หูจื้อพยายามหาเื่ชวนคุย ทักเื่นั้น ถามเื่นี้กับนางไปตลอดทาง
“แม่นางซ่ง ข้าชื่อหูจื้อ มาจากตระกูลหูที่อยู่ในตัวเมือง หลังปีใหม่ ข้าก็จะกลับไปทำงานที่อำเภอแล้ว”
ซ่งจินเหยารู้สึกว่าชายผู้นี้พูดมากน่ารำคาญ แต่เนื่องจากนางและโม่เจิ้งตงยังอยู่บนเกวียน หากนางทำตัวเ็ามากเกินไปจนทำให้เขาไม่พอใจ นางคงไม่มีวิธีแก้ไขในตอนนี้
เนื่องจากไม่มีทางเลือก จึงตอบเออออเป็ครั้งคราวแบบไม่เต็มใจนัก
แต่เมื่อได้ยินซ่งจินเหยาตอบรับ หูจื้อกลับยิ่งทวีความกระตือรือร้น และอวดอ้างสรรพคุณของตนเองต่อไปอย่างไม่รู้จบ
“บ้านของข้าอยู่ในเมือง ทั้งยังมีฐานะค่อนข้างดี ย่อมแตกต่างจากคนในหมู่บ้านเล็ก ๆ นี้แน่นอน แม่นางซ่งลองดูสิ คนงานในทุ่งปศุสัตว์เ่าั้จะเทียบกับข้าได้อย่างไร?”
มุมปากของซ่งจินเหยากระตุกเล็กน้อย
นางมองออกว่าชายผู้นี้แตกต่างจากคนอื่น ๆ ในทุ่งปศุสัตว์ พวกเขาส่วนใหญ่ที่นั่นล้วนทำงานหนัก ต้องคอยจัดการกับซากหมูและซากแกะอยู่ตลอดเวลา จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเปื้อนคราบสกปรกหรือเื ด้วยงานที่ยุ่งและหนักหนามาก จึงไม่มีใครใส่ใจกับรูปลักษณ์ของตนเองเท่าไรนัก
แม้แต่โม่หงเชินผู้เป็เ้านายก็ไม่ต่างกัน ต่อให้มีร่างกายกำยำและหน้าตาหล่อเหลา แต่การแต่งกายของเขาก็เรียบง่ายเสมอ
ส่วนหูจื้อที่อยู่ตรงหน้านางผู้นี้ เขาไม่ได้สวมชุดทำงานที่ดูหยาบกระด้าง แต่กลับสวมชุดคลุมที่ตัดเย็บอย่างประณีต รวบผมอย่างประณีตเรียบร้อยภายใต้หมวกผ้าทรงสี่เหลี่ยม ท่าทางภูมิฐาน
สำหรับคนขับเกวียนส่งเนื้อ ภาพลักษณ์นี้ถือว่าแปลกพิลึกและไม่เข้ากันเอาเสียเลย
หูจื้อยังคงพูดพล่ามต่อไป “สถานะอย่างข้า พวกเขาเ่าั้ไม่อาจเทียบได้เลย เ้าอาจไม่ทราบ แต่พวกเาาวเมืองค่อนข้างให้ความสำคัญกับเื่ภาพลักษณ์ และจะไม่มีวันคบค้าสมาคมกับพวกคนชั้นต่ำเ่าั้...”
เขาเรียกชาวบ้านทุกคนว่า 'คนชั้นต่ำ' งั้นหรือ?
ซ่งจินเหยาไม่้าพูดคุยกับเขาอีก แต่ทันทีที่หันกลับมา นางก็เห็นโม่เจิ้งตงกำลังจ้องหูจื้อด้วยสายตาเหมือนจะกินคน
ซ่งจินเหยารู้สึกตึงที่หว่างคิ้ว เด็กคนนี้เป็อะไรไป? ตอนพบหน้าหูจื้อครั้งแรกก็ไม่เห็นเขาแสดงท่าทีรังเกียจเช่นนี้เลย หรือว่าคำพูดของหูจื้อจะทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกดูแคลน...คิดว่าคำเรียกนั้นหมายถึงเขา?
ตอนนี้ใกล้ถึงตัวเมืองแล้ว และนางก็ไม่อยากก่อเื่ จึงตอบกลับไป
“หากเป็เช่นนั้น ทำไมท่านถึงมาทำงานที่นี่?”
หูจื้อแสดงท่าทางภาคภูมิใจอย่างชัดเจน รีบตอบทันที “ข้าไม่มีทางเลือก โม่หงเชินผู้ไร้ประโยชน์คนนั้น้าความช่วยเหลือและมาอ้อนวอนข้า ดังนั้นข้าจึงยอมมาขับเกวียนให้เขาอย่างไม่เต็มใจนัก...เ้าเองก็เห็นทักษะการขับเกวียนของข้าแล้ว แน่นอนว่า...”
ยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็มีเสียง *ตึง!* ดังขึ้น รถเกวียนพลันสั่นะเือย่างรุนแรง ซ่งจินเหยาแทบร่วงจากที่นั่ง
นางนึกสาปแช่งในใจ —ชายผู้นี้ช่างไร้ยางอายเสียจริง ยังมีหน้ามาโอ้อวดว่าตัวเองเก่งอย่างนั้นอย่างนี้? เก่งภาษาอะไร?!
เขาขับแย่ยิ่งกว่าชายชราที่ขับเกวียนไปมาระหว่างหมู่บ้านและตัวเมืองทุกวันเสียอีก และเนื่องจากรถเกวียนนี้มักใช้ในการขนส่งเนื้อสัตว์ หูจื้อจึงไม่ได้ดูแลมันมากนัก...มันทั้งสกปรก เลอะเทอะ และมีกลิ่นเหม็นอย่างที่สุด
แม้แต่คนอย่างซ่งจินเหยาที่ปกติไม่เมารถยังรู้สึกคลื่นเหียนไม่น้อย โชคดีที่เกวียนไม่มีหลังคา ไม่เช่นนั้นคงยากจะทนไหว
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงโรงหมอประจำอำเภอ ซ่งจินเหยาถอนใจด้วยความโล่งอก เมื่อโม่เจิ้งตงลงจากเกวียนแล้ว นางจึงยิ้มเยาะและเอ่ยขึ้น
“คนก็เหมือนเหล็ก ส่วนรสนิยมก็เหมือนเหล็กกล้า[1] ถ้าท่านไม่อวดอ้างตัวเองสักวันคงอยู่ไม่ได้กระมัง?”
พูดจบ ซ่งจินเหยาก็จูงมือโม่เจิ้งตงเข้าไปในโรงหมอ โดยไม่สนใจว่าหูจื้อจะเข้าใจที่นางพูดหรือไม่
โม่เจิ้งตงรู้สึกไม่พอใจตลอดการเดินทาง แม้ว่าเขาจะยังเด็ก แต่เขาก็รู้ว่าหูจื้อมีเจตนาไม่ดี จงใจเรียกร้องความสนใจจากซ่งจินเหยา
เขาระมัดระวังอยู่เสมอ แต่วันนี้เขาเกือบจะะเิโทสะออกมาแล้ว
เขาโกรธมากที่หูจื้อปากพล่อย...ซ่งจินเหยากำลังจะแต่งงานกับท่านพ่อของเขาอยู่แล้ว แต่ชายผู้นี้กลับทำตัวรุ่มร่าม และเขาก็โกรธซ่งจินเหยาด้วยเช่นกัน...เหตุใดนางต้องพูดคุยโต้ตอบกับคนเช่นนี้?
จนกระทั่งเขาได้ยินประโยคสุดท้ายของนางหลังลงจากเกวียน…
'ถ้าท่านไม่อวดอ้างตัวเองสักวันคงอยู่ไม่ได้กระมัง?'
