บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 45 ขอร้องข้าสิ

                การโจมตีในครั้งนี้ถือเป็นกระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดในเวลานี้แล้วน้ำตาแห่งความเศร้า!

                น้ำตาแห่งความเศร้าเป็นกระบวนท่าเสริมความแกร่งของเพลงกระบี่ร้องไห้ใช้แรงสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงที่น่าสะพรึงกลัวกับการออกกระบี่ที่รวดเร็วสร้างกระบี่ที่น่าทึ่งนี้ขึ้นมา!

                เมื่อกระบี่เฟิงโหวในมือของหมิงอวี่ถูกฟันออกไปก็เกิดระลอกคลื่นจำนวนมหาศาลฟันกระบี่ออกไปแค่ทีเดียวก็เหมือนกับการฟันเอาลมปราณของกระบี่ให้พุ่งออกไปด้วยชั้นคลื่นที่พุ่งออกไปทำให้พลังสังหารของเงาดอกบัวมรณะสลายไม่เหลือ

               เมื่อกระบี่เฟิงโหวของหมิงอวี่ฟันถูกปลายกระบี่อู๋อิ่ง เหมือนสัมผัสได้ว่าถูกพลังมหาศาลต่อต้านทำให้กระบี่อู๋อิ่งนั้นไม่สามารถพุ่งขึ้นหน้ามาได้อีก

               “ผัวะ”

               หมิงอวี่ออกแรงที่แขนมากขึ้นแล้วดันกระบี่อู๋อิ่งให้กระเจิงไปทำให้กระแสลมปราณของกระบี่พุ่งเข้าหาเยี่ยซีที่ยืนตะลึงอยู่ไม่ไกลและดันตัวของนางให้กระเด็นถอยหลังไป

               “ตู้ม! …”

                ร่างกายที่บอบบางของเยี่ยซีพุ่งถอยหลังเหมือนลูกกระสุนปืนใหญ่พุ่งทะลุใส่กำแพงนางไถลห่างออกไปเป็นร้อยเมตรและกระแทกเข้ากับกำแพงทางทิศใต้ของสนามประลอง แรงชนทำให้กำแพงกลายเป็นหลุมรูปทรงคล้ายกับใยแมงมุม

               นางพิงอยู่ตรงกำแพงที่พังทลายลงมา ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลที่เกิดจากลมปราณของกระบี่จนยากที่จะลุกขึ้นมาแต่ว่าหลังจากนั้นหมิงอวี่ก็มาปรากฏตัวอยู่ข้างกายพร้อมกับกระบี่เฟิงโหวที่จ่อไปที่คอขาวๆของนาง!

                “เอ่อ!”

                คนกว่าสามหมื่นคนในสนามประลองตะลึงกันไปหมด ทุกคนแทบจะยืนขึ้นมาแล้วมองไปที่แผ่นหลังของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ทางทิศใต้ในใจของแต่ละคนเต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างขีดสุด!

                หญิงสาวที่เป็นดั่งเทพธิดาในใจของพวกเขาอย่างเยี่ยซี วันนี้ตอนนี้ถูกองค์ชายคนหนึ่งที่ถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่เอาไหนเล่นงานจนหมดสภาพ?

               นี่มันเรื่องน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!

                แต่คนที่ตกตะลึงมากที่สุดก็คือตัวของเยี่ยซีเอง

               ปกตินางเป็นคนใจเย็นราวกับสายน้ำแต่ในใจของนางตอนนี้มันกลับเป็นดั่งคลื่นที่ปั่นป่วน

               เยี่ยซีเงยหน้ามองไปยังชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าของนางมองไปที่เงาของชายที่รูปร่างกำยำตรงหน้า ภาพในหัวของนางก็ปรากฏขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

               องค์ชายสิบเจ็ดที่ไม่มีแม้แต่คุณสมบัติที่จะเข้าร่วมการประลองยุทธ์เลยคนที่เคยอ่อนแอ คนที่ไม่เคยกล้าจะเผชิญหน้ากับอะไรเลยคนที่เจอหน้านางแล้วก็ต้องเขินอายในทุกครั้งคนที่เห็นว่านางไม่พอใจก็จะทำทุกอย่างมาง้อมาเอาใจนางคนที่ยอมทำตามที่นางต้องการทุกอย่าง องค์ชายสิบเจ็ดที่เชื่อฟังนางที่สุด ...

