บทนำ
ท้องฟ้าดำทะมึนกู่ก้องคำรามเสียงลมกระโชกแรงนอกหน้าต่างพัดพาวัตถุเปราะบางให้ปลิวหายหน้าต่างไม้สั่นไหวกระทบกันดังกึกกักแข่งกับเสียงกระทบของเม็ดฝนซึ่งซัดสาดลงมา สายลมรุนแรงพัดโหมจนเป็ผลให้เปลวไฟหลายจุดดับสนิทเหลือเพียงภายในตำหนักบางแห่งเท่านั้นที่ยังคงส่องสว่างรำไร
ร่างของสตรีในชุดสีแดงปักดิ้นทองลายหงส์แผ่กลิ่นอายน่าเกรงขาม ริมฝีปากทาชาดสีแดงสดเหยียดยิ้มที่มุมปาก ดวงตาคมกริบฉายแววว่างเปล่า ขณะนั่งเหม่อ
มองออกไปนอกหน้าต่าง ท่าทางของนางคล้ายกำลังชื่นชมท้องฟ้ามืดสนิทยามราตรีนางอยู่ในห้องกว้างขวางซึ่งตกแต่งด้วยเครื่องเรือนอันล้ำค่ามิหนำซ้ำยังคงสว่างเจิดจ้าด้วยแสงจากไข่มุกราตรีเม็ดโตที่มีเพียงสามลูกเท่านั้นในแคว้นช่าง
พายุกำลังมา…
“คืนนี้ฝ่าาพำนักที่ตำหนักใด”เสียงหวานหนักแน่นเอ่ยถามท่ามกลางเสียงฝนเสียงลมจาง ๆ
“คืนนี้ฝ่าาพำนักที่ตำหนักหลี่หลินเพคะหวงโฮ่ว” หยาตาอิ้งหนึ่งในนางกำนัลรับใช้คนสนิทของเสวี่ยหวงโฮ่วตอบคำถามผู้เป็นายด้วยน้ำเสียงแฝงความไม่พอใจ
“หยาเอ๋อร์ต้องให้เปิ่นกงบอกกับเ้าอีกกี่ครั้งว่าเปิ่นกงไม่คิดมากเื่ที่ฝ่าาใช้เวลาอยู่กับสตรีเ่าั้”
เสวี่ยหวงโฮ่วหรือนามเต็มคือเสวี่ยฮุ่ยิ่ นางคือสตรีที่มีอำนาจมากที่สุดในวังหลังหากให้กล่าวกันตามตรง นางมีอำนาจเหนือทุกผู้ในแผ่นดินยกเว้นก็แต่หวงตี้เพียงผู้เดียวเดิมทีเสวี่ยฮุ่ยิ่เป็องค์หญิงองค์โตจากแคว้นเป้ยั้แ่เล็กเสวี่ยฮุ่ยิ่ถูกส่งมาหมั้นหมายกับลี่กุนจวิ้นเฉินแห่งแคว้นช่างนางเปรียบเสมือนเครื่องมือเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองแผ่นดินซึ่งถูกทอดทิ้งห่างจากบ้านเกิดั้แ่เยาว์วัยและใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบเสงี่ยมมาโดยตลอด
ลี่กุนจวิ้นเฉินหวงตี้หนุ่มวัยยี่สิบแปดปี ผู้มีนิสัยใจดี เอื้ออาทร ใส่ใจประชาชนและ
ขุนนาง อีกทั้งยังมีรูปโฉมหล่อเหลาน่าหลงใหล ไม่ว่าสตรีคนใดในแผ่นดินต่างก็หมายปองบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินเป้ยผู้นี้เปรียบเสมือนกับสหายสนิทของเสวี่ยหวงโฮ่วทั้งคู่เติบโตเรียนศาสตร์วิชามาด้วยกันแล้วยังใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นเมื่อหมั้นหมายและแต่งงานโชคชะตาของหวงตี้และหวงโฮ่วจึงผูกพันกันไว้อย่างแ่า
