Starcraft : The Last Commander

    ตอนที่ 49 : ผู้ที่ถูกเลือก

    ประตูห้องเด็กทดลองปิดลงข้างหลังพวกเขาด้วยเสียงทึบต่ำ


    มันไม่ได้ดังพอจะทำให้สถานีทั้งหลังสั่น ไม่ได้หนักพอให้ฝุ่นบนเพดานร่วงลงมาเป็นสาย และไม่ได้รุนแรงเท่าเสียงหนามใต้หิมะที่พวกเขาเพิ่งหนีมาจากพายุด้านนอก แต่ในอกของคาเอล เสียงนั้นกลับยาวนานกว่าทุกเสียงที่เหลือ มันลากผ่านความทรงจำเหมือนบานประตูเหล็กอีกบานหนึ่งในอดีต บานที่เขาเคยสั่งให้ปิด บานที่ยังคงดังซ้ำอยู่ในหัวทุกครั้งที่โลกบังคับให้เขาต้องตัดสินใจเร็วเกินกว่าหัวใจมนุษย์จะตามทัน


    ครืด


    ปัง


    เขาหยุดหายใจไปครู่หนึ่งโดยไม่รู้ตัว


    แสงไฟฉุกเฉินในทางเดินด้านนอกกะพริบสีแดงจาง ๆ สาดลงบนพื้นคอนกรีตแตกร้าวเป็นช่วง ๆ ราวกับหัวใจของสถานีที่ใกล้ดับเต็มที ผนังสองข้างทางเป็นโลหะเก่าที่ถูกความเย็นกัดจนหมอง มีคราบสนิมไหลเป็นทางลงมาตามรอยต่อเหมือนเลือดแห้งของสิ่งที่ตายไปนานแล้ว ลมจากรอยร้าวด้านบนลอดเข้ามาเป็นสายบาง ๆ พัดฝุ่นและเกล็ดน้ำแข็งละเอียดให้ครูดไปตามพื้น เกิดเสียงซ่าเบา ๆ ใต้รองเท้าของพวกเขา คล้ายทรายแห้งถูกลากบนแผ่นกระจก


    ไม่มีใครพูด


    แจ็กซ์เดินนำอยู่ครึ่งก้าว อุปกรณ์พกพาในมือของเขายังมีสายดึงข้อมูลห้อยอยู่จากพอร์ตด้านข้าง ปลายสายกระทบตัวเครื่องเบา ๆ เป็นจังหวะ ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก เสียงเล็กแค่นั้นกลับดังชัดผิดธรรมชาติในทางเดินที่ยาวและว่างเปล่า สีหน้าของเขายังคงเป็นแบบคนที่พยายามทำตัวให้วุ่นอยู่กับเครื่องมือ เพราะหากหยุดทำอะไรสักอย่างนานเกินไป เรื่องที่เพิ่งเห็นในห้องด้านหลังจะไล่ตามมาทัน


    นิกซ์เดินอยู่ถัดจากคาเอล


    หรือพูดให้ถูก เขากำลังพาร่างของตัวเองเดินต่อไปข้างหน้า


    ไหล่ของเด็กหนุ่มห่อลงเล็กน้อย เสื้อคลุมหนาที่คลุมทับผ้าพันแผลเลื่อนหลุดจากคอแต่เขาไม่จัดให้เข้าที่ มือซ้ายของเขากำแขนขวาไว้แน่น นิ้วโป้งถูขอบผ้าพันแผลซ้ำ ๆ จนผ้าตรงนั้นเริ่มยับและมีสีเข้มขึ้นจากเลือดที่ซึมออกมาใต้ชั้นใหม่ ดวงตาของเขามองพื้นข้างหน้า ทว่าคาเอลรู้ดีว่านิกซ์ไม่ได้เห็นพื้น ไม่ได้เห็นรอยแตก ไม่ได้เห็นเงาของตัวเองที่ยืดไปบนผนัง เขายังค้างอยู่ในห้องกระจกนั้น ในเก้าอี้เล็กเหล่านั้น ในบันทึกที่ไม่ควรมีชื่อเขาอยู่ในนั้นเลย


    ลูน่าเดินอยู่ใกล้โวร่าที่สุด


    เด็กหญิงตัวเล็กจนเสื้อคลุมที่คลุมไหล่ดูเหมือนกลืนร่างเธอไว้ทั้งตัว ปลายผ้าลากพื้นเป็นบางช่วง มือข้างหนึ่งแตะชายเสื้อของโวร่าไว้เพียงปลายนิ้ว ไม่ได้ดึง ไม่ได้เกาะแน่น แค่แตะไว้เหมือนกลัวว่าหากปล่อยมือ ช่องว่างระหว่างเธอกับโลกจะกว้างเกินไป