               ตอนนี้กลับยืนอยู่ตรงหน้าของนางแบบอกผายไหล่ผึ่งท่าทางที่ดูสูงโปร่งทำให้นางต้องเงยหน้าขึ้นไปมองและความสามารถความสง่างามในตัวของเขามันก็แผ่กระจายออกมา ทำให้นางต้องหันมองขึ้นไปเท่านั้น!

                ใช่ ชายขี้ขลาดอ่อนแอราวกับมดเมื่อก่อนตอนนี้เขากลายเป็นลูกผู้ชายที่แท้จริงคนหนึ่ง กลายเป็นคนที่นางต้องเงยหน้ามองสูง!

                เมื่อเห็นดวงตาของเยี่ยซีเริ่มสั่นเครือ หมิงอวี่ก็ยิ้ม

               เขาไม่ได้ต้องการพิสูจน์ว่าตัวเขานั้นแข็งแกร่งมากแค่ไหนไม่ได้ต้องการพิสูจน์ว่าตัวเองนั้นโดดเด่นแค่ไหน เขาแค่ต้องการบอกเยี่ยซีว่าเจ้าเคยหลอกลวง เหยียบย่ำผู้ชายคนหนึ่ง วันนี้ข้าสามารถเหยียบย่ำเจ้าได้เหมือนกันข้าจะกู้ศักดิ์ศรีเหล่านั้นของข้าคืนมา

               เรื่องราวเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา อย่าได้ดูถูกชายที่ยากจนในวันนั้น!

                วิสัยทัศน์การมองคนของเจ้ามันผิด

               สิ่งที่หมิงอวี่ตั้งใจจะบอก เยี่ยซีได้รับมันไปหมดแล้วนางนั่งเหม่อลอยอยู่ที่เดิม แต่ไม่นาน ไฟในใจของนางก็ลุกโชนขึ้นมา นางจะต้องเหนือกว่าหมิงอวี่ให้ได้เพื่อกู้หน้าที่เสียไปในวันนี้!

                “ไม่แน่ว่าองค์ชายสิบเจ็ด อาจเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นดีก็ได้นะ”

               บนหลังคาสีแดงของวังหลวงที่ห่างออกไปในรัศมีสิบลี้ชายสวมหมวกปิดหน้าคนหนึ่งเอ่ยปากพูดขึ้นมา น้ำเสียงของเขาแหบแห้งไม่รู้ว่ารู้สึกอะไรอย่างไร

               ข้างกายของเขามีชายที่สวมชุดเหมือนกับเขาอีกคน น้ำเสียงเหมือนไม่ได้กำลังชื่นชมเขาส่ายหน้ายิ้มแล้วพูดว่า “น่าเสียดาย ทุกอย่างมันจะสลายหายไปในคืนนี้”

               ชายสองคนนี้อยู่บนหลังคาวังหลวง ซึ่งเป็นจุดที่สะดุดตามากแต่ในความเป็นจริงแล้วแทบจะไม่มีใครเห็นพวกเขาสองคนเลย

               เพราะหลังคาวังหลวงมีลมปราณสีดำล้อมเป็นวงกลมอยู่มันปิดกั้นการมองเห็นและลมปราณทั้งหมด

               แม้แต่หมิงอ๋องเองก็ไม่สามารถสัมผัสลมปราณของพวกเขาในรัศมีสิบลี้นี้ได้เลย

               “ไปเถอะ ทุกอย่างชัดเจนแล้ว ตรงนี้อยู่นานไม่ได้”

               “อือ”

               พูดจบ พวกเขาสองคนก็หายไปจากบนหลังคาทันที

               ......

               ในเวลานี้เอง ที่ลานประลองทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือความตกตะลึงยังคงอยู่อย่างต่อเนื่อง สายตาที่ทุกคนมองไปยังหมิงอวี่นั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

               เยี่ยซีที่นั่งอยู่หน้ากำแพงที่เป็นรูใบหน้าของนางยังคงไม่อยากจะเชื่อ วันนี้นางขายหน้ามาก

               “วันนี้เจ้าชนะ แต่ว่าสักวัน ข้าจะเอาความอัปยศนี้คืนให้กับเจ้า”เยี่ยซีพูดขึ้นมา จากนั้นก็คิดจะปัดกระบี่ที่กำลังจ่อคอของนางออก

               แต่ว่าหมิงอวี่กลับไม่ขยับกระบี่เลยแล้วพูดว่า“ข้าบอกให้เจ้าลุกขึ้นมาแล้วหรือ?”