เสวี่ยหวงโฮ่วเรียนรู้ทำความเข้าใจขนบธรรมเนียมและการปกครองของฝ่ายในมาั้แ่ยังเป็เด็กนางรู้มาตลอดว่าสักวันจวิ้นเฉินของนางจะต้องรายล้อมไปด้วยเหล่าสตรีผู้งดงามทั้งมีนิสัยหลากหลายเกินกว่าจะเข้าใจโดยที่นางผู้เป็ภรรยาของเขาและมีอำนาจในวังหลังจะต้องมีจิตใจกว้างขวางไม่คิดริษยารวมถึงในบางครั้งนางอาจต้องเป็ผู้คัดสรรสตรีเ่าั้มอบให้แก่สามีอย่างมิอาจเลี่ยงได้
อย่างไรก็ดีเสวี่ยหวงโฮ่วเป็สตรีผู้มีนิสัยที่ไม่อาจคาดเดาบางครั้งนางอาจนิ่งสงบราวกับลมในฤดูเหมันต์แต่บางครั้งก็อาจเต็มไปด้วยความแจ่มใสอันน่าประหลาดเหมือนกับสายฝนในฤดูคิมหันต์
นางเป็หวงโฮ่วที่น่ายำเกรงหวงตี้ให้ความเคารพและรักใคร่ จนมอบที่พำนักเป็ตำหนักงามหลังใหญ่ทั้งยังตั้งชื่อตำหนักแห่งนี้ว่าฮุ่ยิ่ตามชื่อเดิมเหล่าบรรดาข้ารับใช้ต่างซื่อสัตย์และภักดี ไม่มีผู้ใดกล้าคิดร้ายต่อเสวี่ยหวงโฮ่ว
ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ทุกผู้คนรู้สึกเช่นเดียวกัน...นั่นคือพวกเขาสงสารเสวี่ยหวงโฮ่ว
สตรีผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีต่อสตรีทั้งหลายเสียยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทรอย่างเสวี่ยหวงโฮ่วนับั้แ่ที่แต่งงานเป็พระชายาจนเลื่อนขั้นมาเป็หวงโฮ่ว นางยังคงไร้บุตรแล้วยังต้องมาคัดเลือกเหล่าสตรีวัยแรกแย้มเข้าวังเพื่อปรนนิบัติสามีของตนอยู่ทุก ๆ ปี ไม่ว่าจะงานเลี้ยงหรือยามออกนอกวังนางมักจะหาสตรีที่งดงามที่สุดมาให้กับหวงตี้อยู่เสมอแม้จะต้องทนมองผู้เป็สามีแบ่งความรักแก่หญิงอื่นก็ไม่เคยปริปากบ่น
“แต่หวงโฮ่วเพคะท่านจะปล่อยให้เสียนเฟยฝ่าาแต่เพียงผู้เดียวไม่ได้นะเพคะ”หยาเอ๋อร์พยายามเตือนสติหวงโฮ่ว แล้วทวงความยุติธรรมให้แก่เ้านายของตน
เสวี่ยฮุ่ยิ่เอนตัวพิงกับพนักเบาะรองนั่งด้วยท่าทางเกียจคร้านนางยกมือที่สวมใส่ปลอกนิ้วสีทองมาปิดปากหาวด้วยความง่วงงุนดวงตาหงส์เหลือบมองหยาเอ๋อร์ที่นางเป็คนตั้งชื่อให้ด้วยแววตาลุ่มลึกอย่างไม่อาจเดาความคิดได้
“เตรียมผ้ามุกที่ได้มาจากแคว้นเหยาเว่ยพรุ่งนี้เปิ่นกงจะมอบมันให้กับซิวหรง” ผู้ดำรงตำแหน่งหวงโฮ่วสั่งด้วยใบหน้าเฉยเมย
ขณะที่นางกำนัลภายในห้องบรรทมต่างร้องคัดค้านกันเป็เสียงเดียว“หวงโฮ่ว!!!”
