บทที่ 3
เยือนวัดเสียวลิ้มยี่
แสงตะวันสาดเฉียงสายลมขุนเขาหยอกเย้าใบไม้แห้งซึ่งร่วงหล่นเกลื่อนกล่นตามรายทางขั้นบันไดขึ้นสู่วัดเสียวลิ้มยี่เวลานี้แสงตะวันพลันมิรุนแรงนักทิวทัศน์โดยรอบผนวกขุนเขาซงซานให้บรรยากาศที่แปลกประหลาดประเภทหนึ่ง
ลวี้ยู่เฉียนก้าวเท้าเข้าสู่บริเวณทางขึ้นวัดเสียวลิ้มยี่ เมื่อมันยกเท้าก้าวขึ้นบันไดใช้เวลามาสักพักจักเป็บริเวณพื้นราบ ถัดจากพื้นราบเป็ขั้เนบันไดศิลาทอดตัวขึ้นไปอีกทอดหนึ่งมันยังมิทันยกเท้าก้าวเหยียบบันไดขั้นแรกพลันพบเห็นหลวงจีนสองรูปในมือข้างหนึ่งถือกระบองยาวยืนอยู่มืออีกข้างหนึ่งตั้งตรงขนานหน้าอกปลายนิ้วห่างจากปลายคางท่าทางสำรวมสง่าน่าเกรงขาม
ยามนั้น ลวี้ยู่เฉียนมิรีรอชักช้ารีบก้าวเท้าเดินเข้าไปหาหลวงจีนทั้งสองรูปทันทีหลวงจีนทั้งสองรูปวัยไม่เกินสามสิบปีเมื่อเห็นคนขึ้นบันไดมารีบก้าวเท้าเข้าขัดขวางมือหนึ่งถือกระบองอีกมือหนึ่งยกขึ้นแนบชิดติดปลายคาง จากนั้นหนึ่งในหลวงจีนกล่าววาจาถามไถ่ทันใดว่า
“ประสกน้อยโปรดแจ้งชื่อแซ่ของท่านออกมาพร้อมแจ้งวัตถุประสงค์ของประสกในการขึ้นมายังวัดเสียวลิ้มยี่ในครานี้ด้วยมิเช่นนั้นแล้วอาตมาทั้งสองมิอาจอนุญาตปล่อยให้ประสกขึ้นไปได้อีก”
ลวี้ยู่เฉียนแต่เยาว์วัยคล้ายผ่านการอบรมมารยาทมิอาจล่วงเกินรีบประสานมือทั้งสองขึ้นตรงหน้าเปล่งวาจากล่าวตอบออกไปว่า
“ข้าพเ้ามีนามว่าลวี้ยู่เฉียนเป็เพียงชาวบ้านธรรมดาสามัญผู้หนึ่งสาเหตุที่ข้าพเ้าเดินทางขึ้นมายังวัดเสียวลิ้มยี่ในครานี้นั้นเนื่องจากมีธุระจำเป็เร่งด่วนได้รับการออกปากไหว้วานจากจอมยุทธ์คุณธรรมท่านหนึ่งให้ข้าพเ้าเดินทางมาขอพบท่านเ้าอาวาสวัดเสียวลิ้มยี่มิอาจชักช้า เพื่อเจรจาขอความช่วยเหลือเร่งด่วนรบกวนไต้ซือทั้งสองช่วยนำทาง”
ลวี้ยู่เฉียนเมื่อกล่าววาจาจบหลวงจีนทั้งสองรูปพลันหันหน้าสบตากันแวบหนึ่ง จากนั้นหนึ่งในหลวงจีนซึ่งยืนอยู่ทางขวามือของมันยกกระบองยาวในมือขึ้นแล้วจู่โจมใส่ท่อนล่างของมันอย่างไม่ทันให้ตั้งตัวลวี้ยู่เฉียนไม่เป็วรยุทธ์เผชิญเหตุการณ์ไม่คาดฝันพลันทำกระไรไม่ถูก มันได้แต่ยกเท้าก้าวถอยหลังอย่างตระหนกใทำให้ขาทั้งสองพันกันจนซวนเซเสียหลักส่งเสียงร้องอุทานออกมาอย่างมิได้ตั้งใจว่า
“”ไฉนท่านไต้ซือคิดลงมือทำร้ายข้าพเ้า?”
ลวี้ยู่เฉียนขณะกล่าววาจาร่างเซถลาหงายหลังลงไปเห็นแน่ชัดว่าร่างต้องล้มฟาดกับพื้นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงแต่ทว่าก่อนที่ร่างจะล้มฟาดกับพื้นนั้นหลวงจีนอีกรูปหนึ่งซึ่งยืนอยู่ทางด้านซ้ายรีบยื่นกระบองยาวเข้ามารองรับแผ่นหลังเอาไว้ได้ทันท่วงทีหลวงจีนรูปนั้นขยับกระบองยาวแ่เบายกร่างลวี้ยู่เฉียนยืดกายทรงตัวตรงมั่นคงแล้ว หลวงจีนทั้งสองรูปรีบพนมมือขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเปล่งวาจาออกมาพร้อมเพรียงกันว่า
“อาตมาทั้งสองต้องขออภัยต่อประสกน้อยด้วย”
จากนั้นหลวงจีนซึ่งยืนอยู่ทางด้านขวารีบกล่าววาจาสืบต่อทันทีว่า
“เมื่อครู่อาตมามิมีเจตนาทำร้ายท่านดอกที่ลงมือเพียง้าทดสอบประสกน้อยเท่านั้น เอาเถิดตอนนี้อาตมาทั้งสองแน่แก่ใจแล้วว่าประสกน้อยไม่เป็วรยุทธ์จริงๆ เช่นนั้นเชิญประสกน้อยติดตามอาตมาทั้งสองขึ้นเขาไป แต่ก่อนที่จะได้พบกับท่านเ้าอาวาสอาตมาจะต้องเรียนต่อท่านเสียก่อนว่าจอมยุทธ์คุณธรรมท่านใดเป็ผู้ที่ไหว้วานประสกน้อยมาครานี้?”
ลวี้ยู่เฉียนได้ยินเช่นนั้นพลันรีบกล่าวตอบว่า
“จอมยุทธ์คุณธรรมผู้ที่ไหว้วานข้าพเ้ามาท่านมีฉายาไผ่หลิวเก้าปล้องนามว่านฟางหงประมุขพรรคไผ่หลิว ก่อนที่ข้าพเ้าจะออกเดินทางมาท่านได้รับาเ็อาการสาหัสนอกจากท่านแล้วที่นั่นยังมีนักพรตหญิงอีกท่านหนึ่งด้วยซึ่งได้รับชะตากรรมเดียวกัน เช่นนั้นข้าพเ้าลวี้ยู่เฉียนรบกวนท่านไต้ซือทั้งสองด้วย”
ยามนั้น หลวงจีนทั้งสองรูปรีบก้าวเท้านำหน้าลวี้ยู่เฉียนขึ้นไป ลวี้ยู่เฉียนมันมิรอช้ารีบก้าวเท้าติดตามไปอย่างรวดเร็วแต่ทว่าน่าแปลกประหลาดยิ่งก้าวเท้ารวดเร็วเท่าใดกลับพบว่ายิ่งทิ้งระยะห่างจากหลวงจีนทั้งสองรูปมากยิ่งขึ้น แถมยังรู้สึกเหนื่อยหอบหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงถี่รัวจนต้องระบายลมพ่นออกจากปากลิ้นแทบลากตามออกมาฉะนั้น
ตลอดรายทางขึ้นวัดเสียวลิ้มยี่ทุกเก้าขั้นบันไดยืนไว้ด้วยหลวงจีนถือกระบองยาวสองรูปแสดงว่าวัดแห่งนี้จัดระเบียบรักษาความปลอดภัยไว้อย่างแ่าเคร่งครัดลวี้ยู่เฉียนครุ่นคิดขึ้นในใจว่า
“หลวงจีนเสียวลิ้มยี่นี้มีวรยุทธ์สุดสูงจริงๆ นี่เพียงหลวงจีนรักษาเวรยามตามขั้นบันไดคล้ายมีวิชาตัวเบายอดเยี่ยมหากเป็หลวงจีนาุโที่อยู่ในวัดจะมีวรยุทธ์และวิชาตัวเบาสูงส่งเทียมฟ้าสักปานใด?”