               “เจ้าหมายความ ... ”

               เยี่ยซียังพูดไม่ทันจบก็ไม่ได้พูดต่อไปอีกเพราะกระบี่ของหมิงอวี่จ่อมาที่ปาก อีกแค่คืบเดียวก็เข้าปากนางแล้วแค่เขาขยับกระบี่ ลิ้นของนางก็จะถูกตัดออกทันที!

                สีหน้าของเยี่ยซีเปลี่ยนไปทันที! ใบหน้าของนางซีดเซียวดวงตาของนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

               นางไม่สามารถเอ่ยปากขอร้องได้ แต่นางกลับส่ายหน้าไม่หยุด

               ก่อนหน้านี้นางต้องการตัดลิ้นของหมิงองวี่ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมแต่ตอนนี้หมิงอวี่กำลังจะตัดลิ้นของนาง นางกลับเหมือนกับคนเป็นบ้า

               ไม่ อย่านะ!

                ในเวลานี้ เสนาบดีกรมอาญาเยี่ยหลิงอวินเดินมาเขาพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า “องค์ชายสิบเจ็ด ท่านก่อเรื่องพอหรือยังหยุดได้แล้วนะ!”

                “หือ?”

               หมิงอวี่หันไปมองเยี่ยหลิงอวิน แล้วพูดว่า “ข้าก่อเรื่องอยู่งั้นหรือ?ก่อนหน้านี้นางบอกว่าจะตัดลิ้นข้า ไม่เห็นท่านจะห้ามปรามอะไรเลยหรือว่าการที่ข้าถูกตัดลิ้นมันเป็นเรื่องที่สมควรแต่ว่าลูกสาวสุดที่รักของท่านถูกตัดลิ้น กลับกลายเป็นข้าเองที่กำลังก่อเรื่องอย่างนั้นหรือ”

               ถูกต้อง ก่อนหน้านี้เยี่ยซีต้องการตัดลิ้นของหมิงอวี่แล้วกระบวนท่าสุดท้ายยังเป็นกระบวนท่าที่เล่นเอาถึงชีวิตตอนนี้เขาก็แค่ทวงความยุติธรรมของเขาคืน มันผิดตรงไหน?

               “ท่าน!”

                เยี่ยหลิงอวินหน้าแดงมาก เขาไม่รู้ควรพูดอะไรต่อดี ได้แต่ยืนอึ้งอยู่กับที่

               หมิงอวี่ยิ้มแสยะใส่เยี่ยหลิงอวิน จากนั้นก็หันหลังกลับมาแล้วก้มหน้ามองไปที่เยี่ยซีแล้วพูดว่า “ขอร้องข้าสิ”

               คำพูดแค่ไม่กี่คำที่เข้าไปในหูของเยี่ยซีกลับเป็นอะไรที่สะเทือนจิตใจของนางที่สุด!

                เยี่ยซีจับไปที่ชายเสื้อแน่นมาก ในใจพยายามขัดขืนอย่างถึงที่สุดแต่ว่าผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าของนางนั้นกำลังจะยื่นกระบี่เข้ามาในปากแล้วสายตาอันเยือกเย็นของหมิงอวี่ทำให้นางรู้สึกสั่นกลัว

               ในเวลานี้ ความเย่อหยิ่งและความทระนงตนของนางถูกทำลายลงจนหมดสิ้นเพราะสายตาที่หมิงอวี่กำลังจ้องมองมา!

                แต่เยี่ยซีก็พยักหน้าไปโดยไม่รู้ตัว

               การพยักหน้าก็เท่ากับว่ายอมทำตาม ยอมก้มหัวให้ ถูกต้องนางยอมขอร้องให้หมิงอวี่ปล่อยนางไป!

                จากนั้น เยี่ยซีก็รู้สึกว่าปากของนางเริ่มเบาหมิงอวี่เอากระบี่เฟิงโหวออกจากปากของนางแล้วเดินกลับไปเลยโดยที่ไม่มองนางแม้แต่นิดเดียว

               กระบี่ที่จ่อที่ปากของเยี่ยซี เป็นการแสดงเจตนาของหมิงอวี่การเก็บกระบี่ ก็หมายถึงความเมตตาที่หมิงอวี่มีให้เยี่ยซี

               “ข้า ...”