“พวกเ้ากล้าไม่ทำตามคำสั่งของเปิ่นกงเช่นนั้นหรือ”เสวี่ยฮุ่ยิ่ใช้น้ำเสียงดุดันกล่าวออกมา
หยาเอ๋อร์ผู้ใกล้ชิดหวงโฮ่วและคอยปรนนิบัติเป็เพื่อนเล่นกับนางมาั้แ่ก่อนรับตำแหน่งหวงโฮ่วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงกล้า ๆ กลัว ๆ “หวงโฮ่ว แต่ผ้าผืนนั้นเป็ของล้ำค่าที่ฝ่าาประทานให้แก่ท่านมันมีเพียงแค่สองผืนเท่านั้นในแคว้นช่าง หนึ่งผืนฝ่าาเป็ผู้ อีกหนึ่งผืนมอบให้ท่านผู้เป็คู่ครองแล้วเหตุใดท่านยังคิดจะมอบให้ซิวหรงผู้ที่มีตำแหน่งต้อยต่ำกว่าเสียนเฟยที่กำลังปรนนิบัติฝ่าาล่ะเพคะ”
“เปิ่นกงไม่ชอบผ้ามุกนั่นและเปิ่นกงก็คิดว่าซิวหรงผู้มีกิริยางดงาม รูปโฉมไม่เป็รองใครด้วยผิวพรรณที่งดงามราวกับผ้าแพรไข่มุกย่อมเหมาะสมแก่ผ้ามุกนั่นมากกว่าเปิ่นกง”เสวี่ยฮุ่ยิ่กล่าว นางทำเหมือนกับว่าตำแหน่งลำดับขั้นในวังหลังไม่มีความสำคัญใครที่เหมาะสมคนผู้นั้นก็สมควรได้รับถึงแม้ตำแหน่งจะไม่คู่ควรกับของล้ำค่าก็ตาม
“แต่ถ้าฝ่าาทรงทราบ...”
“กำไลหยกอี๋สร้อยทองเฉิน ต้นเหมยพันปี กระต่ายหิมะ และอีกหลายอย่างที่เปิ่นกงได้รับจากหวงตี้ยามที่เปิ่นกงมอบให้แก่เหล่าโฉมงามใต้การปกครองเ้าเคยเห็นฝ่าากล่าวโทษเปิ่นกงเช่นนั้นหรือ” เสวี่ยฮุ่ยิ่เลิกคิ้วถาม
“แต่ฝ่าาประสงค์ที่จะสวมใส่ชุดผ้ามุกคู่กับหวงโฮ่วในงานเลี้ยงคืนทะเลจันทร์กับหวงโฮ่วนะเพคะ”
“เื่นี้เปิ่นกงจะคุยกับฝ่าาเองเ้าบอกให้คนไปทำตามที่เปิ่นกงสั่งก็พอ จากนั้นค่อยมาเปลี่ยนชุดให้เปิ่นกงเปิ่นกงจะเข้านอนแล้ว”
“เพคะ”หยาเอ๋อร์รับคำอย่างไม่เต็มใจ
ยามที่หยาเอ๋อร์ออกไปก็ได้พาเหล่านางกำนัลคนอื่นออกไปด้วยเพราะทุกค่ำคืนหากเสวี่ยฮุ่ยิ่มิได้ปรนนิบัติหวงตี้นางมักจะใช้เวลาส่วนตัวก่อนเข้านอนเพียงลำพังไม่มีผู้ใดทราบว่านางทำอะไรยกเว้นตัวนางเอง
เสวี่ยฮุ่ยิ่เดินไปยังโต๊ะทำงานของตนแล้วเปิดลิ้นชักด้านข้างนางลูบคลำไปยังช่องทางลับจากนั้นดึงแผ่นกระดาษปึกใหญ่ออกมา กระดาษเหล่านี้หากกล่าวกันตามตรงมันคือสมุดที่เต็มไปด้วยภาพวาดของหญิงสาวผู้มีรูปโฉมงดงามแตกต่างกันไป
นางเปิดไปยังหน้าที่มีชื่อเหวินเจียนหญิงสาวจากหุบเขาหิ่งห้อย สถานที่ซึ่งนางและหวงตี้เคยไปพักผ่อนใน่สิ้นปีที่ผ่านมาสตรีผู้นั้นมีรูปโฉมงดงามและอ่อนหวานปานน้ำผึ้งผิวพรรณขาวนวลเนียนราวกับไข่มุกอันล้ำค่าแค่เพียงแย้มยิ้มก็ชวนให้คนรู้สึกเบิกบานราวกับดอกไม้คลี่กลีบแบ่งบานในยามเช้าซึ่งสตรีคนดังกล่าวก็คือซิวหรง
เหวินซิวหรงถูกเลือกให้ได้รับตำแหน่งมิใช่เพราะแค่รูปโฉมงดงามแต่นางยังเปี่ยมไปด้วยกิริยาที่งดงามเกินกว่าจะเป็เพียงบุตรสาวของคหบดีในหุบเขาเล็ก ๆเสวี่ยหวงโฮ่วถูกใจความงดงามและท่าทางอันอ่อนหวานจึงได้เสนอให้หวงตี้เชิญนางเข้าวังและรับตำแหน่งซิวหรง
อันที่จริง...เสวี่ยหวงโฮ่วอาจทำเหมือนมอบผ้ามุกให้กับซิวหรงโดยไม่มีจุดประสงค์แอบแฝงแต่เป้าหมายหลักคือการตอกหน้าเสียนเฟย
ซิ่นเสียนเฟยหรือซิ่นจิวซื่อสตรีผู้มีโครงหน้างดงามเฉียบคมราวกับใบมีด ฉลาดล้ำเลิศไม่เป็รองใครบุตรสาวของซิ่นจินหม่า หัวหน้าราชทูตจากแคว้นเพ่ย นางเข้าวังมาสองปีแสดงความเฉลียวฉลาดจนต้องเหลียวมอง และได้รับตำแหน่งเสียนเฟยหนึ่งในสี่พระมเหสีหรือก็คือสนมขั้นหนึ่ง
ซิ่นเสียนเฟยคือคนที่หวงโฮ่วเลือกรับเข้าวังในงานคัดเลือกสาวงามของหวงตี้หวงโฮ่วถูกใจรูปโฉมที่ดูแตกต่างจากสตรีบอบบางทั่วไปจึงเลือกรับเข้ามาโดยไม่คิดมากความทว่าเมื่อไม่นานมานี้ อีกฝ่ายกลับวางแผนการใหญ่คิดจะโค่นนางลงจากบัลลังก์ด้วยเหตุนั้นนางจึงวางแผนสลับป้ายชื่อหญิงสาวที่ต้องคอยปรนนิบัติฝ่าาในค่ำคืนนี้ให้เป็ชื่อของซิ่นเสียนเฟยและจะทำการหักหน้าซิ่นเสียนเฟยโดยการส่งผ้ามุกอันเป็ของคู่กันกับฝ่าาให้แก่ซิวหรงเพื่อเป็คำเตือนให้ฝ่ายนั้นทราบว่าตำแหน่งอันสูงส่งของนางได้มาเพราะใครและถ้าหากคิดจะขัดขาคนผู้นั้นก็อย่าหวังว่าจะนอนกอดตำแหน่งสนมขั้นหนึ่งได้นานอย่างที่ฝัน
“ข้ารึก็อุตส่าห์นึกเอ็นดูหากนางยังไม่ล้มเลิกแผนการสงสัยเปิ่นกงคงต้องทำลายดอกไม้ดอกนั้นและใช้ดินกลบทิ้งเสียแล้วกระมัง”เสวี่ยหวงโฮ่วพึมพำขณะใช้ปลอกนิ้วสีทองลูบไล้ภาพวาดใบหน้าอันงดงามของซิ่นเสียนเฟยอย่างนึกเสียดาย
“มีจดหมายจากฝ่าาฝากมาถึงหวงโฮ่วเพคะ”เลี่ยนตาอิ้ง นางกำนัลระดับสูงผู้ปรนนิบัติรับใช้เสวี่ยหวงโฮ่วมาั้แ่ที่เข้าวังมาวันแรก นางอายุสี่สิบเจ็ดปีเป็ผู้ที่คอยดูแลรับใช้คอยส่งข่าวเื่ราวระหว่างหวงโฮ่วและฝ่าาเป็อีกคนที่เสวี่ยฮุ่ยิ่ไว้ใจรองมาจากหยาเอ๋อร์
“เข้ามาได้”เสวี่ยฮุ่ยิ่เก็บสมุดภาพลงไปในช่องลับตามเดิม สมุดภาพดังกล่าวนอกจากนางผู้เป็เ้าของแล้วก็ไม่มีผู้ใดทราบแม้แต่ฝ่าาผู้ที่รู้เื่ทุกอย่างในชีวิตของนางก็ตาม
“นี่คือจดหมายที่ฝ่าาเขียนถึงหวงโฮ่วเพคะ”หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาก่อนจะยื่นแผ่นกระดาษให้แก่เสวี่ยหวงโฮ่ว
เสวี่ยฮุ่ยิ่รับมาพร้อมกับพึมพำขณะเปิดแผ่นกระดาษออก“อะไรของเขาอีกแล้วนะ” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเหนื่อยใจ
ข้อความในกระดาษแจ้งว่าพรุ่งนี้ยามบ่ายเขาจะมาหานางที่ตำหนักฮุ่ยิ่ไม่ว่าเสวี่ยฮุ่ยิ่จะติดธุระอะไรก็ให้ยกเลิกทั้งหมดและเตรียมตัวต้อนรับเขาห้ามหนีหายอีกทั้งยังกล่าวไว้ว่าคืนพรุ่งนี้จะใช้เวลาอยู่กับนาง ห้ามใช้ข้ออ้างใด ๆ ไล่เขากลับไปเด็ดขาด เพราะเขาไม่สนใจ
เสวี่ยหวงโฮ่วเม้มริมฝีปากล่างเป็เส้นตรงอย่างไม่พอใจแต่สุดท้ายก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา
“เอาไปเผาทิ้ง”นางยื่นแผ่นกระดาษให้กับเลี่ยนต้าอิ้ง ซึ่งอีกฝ่ายก็รับแล้วออกไปอย่างรู้งาน
ลี่กุนผู้นั้นทำเหมือนรู้ว่านางคิดจะรั้งตัวเหล่านางสนมทั้งหลายไว้เกินบ่ายเพื่อพูดคุยถึงได้ส่งจดหมายมาหยุดนางไว้แต่เนิ่น ๆ ผ่านมานานถึงสิบเจ็ดปีที่นางรู้จักกับเขามา เติบโตมาด้วยกันในฐานะสหายสนิทแม้สถานะระหว่างทั้งคู่จะแปรเปลี่ยนเป็สามีภรรยา แต่ในสายตาเสวี่ยหวงโฮ่วลี่กุนหวงตี้เป็ได้เพียงเพื่อนสนิทเท่านั้น
“ฝ่าา”กงกงผู้ถือโคมไฟอยู่ข้างกายร่างสูงบนโถงทางเดินอันเงียบสงบกล่าวเรียกทำลายบรรยากาศ
บุรุษหนุ่มท่าทางองอาจในชุดสีดำสนิทมองตรงฝ่าฝนไปยังตำหนักใหญ่ที่มีไฟส่องสว่างด้วยแววตาล้ำลึกเขาคือหวงตี้ผู้เรืองอำนาจ ไพร่ฟ้าต่างยำเกรงแต่ในยามนี้กลับยืนอยู่บนทางเดินใต้ความมืดมิดบริเวณที่มีละอองฝนจาง ๆ สาดเข้ามาแม้หัวใจจะร่ำร้องคะนึงหาคนผู้หนึ่งมากเพียงใด ทว่าเขาทำได้เพียงยืนทอดสายตามองไปยังตำหนักซึ่งยังมีแสงสว่างอยู่ภายในด้วยดวงใจที่เ็ปอยู่ในส่วนลึก
“ดึกถึงเพียงนี้ทำไมนางถึงยังไม่เข้านอนนะ” เสียงทุ้มนุ่มลึกกล่าวเปรยด้วยโทนเสียงแ่เบาจนถูกกลืนหายไปกับเสียงสายฝนกระหน่ำก่อนที่ทางเดินนั้นจะเหลือแต่เพียงความว่างเปล่าอีกครั้ง