    โวร่าไม่หันไปมอง และไม่ดึงชายเสื้อกลับ


    แต่ทุกครั้งที่ทางเดินแคบลง เธอจะขยับตัวไปด้านนอกเล็กน้อย ทำให้ลูน่าอยู่ระหว่างตัวเธอกับผนังด้านใน ทุกครั้งที่ผ่านประตูที่เปิดค้าง มือของเธอจะเลื่อนลงใกล้ด้ามมีดโดยไม่ต้องคิด แล้วคลายออกเมื่อผ่านพ้นไป ไม่มีคำปลอบ ไม่มีคำสัญญา ไม่มีประโยคว่าไม่เป็นไร เพราะในที่แบบนี้ การพูดว่าไม่เป็นไรอาจเป็นเรื่องโหดร้ายที่สุดอย่างหนึ่ง


    มิเลียเดินเงียบอยู่ใกล้นิกซ์ เธอไม่ได้แตะเขาตลอดเวลา แต่ระยะห่างของเธอบอกชัดว่าหากเขาทรุด เธอจะรับทัน มือหนึ่งถือกระเป๋าเวชภัณฑ์ อีกมืออยู่ใกล้แขนของเขา สีหน้าของเธอนิ่ง แต่นิ่งแบบคนที่ต้องบังคับตัวเองไม่ให้แสดงทุกอย่างที่กำลังรู้สึกออกมา คาเอลเหลือบเห็นรอยเลือดแห้งที่ข้างข้อมือเธอ รอยนั้นไม่ใช่ของเธอทั้งหมด และนั่นทำให้เขาไม่อยากมองนานเกินไป


    คาเอลเดินท้ายสุด


    เขาไม่ได้ตั้งใจเลือกตำแหน่งนี้


    ร่างกายของเขาทำไปก่อน


    ด้านหน้าเป็นคนที่บาดเจ็บ คนที่ยังสั่น คนที่ตัวเล็กเกินไปสำหรับโลกแบบนี้ และคนที่ทำเป็นไม่รู้สึกอะไรได้เก่งกว่ามนุษย์ทั่วไป ด้านหลังเป็นห้องที่พวกเขาเพิ่งออกมา เป็นกลิ่นยาฆ่าเชื้อเก่า กระจกด้านเดียว เก้าอี้เด็ก และไฟล์เสียงที่ไม่ควรถูกเปิดอีกครั้ง


    เขาบอกตัวเองว่าทุกคนออกมาด้วยกัน


    นิกซ์ยังอยู่


    ลูน่ายังเดิน


    แจ็กซ์ยังบ่นกับเครื่องในมือ


    มิเลียยังหันมามองเขาเป็นระยะ


    โวร่ายังไม่ปล่อยให้ใครเข้าถึงเด็กหญิงง่าย ๆ


    ทุกคนออกมาด้วยกัน


    แต่ความรู้สึกบางอย่างไม่ยอมจาง มันเหมือนมีรอยเท้าอีกชุดหนึ่งตามมาจากหลังประตู บางจังหวะที่พวกเขาไม่ได้ก้าว เขากลับรู้สึกเหมือนพื้นส่งเสียงเพิ่มอีกครั้ง บางช่วงที่ลมหยุดพัด ทางเดินกลับเหมือนยาวขึ้น และไม่ว่าเขาจะไม่อยากคิดแค่ไหน ความรู้สึกว่าห้องนั้นยังไม่จบกับพวกเขาก็เกาะอยู่บนผิวหนังเหมือนความเย็น


    อุปกรณ์ในมือแจ็กซ์กระตุก


    หน้าจอสว่างวาบขึ้นเอง สีฟ้าซีดสะท้อนบนเลนส์แว่นที่มีรอยแตกตรงขอบซ้าย เขาหยุดเดินทันที ทุกคนชะงักตามโดยไม่ต้องมีใครบอก


    ข้อความสั้น ๆ ปรากฏบนจอ


    [ไฟล์เสียงเสียหาย: กำลังจัดเรียงใหม่]


