กลับชาติมาเกิดใน Urban Fantasy

    ตอนที่สามสิบ Broken Masquerade เปิดเผยความลับ

    ตอนที่สามสิบ Broken Masquerade เปิดเผยความลับ

    ท่าทางมุกของผมที่พยายามจะอธิบายแก้ความเข้าใจผิดใช้ไม่ค่อยได้ผล

    ทำตรงกันข้ามกับมังงะแนวสาวซึนเดเระมาพบเราอยู่กับผู้หญิงคนอื่น โดยที่เราใช้เวทย์ห้อยหัวอยู่กลางอากาศมันใช้ไม่ได้ผลในการท่ำให้เธอเข้าใจผิดว่าเปแนเรื่องลามกแทนที่จะเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ

    หากเธอเป็นสาวซึนเดเระแบบมังงะก็จะพูดกับผมว่า

    “คนบ้า คนผีทะเล”และวิ่งหนีไปผมก็จะปกปิดความลับเรื่องเวทมนตร์เอาไว้ได้

    ทำไมเทเลอร์ไม่ออกแนวสาวในมังงะที่สนใจว่ามีสาวอยู่ใกล้เรามากกว่าการกลับหัวอยู่กลางอากาศนะ

    ตอนที่ผมห้อยหัวกลางอากาศพูดอยู่เช่นนี้

    ปรกติคนทั่วไปในเมืองนี้เวลาเห็นสิ่งประหลาดก็จะแกล้งทำเป็นลืมๆไปหรือไม่ใส่ใจ

    แม้กระทั่งเห็นคอคนเป็นรูจากรอยกัดของแวมไพร์ก็จะอธิบายว่า”อุบัติเหตุจากส้อมเสียบบาบีคิวที่คอ”

    เทเลอร์อาจจะเป็นคนฉลาดหรือไม่ก็อาจเป็นคนที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นผู้มีพลังพิเศษเลยสังเกตเรื่องพวกนี้ง่ายกว่าคนธรรมดา

    อควอเมนเต้

    น้ำจากมือของผมฉีดเข้าที่หน้าของเทเลอร์เพื่อเรียกสติเธอกลับมา

    ซึ่งน่าประหลาดใจเธอกระพริบตาปริบๆและท่าทางจะตั้งสติได้แล้วโดยผมไม่ต้องใช้ไฟฟ้าช็อตที่ผมวางแผนไว้ว่าจะใช้ไฟฟ้าหากน้ำไม่สามารถเรียกสติเธอได้

    “เอาล่ะถ้าเธอตั้งสติได้แล้ว พวกเธอสองคนนี้ แอนนากับวิลโล่คิดว่าผมเป็นตัวร้ายแบบในหนังเลยมาจะจัดการผมน่ะ ผมบอกว่าผมไม่มีเรื่องที่ต้องคุยกับพวกเธอ”

    แอนนาท่าทางจะตั้งสติได้แล้ว

    “เธอระวังเขาไว้ดีกว่านะ เขาพยายามจะใช้คาถาล้างสมองให้วิลโล่ชอบเขาด้วย”แอนนาเตือนเทเลอร์

    หืมหากมองในทางหนึ่ง นี่คล้ายฉากเข้าใจผิดในมังงะฮาเร็มแฮะ แต่ผมไม่ค่อยรู้สึกถึงความโรแมนติคเลยแฮะ

    “ผมเป็นผู้ใช้เวทมนตร์น่ะ เลยหยุดเรียนเพื่อตั้งสติก่อนตอนที่ความสามารถของผมตื่นขึ้นมา”

    ผมยื่นน้ำผึ้งผสมมะนาวให้เทเลอร์ ผมผสมเอาไว้เพื่อใช้เพิ่มน้ำตาลและพลังงานในเลือด

    ทดลองแบบโทซากะ รินโดยใช้เข็มฉีดยาสูบเลือดออกมาลองร่ายคาถานั้นต้องอาศัยน้ำตาลในเลือดเพื่อไม่ให้หน้ามืดแบบตอนที่เราบริจาคเลือดก็ต้องมีอาหารหวานๆมาทานหลังจากบริจาคเลือด

    เลือดนั้นเป็นส่วนประกอบที่ดีมากในการร่ายคาถาต่างๆ แต่ผมพยายามจะหลีกเลี่ยงเพราะ PR ภาพลักษณ์ของการใช้เวทย์โลหิตนั้นไม่ค่อยดี

    แต่อย่างที่บอกผมมันเป็นคนประเภทเทคโนแครต ที่เชื่อว่าเทคโนโลยีจะแก้ปัญหาทุกอย่างที่เราเจอได้ยกเว้นปัญหาสังคม

    ผมกำลังหาทางผลิตเลือดขึ้นมาเองโดยที่สามารถใช้กับคาถาได้เรื่อยๆอยู่

    ผมแค่พยายามเพิ่มพลังของเลือดในร่างกายผมแบบแลนซ์ อาร์มสตรองแต่เป็นเวอร์ชั่นใช้เวทมนตร์..เหตุผลน่ะหรือ?

    ผมเป็นนักเรียนมัธยมปลายนะ

    ไม่ใช่องค์กรลับของรัฐบาลที่จะมีงบประมาณมาให้ผลาญด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

    มันถูกกว่าเยอะหากใช้วิธีทางเวทมนตร์ หืมนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่รัฐสมัยโบราณจัดการผู้ใช้เวทย์หรือเปล่านะ

    การที่คนที่ไม่มีทุนสามารถมามีอำนาจเหนือกว่ารัฐได้เป็นอันตรายต่อระบบสังคมที่ต้องสะสมทรัพยากรเพื่ออำนาจ

    “วิลโล่อธิบายให้เทเลอร์ฟังหน่อย”

    ผมส่งไม้ต่อให้วิลโล่ในการพูดประโยคเด็ดประจำตอน

    คนที่โดนอธิบายมักจะล้มหายตายจากไปหรือกลายเป็นตัวร้ายทีหลัง

    Broken Masquerade การเปิดเผยความลับคือมุกที่คนในโลกแห่งความมืด ผู้ที่รู้เรื่องเหนือธรรมชาติ เปิดเผยเรื่องเหนยือธรรมชาติให้มักเกิ้ลหรือคนที่มาเกี่ยวข้องนั้นรู้

    ให้นึกภาพรินอธิบายให้ชิโร่ฟังเกี่ยวกับสงครามจอกนั่นล่ะครับ

    เป็นการอธิบายให้คนอ่าน ผู้ชมรับรู้ได้ดี

    ในการอธิบายระบบของเวทมนตร์หรืออะไรต่างๆของเรื่อง

    น่าเสียดายมันไม่อธิบายอย่างละเอียดแบบเฟทที่ผมต้องมาหาศึกษาอ่านตำราเอาเองในจักรวาลนี้

    “อะเอ่อ เทเลอร์ โลกนี้เก่าแก่กว่าที่เธอรู้..”

    และประโยคที่อธิบายเรื่องของแวมไพร์และเรื่องเหนือธรรมชาติ

    “..และสเลเยอร์ก็เป็นคนล่าแวมไพร์ในยามค่ำคืน ปกป้องมนุษย๙ติจากนักล่ายามราตรี”

    “เลโอนาร์ดคือสเลเยอร์หรือเยี่ยมไปเลย” เทเลอร์กลับมาทำหน้าดีใจและรับเรื่องราวเหนือธรรมชาติได้ดีกว่าที่คิด

    “เอ.. ไม่ใช่ผมแอนนาต่างหาก” ผมรีบเบรคเธอที่ท่าทางจะเข้าใจอะไรผิดสักอย่าง

    “งั้นหรือ” เทเลอร์ทำสีหน้าห่อเหี่ยวไปในทันทีที่มองไปทางแอนนา

    พวกเธอนี่มันอะไรกันนะ จะอยู่ใกล้กันโดยไม่มีดราม่าสักพักเลยไม่ได้หรืออย่างไร?

    แล้วนี่การที่เทเลอร์คิดว่าผมเป็นผู้ถูกเลือก..เป็นมุกของจักรวาลนี่หรือเปล่าน่ะ?

    จำได้ว่าคนเขียนเคยสัมภาษณ์ว่า

    “ต้องการสร้างความประหลาดใจให้คนดู ว่าเจอแวมไพร์กับเชียร์ลีดเดอร์ผมบลอนด์ คนจะคิอดว่าเชียร์ลีดเดอร์เป็นเหยื่อที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่ ว้าว  เธอคว้าหลาวมาปักอกแวมไพร์ เธอคือผู้ล่าแวมไพร์ที่แข็งแรงไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอ”

    นั่นล่ะครับท่านผู้ชม เพราะคนเขียนท่าทางจะไม่เคยชินกับแนวเรื่องของญี่ปุนที่มีเมจิคไนท์ เรเอิร์ทหรือ สาวน้อยเวทมนตร์ต่างๆที่มีพลังพิเศษไล่ฆ่าปีศาจได้อย่างง่ายดาย

    เขาถึงคิดว่าการที่ผู้หญิงมีพลังพิเศษปราบปีศาจได้เป็นเรื่องแปลก ทั้งที่มันมีแนวนี้มาตั้งแต่กำเนิดมังงะขึ้นแล้ว

    ท่าทางคนเขียนจะไม่ได้เป็นแฟนมังงะเลยคิดว่าเขียนผู้หญิงมีพลังพิเศษเป็นของแปลก

    เทเลอร์น่าจะได้รับอิทธิพลแนวนี้มั้ง

    ทำให้คิดว่าผมเป็นผู้ถูกเลือกแทน

    สไตล์แนวคิดว่า “ผู้หญิงเองก็ฉุดรั้งดูถูกผู้หญิงด้วยกันไว้”ว่าอย่างนั้น

    แต่จะโทษว่าเธอก็ไม่ได้ เพราะผมดันห้อยหัวอยู่กลางอากาศเวลาที่เธอมาเห็นนี่น่า

    ส่วนแอนนายังไม่ได้โชว์พลังเหนือมนุษย์ของเธอ

    คนอาจจะเข้าใจผิดกันได้ยิ่งแนวเรื่องนี้ที่ชอบพิสูจน์ว่าผู้ชายจะอ่อนแอกว่าด้วย

    อย่างเจ้าบิฟที่หุ่นราวกับเป็นนักเล่นกล้ามมืออาชีพ ก็สู้แรงแอนนาไม่ได้

    “เอ่อแล้วเธอเอาชีทการบ้านมาให้ฉันหรือ?”

    “อะเอ่อใช่แล้ว มันติดวันหยุดเผื่อเธอจะต้องส่งงานให้ทันในวันจันทร์” เทเลอร์กล่าวและก้มหน้าพยายามหลบสายตาของแอนนาและวิลโล่

    “เอ ขอบคุณมาก”

    อย่างที่บอก

    ผมไม่ใช่เฮอร์ไมโอนี่ ผมถือว่าชีวิตสำคัญกว่าเกรดเฉลี่ยในอนาคต

     

    มีเกรดน่ะมันดี เท่ากับว่ามีตำแหน่งงานที่ดีมากกว่าคอยอยู่ เปิดโอกาสที่ดี

    แต่นั่นต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่าคุณต้อง”มีชีวิต”อยู่ด้วยนะ

    การจะเป็นแวมไพร์ใช้ชีวิตทำงานบริษัทปรกตินั้นค่อนข้างจะยาก

    ผมใช้พลังจิตควบคุมกองกระดาษมาเปิดผ่านๆหน้าผม

    เอ๊ะ

    “เดี๋ยวก่อน มีอาจารย์ใหม่มาที่โรงเรียนหรือ?”

    ผมจ้องมองชีทงานและการบ้านที่ปรากฎและวิชาากับชื่ออาจารย์

    ผมหันไปมองแอนนาและวิลโล่

    พวกเขาทั้งสองคงมองหน้ากันและยักไหล่

    “ก็มีอาจารย์สอนวิทยาศาสตร์คนใหม่มาแทนน่ะ เป็นอาจารย์สาวด้วย เรานึกว่านายจะไปใช้พลังล้างสมองเธอเสียอีก”

    แอนนากล่าว

    “พวกเราเลยเฝ้าตลอดวันแต่ไม่เห็นนายมาสักที ทั้งที่มีนักเรียนชายสนใจเธอกันมาก นึกว่านายจะเข้าหาอาจารย์คนใหม่เสียอีก” แอนนากล่าวอย่างผิดหวัง

     

    แน่นอนครับในโลกนี้ นักเรียนชายก็หื่นกามกันเหมือนเดิม

    หรือแนวนักเรียนชายกับครูมีความสัมพันธ์กันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

    แต่ผมหน้าซีดเพราะอีกอย่าง

    “พวกเธอตามฉันไปที่โรงเรียนเดี๋ยวนี้เลย”

    ผมรีบใส่พลังเวทย์ควบคุมการเคลื่อนไหวแรงไปที่พื้นและพุ่งไปที่จักรยานของผม

    การให้จักรยานวิ่งเร็วๆน่าจะปกปิดพลังพิเศษได้มากกว่าคนธรรมดาวิ่งเร็วๆ

     

    “ไปช่วยชีวิตอาจารย์ ดมิธรีกันเถอะ”