ลวี้ยู่เฉียนหลังจากพยายามก้าวเท้าติดตามหลวงจีนทั้งสองรูปอยู่ห่างไกลด้วยความเหน็ดเหนื่อยในที่สุดจึงบรรลุถึงพื้นราบด้านหน้ามองเห็นเป็อารามด้านนอกหลังหนึ่ง หลวงจีนทั้งสองรูปนั้นหลังจากล่วงหน้ามารอมันเมื่อเห็นว่าติดตามมาทันหนึ่งในหลวงจีนสองรูปนั้นพลันกล่าววาจาว่า
“ประสกลวี้โปรดรออาตมาอยู่ตรงนี้ก่อนสักครู่มิได้ให้ท่านยืนรอลำพังยังมีท่านไต้ซือท่านนี้ที่อยู่เป็เพื่อนประสก ท่านอย่าได้เดินไปที่อื่นโดยเด็ดขาดประเดี๋ยวจะถูกเข้าใจผิดคิดว่าประสกลวี้บุกรุกวัดเสียวลิ้มยี่จะกลายเป็เื่ใหญ่อาตมาขอตัวเข้าไปกราบเรียนต่อท่านเ้าอาวาสให้ท่านทราบ”
ไต้ซือท่านนั้นกล่าววาจาจาจบหมุนตัวก้าวเท้าเข้าสู่อารามด้านในปล่อยให้ลวี้ยู่เฉียนยืนอยู่กับหลวงจีนอีกรูปหนึ่ง มันมิกล้าปริปากกล่าวถามมากความได้แต่สอดส่ายสายตาไปมาสำรวจตรวจสอบสถานที่โดยรอบมองออกไปเห็นเป็สถานที่อันสงบเงียบมาตรเป็ยอดเขาสูงชันแต่ทว่ามีพื้นที่ราบกว้างขวางยิ่งในสถานที่ก่อสร้างอารามใหญ่โตพร้อมกุฏิห้องพักสำหรับหลวงจีนลดหลั่นตามความสูงชันของไหล่เขา
นอกจากนั้นเหนือใต้ซ้ายขวายังประกอบไปด้วยหอไตรรูปปั้นพยัคฆ์ัตอนกลางของสถานที่เป็หอระฆังมองไกลออกไปยังเห็นหลวงจีนขะมักเขม้นฝึกซ้อมวิทยายุทธ์สุดยอดวิชาเสียวลิ้มยี่ที่เป็อันดับหนึ่งของบู๊ลิ้มลวี้ยู่เฉียนครุ่นคิดขึ้นในใจว่านี่คงเป็วาสนาของตนเองที่มีโอกาสขึ้นมายังสถานที่แห่งนี้ในชีวิตหนึ่งมิใช่ว่าผู้คนทั่วไปจะมีโอกาสได้ขึ้นมายังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นี้ได้โดยง่ายดายเด็ดขาด
เวลาผ่านไปชั่วหม้อน้ำเดือดหลวงจีนรูปนั้นพลันกลับออกมาทางด้านหลังยังติดตามมาด้วยหลวงจีนอีกหลายรูปด้วยกันหลวงจีนเ่าั้หยุดยืนอย่างเป็ระเบียบ ไต้ซือรูปดังกล่าวยกมือข้างหนึ่งตั้งขึ้นระหว่างกลางหน้าอกมืออีกข้างพลางผายเชื้อเชิญส่งเสียงกล่าวต่อลวี้ยู่เฉียนว่า
“ขอเชิญประสกลวี้ทางด้านนี้เถิดอาตมาเรียนต่อท่านเ้าอาวาสท่านให้ออกมาเชื้อเชิญประสกเข้าพบด้านใน มาเถิดอาตมาจะนำทางประสกไปพบกับท่านเ้าอาวาส”
ยามนั้น ลวี้ยู่เฉียนก้าวเท้าติดตามหลวงจีนทั้งหลายเข้าสู่อารามด้านในไม่นานนักเมื่อเข้าสู่อารามเป็ห้องโถงโอ่อ่ากว้างขวางจัดวางพระพุทธรูปปางต่าง ๆกึ่งกลางนั่งเรียงอยู่ด้วยหลวงจีนท่าทางสำรวมหลายรูปล้วนแล้วแต่มีวัยาุโเป็บุคคลชนชั้นสำคัญของวัดเสียวลิ้มยี่แห่งนี้แน่นอน
หลวงจีนเ่าั้เมื่อเห็นลวี้ยู่เฉียนและเหล่าหลวงจีนเดินเข้ามาพลางรีบลุกขึ้นยืนหลวงจีนรูปที่เดินนำหน้าพามันเข้ามาหยุดยืนหันมาส่งเสียงกล่าวแนะนำดังว่า
“ประสกลวี้ท่านผู้นี้คือท่านเ้าอาวาสเสียวลิ้มยี่ตี้คงเอี้ยงไต้ซือ ประสกลวี้มีเื่ราวสำคัญใดให้รีบแจ้งต่อท่านเ้าอาวาสเถิด”
หลังจากกล่าวทักทายแนะนำตัวเป็ที่รู้จักกันแล้วลวี้ยู่เฉียนและเหล่าหลวงจีนต่างพากันนั่งลงมิรอช้ามันรีบบอกเล่าเื่ราวสำคัญตามที่ได้รับการไหว้วานมาต่อตี้คงเอี้ยงไต้ซือโดยมิตกหล่นทุกประการ
ดังนั้น เ้าอาวาสตี้คงได้ซือมิรีรอชักช้าหันไปยังศิษย์น้องทั้งสองของท่านส่งเสียงกล่าวว่า
“ท่านทั้งสองต้องรบกวนเป็ธุระสำคัญประการนี้แล้วหากเป็เช่นนี้มิอาจรีรอชักช้าเสียเวลาเด็ดขาดขอให้ท่านทั้งสองนำพาศิษย์สักหลายคนเดินทางเร่งด่วนลงจากวัดไปช่วยเหลือประสกว่านและพรตหญิงท่านนั้นโดยพลันเถิด”
เ้าอาวาสตี้คงเอี้ยงใต้ซือแห่งเสียวลิ้มยี่กล่าวกำชับกับศิษย์ท่านทั้งสองดูจากลักษณะดวงตาคมกล้าสาดประกายคล้ายมีอำนาจลึกลับประการหนึ่ง ขมับทั้งสองมองดูนูนเด่นมาตรว่าลวี้ยู่เฉียนจะมิเคยฝึกยุทธ์มาก่อนแต่ทว่าที่ผ่านมาล้วนคร่ำเคร่งศึกษาตำรับตำรามาอย่างกว้างขวางมีความรอบรู้ดังนั้นพอกระจ่างอยู่บ้างบุคคลใดคล้ายมีองค์ประกอบในลักษณะนี้ย่อมเป็ผู้ที่มีวรยุทธ์แก่กล้าสูงส่งมันลอบนิยมเลื่อมใสในบรรพชิตที่ดูเป็มิตรและมีเมตตาท่านที่เปี่ยมล้น
หลังจากรวบรวมศิษย์ที่มีฝีมือราวสิบกว่ารูป ตี้คงเอี้ยงไต้ซือน้อมส่งศิษย์น้องทั้งสองของท่านลงจากเขาเื่ราวสำคัญรออยู่เบื้องหน้าเื้ัจึงมิอาจชักช้าทว่าผิดพลาดคนอาจได้รับอันตรายใหญ่หลวงจนมิอาจแก้ไขงานใหญ่จากนี้ยังมีภาระต้องปะทะกับเหล่ามารทั้งหลายคล้ายมิอาจหลีกเลี่ยง
ยามนี้ลวี้ยู่เฉียนนั่งอยู่เบื้องหน้าตี้คงเอี้ยงไต้ซือ ท่านสำรวจพิศมองมันอย่างละเอียดคราหนึ่งใบหน้าท่านคล้ายพึงพอใจในบุคลิกภาพของมันอย่างมิอาจปิดบังซ่อนเร้น ดังนั้นท่านเอ่ยปากซักถามกับมันว่า
“สหายน้อยแซ่ลวี้นี่เ้าก็กระทำธุระสำคัญที่ได้รับการไหว้วานลุล่วงจากนี้คงต้องเป็เื่ราวของเ้าบ้างกระมัง? หากมิเป็การละลาบละล้วงจนเกินไปนักอาตมายังคล้ายกระหายได้รับทราบประวัติสหายน้อยสักหน่อยได้หรือไม่?”