               เยี่ยซีเหมือนลูกโป่งที่ถูกปล่อยลมออก นางทรุดตัวนั่งอยู่ที่พื้นสายตาดูล่องลอยมาก

               ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ... ข้าเอ่ยปากขอร้องเขาได้อย่างไร ...ทำไมข้าถึงได้ยอมเอ่ยปากขอร้องคนที่ตัวเองเคยดูถูกที่สุดในชีวิตแบบนี้ได้?

               สายตาของเยี่ยซีดูอ้อยอิ่งอยู่นานกว่าจะรู้สึกตัวกลับมาหมิงอวี่เหนือกว่านางมากจริงๆ นางอ้อนวอนคนชั้นต่ำอย่างหมิงอวี่ นาง ...แพ้แล้วจริงๆ !

                ความน้อยเนื้อต่ำใจผุดขึ้นมาอย่างรุนแรง น้ำตาก็ไหลออกมาแบบห้ามไม่ได้จนอาบเต็มหน้าของนาง...

               เทพธิดาในใจของคนกว่าสามหมื่นคน ตอนนี้กลับยังนั่งอยู่ที่พื้นถูกหมิงอวี่ทำจนโกรธและร้องไห้ ในสายตาของทุกคนมันเป็นความรู้สึกแปลกๆ ...

               แต่ในที่สุดเยี่ยซีก็ยอมรับความจริงได้ สายตาของนางกลับมามีแววอีกครั้งแต่จากนั้นมันก็แปรเปลี่ยนเป็นความโหดร้าย!

                หมิงอวี่ สักวันข้าจะต้องฆ่าเจ้าให้ได้!

                ยิ่งคิดนางก็ยิ่งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมากขึ้น เยี่ยซีร้องไห้รุนแรงและหนักขึ้น...

               ส่วนมู่หลางที่อยู่ข้างๆ ก็ยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อที่หน้าผากจากนั้นเขาก็ตะโกนประกาศสิ่งที่ตัวเขาเองนั้นก็แทบไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน“ข้าขอประกาศว่า ผู้กล้าที่ได้รับชัยชนะในการประลองของราชสำนักในปีนี้ก็คือองค์ชายสิบเจ็ดของราชวงศ์ต้าหมิงเรา องค์ชายหมิงอวี่! ทุกคนปรบมือแสดงความยินดีให้กับผู้ชนะในปีนี้ด้วย!”

                เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังกึกก้องพวกเขาเห็นหมิงอวี่เดินมาถึงจุดนี้ทีละก้าวกับตาตัวเองเลยรู้สึกนับถือมาก

               แต่ก็มีหลายคนเหมือนกันที่ไม่ได้ปรบมือให้พวกเขารับกับความแข็งแกร่งนี้ของหมิงอวี่ไม่ได้ ที่จริงหลายคนเต็มไปด้วยความอิจฉาส่วนคนในตระกูลเยี่ยทุกคนต่างก็เงียบกริบ

               เดิมทีพวกเขาคิดว่าจะได้เห็นเยี่ยซียืนอยู่จนถึงคนสุดท้ายและสร้างชื่อได้แม้แต่คำพูดที่จะตะโกนหลังเยี่ยซีได้รับชัยชนะพวกเขาก็คิดเอาไว้แล้วแต่พวกเขาก็ไม่สามารถพูดคำพูดเหล่านั้นออกมาได้

               “ผู้ชนะในการประลองยุทธ์ในครั้งนี้จะได้รับยาจูหยวนตันสามล้านเม็ดทักษะการต่อสู้หลิงระดับสูงหนึ่งเล่มเกราะเกียรติยศประดับทองศาสตราวุธระดับแปดหนึ่งชุดจากทางวังหลวง!”

               หลังจากที่มู่หลางประกาศออกไป หลายคนก็มองไปที่หมิงอวี่ด้วยความอิจฉา

               ยาจูหยวนตันสามล้านเม็ด มันเท่ากับสามล้านเหรียญหยกดำทักษะการต่อสู้หลิงระดับสูงหนึ่งเล่มก็เทียบเท่าห้าล้านเหรียญหยกดำเกราะเกียรติยศประดับทองเป็นศาสตราวุธระดับแปด ก็มีราคาห้าล้านเหรียญหยกดำเช่นกัน

               และเกราะเกียรติยศประดับทองก็ไม่ใช่แค่ศาสตราวุธระดับแปดแต่มันยังมีลวดลายมังกรที่หมิงอ๋องสลักมันด้วยพระองค์เองด้วย!

