King Of The King (กษัตริย์เหนือกษัตริย์)

    ตอนที่ 29 จุดประสงค์ของมอแกรน

    ตอนที่ 29 จุดประสงค์ของมอแกรน

     

    “ฮ่าฮ่า ฮ่า ท่านยังคงเป็นคนที่เข้มงวดไม่เปลี่ยนไปเลยนะแต่ดูเหมือนว่าระดับพลังของท่านจะสูงกว่าก่อนหน้านี้มากเลยนะ”มอแกรนกล่าวพร้อมกับยิ้มออกมาอย่างเป็นมิตรและพูดต่อว่า “ที่ข้ามาในวันนี้เพราะข้าคิดที่จะมาเข้าร่วมกับบารอนอากอร์นบารอนหนุ่มอายุน้อยผู้ที่มากไปด้วยความสามารถเกินกว่าอายุของตนเอง”มอแกรนบอกจุดประสงค์ของเขาทันทีอย่างไม่ปิดบัง.......

     

    “เรื่องนั้น.........”

     

    เอี๊ยดดดดดด!!

     

    ยังไม่ทันที่เรเว่นจะได้พูดจบประโยคเสียงเปิดประตูห้องโถงก็ดังขึ้นพร้อมกับชายหนุ่มหน้าตาดีและมีร่างกายที่สมส่วนเดินเข้ามาซึ่งชายหนุ่มคนนี้ก็คืออากอร์นนั้นเองและการปรากฏตัวของอากอร์นนั้นได้ทำให้นักรบทั้งหมดรวมถึงมอแกรนต่างก็หันมามองที่เขาเป็นตาเดียวกันหมด.......

     

    “อ้าว.....มีคนอยู่เยอะแยะเลยพวกเขาเป็นใครกันอย่างนั้นรึท่านเรเว่น?” อากอร์นสัมผัสได้ว่าคนเหล่านี้ล้วนเป็นนักรบระดับปฐพีขั้นที่หนึ่งทั้งนั้นและคนที่อยู่หน้าสุดก็มีความแข็งแกร่งถึงนักรบระดับปฐพีขั้นที่สามส่วนปลายแล้วด้วย........

     

    ตุบ!!

     

    “คารวะท่านบารอนอากอร์น!!”ทันใดนั้นเองมอแกรนที่อยู่หน้าสุดก็ได้ก้าวเดินแทรกเหล่าทหารออกมาและมาหลุดอยู่หน้าอากอร์นก่อนจะชันเข่าลงหนึ่งข้างและกล่าวทักทายอย่างสุภาพ......

     

    หือ....?

     

    “ท่านผู้นี้คือ?”อากอร์นรู้สึกตกใจเล็กน้อยเขาจึงหันไปหาเรเว่นเพื่อถามว่าชายคนนี้เป็นใคร......

     

    “เรียนนายท่านเขาคืออัศวินมอแกรน หัวหน้าหน่วยอัศวินปราการโล่ขอรับ”เรเว่นอธิบายถึงความเป็นมาคร่าวๆ ของมอแกรนให้อากอร์นฟังในทันที......

     

    “หัวหน้าหน่วยอัศวินปราการโล่หนึ่งในหัวหน้าหน่วยทั้งสิบสองของท่านบารอนดานัทนะเหรอ?”อากอร์นถามขึ้นอย่างสงสัยว่าชายที่อยู่ตรงหน้าใช้คนคนเดียวกันกับที่เขาเคยได้ยินมาไหม......

     

    “ถูกต้องแล้วขอรับท่านบารอนอากอร์นเป็นข้าน้อยเองมอแกรนหัวหน้าหน่วยอัศวินปราการโล่หนึ่งในสิบสองหน่วยรบของท่านบารอนดานัทขอรับ”มอแกรนกล่าวแนะนำตนเองอย่างสุภาพโดยบอกถึงที่มาของเขาตามที่อากอร์นถาม......

     

    “แล้วท่านอัศวินมอแกรนมาที่เมืองข้าทำไมอย่างนั้นเหรอ?”อากอร์นพูดเข้าเป็นประเด็นในทันทีเมื่อเขารู้ว่ามอแกรนนั้นไม่ได้มาที่นี่โดยไม่มีจุดประสงค์แน่ๆ.......

     

    “ข้าและทหารอยากจะมาขอเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งภายใต้ธงรบของท่านบารอนอากอร์นขอรับ”มอแกรนกล่าวถึงจุดประสงค์ของเขาให้อากอร์นฟังพร้อมกับแสดงท่าทางจริงจังออกมา......

     

    หือ...? อากอร์นรู้สึกตกใจเล็กน้อยที่อยู่ๆหนึ่งในหัวหน้าหน่วยอัศวินทั้งสิบสองของบารอนดานัทผู้แข็งแกร่งกลับมาขออยู่ภายใต้เขาเขาจึงได้ถามกลับไปว่า “เหตุผลละ? ในเมื่อท่านบารอนดานัททั้งเก่งและก็มีอำนาจมากกว่าข้ามันมีเหตุผลอะไรที่ท่านจะมาขออยู่ภายใต้ธงรบของข้า?” อากอร์นถามพร้อมกับแสดงสีหน้าเรียบนิ่งจ้องมองไปที่มอแกรน......

     

    “ท่านบารอนอากอร์นยังคงไม่รู้เรื่องซินะขอรับ”มอแกรนพูดถามขึ้นหลังจากที่เห็นว่าอากอร์นยังไม่รู้เรื่องราวบางอย่างที่เกิดขึ้น......

     

    “เรื่องอะไร?”อากอร์นเองก็รู้สึกสงสัยเช่นกันว่าเรื่องอะไร......

     

    “ท่านบารอนดานัทได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยการถูกลอบสังหารโดยคนจากจักรวรรดิฉินวู๋อ๋องและเมื่อท่านดานัทตายเมืองโคลาสก็เกิดการจลาจลขึ้นทำให้เมืองแตกแยกเป็นหลายฝ่ายหัวหน้าหน่วยทั้งสิบสองเองก็ไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไหร่นักข้าและทหารของข้าจึงได้แยกตัวมาที่นี่”

     

    “เนื่องจากข้าเองก็เคยได้ยินเรื่องราวของท่านบารอนมาไม่น้อยในตอนที่ท่านอยู่ภายใต้ท่านแม่ทัพซานคอสจนท่านได้รับยศเป็นบารอนและได้รับหน้าที่เป็นเจ้าเมืองแห่งนี้และในตอนที่ข้ากำลังเดินทางอยู่ข้ายังข่าวว่าท่านสามารถเอาชนะกองทัพนับหมื่นของเมืองแซนดี่ได้ด้วยกำลังคนที่น้อยกว่าภายในระยะเวลาอันสั้นอีกด้วย”

     

    “ดังนั้นข้าจึงคิดว่าข้าตัดสินใจถูกแล้วที่มาที่นี่อีกอย่างข้ากับท่านอัศวินเรเว่นก็เป็นเพื่อนรักกันอีกด้วยพวกเราเคยร่วมรบด้วยกันเมื่อสมัยก่อนและนี้ก็คือเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นขอรับ”

     

    เมื่อมอแกรนพูดจบเขาก็แสดงสีหน้ายิ้มและจริงจังออกมาภายในแววตาของเขานั้นเต็มไปด้วยความชื่นชมที่มีต่ออากอร์นไม่น้อยเลย เพราะเขาเองสัมผัสได้ว่าอากอร์นนั้นมีความแข็งแกร่งและความน่าเกรงขามไม่แพ้กับบารอนดานัทเจ้านายเก่าของเขาเลย.......

     

    “ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เองข้าเองก็พึ่งรู้ว่านี้ข้าขอแสดงความเสียใจต่อท่านบารอนดานัทด้วยส่วนเรื่องที่ท่านและคนของท่านจะมาขอเข้าร่วมกับข้านั้นข้ายังคงตัดสินใจไม่ได้ในตอนนี้แต่ข้าจะเอาเรื่องเข้าที่ประชุมและสรุปความคิดเห็นอีกครั้งและข้าจะให้คนจัดที่พักให้กับพวกท่านก่อน”

     

    อากอร์นยังคงไม่ได้ตัดสินใจในทันทีเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่มอแกรนพูดมานั้นเป็นความจริงไหมแต่เขาก็ยังยินดีที่จะจัดสรรที่พักให้กับมอแกรนและคนของเขาเพื่อเป็นการไม่ให้เสียน้ำใจซึ่งกันและกันดังนั้นแล้วทางเลือกนี้จึงดีที่สุดแล้ว......