ยามนั้นลวี้ยู่เฉียนเมื่อได้ยินวาจาท่านเ้าอาวาสตี้คงเอี้ยงกล่าววาจามีมารยาทปานนั้นมันพลันรู้สึกกระดากจนยากอธิบายในคำพูดท่าน มันสำนึกว่าตัวเองเป็เพียงบุคคลชนชั้นธรรมดาสามัญอันต่ำต้อยรีบส่งเสียงกล่าวเล่าประวัติตนเองออกไปโดยไม่อาจปิดบังหลังจากนั่งสนทนากันมาระยะหนึ่งมันพลันนึกขึ้นมาได้ในเื่ราวหนึ่งจึงเอ่ยปากซักถามกับท่านว่า
“ข้าพเ้ายังมีธุระสำคัญประการหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับตัวเองชีวิตนี้ที่รอดมาได้คล้ายได้รับการช่วยเหลือจากไต้ซือท่านหนึ่ง?ข้าพเ้ามิทราบนามท่านเพียงได้ยินท่านป้ากุ้ยคุยให้ฟังว่าเป็หลวงจีนรูปหนึ่งซึ่งมีวัยใกล้เคียงข้าพเ้าดังนั้นจึงอยากรบกวนท่านเ้าอาวาสช่วยเหลือให้ข้าพเ้าได้พบหน้าขอบคุณไต้ซือท่านนั้นได้หรือไม่?”
ตี้คงเอี้ยงไต้ซือพยักหน้าคราหนึ่ง หันไปส่งเสียงกล่าววาจาต่อศิษย์ท่านผู้หนึ่งว่า
“เ้ารีบไปแจ้งแก่ศิษย์ทั้งหลายในวัดให้มารวมตัวที่นี้อย่าได้มีตกหล่นแจ้งแก่ศิษย์ที่ที่มีวัยไม่ใกล้เคียงประสกลวี้ไปรับหน้าเที่เฝ้าเวรยามไปก่อนอย่าได้ประมาทจนผิดพลาดได้ในระยะนี้เหล่ามารอธรรมมีกำลังแก่กล้าอย่าได้ไว้วางใจให้วางกำลังเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัดยิ่งขึ้นกว่าเก่าเราจึงรู้สึกเบาใจ”
ขณะรอคอยศิษย์ในวัดมารวมตัวกันยังห้องโถงใหญ่ตี้คงเอี้ยงไต้ซือพลันหวนย้อนนึกถึงเื่ราวเมื่อหลายวันก่อนตอนนั้นท่านส่งศิษย์สามคนลงจากเขาแจ้งข่าวสำคัญแก่สำนักมาตรฐานคุณธรรมทั้งหลายให้มารวมตัวกันวางแผนรับมือกับเหล่ามารทั้งหลาย
เวลาผ่านไปชั่วหม้อข้าวเดือดเหล่าหลวงจีนล้วนมารวมตัวกันยังห้องโถงใหญ่ตี้คงเอี้ยงไต้ซือกวาดสายตาคมกล้าสำรวจศิษย์ทั้งหลายเที่ยวหนึ่งท่านส่ายหน้าไปมาคล้ายกับนึกถึงเื่ราวใดได้กระนั้น พลันส่งเสียงกล่าวกับศิษย์ผู้หนึ่งว่า
“ออ เราเลอะเลือนหลงลืมไปว่าวันนี้ได้สั่งให้ศิษย์ที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับเื่ราวนี้สามรูปไปทำความสะอาดหอไตรที่มาแล้วที่นี่ล้วนมิถูกต้อง”
ดังนั้นตี้คงเอี้ยงไต้ซือหันไปยังศิษย์ท่านผู้หนึ่งออกคำสั่งดังว่า
“เ้ารีบไปตามพวกมันทั้งสามมายังที่นี่เดี๋ยวนี้อย่าได้ชักช้า”
หลวงจีนน้อยผู้นั้นพลันได้รับคำสั่งรีบลุกขึ้นถอยออกไปประกบสองฝ่ามือยกขึ้นเสมออกโค้งคำนับนอบน้อมพร้อมกับวิ่งออกไปไม่รีรอชักช้าท่วงท่างดงามน่าชื่นชมยิ่ง
ยามนั้นท่านเ้าอาวาสเสียวลิ้มยี่ตี้คงเอี้ยงไต้ซือแย้มยิ้มใบหน้าประดับประดาเมตตาการุณย์ส่งเสียงเล็ดลอดผ่านริมริมฝีปากซึ่งรกรุงรังบดบังด้วยหนวดเคราสีขาวราวไหมเงินกลุ่มหนึ่งต่อลวี้ยู่เฉียนว่า
“เมื่อราวครึ่งเดือนก่อนเราได้ให้ศิษย์ทั้งสามลงจากเขาเพื่อไปส่งข่าวเชื้อเชิญเหล่าเ้าสำนักคุณธรรมทั้งสามอันประกอบด้วยเ้าสำนักเมฆฟ้าพิรุณ เ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวและประมุขพรรคไผ่หลิวสำหรับกับบู๊ตึ๊งเราให้ศิษย์น้องสามของเราเดินทางไปเชื้อเชิญด้วยตัวเองเช่นนั้นเราจึงมั่นใจหนึ่งในศิษย์เราสามคนต้องมีคนหนึ่งที่สหายน้อยแซ่ลวี้กล่าวถึงแน่นอน”
ลวี้ยู่เฉียนได้ยินจากปากตี้คงเอี้ยงไต้ซือเช่นนั้นมันรู้สึกกระตือรือร้นใคร่้าพบหน้าหลวงจีนผู้มีพระคุณช่วยเหลือชีวิตตนเอาไว้เ้าอาวาสเสียวลิ้มยี่เห็นเช่นนั้นพลันรู้สึกเข้าอกเข้าใจในปฏิกิริยาอาการของมันส่งเสียงกล่าวนุ่มนวลต่อว่า
“ประสกลวี้เ้ามิต้องวิตกกังวลไปดอก นอกจากพวกมันสามคนแล้วมิอาจกลับกลายเป็บุคคลอื่นไปได้เด็ดขาดมาตรว่ายังมิทราบว่าเป็ผู้ใดแต่ในไม่ช้าซักถามย่อมได้ความทราบเื่ราวแท้จริงแน่นอนตอนนี้เ้าโปรดใจเย็นสะกดใจรอคอยพวกมันสักครู่เถิด”