    ตัวอักษรกะพริบสองครั้ง แล้วหายไป


    ไม่มีใครพูดอะไร


    แจ็กซ์กลืนน้ำลาย เสียงนั้นเล็กมาก แต่ดังพอให้ได้ยินในทางเดินเย็นจัด เขายกนิ้วแตะหน้าจออย่างระวังเหมือนกลัวว่าถ้าออกแรงมากเกินไป เครื่องจะตื่นขึ้นมาแล้วพูดอะไรที่เลวร้ายกว่านั้น


    “มันกู้ตัวเองอยู่” เขาพูดในที่สุด น้ำเสียงพยายามเป็นกลางเกินไป 


    “หรืออย่างน้อยก็พยายามทำตัวเหมือนกำลังกู้ตัวเอง”


    โวร่ามองจออยู่ครู่หนึ่ง 


    "แบบนี้มันปกติเหรอ"


    แจ็กซ์อ้าปาก แล้วปิดลง


    “ถ้าเป็นไฟล์ปกติ ไม่ควรทำได้” เขาตอบ 


    “ถ้าเป็นไฟล์ที่ถูกระบบโรคจิตบางระบบเขียนให้จัดเรียงตัวเองหลังถูกดึงออกมาผิดวิธี ก็ยังไม่ควรอยู่ดี แต่ฉันขอเก็บคำอธิบายยาว ๆ ไว้หลังจากเราไม่ตายก่อน”


    ลมด้านนอกกระแทกสถานีอย่างแรง


    ครืน—


    แรงสั่นลึกแล่นผ่านพื้นใต้เท้าพวกเขา ไม่ใช่เสียงโลหะลั่นจากความเย็น ไม่ใช่พายุพัดชนผนัง แต่เป็นน้ำหนักของบางสิ่งที่เคลื่อนอยู่ข้างนอก ใต้หิมะ หรือใกล้ฐานรากมากพอให้สถานีรู้สึกถึงมัน ฝุ่นจากเพดานร่วงลงเป็นผงสีเทา ลูน่าสะดุ้งจนปลายนิ้วที่แตะชายเสื้อโวร่ากำแน่นขึ้น โวร่าหยุดเพียงครึ่งจังหวะ ก่อนยืนเยื้องออกไปบังแนวประตูเปิดค้างด้านซ้าย


    แจ็กซ์รีบยกเครื่องตรวจจับขึ้น สัญญาณบนหน้าจอแตกเป็นเส้นกระตุก ไม่มีจุดชัดเจน ไม่มีรูปร่าง มีเพียงคลื่นรบกวนเหมือนใครเอากรงเล็บลากผ่านจอจากอีกฝั่งหนึ่ง


    “ข้างนอกยังมีอะไรเคลื่อนอยู่” เขาพึมพำ


    “พายุ?” มิเลียถาม แม้น้ำเสียงจะบอกว่าเธอไม่ได้เชื่อเต็มที่


    “ถ้าพายุมีขา มีอารมณ์ และชอบขุดใต้หิมะมากกว่าพัดอยู่บนฟ้า ก็ใช่ พายุ”


    คาเอลมองไปตามทางเดิน ป้ายบนผนังหลุดลงมาครึ่งหนึ่ง เหลือตัวอักษรเลือน ๆ ชี้ไปยังพื้นที่บุคลากร ห้องพยาบาล และห้องเก็บเวชภัณฑ์ฉุกเฉิน ทางออกหลักอยู่ไกลกว่านั้น ต้องผ่านโถงกลางซึ่งตอนนี้อาจเปิดโล่งต่อพายุ และถ้าสิ่งที่ขยับข้างนอกยังวนอยู่ การออกไปทันทีเท่ากับเอาทุกคนไปวางบนหิมะให้มันเลือกทีละคน