จู่ ๆ โม่เจิ้งตงรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นทันที ผู้หญิงคนนี้ ดูเหมือนจะไม่ได้แย่อย่างที่คิด
แน่นอนเขาไม่ได้คิดว่าผู้หญิงคนนี้เป็คนดีอะไร แต่ท้ายที่สุดแล้ว ท่านพ่อของเขาก็จะแต่งงานใหม่ ไม่ว่ากับสตรีคนใด นางก็ถือเป็ท่านน้าและแม่เลี้ยงของเขาอยู่ดี เช่นนั้นเขาก็ควรต้องเคารพเชื่อฟังนาง
ทว่าเวลานี้ เขาลืมไปจนสิ้นว่า ตอนแรกที่เจอกับซ่งจินเหยา เขาเคยระแวดระวังนางมากเพียงใด
วันนี้ โชคของซ่งจินเหยาถือว่าไม่เลวร้ายนัก เพราะมีหมอชื่อดังจากเมืองลู่โจวมาช่วยตรวจรักษาที่โรงหมอเป็เวลาหนึ่งวัน แม้ค่าหมอจะสูงกว่าหมอทั่วไปถึงสองเท่า แต่ซ่งจินเหยาก็ยอมจ่ายเงินทันที
เห็นดังนั้น โม่เจิ้งตงพลันรู้สึกกังวลเล็กน้อย เขาไม่ได้ป่วยหนัก และหมอทั่วไปก็รักษาได้ เหตุใดต้องเสียเงินมากมายถึงขนาดนั้น?
เขารู้สึกเ็ปใจจริง ๆ
โม่เจิ้งตงสูดหายใจเฮือกใหญ่ —เห็นทีเขาคงต้องรีบโตเร็ว ๆ แล้ว หาไม่แล้ว ไม่เช่นนั้นแม่เลี้ยงที่ใช้เงินเก่งแบบนี้ ลำพังท่านพ่อจะมีรายได้เพียงพอหรือ?
พอเขาหาเงินได้เองแล้ว เขาก็จะเอาเงินมาให้แม่เลี้ยง แบบนี้ก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าแม่เลี้ยงจะใช้เงินไปมากเท่าไร
เมื่อหมอตรวจชีพจรของโม่เจิ้งตง เขาก็ขมวดคิ้วมุ่นทันที จากนั้นจึงตรวจตาและลิ้นของเขา ก่อนเอ่ยถามน้ำเสียงจริงจัง “เ้ารู้สึกเวียนหัวและอ่อนแรงมานานแค่ไหนแล้ว?”
ซ่งจินเหยาไม่ทราบ โม่เจิ้งตงเองก็ไม่แน่ใจ จึงได้แต่ส่ายศีรษะปฏิเสธ
หมอทำสีหน้าเ็าลงอีกเล็กน้อย “คงผ่านมาสักสามสี่ปีแล้วกระมัง? ถึงแม้เ้าจะดูไม่ต่างจากเด็กคนอื่น แต่รากฐานของเ้าถือว่าพร่องอย่างร้ายแรง”
หัวใจของซ่งจินเหยาพลันตึงเครียด “ท่านหมอ อาการนี้ยังรักษาได้ใช่หรือไม่?”
“หากเ้ามาเร็วกว่านี้ก็คงจะดี แต่ป่านนี้แล้ว…” หมอลูบเคราของตนเอง มองไปยังเสื้อผ้าของพวกเขาพลางทอดถอนใจ “เมื่อเืพร่อง ชี่พร่อง[2] ร่างกายเสียสมดุล ข้าจะสั่งยาให้ กลับบ้านไปเ้าก็บำรุงร่างกายของเขาให้ดี”
หลังหมอกล่าวจบ ซ่งจินเหยาจึงรีบสืบเท้าไปข้างหน้า “ท่านหมอ เขาอายุเพียงแปดขวบเท่านั้น น่าจะยังรักษาให้หายขาดได้ หากไม่รักษาดี ๆ ั้แ่แรก อาจส่งผลต่อสุขภาพของเขาในระยะยาว ยาที่ท่านจ่ายให้…”
จากท่าทีของหมอ ดูเหมือนเขาจะมองนางเป็ชาวบ้านผู้ยากไร้ จึงเป็สาเหตุที่ทำให้เด็กน้อยต้องมาอยู่ในสภาพนี้
ดังนั้น ใบสั่งยาที่เขาเขียนให้น่าจะเป็เพียงการรักษาเบื้องต้น ไม่ใช่สิ่งที่จะช่วยให้โม่เจิ้งตงหายขาดอย่างแท้จริง
ซ่งจินเหยายังไม่ค่อยเข้าใจนัก หากโม่เจิ้งตงป่วยด้วยภาวะนี้ ก็น่าจะเพิ่งเกิดขึ้นใน่ปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นเขาอยู่กับบิดามารดาผู้ให้กำเนิด...แม้จะยากจน แต่ก็คงไม่ถึงขั้นอดอาหารกระมัง?
หมอถอนหายใจอีกครั้ง “หากเ้า้าให้เขาฟื้นตัวเร็ว ๆ ก็ต้องใส่ใจเื่อาหารการกินของเขา อย่างน้อยที่สุดก็ควรกินไข่วันละฟอง ส่วนยาดีบำรุงชี่ บำรุงเื อย่างเออเจียวและหวงฉี[3] ล้วนมีราคาแพงและหายาก...ไว้เ้าสะดวกเมื่อไร ค่อยไปหาซื้อยาเ่าั้มารักษาเขา”
ได้ยินดังนั้น ซ่งจินเหยาจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นบ้าง ตราบใดที่ยังมีวิธีรักษา ทุกอย่างก็ยังมีหวัง
“ท่านหมอโปรดจ่ายยาให้ด้วยเถิด ข้ามีเงิน”
จากเงินหกตำลึงที่โม่หงเชินมอบให้นางไว้ นางยังเหลืออยู่มากกว่าสามตำลึง เพียงพอที่จะซื้อยาได้ แต่หลังจากนี้ นางจะไม่มีเงินเหลืออีกแล้ว
แต่เมื่อเทียบกันแล้ว สุขภาพต้องมาก่อน
…
ขณะเดียวกันนั้นเอง โม่หงเชินและอวี๋เย่าไห่ก็กำลังขับรถม้าตะบึงกลับมา
เดิมที พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองลู่โจว แต่กลับเกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้นระหว่างทาง
ตอนนี้ภายในรถม้า มีสตรีผู้หนึ่งกำลังนอนหายใจรวยริน ราวกับใกล้ตายเต็มที
แม้แต่อวี๋เย่าไห่ผู้ไร้กังวลยังมีสีหน้าเคร่งขรึมอย่างที่สุด ดวงตาของเขาเฉียบคมและเ็าดุจน้ำแข็ง
แต่มือที่จับบังเหียนกลับสั่นเทาเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าเขากำลังตึงเครียดมาก
.
.
.
[1] คนก็เหมือนเหล็ก ส่วนรสนิยมก็เหมือนเหล็กกล้า (人是鐵,範兒是鋼) เป็ภาษาพูดที่เล่นคำระหว่าง ‘เหล็ก’ (鐵) และ ‘เหล็กกล้า’ (鋼) เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของ รสนิยม/สไตล์ (範兒) หรือ การแสดงออกที่เป็เอกลักษณ์ของบุคคล
[2] ชี่พร่อง (气虚) คืออาการที่ร่างกายมีพลังลมปราณไม่เพียงพอ ทำให้ไม่มีแรง อ่อนเพลีย เหงื่อออกง่าย หน้ามืดเวียนศีรษะ มือเท้าเย็น ภูมิคุ้มกันต่ำ ส่วนเืพร่อง (血虚) คือการที่เืไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ ทำให้หน้าซีด ตาลาย ใจสั่น มือเท้าเหน็บชา นอนไม่หลับ ตาแห้ง ผมร่วงง่าย
[3] เออเจียว (阿胶) คือเจลาตินที่สกัดจากหนังลา มีสรรพคุณบำรุงเื ส่วนหวงฉี (黄芪) เป็สมุนไพรเพิ่มพลังชี่ ช่วยเสริมสร้างและกระตุ้นพลังงานที่สำคัญของร่างกาย
.
.
.