่อ ‘Traitor'sHands’ เมื่อปี 1925 ในนิตยสารรายสัปดาห์และตีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในชื่อ ‘The Witness for the Prosecution’ เมื่อปี 1948 มีการดัดแปลงเป็บทภาพยนตร์อเมริกันปี 1957ในชื่อเดียวกัน
[3] ย่าน French Concession เคยเป็หนึ่งในดินแดนของชาวยุโรปที่สำคัญในเมืองเซี่ยงไฮ้ั้แ่่กลางศตวรรษที่19 ถึงก่อนาโลกครั้งที่สองเล็กน้อย ทุกวันนี้ย่านนี้กลับมาเป็แถบที่อยู่อาศัยอันได้รับความนิยมในหมู่ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเซี่ยงไฮ้อีกครั้งนอกจากนี้ยังเป็จุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวและเป็ศูนย์รวมแหล่งชอปปิงของราคาแพงของเมืองนี้
[4] plane tree เรียกอีกชื่อหนึ่งว่ามะเดื่อฝรั่งเศส เป็ไม้ยืนต้นพันธุ์ผสมในประเทศจีน