    เส้นทางหลายเส้นผุดขึ้นในหัวเขาเอง


    ทางเดิน A สั้นกว่า แต่เปิดโล่ง


    ทางเดิน B อ้อมผ่านห้องพักบุคลากร มีประตูหลายบานพอปิดถ่วงเวลา


    ห้องพยาบาลเก่าน่าจะมีผ้าพันแผล ยา อุปกรณ์ตรวจร่างกาย และผนังด้านในหนากว่าทางเดิน


    นิกซ์ไม่ควรถูกบังคับให้เดินต่อในสภาพนี้


    ลูน่าเริ่มเหนื่อย และเด็กที่เหนื่อยจะสะดุดง่ายกว่าผู้ใหญ่


    มิเลียต้องการแสงและพื้นที่พอจะดูอาการนิกซ์


    แจ็กซ์ต้องการที่วางเครื่องมือ ไม่ใช่ยืนกู้ไฟล์กลางทางเดิน


    ความคิดทั้งหมดเรียงตัวเร็ว เฉียบ และเย็นเหมือนใบมีดถูกวางทีละเล่มบนโต๊ะ


    คาเอลกำมือแน่น


    อย่าให้มันกลายเป็นตัวเลข


    อย่าให้ชื่อของพวกเขาหายไปจากหัว


    เขาหันกลับไปหาทุกคน


    “เราไม่ออกทางหลักทันที” เขาพูด 


    “ห้องพยาบาลเก่าอยู่ใกล้สุด เราพักตรงนั้นก่อน รอให้พายุเบาลง หรืออย่างน้อยรอให้รู้ว่าสิ่งข้างนอกผ่านไปแล้ว”


    แจ็กซ์พยักหน้าเร็ว 


    “ฉันชอบแผนที่มีคำว่า ‘ห้องพยาบาล’ มากกว่า ‘วิ่งออกไปโดนอะไรใต้หิมะเสียบ’ อยู่แล้ว”


    โวร่าไม่พูด เธอหันไปทางป้ายที่คาเอลมอง แล้วเริ่มเดินนำ


    ลูน่าขยับตามทันที


    ห้องพยาบาลเก่าอยู่หลังประตูโลหะที่มีสัญลักษณ์สีเขียวซีดลอกออกไปกว่าครึ่ง แจ็กซ์ใช้เวลาสั้น ๆ งัดแผงควบคุมออก กลิ่นพลาสติกไหม้ลอยขึ้นเมื่อเขาต่อสายเข้าหากันผิดจังหวะหนึ่ง ประกายไฟแตกแปลบ เขาสบถเบา ๆ แล้วแก้ใหม่ กลอนประตูปลดออกด้วยเสียงแกร๊กเหมือนเครื่องจักรแก่ที่ไม่อยากตื่น


    ประตูเลื่อนเปิดได้เพียงครึ่งเดียวแล้วติดค้าง


    โวร่าแทรกตัวเข้าไปก่อน เธอหายเข้าไปในความมืดด้านในโดยไม่ทำให้พื้นส่งเสียงเลย ผ่านไปสามวินาที เธอเคาะนิ้วกับกรอบประตูสองครั้ง


    ปลอดภัยพอ


    พวกเขาเข้าไปทีละคน


    ห้องนั้นเคยเป็นห้องพยาบาลสำหรับเจ้าหน้าที่ ขนาดไม่ใหญ่ มีเตียงตรวจสองเตียง ตู้ยาเก่า โต๊ะทำงานของแพทย์ที่เอกสารกองทับกันจนกลายเป็นกระดาษเปื่อยสีเทา และม่านพลาสติกใสที่แข็งกระด้างจากความเย็น กลิ่นในห้องแตกต่างจากทางเดิน มันมีแอลกอฮอล์แห้ง ๆ ยาเสื่อมสภาพ ผ้าก๊อซเก่า และกลิ่นโลหะจากถาดเครื่องมือผ่าตัดเล็ก ๆ ข้างอ่างล้างมือ น้ำไม่ไหลแล้ว แต่คราบสนิมสีน้ำตาลลากจากก๊อกลงไปถึงท่อระบายเหมือนแผลที่ไม่มีใครล้าง


    ผนังด้านนอกมีรอยแตก แต่ยังพอกันลมได้ แสงในห้องดับหมด แจ็กซ์ต้องเสียบแบตเตอรี่สำรองเข้ากับโคมพกพา แสงขาวอ่อนจึงค่อย ๆ เปิดพื้นที่ตรงกลางขึ้นมา มันไม่สว่างมาก แต่พอให้เห็นใบหน้ากันและกัน


    และพอให้เห็นว่านิกซ์ซีดกว่าที่ทุกคนอยากยอมรับ


    “นั่งก่อน” มิเลียพูด


    นิกซ์ส่ายหน้าเร็วเกินไป


    “ผมยังไหว”


    “ฉันไม่ได้ถามว่าไหวไหม” เธอตอบ น้ำเสียงไม่ดัง แต่มั่นคง 


    “นั่งสิ”


