พ่อเทพบุตรเลิกคิ้วสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจเป็อย่างยิ่ง
"บ้าผู้ชายงั้นเหรอ?"
ไป๋ลู่หันขวับกลับมาตอบโต้ทันควันแบบไม่แคร์สื่อ
"ไม่งั้นจะให้เรียกว่าอะไรล่ะคะ! ข้อ 1 ฉันไม่ใช่แม่พระผู้ใจบุญ ข้อ 2 ฉันไม่ใช่เสิ่นซินลั่ว ข้อ 3 ฉันไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่กู้โลก และข้อ 4 ย้ำอีกครั้งชัดๆ ว่าฉันไม่ใช่ยัยเสิ่นซินลั่วค่ะ! ฉันก็แค่เด็กกะโปโลที่ยังไม่รู้จักโต ที่ดันเกิดอาการหน้ามืดตามัวเพราะเห็นแก่เบ้าหน้าฟ้าประทานของคุณเพียงชั่ววูบเท่านั้นแหละ!"
ย้ำเป็สี่รอบเลยนะว่า ฉันไม่ใช่เสิ่นซินลั่ว... ก็เพราะว่าฉันไม่ได้ตอแหลเก่งเหมือนยัยนั่นไงเล่า!
สีหน้าของพ่อเทพบุตรเริ่มเปลี่ยนเป็เขียวคล้ำขึ้นมาทันตาเห็น
แต่ทางด้านฮั่วเหยียนฟาง (ชายที่อยู่บนรถเข็น) กลับหลุดขำออกมาเสียงดังลั่น
"น่าสนใจดีนี่นา"
ไป๋ลู่รีบทำท่าทางถูมือไปมาปะหลกๆ เลียนแบบแมลงวันที่กำลังอ้อนวอนขอชีวิต
"ท่านประธานฮั่วคะ งั้นตอนนี้ฉันไปได้หรือยังคะ?"
ฮั่วเหยียนฟางดูเหมือนจะอารมณ์ดีขึ้นมากทีเดียว เขาจึงโบกมือไล่เธอราวกับกำลังไล่ลูกหมาตัวหนึ่ง
"ไปซะสิ"
สิ้นเสียงคำอนุญาต ไป๋ลู่ก็หมุนตัวใส่เกียร์หมาโกยแน่บหนีไปทันที โดยทิ้งรถเข็นไว้ตรงนั้นอย่างไม่ไยดี
พ่อเทพบุตร: "…………"
ฮั่วเหยียนฟางะเิเสียงหัวเราะดังลั่นออกมา เขาหัวเราะอย่างห้าวหาญและกำเริบเสิบสานสุดๆ
"ยัยเด็กนั่นวิ่งหนีไปจริงๆ ด้วยแฮะ! ไม่คิดจะหันกลับมามองพวกเราเลยสักนิดเดียว!"
พ่อเทพบุตรมองชายบนรถเข็น ก่อนจะเบนสายตาไปมองยังรถเข็นที่ว่างเปล่าซึ่งไป๋ลู่ทิ้งมันไว้ แล้วเขาก็ยกยิ้มมุมปากออกมาบางๆ
"ในเมื่อเธอทำให้คุณหัวเราะออกมาได้แบบนี้... เห็นทีผมคงต้องจดความดีความชอบครั้งนี้ให้ไป๋ลู่สักหน่อยแล้วล่ะครับ"
ฮั่วเหยียนฟางเอ่ยชมออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบัง
"เป็เด็กที่ฉลาดดีนะ รู้จักมองทิศทางลม และรู้จักใช้สถานการณ์ตรงหน้าให้เป็ประโยชน์ สมองก็ไวดี เจอเื่ใหญ่ขนาดนี้แต่ก็ไม่ตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก แถมยังวางตัวและกะจังหวะการเข้าหาได้ดีมากจริงๆ คนที่ยังกล้าพูดจาฉะฉานอยู่ต่อหน้าฉันได้แบบนี้ มีไม่กี่คนหรอกนะในโลกใบนี้"
พ่อเทพบุตรส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ
"แถมยัยหนูนั่นยังกล้าพูดจาตลกโปกฮา แถมยังกะล่อนปลิ้นปล้อนต่อหน้านายได้หน้าตาเฉยอีกต่างหาก"
ฮั่วเหยียนฟางโบกมือไปมาอย่างไม่ถือสาหาความ
"ก็นั่นมันเป็ลูกไม้นี่นา เด็กผู้หญิงตัวกะเปี๊ยกที่เพิ่งจะบรรลุนิติภาวะได้ไม่นาน ต้องเข้ามาแส่เื่ของฉันแบบนี้ ถ้าหากเธอไม่รู้จักทำตัวให้ดูเจียมเนื้อเจียมตัวแล้วจะเอาชีวิตรอดออกไปได้ยังไงกันล่ะ ชื่อเสียงของฮั่วเหยียนฟางน่ะ... มันดีเด่ซะที่ไหน"
"นี่คุณก็เป็แฟนคลับของไป๋ลู่ไปกับเขาด้วยอีกคนงั้นเหรอ?"
"เ้าลูกชายตระกูลเย่คนนั้นน่ะสายตาดีใช้ได้เลยนะ ได้ยินมาว่าแม่หนูนี่ทักษะการแสดงก็ไม่ธรรมดาเลย ใช่ไหมล่ะ?"
"จะแสดงดีหรือไม่ดี... เมื่อกี้นี้คุณก็ได้เห็นกับตาของตัวเองแล้วไม่ใช่เหรอครับ?"
ดวงตาสีดำขลับคู่นั้นกลอกกลิ้งไปมาอย่างแพรวพราว จนไม่รู้เลยว่าภายใต้ดวงตาคู่นั้นแอบซ่อนเล่ห์เหลี่ยมเอาไว้กี่ร้อยเล่มเกวียนกันแน่
ฮั่วเหยียนฟางไม่ปิดบังความชื่นชอบที่มีต่อไป๋ลู่เลยแม้แต่นิดเดียว
"มิน่าล่ะถึงได้รับฉายาลูกสาวแห่งชาติมาครอง ใบหน้าก็น่ารัก พูดจาก็เข้าหู ฝีมือการแสดงก็คงจะไม่แย่หรอกนะ ดาราแบบนี้ฉันเองก็ยินดีที่จะเป็แฟนคลับให้นะ... อาฟ่าง เมื่อกี้นี้มีอยู่สองประโยคที่ไป๋ลู่พูดแล้วมันโดนใจฉันจริงๆ ตรรกะที่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ยังเข้าใจได้ดีขนาดนี้ ฉันเองก็ต้องเข้าใจมันเหมือนกันสิ"
สรรพนามที่เปลี่ยนไปในทันที ทำให้บรรยากาศที่เคยผ่อนคลายเมื่อครู่กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
สีหน้าของพ่อเทพบุตรค่อยๆ เย็นเยียบลงไปทีละนิ้ว
แต่ฮั่วเหยียนฟางกลับไม่สนใจท่าทางนั้น เขาพูดต่อออกไปหน้าตาเฉยราวกับกำลังระบายความอัดอั้นในใจออกมา
"แม่หนูนั่นบอกเอาไว้ว่า เื่ของตัวเอง ตัวเองก็ต้องเป็คนจัดการเอง ยัยหนูนั่นยังบอกอีกว่า...
ถ้าไม่มีปัญญายังจะเสนอหน้าไปช่วย ก็มีแต่จะพาคนอื่นไปตายเปล่า อย่าไปเป็ตัวถ่วงของคนข้างกายเลยดีกว่า..
ตอนนี้ฉันเองก็เป็ได้แค่คนพิการ จะลุกขึ้นมาจากรถเข็นยังทำไม่ได้เลย แล้วยังจะเพ้อฝันอยากออกไปแก้แค้นอยู่อีกงั้นเหรอ? ฉันนี่มันโง่เง่าจริงๆ เลย ฉันทำให้อาฟ่างต้องเดือดร้อนมามากพอแล้วจริงๆ ฉันจะยอมให้..."
"พี่รองอิน!"
พ่อเทพบุตรเอ่ยขัดจังหวะขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น
"อย่าพูดเื่พวกนี้เลยครับ แค่พี่สามารถสงบสติอารมณ์ของตัวเองได้ก็เพียงพอแล้ว"
ชายที่ไม่ได้มีชื่อว่าฮั่วเหยียนฟางจริงๆ แต่ถูกเรียกว่า พี่รองอิน ส่ายหน้าพลางยิ้มออกมาอย่างเศร้าสร้อย
"อาฟ่าง... ทุกวันนี้ที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ได้ ก็เป็เพราะฉันยืมชื่อของนายมาใช้ ถ้าหากไม่ใช่เพราะนายยอมให้ฉันยืมตัวตนนี้มา ฉันก็คงจะตายไปนานแล้ว ฉันติดหนี้นาย..." เมื่อเขาเห็นสายตาดุๆ ของผู้เป็น้องชาย พี่รองอินก็รีบเปลี่ยนเื่ทันที "โอเคๆ ฉันรู้แล้วว่านายไม่ชอบฟังเื่พวกนี้ ฉันไม่พูดแล้วก็ได้"
พี่รองอินรีบชี้ไปที่รถเข็นซึ่งไป๋ลู่ทิ้งเอาไว้ แสร้งทำเสียงร่าเริงเพื่อกลบเกลื่อนบรรยากาศ
"เฮ้ๆๆ นายรีบเอารถเข็นไปคืนแม่หนูคนนั้นเร็วเข้า มหาเศรษฐีอย่างฮั่วเหยียนฟางคงไม่คิดจะงกเอารถเข็นของเด็กผู้หญิงคนนั้นไว้เองหรอกใช่ไหม? ต้องขอบคุณยัยหนูคนนั้นจริงๆ นะเนี่ยที่ทำให้ฉันใจเย็นลงได้ นายเองก็ถือซะว่าทำเพื่อเป็การขอบคุณแทนฉันก็แล้วกันนะ เอารถเข็นไปคืนเธอซะเถอะ"
พ่อเทพบุตรนิ่งเงียบไม่ตอบคำถามนั้น แต่เขาก็ยอมเดินไปพยุงรถเข็นที่ไป๋ลู่ทิ้งไว้ขึ้นมา แล้วหมุนตัวเดินเข็นมันออกไปอย่างเงียบๆ
เมื่อเขาเดินพ้นเขตเรือนกระจกออกมาแล้ว พ่อเทพบุตรก็หันกลับไปมองเพียงแวบหนึ่ง
ภาพที่เขาเห็นคือชายที่อยู่บนรถเข็นกำลังซบใบหน้าลงกับฝ่ามือด้วยความเ็ปอันซับซ้อน ไร้ซึ่งเสียงสะอื้นใดๆ เล็ดลอดออกมา แต่หัวไหล่ทั้งสองข้างกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง
ก่อนที่เสียงร้องไห้อันแสนอัดอั้นจะดังออกมา พ่อเทพบุตรก็ได้เข็นรถเข็นเดินจากไปไกลเสียแล้ว...
เขาเดินออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็มีเงาร่างหนึ่งะโออกมาจากข้างทาง แล้วรีบเข้ามารับรถเข็นไปจากมือของพ่อเทพบุตรอย่างรู้งาน
"ท่านประธานฮั่วครับ ผมมีเื่จะรายงานให้ทราบครับ"
พ่อเทพบุตรพยักหน้าอย่างสง่างาม เขากลับคืนสู่มาดท่านประธานผู้ทรงอำนาจอีกครั้ง
"หลังจากที่ไป๋ลู่วิ่งออกไปจากป่าไผ่ เธอก็เจอกับเย่จิ่งเหยียนที่กำลังตามหาตัวเธออยู่พอดีครับ ตอนนี้เขาพาตัวเธอกลับไปเรียบร้อยแล้วครับ เย่จิ่งเหยียนคนนี้เป็แฟนคลับตัวยงของไป๋ลู่ครับ ท่านจะปล่อยไว้ หรือจะให้ผมเป็คนจัดการด้วยตัวเองดีครับ...?"
พ่อเทพบุตรยกยิ้มมุมปากขึ้นบางเบา แววตาของเขาดูอ่อนโยนลงไปหลายส่วน
"เื่วันนี้... ฉันขอถือว่าฉันติดหนี้น้ำใจไป๋ลู่เอาไว้หนึ่งครั้งก็แล้วกัน"
"รับทราบครับ!"
เื่ในวันนี้ ต้องขอบคุณลูกสาวแห่งชาติคนนั้นจริงๆ เลยนะ
เพราะเวลาที่ พี่รองอิน เกิดอาการของขึ้นมาเมื่อไหร่ ใครหน้าไหนก็เอาเขาไม่อยู่ทั้งนั้นแหละ บทสรุปสุดท้ายก็มักจะจบลงด้วยการต้องใช้ยาระงับประสาทเพื่อบังคับให้เขาสงบลงทุกที
แต่ทว่าร่างกายของพี่รองอินในตอนนี้... รับยาแรงพวกนั้นไม่ไหวแล้วจริงๆ
นึกไม่ถึงเลยว่าจู่ๆ จะมีลูกสาวแห่งชาติะโโหยงออกมาจากพุ่มไม้ แล้วดันพูดจาได้เข้าเป้าเป๊ะขนาดนี้!
ทั้งเื่เคารพกฎหมาย เจออิทธิพลมืดต้องลุกขึ้นสู้ และการเชื่อมั่นในคุณตำรวจ...
คำพูดที่ดูจะตลกๆ พวกนี้ของไป๋ลู่ สำหรับพี่รองอินที่เคยเป็ทหารมานาน มันได้ผลดียิ่งกว่ายาระงับประสาทขนานไหนๆ ในโลกนี้เสียอีก
แต่ต้องยอมรับเลยว่าไป๋ลู่นี่ใจกล้าบ้าบิ่นจริงๆ!
อยู่ต่อหน้าท่านประธานฮั่วแบบนั้น เธอกลับพูดออกมาได้ว่าอะไรนะ? เธอบอกว่าตัวเองน่ะเป็พวกบ้าผู้ชายงั้นเหรอ?
ช่างเป็ยอดหญิงใจเด็ดจริงๆ เลยนะเนี่ย!
ทางด้านสวนเรือนกระจกอยู่ห่างจากตึกผู้ป่วยไปเพียงไม่ไกลนักระยะทางเดินเพียง 3-5 นาทีจากหลังตึกผู้ป่วยไปยังโกดังโรงพยาบาล ถัดไปคือป่าไผ่ผืนใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังโกดัง
แค่เดินทะลุป่าไผ่ไปตามทางเดินหินกรวดอีกประมาณสิบนาที สวนเรือนกระจกหลังงามก็จะโผล่มาให้เห็นถนัดตา
ไป๋ลู่ที่เพิ่งจะวิ่งหนีออกมาได้เพียงสิบกว่าเมตร ร่างกายที่เคยอ่อนแอและเปราะบางอยู่แล้วก็เริ่มประท้วงขึ้นมาทันที เธอรู้สึกตาพร่า หายใจติดขัดราวกับปอดถูกฉีกออกเป็ชิ้นๆ เธอทำได้เพียงกลั้นใจวิ่งหน้าตั้งออกจากป่าไผ่มาให้พ้น เธอไม่กล้าแม้แต่หันกลับไปมองด้านหลังหรือหยุดพักเลยสักวินาทีเดียว จนกระทั่งหมดแรงและทรุดฮวบลงนั่งแปะอยู่กับพื้นหินกรวดในที่สุด
"ไป๋เสี่ยวลู่!"
ทันทีที่เธอหลุดพ้นออกมาจากป่าไผ่ ไป๋ลู่ก็ได้ยินเสียงะโเรียกด้วยความเกรี้ยวกราดดังขึ้น เมื่อเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงทำให้เธออ้าปากค้างและเอ๋อรับประทานไปชั่วขณะ
นี่มันคือผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชในชาติที่แล้วของเธอ... เย่จิ่งเหยียน ถึงแม้จะเป็เวอร์ชันหนุ่มขึ้นมากก็ตาม แต่ไม่มีทางที่เธอจะจำคนผิดแน่นอน!
เย่จิ่งเหยียน... เขาคือแฟนคลับตลอดกาลของเธอ ที่ตามติ่งเธอมาั้แ่ตอนที่เธอถ่ายโฆษณาไอศกรีมตัวแรก
หลังจากที่เธอเสียชื่อเสียงจนป่นปี้และมีแต่ข่าวฉาวเน่าๆ รุมเร้า เขาก็ยังคงยืนหยัดเป็แฟนคลับของเธออย่างเหนียวแน่น เป็คนหัวแข็งยิ่งกว่าหินแกรนิตเสียอีก
ในชาติที่แล้วที่เธอตัดสินใจเล่นละครตบตาคนทั้งโลกเพื่อพาตัวเองเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช เย่จิ่งเหยียนที่ไม่รู้เลยว่าเธอแกล้งบ้า เพราะความกลัวว่าเธอจะดูแลตัวเองไม่ได้และจะถูกคนอื่นรังแก เขาตัดสินใจตามมาสมัครเป็ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเพื่อคอยดูแลเธอถึงที่
ทุกครั้งหลังจากที่เขาตรวจอาการให้เธอเสร็จ เย่จิ่งเหยียนมักจะหันหลังกลับไปแอบปาดน้ำตาตัวเองเงียบๆ เพราะความสงสารในตัวเธอ
จนกระทั่งหนึ่งปีให้หลัง เธอทนเห็นเขาเป็แบบนั้นไม่ไหวเลยตัดสินใจบอกความจริง
พอเขารู้ความจริงว่าเธอแค่แกล้งบ้า เย่จิ่งเหยียนไม่ได้ต่อว่าเธอออกมาแม้แต่คำเดียว เขาได้แต่ร้องไห้โฮออกมาด้วยความดีใจ จนหมอนของเธอเปียกชุ่มไปถึงสองใบเต็มๆ!
นับั้แ่วันนั้นมา... เธอก็ได้เข้าสู่โหมดคนปกติที่ถูกสปอล์ย ใช้ชีวิตเสวยสุขเป็ตัวี้เีอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช ภายใต้การดูแลระดับวีไอพีจากแฟนคลับเดนตายคนนี้มาโดยตลอด
แต่เดี๋ยวก่อนนะ! ทำไมเธอถึงมาเจอเย่จิ่งเหยียนที่นี่ได้ล่ะ—
เดี๋ยวๆๆ!
ไอ้แอนตี้แฟนเมื่อวานนี้ที่เข้ามาเขย่าตัวเธออย่างแรงจนสมองแทบจะไหลมากองรวมกัน ก็คือเย่จิ่งเหยียนคนนี้ใช่ไหม? ใช่เขาแน่ๆ ใช่ไหม?
ใช่เขาชัวร์ๆ เลย!
ไอ้เื่งี่เง่าประเภทที่ว่ารักแรงเกลียดแรงจนเกือบจะเผลอฆ่าเมนตัวเองด้วยมือเปล่าแบบนี้... ในโลกนี้ก็มีเพียงแค่เย่จิ่งเหยียนเท่านั้นแหละที่ทำได้!