                ซึ่งมันก็จะมีความหมายที่แตกต่างกันออกไป

               เมื่อสวมชุดเกราะเกียรติยศประดับทองนี้แล้วไม่เพียงจะมีพลังการป้องกันในระดับที่สูงมากเท่านั้น แต่มันยังเป็นสัญลักษณ์ของเกียรติยศแค่ตราที่หมิงอ๋องสลักด้วยพระองค์เองก็ทำให้ชุดเกราะเกียรติยศประดับทองนี้มีมูลค่ามากขึ้นอีกสามล้านเหรียญหยกดำ!

                เดิมทุกอย่างนี้มันสมควรจะเป็นของเยี่ยซีแต่ว่าม้ามืดอย่างหมิงอวี่ก็โผล่มาและกลายเป็นผู้ชนะ ได้ของทุกอย่างนี้ไปแทน!

                “องค์ชายหมิงอวี่ ขึ้นมารับรางวัลได้”

               ระหว่างที่พูด มู่หลางก็แสดงสัญลักษณ์ “เชิญ”เพื่อให้หมิงอวี่เดินมาตรงหน้าของหมิงอ๋องเพื่อรับรางวัล

               ในเวลานี้สายตาที่หมิงอ๋องหมิงเฉินเหยียนมองมาที่หมิงอวี่นั้นเต็มไปด้วยความชื่นชมแต่ก็มีบางอย่างซ่อนอยู่ภายในเหมือนกัน ซึ่งหมิงอวี่มองไม่ออก

               ไว้ค่อยถามก็แล้วกัน เพราะในความทรงจำของเขาเขากับท่านพ่อคนนี้ไม่ค่อยได้เจอหน้ากันเท่าไร แม้แต่นิสัยใจคอเขาก็ไม่ค่อยรู้

               “เขาจะรับรางวัลไม่ได้ เขาไม่มีสิทธิ!”

               แต่ในเวลานี้เองจู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นจนทุกคนต่างหันไปมองคนที่พูดไม่ใช่ใครอื่น คือพระสนมหลี่ที่นั่งอยู่พลับพลาข้างๆ !

                พระสนมหลี่ในตอนนี้สีหน้าไม่ค่อยดีนัก เดิมนางคิดว่าหมิงอวี่ต้องตายแน่ๆแต่คิดไม่ถึงเลยว่าหมิงอวี่ไม่เพียงไม่ตาย แต่ยังได้อันดับหนึ่งในงานประลองยุทธ์กลายเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดท่ามกลางคนนับหมื่น!

                พระสนมหลี่รู้ดีว่าโลกใบนี้มันโหดร้าย นางล่วงเกินหมิงอวี่ เขาจะต้องแก้แค้นนางแน่ตอนนี้ฐานะและความสามารถของเขานั้นไม่เหมือนเดิมแล้วเขาจะต้องหาทางเล่นงานนางแน่นอน

               แต่พระสนมหลี่ไม่อยากนั่งรอความตาย นางจะต้องขัดขวาง! ต่อให้ต่อไปนางจะไม่ได้รับความโปรดปรานจากหมิงอ๋องอีกก็ตาม แต่อย่างน้อยจะให้หมิงอวี่ยิ่งใหญ่ไปกว่านี้ไม่ได้!

                “พระสนม มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ?” หมิงเฉินเหยียนขมวดคิ้วแล้วเอ่ยปากถาม

               พระสนมหลี่ได้ยินหมิงเฉินเหยียนถามก็ยิ่งรู้สึกน้อยใจนางคุกเข่าลงแล้วร้องไห้ออกมา

               นางชี้ไปที่หมิงอวี่แล้วพูดว่า “ฝ่าบาทเพคะ ...ทรงให้ความเป็นธรรมกับหม่อมฉันด้วย! ที่จริงองค์ชายสิบเจ็ดรังแกตำหนักอวี้เต๋อของเรามาตลอด... วันนี้ได้รับเกียรติสูงส่งเช่นนี้ เกรงว่าต่อไปคงวางอำนาจบาตรใหญ่ ...รังแกพวกเราหนักกว่าเดิมอีกแน่นอนเลยเพคะ!”

     

    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน