ณ ทวีปแห่งหนึ่งที่กอปรไปด้วยมหาสมุทรไพศาลมหาพิภพกว้างใหญ่ เนิ่นนานมาแล้วผู้คนทั้งหลายต่างรวมตัว จากหมู่บ้านเล็กๆค่อยๆกลายเป็เมืองขนาดใหญ่ จนสุดท้ายขยายตัวออกเป็อาณาจักร
นับั้แ่สมัยโบราณกาล มหาทวีปนี้ถูกเรียกขานตามนามแห่งทวยเทพ“อาร์ทิมิส” ซึ่งภายในกอปรไปด้วยเก้าอาณาจักร แต่ละอาณาจักรคราแรกห่างไกลกันแต่เพราะการขยายอาณาเขตอันบ้าคลั่งความไกลห่างจึงหดสั่นลงเรื่อยๆเช่นเดียวกับความยิ่งใหญ่ที่ขจรไกล แต่ละอาณาจักรสร้างสรรค์สิ่งปลูกสร้างนับวันยิ่งใหญ่โตและคงความโดดเด่นงดงามตามรากฐานของตนเอง
ในพิภพแห่งนี้ าานับเป็ตำแหน่งสูงสุดของแต่ละอาณาจักร พวกมันทำหน้าที่ดูแลอาณาจักรตนเองกำหนดทิศทางนโยบายดูแลผู้คน กระทั่งวางแผนรับมือกับสัตว์ป่าขนาดใหญ่และสัตว์ป่าที่ได้รับคำอำนวยพรจากพระเ้าหรือ ที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกกันว่า “สัตว์อสูร”พวกมันมีสติปัญญามากน้อยแตกต่างตามความแข็งแกร่งและมักอาศัยอยู่ในป่าเขา
นักเดินทางหรือแม้กระทั่งคาราวานค้าขายบ่อยครั้งต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อจ้างทหารรับจ้างเมื่อต้องเดินทางข้ามผ่านระหว่างเมืองแต่แน่นอนมีผู้จ่ายได้ ย่อมมีผู้จ่ายไม่ได้ ชาวบ้านทั่วไปไหนเลยจะมีเงินขนาดนั้นกัน
ในโลกแห่งนี้ผู้คนยังคงเคารพนับถือกันด้วยพลังและอำนาจความมั่งคั่ง ลาภยศและตำแหน่งโดยมากก็สืบทอดกันผ่านความสูงศักดิ์ทางสายเืตระกูลผู้เรืองอำนาจนับั้แ่ก่อตั้ง 9 อาณาจักรกาลเวลาผ่านไปจวบจน 1,500 ปี พวกมันก็ยังคงความมั่งคั่งเช่นเดิมและนับวันยิ่งทวีอำนาจมากยิ่งขึ้น
แน่นอนว่าน้อยตระกูลนักที่จะผลัดเปลี่ยนสถานะตนจากชาวบ้านขึ้นมาเป็ตระกูลนักรบได้และยิ่งกว่าน้อยเมื่อพวกเขาได้กลายเป็หนึ่งในตระกูลลอร์ดประจำเมืองของอาณาจักร
จากรูปแบบทางสังคม วัฒนธรรมการใช้ชีวิตที่ว่ามานี้ย่อมนำไปสู่ปลาใหญ่ไล่ดูดเืเถือเนื้อปลาเล็กอย่างเลี่ยงไม่ได้พวกมันไม่ได้กัดกินให้ตกตายในครั้งเดียว การค่อยๆดูดเื เหล่าพวกปลาใหญ่จะได้ประโยชน์ที่มากกว่าความอำมหิตแพร่กระจายไปทุกหนทุกแห่งอย่างไม่อาจปัดป้อง
ณ สถานที่ 1 ใน 9 อาณาจักรนามว่า“อาณาจักรฮิปนอส” หลังจากผ่านไป 1,500 ปี ตระกูลผู้ปกครองหรือผู้คนเรียกขานตระกูลผู้พิชิต ยังคงส่งต่อตำแหน่งาามารุ่นสู่รุ่นในปัจจุบันบัลลังได้ถูกนั่งโดย าาฮิปนอสที่ 4
หลักการตั้งชื่อของอาณาจักรได้รับวัฒนธรรมและความเชื่อที่ถูกส่งต่อกันมา หากตั้งชื่อตามผู้ใดเด็กผู้นั้นในอนาคตย่อมต้องยิ่งใหญ่ไม่มากก็น้อย แต่แน่นอนชื่อที่ยิ่งใหญ่ไหนเลยเหล่าสามัญชนจะสามารถแตะต้องถ้าหากมีย่อมไม่พ้นทัณฑ์ทรมาน
สำหรับาาฮิปนอสที่ 4 นั้น ชื่อของเขาตั้งตามผู้ปกครองแรกแห่งอาณาจักราาฮิปนอสผู้พิชิต หนึ่งในมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เมื่อ 1,500 ปีก่อน บุรุษที่รวมดินแดนรอบด้าน สร้างเป็อาณาจักรนำพาผู้คนในยุกเริ่มต้นสู่จุดสูงสุดเทียบเคียงกับอีก8 อาณาจักรที่เหลือ
ปัจจุบันอาณาจักรฮิปนอสยังคงรุ่งเรืองเช่นวันวาน เขตดินแดนขยายใหญ่โตจนชนเข้ากับอาณาจักรข้างๆแน่นอนว่าเมืองหน้าด้านก็ถูกสร้างขึ้นเช่นกัน
เมื่อ 100 ปีก่อนแถบชายแดนระหว่างดินแดนเหล่านี้ถูกคำสั่งแห่งราชันย์ให้จัดตั้งค่ายนักรบเฝ้าแดนยิ่งนานวันเข้าจนปัจจุบันได้กลายเป็เมืองถูกเรียกว่าเมืองชายแดน ทั้งยังมีด้วยกันกระจายล้อมรอบอาณาจักรถึง10 ที่ด้วยกันผู้คนที่อาศัยแน่นอน 100ปีก่อนย่อมต้องเป็เหลล่านักรบเฝ้าชายแดนแต่ปัจจุบันนั้นกลายมาเป็เมืองที่เหล่าผู้คนทั่วไปมากมายเข้ามาอาศัยรวมถึงเหล่าพ่อค้าแม่ค้าก็สัญจรผ่านไปมาเช่นกัน
ชาวบ้านทั่วไปเริ่มมาอาศัยอยู่นับวันยิ่งมากขึ้น อาชีพที่ทำกันกว่า 8 ใน 10ของประชากรเมืองย่อมหนีไม่พ้นเกษตรกรรมด้วยต้นทุนการใช้ชีวิตที่ต่ำพอๆกับเงินที่หามาได้ ทำให้ยิ่งนานชาวบ้านยิ่งทยอยกันเข้ามาเมืองชายแดนมากขึ้น ถึงแม้ไม่ร่ำรวย แต่แน่นอนไม่อดตาย
ทั้งหมดนี้นับเป็หนึ่งในราชโองการของราชันย์ฮิปนอสที่4 ที่หวังขยายผลผลิตทางอาหารเพื่อล่อเลี้ยงเมืองต่างๆที่อยู่รอบนอกชั้นกลางและเมืองหลวงรวมถึง้าที่จะรักษาดุลย์อำนาจไว้ โดยตรึงเหล่าคนชนชั้นแรงงานไม่ให้ฟันเฟืองทางเศรษฐกิจของอาณาจักรใดหายไป แน่นอนผลลัพธ์คือเหล่าชนชั้นขุนนางยังคงเรืองอำนาจเช่นเดิมส่วนเหล่าประชากรเบื้องล่างก็ไม่อาจต่อต้านอำนาจใดๆ
ณ เมืองเมืองชายแดนแห่งหนึ่งเนื่องด้วยมันถูกตั้งเป็ที่แรก ผู้คนเรียกขานมันว่าเมืองชายแดนที่ 1 มันตั้งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไกลลับอดีตกาลถูกตั้งไว้เพื่อเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของอาณาจักรใกล้เคียงและต่อมาด้วยพื้นที่ที่เต็มไปด้วยสัวต์อสูรจำนวนมาก ผู้คนที่กล้าผ่านเข้ามาจึงมีไม่มากเหล่านักรบจากอาณาจักรอื่นเองโดยมากก็ไม่เลือกผ่านเส้นทางนี้
ดังนั้นจึงส่งผลให้เมืองชายแดนที่ 1 แม้จะมีคนอาศัยเยอะในปัจจุบันแต่ก็ไม่มากเท่าเมืองชายแดนอื่นๆและนี่เองก็เป็หนึ่งในเหตุผลที่เมืองหลวงก็ไม่ได้สนใจเมืองชายแดนที่ 1 แต่อย่างใด บ่อยครั้งก็มักจะถูกมองข้ามแต่กระนั้นการเรียกเก็บผลผลิตในด้านของอาหารเข้าเมืองหลวงก็ยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ
ภายในเมืองชายแดนที่ 1 แม้ไม่ใหญ่เท่าเมืองชายแดนอื่นๆแต่ประชากรที่อาศัยก็มีมากกว่า 300ครัวเรือน สิ่งปลูกสร้างในเมืองส่วนใหญ่ทำจากอิฐหรือไม้ พื้นที่รอบด้านเป็ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ล้อมรอบไปด้วยหุบเขาถัดไปเป็ป่าหนาทึบดั่งเป็แนวกั้นชายแดนระหว่าง 2 อาณาจักร
เมืองชายแดนแน่นอนย่อมไม่เรียบหรูหรือรุ่งเรืองใดใด ส่วนใหญ่ทุกตระกูลทำเกษตรกรรม พื้นที่โดยมากเป็บ้านหลังเล็กๆท่ามกลางทุ่งข้าวหรือพืชพันธ์สำหรับประกอบอาหารสำหรับเนื้อสัตว์ต้องไปหาซื้อเอาจากนักรับที่ไปล่ามาขายแน่นอนว่าราคาไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปอาจใช้เงินเก็บตลอด 10 ปีเพื่อซื้อมันมา
การล่าสัตว์ทั่วไปไม่ได้นับว่ายากอันใดแต่ทว่ารอบนอกมีโอกาสสูงที่จะเจอเข้ากับสัตว์อสูร ก่อนจะได้ล่าสัตว์ กลับไม่คล้ายจะกลายเป็ฝ่ายถูกล่าเสียเองนี่จึงทำให้ผู้คนหากไม่ได้ฝึกฝนวิถีแห่งนักรบย่อมไม่กล้าย่างกรายออกจากเมืองสุ่มสี่สุ่มห้า
ในเมืองชายแดนแห่งนี้เองถึงแม้ยากไร้ที่สุดแต่ก็ยังมีสถานฝึกฝนนักรบ ที่ทุกปีจะเปิดรับเด็กฝึกฝนใหม่อายุไม่ต่ำกว่า 15ของทุกตระกูลเข้ามาฝึกฝนและแน่นอนสถานที่ที่มีจำกัด ย่อมรองรับคนได้เพียงหยิบมือเท่านั้น
ในทุกๆปีพวกมันจะเปิดรับเด็กเข้ามาฝึกฝนเพียง 30 คนเท่านั้นเมื่อเทียบกับประชากรกว่า 700 คนเป็เด็กที่กำลังเติบโตกว่า 300 คนจำนวน 30 คนที่รับต่อปีนับว่าน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยและจำนวนกว่า 2 ใน 3 เป็ลูกหลานของตระกูลนักรบทั้งสิ้น
ณ พื้นที่ทุ่งข้าวใกล้กับขอบกำแพงของเมืองมีบ้านไม้เก่าๆ หลังเล็กหนึ่งหลังตั้งตระหง่านท่ามกลางทุ่งข้าวที่ปลิวไหวไปตามลมในยามค่ำคืนนี้แสงจากโคมไฟสลัวๆ แม้ไม่อาจส่องสว่างสู้ความมืดมิดได้ แต่แสงดาวกลับให้ความสว่างส่งให้ผู้ที่ได้ชมมองเกิดความสบายตาและใจ
ภายในบ้านนี้มีผู้อาศัยอยู่ 2คน แม้ว่าบ้านจะดูเล็กและเก่าแต่ความคึกคักของบ้านกลับไม่เคยเปลี่ยน บรรยากาศรอบด้านดูเงียบหากมีผู้ใดเดินทางผ่านก็จะได้ยิ้นแต่เสียงลมทว่ากับบริเวณนี้กลับมีสองเสียงดังรอดออกมาจากในบ้านทำลายบรรยากาศความเงียบงันไปเสียสิ้น
“ท่านปู่” เสียงเด็กหนุ่มะโดังขึ้น “ท่านหยิบของให้ข้าผิดอีกแล้ววว วันนี้ข้าจะต้มซุปผักให้ท่านเสร็จมั้ยเนี่ยถ้าท่านยังหยิบกระทะมาแทนหม้ออยู่แบบนี้” เด็กหนุ่มผมยาวดำคลับ ผิวกายสีขาวรูปร่างสมวัยดั่งคนอายุ 15 ปีกล่าวออกมาด้วยใบหน้าขมวดคิ้วเล็กน้อย
“โฮ่ โฮ่ โฮ่” เสียงหัวเราะชายชราวัยประมาณ 60 ปีดังขึ้นจากอีกมุมห้อง ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มพร้อมค่อยหยิบกระทะสีดำเก่ากลับมาแลกเปลี่ยนกลับหม้อที่ดูผุพังกลับไปแทน “หลานอย่างเ้า ขี้บ่นเสียจริงวันนี้วันเกิดปู่แท้ๆ”
เด็กหนุ่มรับหม้อรวดเร็วในมือรีบเทน้ำที่เตรียมไว้จากถังไม้ พร้อมตั้งหม้อลงบนกองไม้ติดไฟผ่านไปไม่นานหลังน้ำเริ่มร้อนระอุปรากฏเป็ไอ มือของเด็กหนุ่มสะบัดไหวรวดเร็วกวาดเอาสมุนไพรปรุงแต่งรสลงหม้อ ก่อนจะหยิบชิ้นเนื้อกระต่าย ใส่เข้าไปปิดท้าย
“ท่านนี่จริงๆ ข้าบ่นนิดหน่อยเท่านั้นเองแล้วนี่ท่านลืมแล้วหรืออย่างไร” เด็กหนุ่มพูดด้วยคิ้วขมวดเดินไปนั่งพับผ้าข้างๆชายชรา “วันนี้ก็วันเกิดข้าเหมือนกันนะท่านปู่แถมยังเป็วันเกิดครบรอบอายุ 15 ปีของข้าด้วย”
ชายชราฉายแววประหลาดใจออกจากแววตามือขวาชายชราค่อยหยิบยกขึ้นพร้อมกับเริ่มนับนิ้ว ปากพึมพัมอะไรบางอย่าง “อ่า อย่างงั้นเองรึ เฮก้าหลานข้าวันนี้ครบ 15 ปีแล้ว ไวจริงๆ ช่างไวจริงๆ”
เด็กหนุ่มหลังพับผ่าเสร็จ คนบรรจงเก็บใส่ลังไม้อย่างปราณีตพร้อมรีบลุกขึ้นไปเดินไปที่หม้อ “อืม. . . เหมือนจะได้ที่แล้วนะ” คนพึมพัมเล็กน้อยจากนั้นเริ่มตักซุปกระต่ายใส่ชาม พร้อมนำไปวางบนโต๊ะไม้ “ท่านปู่ เสร็จแล้ว รีบมากินก่อนซุปจะเย็นเถอะเนื้อกระต่ายนี้ข้าไปล่ามาเมื่อวาน ไม่ได้หาได้ง่ายๆเลยนะโชคข้ายังดีที่ไม่พบสัตว์อสูรเข้า”
ชายชรายิ้มก่อนจะค่อยๆเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหาร “ซุปเ้ายังมีกลิ่นหอมเช่นเดิมเลยนะไม่ว่าจะมีเนื้อหรือไม่ มันก็ยังอร่อยที่สุดสำหรับปู่อยู่ดีแต่คราวหน้าคราวหลังอย่าได้ออกไปล่ากระต่ายอีกเป็อันขาดล่ะ” พูดจบชายชราก็เริ่มสดซุปแววตาของมันดูเอิ่มเอมกับการที่ได้กินซุปที่หลานทำจริงๆ
“เอ้อ หลานอายุ 15 ปีแล้วซินะ” ชายชราค่อยๆวางชามในมือลงพร้อมกล่าวออกมา “พรุ่งนี้เช้าปู่จะพาเ้าไปหาซื้อเครื่องมือสำหรับการเก็บเกี่ยวชิ้นใหม่ของเดิมก็นับว่านานมากแล้วถือว่าเป็ของขวัญต้อนรับการเข้าสู่่วัยให้ความอุดมสมบูณณ์แล้วกัน”
ปู่กล่าวไปก็ยิ้มไปดั่งคนชราที่ความสุขเอ้อล้นออกมาอย่างไม่ปิดบังแต่ทว่าเฮก้าที่นั่งอยู่ตรงข้ามกลับไม่เป็เช่นนั้น เด็กหนุ่มเผยใบหน้าถอดถอนใจดั่งคิดหนักสายตามันสั่นไหวไปมาเล็กน้อยดั่งคนคิดไม่ตก ก่อนในที่สุดมันก็กล่าวออกมา
“ท่านปู่” มันกล่าวขึ้นขณะที่ช้อนในมือถูกวางลงใบหน้าเริ่มเผยแววจริงจังพร้อมจ้องไปที่ดวงตาปู่ของตนเอง
“ข้าตัดสินใจแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะไปยื่นใบสมัครเข้าฝึกนักรบแห่งเมืองชายแดนที่1”
---------------------------------------------------------------------------------------------
ปู่ของเฮก้าและบ้านหลังเล็กอบอุ่นของเขา