     

    “ข้าน้อยเข้าใจและข้าน้อยก็หวังว่าท่านบารอนจะตอบรับพวกเราให้เป็นส่วนหนึ่งกับธงรบของท่าน”

     

    มอแกรนเองก็เข้าใจความรู้สึกของอากอร์นดีว่าเป็นอย่างไรดังนั้นเขาจึงได้พูดออกไปเช่นนั้นว่าเขารอได้และจะยินดีมากหากอากอร์นตอบรับพวกเขาส่วนทหารของเขาทั้งหมดล้วนแล้วแต่มอแกรนคนเดียวเมื่อมอแกรนเลือกที่จะเข้าร่วมกับอยู่อากอร์นพวกเขาก็จะเข้าร่วมเช่นกัน.......

     

    นอกจากทหารทั้งสามสิบนายนี้แล้วมอแกรนยังมีทหารของเขาอีกมากกว่าหนึ่งพันคนที่อยู่ข้างนอกกำแพงนั้นเพื่อเป็นการแสดงว่าเขามาอย่างเป็นมิตรเขาจึงได้พาคนสนิทเข้ามาเพียงแค่สามสิบคนเท่านั้น......

     

    หลังจากที่รู้เหตุผลของมอแกรนแล้วอากอร์นก็ยังไม่ได้จากไปไหนเขายังคงอยู่ภายในห้องโถงนี้และพูดคุยกับมอแกรนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นแถวดินแดนโคลาสว่าเป็นอย่างไรบ้างเพราะดินแดนของเขานั้นอยู่ห่างไกลจากที่นั่นมาก.......

     

    ข่าวสารไปมาก็ไม่ค่อยครอบคลุมเรื่องบางรู้ที่เกิดขึ้นอย่างเรื่องการตายของบารอนดานัทนั้นผู้คนที่อยู่ที่นี่ก็ไม่มีใครได้รับรู้ถึงแม้จะเป็นการตายของบารอนก็ตามแต่ข่าวก็ไม่ได้ถูกส่งมาที่นี่เพราะด้วยที่นี่เป็นดินแดนที่รกร้างหากไกลความเจริญจึงไม่น่าสนใจ.......

     

    แต่ภาพที่มอแกรนเห็นนั้นเมืองเซนต์จูรี่ในตอนนี้ถือได้ว่าเป็นเมืองระดับต่ำที่อยู่จุดสูงสุดเลยหากเปรียบเทียบกับเมืองอื่นๆ ในบริเวณนี้ละก็เมืองเซนต์จูรี่ดูดีกว่ามากหลายเท่านักโดยเฉพาะหอคอยรบที่ดูแปลกตากว่าที่เขาเคยเห็นมาและไหนจะสิ่งก่อสร้างอื่นๆอีกมากมาย......

     

    รวมๆแล้วต้องใช้งบประมาณไปไม่น้อยเลยหากจะสร้างสิ่งของเหล่านี้ถึงแม้ว่าประชากรจะยังมีน้อยอยู่ก็ตามแต่เรื่องนั้นไม่ใช้ปัญหาอย่างไรเลยเพราะในอนาคตจำนวนประชากรสามารถหาเพิ่มได้หลังจากที่ตีเมืองหรือยึดเมืองได้.....

     

    แต่ที่ทำให้มอแกรนสงสัยคืออากอร์นไปหาเงินจากไหนตั้งมากมายมาพัฒนาเมืองต่างหากเพราะจากที่เขาดูแล้วต่อให้ใช้เงินเก็บทั้งหมดก็คงไม่อาจที่จะหาได้มากขนาดนั้นและเมืองนี้ก็ยังไม่มีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจด้วยมันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีรายได้เพิ่มในส่วนนี้.....

     

    และถึงจะมีรายได้จากการทำธุรกิจก็ตามยังไงก็ต้องใช้เวลาที่ยาวนานในการเก็บรวบรวมเงินจำนวนมากด้วยที่เมืองเซนต์จูรี่ที่ใครๆต่างก็รู้ว่าเป็นเมืองที่ถูกทอดทิ้งมานานจนไม่อาจจะฟื้นตัวได้ในเร็ววันนี้มันยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย......

     

    แต่มาว่าจะด้วยเหตุผลไหนมอแกรนก็ยังเชื่อว่าการที่เขามาติดตามอากอร์นนั้นมันจะไม่ทำให้เขาผิดหวังอย่างแน่นอนและมันจะทำให้เขาได้รับมากกว่าเสียด้วยเพียงแต่มันอาจจะช้ากว่าการไปขออยู่กับไวเคานต์หรือเคานต์ที่มีอำนาจมากกว่านี้......

     

    แต่หากเขาไปเข้ากับคำที่มีอำนาจมากขนาดนั้นเขาก็คนของเขาก็คงจะไม่ได้แสดงศักยภาพของพวกเขาแน่ นอกจากการเป็นแค่ทหารทั่วๆภายในกองทัพเท่านั้นแต่การที่เขามาอยู่กับอากอร์นนั้นเขายังพอได้แสดงฝีมือบ้าง......

     

    สองชั่วโมงผ่านไป......

     

    “เรื่องที่ท่านมอแกรนต้องการมาอยู่ภายใต้ธงรบของข้านั้นข้าจะให้คำตอบท่านในวันพรุ่งนี้แน่นอนรับรองได้ ในวันนี้ข้าต้องขอตัวก่อน เดียวข้าจะให้ท่านเรเว่นอยู่ต้อนรับท่านและคนของท่าน”อากอร์นเห็นว่าเวลาได้ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วเขาจึงกล่าวลาเพื่อไปทำธุระอย่างอื่น.....

     

    “ข้าน้อยเข้าใจแล้วและข้าน้อยก็หวังว่าจะได้ทำงานรับใช้ท่าน” มอแกรนยังคงกล่าวอย่างสุภาพเช่นเดิมถึงแม้ว่าอากอร์นจะอายุน้อยกว่าเขาแต่อากอร์นก็มากความสามารถและยศสูงกว่าเขา......

     

    เมื่ออากอร์นออกไปจากห้องโถงแล้วมอแกรนและเรเว่นก็อยู่พูดคุยกันต่ออีกสักครู่ก่อนที่เรเว่นจะให้คนไปจัดเต็นท์พักให้กับมอแกรนและคำของเขาโดยให้ทั้งหมดพักในพื้นที่แถวค่ายทหารใหม่แห่งนี้ เพราะเรเว่นเองก็พักอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน......

     

    กองทหารเกราะหนักถือโล่อันใหญ่จำนวนมากกว่าพันนายพากันเดินเข้ามาภายในกำแพงเมืองชั้นที่สองอย่างองอาจและดูน่าเกรงขามทว่าหลังจากที่พวกเขาเข้ามาแล้วพวกเขาก็พบกับกองทัพม้าดำทั้งสองพันนายที่กำลังซ้อมรบอยู่ที่พื้นที่โล่งกว้างอย่างน่าเกรงขาม......

     

    กองทัพม้านั้นเป็นศัตรูตัวฉกาจของทหารราบเลยถึงแม้พวกเขาเป็นพลเกราะโล่นักก็ตามแต่การที่ต้องมาเจอกับทัพม้ามากขนาดนี้พวกเขาก็ไม่แน่ว่าจะเอาชนะได้ดีไม่ดีพวกเขาทั้งหมดอาจจะถูกสังหารจนหมดก็เป็นได้......

     

    “ทำไมเมืองที่อยู่ห่างไกลความเจริญแบบนี้ถึงได้มีกองทัพที่แข็งแกร่งแบบนี้นะ?”

     

    “นั้นซิกองทัพม้าดำเหล่านี้ล้วนแล้วแต่แข็งแกร่งไม่แพ้กับกองทัพของท่านอัศวินหน่วยทหารม้าเหล็กเลยและดูจากความหิวกระหายในสงครามของพวกเขาแล้ว บอกได้คำเดียวเลย.......อ่า!!”

     

    “หากเราต้องเจอกับทหารม้าสีดำพวกนี้ไม่รู้ว่าพวกเราจะเป็นอย่างไรบ้าง?”

     

    “ไหนจะหอคอยรับพวกนั้นอีกต่อให้เรามีกันซักห้าพันก็ยังยากที่จะสู้เลย”

     

    ทหารโล่เกราะหนักเหล่านี้ต่างพากันพูดถึงกองทัพม้าที่พวกเขาพบเห็นอยู่ข้างหน้าอย่างตกใจและไม่อยากที่จะเชื่อในสายตาตัวเองว่าเมืองที่ห่างใกล้ความเจริญแบบนี้จะมีกองทัพม้าที่แข็งแกร่งเช่นนี้อยู่ด้วยแถมทหารม้าแต่ก็ละคนก็ล้วนแล้วแต่เป็นทหารฝีมือดีทั้งนั้น.......

    คล้ายกับเรื่องKing Of The King (กษัตริย์เหนือกษัตริย์) ที่คุณอ่าน