ยามนั้นประตูทางทิศเหนือพลันปรากฏหลวงจีนสี่รูปก้าวเท้าเข้ามาผู้ที่เดินนำหน้าเป็หลวงจีนน้อยที่รับคำสั่งให้ไปติดตามหลวงจีนทั้งสามยังหอไตรมานั่นเองดูจากวัยและใบหน้าลักษณะภายนอกพอบ่งบอกได้ว่ามีอายุอานามใกล้เคียงกับลวี้ยู่เฉียนมิอาจผิดพลาดไปจากนี้เด็ดขาด
หลวงจีนผู้เดินนำหน้าพนมมือโค้งศีรษะคราหนึ่งส่งเสียงกล่าวต่อเ้าอาวาสตี้คงเอี้ยงไต้ซือดังว่า
“เรียนต่อท่านเ้าอาวาสศิษย์พี่ทั้งสามมากันพร้อมหน้าแล้ว”
กล่าววาจาจบหลวงจีนรูปนั้นพลันถอยออกไปแล้วทรุดนั่งห่างออกไปไม่ไกลมากนักหลวงจีนทั้งสามรูปที่เข้ามาใหม่ไม่รีรอชักช้าพากันคุกเข่าก้มลงกราบท่านเ้าอาวาสตี้คงเอี้ยงไต้ซือโดยพร้อมเพรียงจากนั้นเลือกอาสนะนั่งทางด้านซ้ายของท่านด้วยจริยวัตรอันสำรวมพลางใช้สายตาสำรวจฆราวาสเพียงผู้เดียวในสถานที่นี้ซึ่งเป็ลวี้ยู่เฉียนนั่นเอง
ยามนั้นตี้คงเอี้ยงไต้ซือหันมาทางด้านศิษย์ทั้งสามซึ่งสมควรเป็ศิษย์รุ่นที่สามตามการคาดเดาท่านส่งเสียงกล่าวแนะนำลวี้ยู่เฉียนต่อศิษย์ท่านทั้งสามว่า
“ม่อหลุน ชุนป๋อ เกี้ยบฉิกที่เราให้คนไปตามพวกเ้าทั้งสามมาเนื่องด้วยมีธุระสำคัญ้าซักถามก่อนอื่นเราขอแนะนำสหายน้อยผู้นี้ให้กับพวกเ้าได้รู้จักก่อน”
ตี้คงเอี้ยงไต้ซือหันมาทางด้านลวี้ยู่เฉียนแย้มยิ้มบางเบาส่งเสียงกล่าวกับศิษย์ท่านทั้งสามว่า
“สหายน้อยผู้นี้แซ่ลวี้นามยู่ฉียนแม้มันเป็บุคคลชนชั้นธรรมดาแต่ทว่ามีขวัญกล้าประกอบคุณงามความดีเป็ที่น่านับถือมันเดินทางขึ้นเสียวลิ้มยี่แจ้งข่าวชาวธัมมะถูกมารอธรรมใช้อุบายฉ้อฉลจึงหลงกลพลาดท่าทราบว่าถูกทำร้ายอาการสาหัสมันมีความรู้เื่หยูกยาอยู่บ้างจึงยื่นมือช่วยเหลือเบาบางระดับหนึ่ง”
ตี้คงเอี้ยงไต้ซือไม่ปล่อยเวลาผ่านไปกล่าววาจาสืบต่อทันทีว่า
“สหายน้อยแซ่ลวี้เราขอแนะนำทั้งสามให้เ้าได้รู้จัก ผู้นี้คือศิษย์พี่ใหญ่ในรุ่นพวกมันนามม่อหลุนเป็ศิษย์ของน้องรองเราโหงวเล้งไต้ซือถัดไปคือชุนป๋อเป็ศิษย์ของน้องสามลักเทียนไต้ซือ ส่วนคนสุดท้ายเป็ศิษย์ของเรามันมีนามเกี้ยบฉิก”
หลวงจีนทั้งสามรีบลุกขึ้นยืนพนมสองมือเสมอหน้าอกโค้งคำนับต่อลวี้ยู่เฉียนซึ่งมันพลันมิกล้าเสียมารยาทรีบลุกขึ้นยืนเฉกเช่นเดียวกันรีบประสานมือตอบส่งเสียงกล่าวว่า
“ข้าพเ้าลวี้ยู่เฉียนรู้สึกยินดียิ่งที่มีวาสนาอยู่ต่อหน้าทำความรู้จักกับท่านไต้ซือทั้งสามยามนี้ที่ต้องรบกวนท่านเ้าอาวาสเรียกท่านไต้ซือทั้งสามมาด้วย้ากระจ่างบางประการต้องลำบากท่านไต้ซือทั้งสามแล้ว”
ยามนั้นเกี้ยบฉิกศิษย์ของตี้คงเอี้ยงไต้ซือจับจ้องมองใบหน้าของลวี้ยู่เฉียนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้นยินดีชี้มือมาที่มันว่า
“เป็...เป็ท่านนั่นเองเราจดจำท่านได้ไม่ผิดพลาดแน่ ดูจากลักษณะอาการท่านหายาเ็ดีแล้วกระมัง?เราเกี้ยบฉิกต้องขออภัยต่อท่านที่มิอาจอยู่ดูแลอาการาเ็ของท่านได้ดังนั้นจึงนำท่านไปฝากต่อท่านป้าผู้หนึ่งพร้อมมอบยารักษาอาการาเ็รบกวนท่านป้าเป็ธุระดูแลท่านแทนเราเื่ราวนี้เรากลับเลอะเลือนหลงลืมไปสิ้นแม้แต่ท่านอาจารย์ยังมิได้ปริปากเล่าเื่ราวเหล่านี้แม้แต่ครึ่งคำ”
เกี้ยบฉิกกล่าววาจาพลางหันมาทางด้านท่านเ้าอาวาสตี้คงเอี้ยงไต้ซือผู้เป็อาจารย์ทำท่าขยับริมฝีปากหมายบอกเล่าเื่ราวคราวหลังเกี่ยวกับลวี้ยู่เฉียนต่อท่านแต่ทว่าท่านยกมือขึ้นเป็การรับทราบเป็เชิงบอกกล่าวว่าท่านทราบรายละเอียดเหล่านี้หมดสิ้นจากปากของลวี้ยู่เฉียนแล้วนั่นเอง
ดังนั้นเกี้ยบฉิกก้าวเท้าเข้ามาหาลวี้ยู่เฉียนใช้สองมือลูบคลำไปตามร่างกายมันคราหนึ่งใบหน้าแย้มยิ้มยินดีอย่างจริงใจส่งเสียงกล่าวว่าจาต่อหน้ามันว่า
“ครานั้นยามเราพบท่านตอนนั้นทานนอนหมดสิ้นสติอยู่ใกล้ลำธารตามร่างกายมีร่องรอยาแฉกรรจ์หลายแห่งแต่ทว่าเนื่องด้วยเราต้องรีบรุดทำธุระแล้วเดินทางกลับวัดเสียวลิ้มยี่ จึงได้พาร่างของท่านไปยังหมู่บ้านใกล้ ๆ ไปขอความช่วยเหลือจากประสกสตรีท่านหนึ่งให้ช่วยดูแลท่านเรายินดียิ่งที่ท่านหายดีมีชีวิตรอดจากเหตุเภทภัยครานั้น”
ยามนั้น ลวี้ยู่เฉียนแสดงสีหน้ายินดีรู้สึกซาบซึ้งสำนึกขอบคุณต่อหลวงจีนเกี้ยบฉิกรีบก้มตัวย่อเข่าลงโขกศีรษะตรงหน้าคราหนึ่งประสานมือขึ้นอีกครากล่าววาจาดังว่า
“ขอบคุณ์ที่ส่งท่านเดินทางมาพบพานข้าพเ้าคราวนั้นหากท่านมิเดินทางผ่านมาพบเข้า ชีวิตน้อย ๆ อันร่อแร่คงต้องจบสิ้นภายใต้คมเขี้ยวสัตว์ป่าลากพาร่างไปกัดแทะเป็อาหารอันโอชะมาตรแม้นแคล้วคลาดจากปากสัตว์ร้ายคล้ายลมหายใจเหลืออยู่ไม่มากดังนั้นชีวิตที่เหลือรอดมานี้เห็นทีด้วยพระคุณท่านกับป้ากุ้ยแล้ว”
ลวี้ยู่เฉียนคล้ายตื้นตันใจไม่สิ้นสุดวาจาพรั่งพรูจากปากอย่างมิได้กลั่นกรอง ทั้งสิ้นล้วนแล้วกล่าวมาจากก้นบึ้งหัวใจในคำพูดสุดจะยกย่องคำบรรยายใดให้ฟังดูเลิศเลอ วาจาเหล่านี้ที่พ่นออกจากปากมันล้วนแล้วแต่ปราศจากการปั้นแต่งทั้งหมดกล่าวจากใจจริงยิ่งกว่านี้นับว่าไม่มีอีกแล้วมันเงยหน้าขึ้นส่งเสียงกล่าววาจาสืบต่อว่า
“วันนี้ได้พบหน้าผู้มีพระคุณโปรดน้อมรับการกราบขอบพระคุณอย่างสุดซึ้งจากข้าพเ้าลวี้ยู่เฉียนพระคุณนี้จะจดจำใส่ใจไปไม่ลืมเลือน หากทว่า์บันดาลผ่านโอกาสให้ลวี้ยู่เฉียนได้ตอบแทนคุณแม้แต่ชีวิตอันไร้คุณค่าจะขอมอบตอบแทนท่านโดยไม่อิดออดมีข้อแม้แต่ขุมขนหนึ่ง”
ท่านว่าได้ช่วยเหลือผู้อื่นเป็ความสุขใจประการหนึ่งยิ่งการช่วยเหลือนี้เกี่ยวข้องกับความเป็ตายคล้ายใหญ่หลวงยิ่งกว่าแผ่นฟ้ามหาสมุทรจิตใจภายในบุคคลผู้นั้นย่อมประเสริฐดุจบิดรมารดาผู้ให้กำเนิดมิปานหลวงจีนเกี้ยบฉิกได้ยินเช่นนั้นพลันยื่นสองมือประคองไหล่ลวี้ยู่เฉียนลุกขึ้นจ้องมองเข้าไปในดวงตามันส่งเสียงกล่าวหนักแน่นว่า
“สหายท่านเราสองได้พบพานนับเป็วาสนาประการหนึ่ง ได้ฟังวาจาท่านเมื่อครู่รู้สึกอิ่มเอิบใจใหญ่หลวงชีวิตท่านพานเต็มใจมอบตอบแทนเรา เราเองกลับมีความคิดเยี่ยงท่านพลันมิหวงแหนชีวิตภายหน้าสองเราพบปะทุกข์สุขแบ่งปันต่อกันดีหรือไม่?”
ลวี้ยู่เฉียนจ้องมองกลับเข้าไปในดวงตาทั้งสองของหลวงจีนเกี้ยบฉิกความรู้สึกของมันยามนี้คล้ายล่องลอยในนภากาศอันเวิ้งว้างในชีวิตมันอาศัยอยู่กับพ่อบ้านมึ้งและคนสนิทของบิดาความสัมพันธ์นั้นฉันญาติมิตรแต่ทว่าเบื้องหน้าเื้ัทั้งสูงต่ำไร้สหายผู้รู้ใจ ในครานี้พบพานหลวงจีนผู้นี้มีท่าทีเป็มิตรมิหนำซ้ำการแสดงออกทั้งภายนอกภายในล้วนเปิดเผยจริงใจยิ่ง ดังนั้นมันรู้สึกตื้นตันก่อเกิดเป็ความสุขชนิดหนึ่งซึ่งยากอธิบายจิตใจพองโตคับแน่นทรวงอกจนแทบะโโลดเต้น ส่งเสียงกล่าวละล่ำละลักจากริมฝีปากสั่นระริกว่า
“ข้า...ข้าพเ้าลวี้ยู่เฉียนขอขอบคุณท่านยิ่งที่มิรังเกียจเดียดฉันท์คนชนชั้นชาวบ้านภายหน้าข้าพเ้ายิ่งกระหายแบกรับทุกข์สุขกับท่านเพียงแต่ข้าพเ้าไร้ฝีมือเกรงว่าจะเพิ่มภาระยุ่งยากกับท่านมากกว่าแบ่งปัน สำหรับความลำบากมากน้อยหาย่อท้อเกรงกลัวไม่”
ยามนั้นตี้คงเอี้ยงไต้ซือนั่งฟังและชมดูอยู่ตลอด อดรู้สึกปลาบปลื้มยินดีกับคนทั้งสองมิได้ในใต้หล้าหาได้มีบุคคลที่มีจิตใจหนักแน่นจริงใจในเส้นทางเดียวกันดังนั้นท่านจึงคิดจะส่งเสริมให้แก่ศิษย์ท่านกับลวี้ยู่เฉียน ส่งเสียงกล่าววาจานุ่มนวลสอดแทรกว่า
“วิเศษ วิเศษยิ่งเกี้ยบฉิกอาจารย์ยินดีกับเ้าและสหายน้อยลวี้ยู่เฉียนในเมื่อพวกเ้ามีใจสัตย์ซื่อยึดถือน้ำใจในปณิธานเดียวกัน เช่นนี้อาจารย์มีข้อเสนอประการหนึ่งเมื่อคิดจะแบกรับมีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้าน เช่นนั้นพวกเ้าทั้งสองสาบานเป็พี่น้องสหายกันต่อหน้าองค์พระประธานอันศักดิ์สิทธิ์และเหล่าศิษย์เสียวลิ้มยี่เป็พยานพวกเ้าทั้งสองคิดเห็นเป็เช่นไร?”