    นิกซ์เม้มปากเหมือนอยากเถียง แต่สุดท้ายก็ยอมลงนั่งบนเตียงตรวจด้านซ้าย โลหะใต้ผ้าปูเก่าส่งเสียงเอี๊ยดเบา ๆ เมื่อรับน้ำหนัก ร่างเขาเอนลงนิดหนึ่ง มือยังไม่ปล่อยจากผ้าพันแผล


    มิเลียเปิดกระเป๋าเวชภัณฑ์ เธอไม่ได้รีบจนลน และไม่ได้ช้าเหมือนไม่มั่นใจ ทุกการเคลื่อนไหวของเธอเหมือนยึดตัวเองไว้กับงานตรงหน้า เพราะถ้าเงยขึ้นมามองภาพรวมของโลกตอนนี้มากเกินไป เธออาจไม่มีแรงยืน เธอใช้ไฟฉายเล็กส่องตานิกซ์ ตรวจชีพจร จับอุณหภูมิที่ลำคอ แล้วค่อย ๆ แกะผ้าพันแผลชั้นนอกออก


    กลิ่นเลือดจาง ๆ ปนกลิ่นเปียกชื้นของบางอย่างที่ไม่ใช่แผลสดลอยขึ้นทันที


    แจ็กซ์ที่กำลังวางอุปกรณ์บนโต๊ะอีกฝั่งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนทำเป็นก้มลงต่อสายกับจอพกพาอย่างตั้งใจเกินเหตุ


    ผิวบริเวณแขนนิกซ์มีเส้นคล้ำใต้ผิวขยับช้า ๆ มันไม่ได้เลื้อยเด่นชัดเหมือนสัตว์ แต่เหมือนเงาของรากไม้ที่อยู่ลึกเกินเอื้อมกำลังหาเส้นทางขึ้นสู่ผิว แผ่นแข็งบางส่วนตามแนวท่อนแขนงอกซ้อนกันเป็นลายไม่สม่ำเสมอ ขอบของมันมีสีคล้ำอมม่วงใต้แสงไฟขาว มิเลียแตะใกล้รอยนั้นอย่างระวัง นิกซ์สะดุ้งจนเตียงส่งเสียงดัง


    “เจ็บตรงไหนมากที่สุด”


    “ไม่ใช่เจ็บแบบนั้น” นิกซ์ตอบช้า ๆ 


    “มันเหมือน...เหมือนแขนผมกำลังจำวิธีเป็นอย่างอื่น”


    แจ็กซ์หันมาทันที แล้วรีบหันกลับไป 


    “โอเค ประโยคนี้ติดอันดับหนึ่งในสิ่งที่ฉันไม่อยากได้ยินในห้องพยาบาล”


    นิกซ์พยายามหัวเราะ แต่เสียงที่ออกมาสั้นและแห้งเกินไป


    มิเลียมองเขานานขึ้น “เลือดกำเดาออกเมื่อไหร่”


    นิกซ์ยกมือแตะใต้จมูกเหมือนเพิ่งรู้ตัว ปลายนิ้วมีสีแดงเข้มติดออกมา เขานิ่งไปทันที


    “ผม...” เขากลืนคำถัดไปลงคอ 


    “ไม่รู้ตัวเลย”


    มิเลียหยิบผ้าสะอาดส่งให้ เขารับไว้ด้วยมือที่ยังดูเป็นมนุษย์มากกว่าอีกข้าง แล้วกดใต้จมูกอย่างเชื่องช้า


    “มันแย่กว่าเดิม” นิกซ์พูดขึ้น


    ไม่มีใครตอบทันที


    เพราะทุกคนเห็นอยู่แล้ว


    เลือดบนปลายนิ้ว


    เส้นคล้ำใต้ผิวหนัง


    แผ่นแข็งที่ค่อย ๆ ลามขึ้นมาตามแขน


    ไม่มีใครในห้องต้องการเถียงเขา


    คาเอลเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าเตียง เขาไม่ยืนชิดเกินไป เพราะรู้ว่านิกซ์กำลังใช้พื้นที่รอบตัวเป็นกำแพงสุดท้าย แต่เขาก็ไม่ถอยไปไกลพอให้เด็กหนุ่มคิดว่าถูกทิ้ง


    “ฉันรู้” คาเอลพูด


    นิกซ์เงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำจากเลือดกำเดา น้ำตา หรือทั้งสองอย่างรวมกัน


    “พี่รู้จริงเหรอ”


    คำถามนั้นเบามาก


    แต่หนักพอให้ลมหายใจของคาเอลสะดุด


    เขาอยากตอบว่าใช่ อยากพูดให้มั่นคงพอจะเป็นพื้นให้เด็กหนุ่มยืน แต่ภาพห้องสังเกตการณ์ก่อนหน้ายังติดอยู่ในหัว ภาพเด็กคนหนึ่งที่ถูกเรียกว่า "ผู้รอด" โดยคนที่ไม่เคยมองเด็กคนนั้นเป็นคนจริง ๆ


    เขาจึงไม่โกหกให้สวยเกินไป


    “ฉันรู้ว่านายยังพยายามอยู่ และพยายามมาก ๆ ด้วย” คาเอลตอบ 


    “และตอนนี้ นั่นพอแล้ว”


    นิกซ์ก้มหน้าลง ผ้าขาวในมือมีเลือดซึมเป็นวงเล็ก ๆ


    โวร่ายืนใกล้ประตู เธอไม่ได้มองนิกซ์ตรง ๆ แต่คาเอลเห็นมือของเธอกำแน่นขึ้นเมื่อได้ยินคำตอบนั้น ลูน่านั่งอยู่บนเก้าอี้เตี้ยใกล้ผนังด้านใน เสื้อคลุมหนาคลุมถึงเข่า สองมือวางบนตักอย่างเรียบร้อยเกินเด็กเก้าขวบ ดวงตาเลื่อนจากนิกซ์ไปหาโวร่า แล้วกลับลงที่พื้น ไม่มีคำถามหลุดออกมา ไม่มีความอยากรู้อยากเห็นแบบเด็กปกติ มีแต่ความระวังของคนที่เรียนรู้เร็วเกินไปว่าโลกจะลงโทษใครก็ตามที่ถามผิดเวลา


    เวลาผ่านไปช้าอย่างประหลาด


    ด้านนอกยังมีพายุ หิมะกระแทกผนังเป็นระยะ ๆ เหมือนฝ่ามือนับไม่ถ้วนตบเบา ๆ บนโลหะ ลึกกว่านั้นมีแรงสั่นต่ำ ๆ เกิดขึ้นเป็นช่วง ไม่สม่ำเสมอ บางครั้งห่างกันหลายนาที บางครั้งใกล้เสียจนทุกคนต้องหยุดขยับพร้อมกันเพื่อดูว่ามันจะผ่านไปหรือเข้ามาใกล้


    มิเลียพันแผลให้นิกซ์เสร็จ เธอให้เขาดื่มน้ำทีละน้อย คอยดูว่าเขากลืนได้ปกติหรือไม่ เขาทำตามทุกอย่างโดยไม่เถียง แต่สายตาของเขาเลื่อนไปทางลูน่าบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ


    คาเอลเดินไปหยุดตรงหน้าต่างแคบด้านข้างห้องพยาบาล


    กระจกหนาถูกน้ำแข็งเกาะจากด้านนอกจนแทบมองไม่เห็นอะไรนอกจากความขาวมัว เขาใช้หลังมือปาดฝ้าออกเล็กน้อย


    ข้างนอกยังเป็นโลกสีขาว


    หิมะปลิววนอยู่ในความมืด ไม่มีเสาไฟ ไม่มีอาคาร ไม่มีร่องรอยของมนุษย์ เหลือเพียงพายุที่ดูเหมือนจะไม่มีวันจบ


    คาเอลมองภาพนั้นอยู่นาน


    แต่ในหัวเขาไม่ได้เห็นหิมะ


    เขาเห็นตำแหน่งของทุกคนในห้อง


    นิกซ์บนเตียงตรวจ มิเลียข้างเขา แจ็กซ์ตรงโต๊ะเครื่องมือ ลูน่าหลังแนวสายตาของโวร่า และประตูที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว


    ถ้าสถานีถูกเจาะจากด้านตะวันตก


    ถ้าประตูหลักพัง


    ถ้าลอร์เกอร์ขึ้นมาจากใต้หิมะพร้อมกันสองจุด


    คำตอบเรียงตัวขึ้นมาเอง


    เร็วเกินไป


    คาเอลหลับตา


    เขาเกลียดตอนที่ชื่อของคนรอบตัวเริ่มกลายเป็นตำแหน่งบนแผนที่


    “นายดูไม่ค่อยโอเคเลย”


    เสียงมิเลียดังขึ้นข้างหลัง


    คาเอลหัวเราะเบา ๆ โดยไม่มีความขบขันอยู่ในนั้น


    “คงงั้นล่ะ”