คนทั้งสองจ้องมองหน้ากันส่งเสียงหัวร่อแก่กันพลางประคองพากันทรุดนั่งเบื้องหน้าองค์ประประธานหลวงจีนม่อหลุนกับชุนป๋อรีบจุดธูปยื่นส่งให้แก่คนทั้งสองหลังจากส่งเสียงกล่าวคำสัตย์สาบานปักธูปลงในกระถางกราบกรานองค์พระประธานอันศักดิ์สิทธิ์แล้วพากันคืบคลานมากราบลงตรงหน้าตี้คงเอี้ยงไต้ซือ ท่านยกมือลูบหนวดเครายาวพยักหน้าช้าอย่างพึงพอใจกล่าวว่า
“เอาละ หมดธุระสำคัญแต่เพียงเท่านี้เช่นนั้นเกี้ยบฉิกเ้าก็เป็ธุระจัดหาห้องพักแก่สหายเ้าก็แล้วกันส่วนเื่ราวต่อจากนี้ค่อยสะสางกันต่อไป”
หลังจากแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายส่วนหลวงจีนเกี้ยบนำพาลวี้ยู่เฉียนไปยังห้องพักซึ่งต้องเดินมาอีกฟากหนึ่งซึ่งใกล้กับโรงครัวซึ่งตั้งอยู่ทิศทางด้านด้านหลังเขาเมื่อถึงห้องพักหลวงจีนเกี้ยบฉิกกล่าวกับมันว่า
“สหายยู่เฉียนจากนี้เราท่านมิใช่คนอื่นไกลมิต้องเกรงใจต่อไปเรียกเราว่าเกี้ยบฉิก ส่วนเราเรียกท่านเป็ยู่เฉียนเช่นนี้จึงถือเป็สหายที่ดีทราบหรือไม่?ที่นี่เป็ห้องพักของท่านสถานที่นี้เป็วัดจึงไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลับนอนออกจะแข็งกระด้างหวังว่ามิสร้างความลำบากแก่ท่านเกินไปเรามีหลายสิ่งหลายอย่างยังต้องไปกระทำกับศิษย์พี่ทั้งสองท่านอาบน้ำอาบท่าพักผ่อนรอคอยเวลาอาหารเย็นยังห้องนี้เถิด”
ลวี้ยู่เฉียนทรุดกายลงนั่งบนตั่งไม้ไร้ฟูกที่นอนนุ่มนิ่มต่อแต่นี้มีแต่ต้องปรับเปลี่ยนความเป็อยู่มันอดยิ้มออกมาโดยมิรู้ตัวหลวงจีนเกี้ยบฉิกจากไปไกลแล้วแต่มันยังคล้ายมองเห็นเงาหลังสหายร่วมสาบานผู้นี้อยู่ในสายตามิปานจากนี้มีเพียงชะตาฟ้าลิขิตเส้นทางข้างหน้าจะพบพากับเื่ราวใดบ้างยากคาดเดาหรือว่าวัดเสียวลิ้มยี่แห่งนี้จะเป็ที่พำนักพักพิงกับมันเช่นนั้นหรือเช่นนี้มิใช่มันพลันต้องปลงผมห่มจีวรถือศีลเป็หลวงจีนกระมัง
ลวี้ยู่เฉียนนั่งบนตั่งไม้ใช้ความคิดเพียงลำพังเื่ราวต่าง ๆ มากมายไหลผ่านสมองมัน บางเื่ราวไหลผ่านเข้ามาแล้วไหลผ่านออกไปแต่ทว่าหลายเื่ราวพยายามสลัดกลับวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดมัน ไม่นานนักยังมิทันชำระร่างกายให้สดชื่นด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินทางไกลในที่สุดเผลอหลับใหลไปไม่รู้ตัว
ทางด้านเล่อผางเ้าสำนักอสรพิษดำหลังจากคร่ากุมตัวเต้าโกวน้อยมาได้ใช้เวลาเดินทางกลับสำนักอสรพิษดำทันทีเมื่อกลับถึงสำนักอสรพิษดำออกคำสั่งให้จัดเตรียมห้องพักเฉพาะไว้ที่หนึ่ง สั่งกำชับจัดกำลังคนให้ปิดเส้นทางหลบหนีทุกที่ทางหลังจากนั้นมันนำร่างเต้าโกวน้อยซึ่งถูกจี้สกัดจุดเอาไว้ไม่อาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายได้เข้าไปภายในห้องนั้น
เล่อผางแสยะยิ้มชั่วร้ายใช้ดรรชนีจี้คลายจุดให้กับเต้าโกวน้อยค่อยหันมาสั่งกับผู้รับใช้สตรีที่คล้ายมีฝีมือติดตัวบ้างรับหน้าที่คอยเฝ้าดูแลก่อนจะออกไปจากห้องมันสั่งให้สตรีรับใช้นางนั้นตระเตรียมเสื้อผ้าอาภรณ์ชุดใหม่มิเคยสวมใส่มาให้กับเต้าโกวน้อยก่อนก้าวเท้าออกจากประตูห้องพักมันสั่งกำชับอีกคราวาจาชัดเจนว่า
“เหม่ยฮัวเ้าจงเฝ้าดูแลเต้าโกวน้อยเอาไว้ให้ดี มาตรแม้นนางเป็พรตน้อยรอคอยเ้าผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่ให้กับนางหลังจากนี้หวังว่าเต้าโกวน้อยค่อยแปลงร่างเป็ดรุณีน้อยแรกแย้มเลอโฉมอันงดงามดรุณีในวัยแตกสาวเราเ้าสำนักอสรพิษดำเล่อผางจักเชยชมให้สาสมใจบุปผาแรกแย้มคู่ควรภมรชอนไชดูดดื่มความหอมหวานอันงมงาย ใกล้มืดค่ำเราค่อยมารับตัวเทพธิดาน้อยนางนี้ไปที่หอห้อง”
ยามนั้น สตรีที่รับใช้นามเหม่ยฮัวตกปากรับคำมั่นเหมาะเมื่อเล่อผางเ้าสำนักอสรพิษดำผละออกจากห้องไปแล้ว นางรีบก้าวเท้าสืบเข้าหาเต้าโกวน้อยทันทีบัดนี้พรตน้อยนั่งอยู่บนตั่งเตียงไม้ปูทับไว้ด้วยที่นอนขนสัตว์อันนุ่มนิ่มนางแย้มยิ้มมาตรว่าไม่ถึงกับชั่วร้ายได้ครึ่งหนึ่งของเ้าสำนักอสรพิษดำเล่อผางแต่ทว่าท่าทีนางพลางไม่เป็มิตรรังสีอำมหิตปกคลุมบางเบาเอาไว้รอบกายนาง สตรีรับใช้เหม่ยฮัวส่งเสียงกล่าววาจาแข็งกระด้างดั่งศิลาว่า
“เต้าโกวน้อยเอยเ้าอย่าได้หวาดกลัวต่อเรา สถานที่นี้เรียกว่าสำนักอสรพิษดำเราแซ่เหม่ยชื่อคำเดียวว่าฮัวเราเป็ผู้รับใช้ที่มิไร้ฝีมือของท่านเ้าสำนักแห่งนี้ เรามีคำกล่าวไม่มากอยากบอกต่อเ้าให้จดจำก่อนอื่นจงแจ้งชื่อเสียงเรียงนามของเ้าต่อเราอย่าได้ปิดบัง”
เต้าโกวน้อยเหม่อมองออกไปในหน้าต่างข้างนอกหาได้แยแสใส่ใจในคำพูดของสตรีผู้รับใช้เหม่ยฮัวไม่ ดังนั้นพลันกระตุ้นโทสะนางเข้าโดยไม่รู้ตัวนางถลึงดวงตาดุร้ายคล้ายหมายกินเืเนื้อพรตน้อยไปมิปาน พานส่งเสียงตะคอกดังกว่าเก่าเร่งเร้าดังว่า
“พรตน้อยนางนี้โปรดฟังวาจาเราให้ดีเถิดกรุณาอย่าทำให้เรามีโทสะจะกล่าวหาว่าเรามิน้อมเตือน เราถามเ้าจงตอบเื่ราวง่ายๆ จะมิกลับกลายยุ่งยาก อีกประการหนึ่งซึ่งเราอยากเตือนเ้าอย่าได้คิดหลบหนีไปจากสถานที่นี้เด็ดขาดทราบเอาไว้จะได้มิผิดพลาดสำนักอสรพิษดำชุมนุมด้วยมือดีมีฝีมือมากมาย อีกทั้งเส้นทางหลบหนีมีอยู่ไม่มากยิ่งยากกว่ายากดั่งงมเข็มเล่มหนึ่งซึ่งจมลงท้องมหาสมุทรเ้าปฏิบัติตามที่เราบอกกล่าวทุกประการนั้นย่อมประเสริฐสุด”
ยามนั้น เต้าโกวน้อยได้ยินเหม่ยฮัวพ่นวาจาดุร้ายออกมามากมายแต่ทว่าคล้ายกับนางหาแยแสสนใจไม่ สายตานางยังคงเพ่งมองออกไปเบื้องนอกหน้าต่างนางกำลังขบคิดหาทางหลบหนีไปจากสถานที่นี้อย่างไร ขณะกำลังใช้ความคิดเหม่ยฮัวกระชากวาจากระด้างดังอีกว่า
“พรตน้อยนางนี้เ้าอย่าได้อวดดีนักจักพบเื่ราวเลวร้ายมากกว่าดีเราขอถามนามเ้าอีกคราจะให้เราเหม่ยฮัวเรียกหาเ้าว่ากระไร?”
เต้าโกวน้อยค่อย ๆ เหลียวหน้ากลับมาแต่ทว่าหาได้ตอบคำถามเหม่ยฮัวนางนั้นไม่ดวงตาทั้งคู่ของพรตน้อยดำขลับดุจนิลจับจ้องบนใบหน้านางอย่างเ็า ก่อนจะใช้สายตาสำรวจตรวจสอบไปรอบๆ ห้อง สตรีนามเหม่ยฮัวเห็นเช่นนั้นพลันบังเกิดบันดาลโทสะมิอาจหักห้ามนางพุ่งร่างดั่งนางแอ่นเหินเข้าหาเต้าโกวน้อยหมายใช้มือข้างหนึ่งกระชากหมวกผ้านางซึ่งสวมใส่ไว้บนศีรษะออกมือด้านขวาพุ่งเข้าหาก่อนนิ้วมือทั้งห้าของเหม่ยฮัวกางออกราวคีมเหล็ก ในชั่วพริบตานิ้วทั้งห้าอยู่ห่างศีรษะเต้าโกวน้อยไม่ถึงครึ่งเชี๊ยะพลางตวาดเกรี้ยวกราดว่า
“หมวกนางชีมีดีกระไรกัน?เช่นนั้นส่งมอบมันให้แก่เราเหม่ยฮัวเถิด”
วาจานางที่ว่ากราดเกรี้ยวยังมิได้เสี้ยวหนึ่งของกระบวนท่าการลงมือนี้แต่ทว่าก่อนที่นิ้วมือทั้งห้าที่อ้ากางออกจะััหมวกผ้าของเต้าโกวน้อยพลันสตรีเหม่ยฮัวต้องอุทานออกจากปากอย่างตระหนกใ
“เอ๊ะ นี่...นี่มิถูกต้อง!?”
พรตน้อยแม้นั่งสงบนิ่งดั่งรูปปั้นแต่กระนั้นพลันยื่นมือขาวผุดผาดปานหยวกออกปาดวูบบริเวณข้อมือของเหม่ยฮัวด้วยความรวดเร็วเกินความคาดหมายของนางอย่างไรใช้ประสบการณ์อันช่ำชองรีบพลิกข้อมือกลับใช้วิชาท่าคว้าจับน้อยคลี่คลายสถานการณ์หมายมั่นกระชากข้อมือของเต้าโกวนางนั้น แต่ทว่าผิดท่าอีกคราจนต้องร่ำร้องคำร้ายกาจในใจ
ยามนี้สิ่งที่เหม่ยฮัวคาดคิดทุกสรรพสิ่งอยู่ในความควบคุมของนางพลางมิเป็ไปในทิศทางที่วางไว้ในสิ่งที่ว่าง่ายดายกลับมิง่ายคล้ายปอกกล้วยต่อไป ทุกเื่ราวส่อเค้ามิใช่ดั่งใจปรารถนาในคำร้องเอ๊ะฝ่ามือนางพลางััข้อมือนุ่มนิ่มของเต้าโกวน้อยลื่นไถลคล้ายดั่งมัจฉาปลาไหลฉะนั้นกระบวนท่านี้ที่ผ่านมาหาพบพานนับเป็ท่ามือที่ถือว่าพิสดารอันตื่นตระหนก
ในสถานการณ์มิคาดฝันพลันสะกดเหม่ยฮัวลืมตัวถอยเท้ากลับหลังสามก้าวจึงหยุดยืนตะลึงลานอยู่ครู่หนึ่งภายในจิตใจใคร่ครวญว่าแม่ชีน้อยนางนี้คล้ายมีเคล็ดวิชาฝ่ามืออันสูงส่งเพียงแต่นางยังเยาว์วัยในเื่การฝึกปรือถือว่ายังอ่อนหัดวันหน้าหากนางสำเร็จเคล็ดสุดยอดวิชาอาจก้าวขึ้นสู่แถวหน้ายอดฝีมือยุทธภพแล้ว
สตรีรับใช้เหม่ยฮัวแม้ถูกบังคับล่าถอยออกไปสามก้าวแต่ขึ้นชื่อว่ามีฝือติดตัวมิใช่ชั่วอยู่ก่อน ทุกคนภายในสำนักอสรพิษดำทั้งสูงต่ำล้วนมีวิชาฝ่ามือติดตัวหากจะให้ยินยอมพร้อมใจยอมแพ้อย่าได้เอ่ยกล่าวถึงเด็ดขาดดังนั้นครุ่นคิดขึ้นในใจว่า
“ทว่าถ้าหากเราจะสยบเอาชนะแม่ชีน้อยนางนี้เห็นทีในสามสิบกระบวนท่าหาใช่เป็ไปมิได้อย่างไรก็ตามเราคงต้องสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงลงไปมิใช่น้อย ผีซ้ำด้ำพลอยหากพลาดพลั้งทำนางาเ็เกิดร่องรอยฟกช้ำตามเนื้อหนังมังสาค่ำคืนนี้ยามที่เ้าสำนักอสรพิษดำเล่อผางเปลื้องเสื้อผ้าอาภรณ์นางออกพบเห็นเข้าต้องเอาเื่ราวเราแน่แม่ชีน้อยนางนี้งดงามปานเทพธิดาจุติ ผิวพรรณขาวผุดผาดสะอาดตาปานมุกหยวก ริ้นไรมดปลวกคล้ายมิเคยตอมไต่ใส่ร่างนางจนเกิดร่องรอยเช่นนั้นเราควรหยุดมือเพียงนี้ยังมีหน้ามีตามิถึงกับอับอายขายหน้าจนเกินไปนัก”
คิดได้เช่นนั้นพลันเหม่ยฮัวทิ้งสองมือลงปฏิกิริยาแปรเปลี่ยนเป็เชื่องช้าสะกดจิตใจปั้นสีหน้าเป็ปกติแย้มยิ้มส่งเสียงกล่าวกับเต้าโกวน้อยว่า
“เอาเถิดเราเห็นแก่เ้าเยาว์วัยไม่อาจตัดใจลงมืออำมหิตแล้วกันไปเถิดเรามิติดใจในเื่ราวเมื่อครู่เราเองกลับไม่ถูกต้องนักที่คิดลงมือพลการกับเ้า เราเพียงได้รับคำสั่งจากท่านเ้าสำนักให้คอยดูแลเ้าให้ดีเช่นนี้เ้าก็พักผ่อนเก็บออมเรี่ยวแรงเถิด ค่ำคืนนี้จักยังต้องพบพานความหฤหรรษ์อันโลดโผน”
วาจานี้ของสตรีรับใช้เหม่ยฮัวแฝงความนัยเอาไว้ในคำพูดและสีหน้าท่าทางนางส่งเสียงหัวร่อหึหึในลำคอเบา ๆ สายตาจับจ้องสำรวจเรือนร่างแม่ชีน้อยไปมาเที่ยวหนึ่งจึงแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจสำหรับเต้าโกวน้อยกลับไร้เดียงสาหาทราบเภทภัยกล้ำกรายใกล้ตัว สตรีที่สะคราญโฉมย่อมเป็ที่้าของบุรุษซึ่งคุกรุ่นตัณหาราคะมิมีข้อยกเว้นเป็อื่นแม้นางจะเป็เช่นแม่ชีที่ถือศิลกินเจก็ตาม
ยามนั้นสตรีรับใช้นามเหม่ยฮัวทีท่าทีสงบเยือกเย็น นางทราบพฤติกรรมอันต่ำช้าสามานย์ของเ้าสำนักอสรพิษดำเล่อผางผู้นี้ดีอยู่ก่อนนางเองในวัยดรุณีที่แรกแย้มล้วนผ่านการถูกย่ำยีจากเ้าสำนักผู้นี้เช่นกันเพียงแต่นางยังรู้จักปรับตัวเมื่อหมดสิ้นความสดสาวยอมภักดีเป็สตรีรับใช้สุดท้ายได้รับการถ่ายทอดวิชาฝ่ามืออยู่หลายท่าผนวกกับลอบดูตอนเ้าสำนักผู้นี้ฝึกซ้อมวิชาอาศัยครูพักลักจำก้าวหน้าขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง
สำหรับกับหญิงสาวหลายรายหลังจากเ้าสำนักผู้นี้ใช้เป็ที่ระบายความใคร่ในกามจนสาสมใจแล้วสุดท้ายถูกส่งตัวเข้าหอนางโลมบังคับรับแขกเป็หญิงคณิกาซึ่งเป็ญาติกับมัน หากทว่าหญิงสาวผู้ใดใจกล้าลอบหลบหนีมีแต่ต้องตายสุดอเนจอนาถดังนั้นนางจึงยินยอมรับใช้พอเวลาผ่านไปจิตใจจึงค่อยสั่งสมความชั่วช้าสามานย์มิได้แตกต่างจากมันสักเท่าใด
ยามนั้น สตรีรับใช้เหม่ยฮัวล่าถอยออกจากห้องหอไปไม่นานกลับมาใหม่ในมือเพิ่มอาภรณ์สดสวยใหม่เอี่ยมพับหนึ่งหลังจากวางลงปลายตั่งเตียงพลางชำเลืองมองเต้าโกวน้อยแวบหนึ่ง ั้แ่นางก้าวเท้าออกไปจากห้องกระทั่งกลับเข้ามาแม่ชีน้อยยังคงนั่งอยู่ในอริยบถเดิมดังนั้นส่งเสียงกล่าววาจาต่อหน้าเต้าโกวน้อยว่า
“แม่ชีน้อย นี่เป็เสื้อผ้าอาภรณ์ชุดใหม่ของเ้าเราจะออกไปก่อนตอนเ้าชำระล้างร่างกายผลัดเปลี่ยนชุดใหม่น้ำอบแป้งผัดเครื่องประทินโฉมล้วนจัดเตรียมไว้ให้กับเ้าแล้ว หลังจากนี้จะมิมีแม่ชีน้อยอีกค่ำคืนนี้ท่านเ้าสำนักจะมารับตัวเ้าไปเข้าห้องหอ หากเ้ามิ้าเจ็บตัวเราขอเตือนให้ตามใจท่านเ้าสำนักอย่าได้ขัดขืนค่ำคืนนี้เ้าจะได้ขึ้น์ชั้นวิมานหากท่านเ้าสำนักพึงพอใจในตัวเ้ามิแน่นักเ้าจักกลายเป็ฮูหยินใหญ่ในสำนักอสรพิษดำนี้ก็ได้ ไปเถิดทำตามที่เราบอกกล่าวสักครู่เราจะนำอาหารมาให้”
กล่าววาจาจบเหม่ยฮัวหมุนกายกลับออกไปจากห้องไปภายในห้องหับหลงเหลือแต่เต้าโกวน้อยผู้เดียว บัดนี้นางยังคงนั่งนิ่งมิไหวติงบนตั่งเตียงนางใช้สายตาสำรวจตรวจสอบเสื้อผ้าอาภรณ์ชุดใหม่อยู่ครึ่งค่อนวันพลันส่งเสียงรำพึงถึงตัวนางเองแ่เบาว่า
“เซียวบ้อซัวหนอเซียวบ้อซัวชีวิตเ้าช่างอาภัพนักจักเกิดมาก็กำพร้าบิดา ั้แ่จดจำความได้ต้องระเหเร่ร่อนไม่เป็หลักแหล่งน่าเสียดายที่มีมารดาเป็ถึงยอดฝีมือหาคู่เปรียบเทียบได้ สุดท้ายด้วยเหตุผลใดไฉนมารดาต้องมาบังคับให้ตนออกบวชเป็แม่ชีกระทั่งบัดนี้มารดามาหายหน้าไปไม่ทราบอยู่แห่งหนใด? มารดาท่านอยู่ที่ไหนบุตรีตกอยู่ในอันตรายคล้ายมิอาจคลี่คลายได้ด้วยตัวเองท่านอาจารย์พลันพบพานเภทภัยไม่อาจพึ่งพา มารดาท่านโปรดรีบรุดมาช่วยบุตรีท่านให้ทันท่วงทีด้วยเถิด”
ที่แท้พรตน้อยมีนามว่าเซียวบ้อซัวหลังจากเปรยวาจากับตัวเองยืดยาวเต้าโกวน้อยนามเซียวบ้อซัวทอดถอนใจออกมาคราหนึ่ง จึงเคลื่อนกายขยับเข้าไปนั่งอยู่กลางตั่งเตียงพร้อมกับหลับตาลงทำสมาธิแต่ทว่าในห้วงสมองกลับระลึกนึกถึงความหลัง ที่ผ่านมานางเฝ้ารอคอยมารดามารับตัวกลับสำนักหรือว่าครั้งนั้นหลังจากจอมมารวชิระโลกันตร์ฮั่นป่อป้อบุกทำลายจนย่อยยับมารดานำตนไปฝากกับสหายพรตฉายาแส้หมอกม้วนเมฆนามไท่จื้อเซียนโกว แล้วนางจึงจากไปไร้ข่าวคราวก่อนจากไปบอกกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่ามารดาจะกลับมารับตัว กระทั่งบัดนี้ตนมีอายุย่างเข้าสิบแปดปีแล้วยังไร้วี่แววของมารดาแต่อย่างใด
เนิ่นนานให้หลังมิทราบว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เต้าโกวน้อยเซียวบ้อซัวยังคงนั่งอยู่ในท่วงท่าทำสมาธิของผู้ทรงศีลนางปรับสมาธิจิตใจเข้าสู่ห้วงลึกจึงสงบเยือกเย็นฉับพลันได้ยินเสียงส่งผ่านคลื่นเสียงไกลพันลี้จากสถานที่ห่างไกลถ่ายทอดสู่ริมโสตดังว่า
“บ้อซัว เ้าอย่าได้หวาดกลัววิตกกังวลไปมารดารับทราบว่าเ้าตกอยู่ในอันตรายไม่อาจคลี่คลายได้ด้วยตัวเองมารดาเองตกอยู่ในสถานการณ์อันมิแตกต่างจากเ้าเท่าใดนักดังนั้นจึงไม่อาจรีบรุดไปช่วยเหลือเ้ากับอาจารย์ของเ้าได้ แต่เ้าวางใจเถิดชะตากรรมเลวร้ายของเ้าคล้ายสลายใกล้หมดสิ้นอีกไม่นานย่อมพบพานบุคคลผู้หนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับชะตาบรรดาชาวยุทธ์บู๊ลิ้มคอยช่วยเหลือเ้าแทนมารดา”
เสียงนั้นที่ส่งผ่านคลื่นเสียงจากสถานที่ห่างไกลขาดหายไปเต้าโกวน้อยเซียวบ้อซัวลืมตาขึ้นสมาธิขาดห้วงลุกพรวดพราดขึ้นะโลงจากตั่งเตียงขณะเดียวกันสตรีรับใช้นามเหม่ยฮัวบรรจงประคองถาดทองวางสัมภาระอาหารเดินเข้ามาพอดีเมื่อพบเห็นเช่นนั้นส่งเสียงเกรี้ยวกราดตวาดว่า
หยกเหินลม/ชล ชโลทร