    มิเลียเดินมาหยุดข้างเขา มองออกไปยังพายุเดียวกัน


    “ตอนฉันเด็ก” เธอพูดเบา ๆ 


    “ฉันเคยคิดว่าผู้ใหญ่รู้คำตอบทุกอย่าง ไม่กลัวอะไร”


    คาเอลหันมองเธอ


    “แล้วตอนนี้ล่ะ”


    รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าเธอ เป็นรอยยิ้มที่เหมือนผ่านอะไรมามากกว่าจะปลอบใคร


    “ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าพวกเขากลัวไม่ต่างกัน”


    ลมด้านนอกกระแทกกระจก


    ทั้งสองคนเงียบไป


    แต่ความเงียบนั้นอุ่นกว่าก่อนหน้าเล็กน้อย


    แจ็กซ์ต่ออุปกรณ์เสร็จในที่สุด หน้าจอพกพาสว่างขึ้นบนโต๊ะ เกิดเสียงครืดเบา ๆ จากระบบกู้ข้อมูล เขาใช้ปลายนิ้วเลื่อนผ่านไฟล์ที่ดึงออกมาจากห้องสังเกตการณ์ รายการส่วนใหญ่เสียหาย ชื่อไฟล์แตกเป็นตัวอักษรปนรหัส บางอันเปิดขึ้นมาแล้วมีเพียงสัญญาณรบกวน บางอันมีภาพนิ่งของห้องสีขาวเพียงครึ่งวินาทีแล้วดับ


    “ไฟล์พังไปเกินครึ่ง” แจ็กซ์บอก 


    “อาจมากกว่านั้น ถ้ารวมพวกที่เหมือนจงใจทำให้พังตั้งแต่แรก”


    คาเอลเดินไปยืนข้างเขา 


    “มีอะไรอ่านได้บ้าง”


    แจ็กซ์เลื่อนหน้าจอช้า ๆ ตัวอักษรบางคำโผล่ขึ้นมาระหว่างเส้นข้อมูลขาด ๆ หาย ๆ


    [ผู้รับฟัง]


    [ความเข้ากัน]


    [เด็กที่รอด]


    [การตอบสนองก่อนสัญญาณ]


    [การเลื...]


    คำสุดท้ายหายไปครึ่งหนึ่ง กลายเป็นรอยสี่เหลี่ยมดำแทรกกลางประโยคเหมือนมีใครเอานิ้วจิ้มเข้าไปในเนื้อข้อความ


    แจ็กซ์เงียบลง


    คาเอลรู้สึกถึงมิเลียเข้ามายืนข้างเขาโดยไม่ต้องหันไปมอง กลิ่นยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ จากมือเธอปนมากับความเย็นของห้อง


    “ยังไม่พอจะบอกอะไรได้” แจ็กซ์รีบพูด เหมือนอยากตัดความหมายของคำเหล่านั้นก่อนที่มันจะเติบโต 


    “คำพวกนี้อาจเป็นหมวดหมู่ อาจเป็นแท็ก อาจเป็นหัวข้อทดสอบบ้า ๆ ของนักวิจัยที่ไม่มีใครสอนศีลธรรมให้ตั้งแต่เด็ก ฉันยังไม่โยงอะไรทั้งนั้น”


    “แต่มันโยงเราอยู่แล้ว” โวร่าพูดจากประตู


    ไม่มีใครเถียง


    อุปกรณ์กระพริบอีกครั้ง


    [รูปแบบเสียงซ้ำ: ตรวจพบ]


    แจ็กซ์มองข้อความนั้นนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกดปิดหน้าต่าง


    “ไม่ใช่ตอนนี้” เขาพึมพำกับเครื่อง 


    “อย่าเพิ่งเป็นอะไรตอนนี้”


    ลูน่าไม่ได้พูดอะไรอยู่พักใหญ่


    เธอนั่งกอดเข่าอยู่บนเก้าอี้เตี้ย


    ดวงตาจับอยู่ที่พื้น


    เธอพยายามนับรอยแตกบนกระเบื้อง


    หนึ่ง


    สอง


    สาม


    สี่


    แล้วเริ่มใหม่


    เด็กหญิงไม่อยากฟังอะไรอีก ไม่อยากคิดถึงห้องกระจก ไม่อยากคิดถึงเสียงหัวเราะของเด็กที่ไม่มีตัวตน


    แต่ยิ่งพยายามไม่สนใจ บางอย่างกลับชัดขึ้น


    ไม่ใช่คำพูด


    ไม่ใช่ประโยค


    มันเป็นจังหวะห่าง ๆ ใต้พื้นโลก


    ตึก...


    เว้นช่วง


    ตึก...


    เหมือนมีใครเดินอยู่ไกลมาก


    ไกลจนไม่ควรได้ยิน


    ลูน่าขยับตัวเล็กน้อย


    จังหวะนั้นยังอยู่


    เธอพยายามมองอย่างอื่น ไฟฉายของแจ็กซ์ ผ้าพันแผลของนิกซ์ ชายเสื้อคลุมของโวร่า


    แต่ทุกอย่างในห้องกลับค่อย ๆ เบาลง


    เหลือเพียงจังหวะใต้พื้น


    ตึก...


    ตึก...


    ใกล้ขึ้นทีละน้อย


    เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว


    สายตาหันไปทางผนังด้านซ้ายของห้อง


    หัวใจเธอเต้นแรงขึ้น


    ไม่ใช่เพราะรู้ว่ามีอะไรอยู่ตรงนั้น


    แต่เพราะเธอรู้ก่อนที่เครื่องมือจะรู้


    และนั่นทำให้เธอกลัวมากกว่าสิ่งที่อยู่ข้างนอกเสียอีก


    “ลูน่า” โวร่าพูด


    เด็กหญิงไม่ตอบทันที


    สองวินาที


    สามวินาที


    “มันอยู่ทางซ้ายค่ะ” เธอพึมพำ


    แจ็กซ์หยุดมือเหนือหน้าจอ


    “อะไรอยู่ทางซ้าย”


    เด็กหญิงกะพริบตา เหมือนเพิ่งรู้ว่าตัวเองพูดออกมาแล้ว เธอมองโวร่า สายตาสับสนและขอโทษปนกัน


    “หนูไม่รู้”


    นิกซ์ยกหน้าขึ้นทันที


    นิ้วของเขาจิกผ้าพันแผลใหม่จนมิเลียต้องรีบจับข้อมือไว้


    “อย่านะ” เขาพูด


    เสียงนั้นเบา แต่แตกตรงท้ายคำ


    ทุกคนหันไปมองเขา


    “อย่าทำแบบนั้น” นิกซ์พูดอีกครั้ง เร็วขึ้น 


    “เธออย่าไปฟังพวกมัน”


    ร่างเล็กหดลงในเสื้อคลุม 


    “หนูไม่ได้ตั้งใจ”


    ก่อนใครจะพูดต่อ พื้นด้านซ้ายของห้องก็สั่น


    ไม่แรงมาก


    แค่พอให้ถาดเครื่องมือบนโต๊ะสแตนเลสกระทบกันดังแกรก แค่พอให้ฝุ่นจากรอยแตกบนผนังหล่นลงเป็นเส้น แค่พอให้ทุกคนในห้องรู้พร้อมกันว่าเด็กหญิงพูดก่อนที่สิ่งนั้นจะมาถึง


    แจ็กซ์รีบหันกลับไปที่เครื่องตรวจจับ หน้าจอที่ก่อนหน้านี้ว่างเปล่ากระพริบขึ้นเป็นจุดสัญญาณสีแดงจาง ๆ หนึ่งจุด แล้วหายไป ก่อนจะขึ้นอีกครั้งใกล้ผนังด้านซ้ายของแปลนสถานี


    “บ้าเอ๊ย...” เขากระซิบ 


    “เครื่องเพิ่งจับได้เมื่อกี้”


    คาเอลมองเด็กหญิง


    เด็กหญิงไม่ได้ดูภูมิใจ ไม่ได้ดูเหมือนคนค้นพบพลังของตัวเอง เธอกลับหดไหล่ลง มือบนตักกำแน่นจนข้อนิ้วซีด เธอมองผนังด้านซ้ายเหมือนอยากขอโทษมันที่รู้ก่อน


    นิกซ์ลุกจากเตียงเร็วเกินไป มิเลียคว้าข้อมือเขาไว้แต่ไม่ทัน เขาเซนิดหนึ่งเมื่อเท้าแตะพื้น แขนข้างที่พันแผลกระตุกใต้ผ้า


    “หยุด” เขาพูดกับเธอ 


    “ถ้ามันเรียกเธอ อย่าตอบมัน ถ้ามันลากคำอะไรเข้ามาในหัว อย่าจำ ถ้ามันทำเหมือนรู้จักเธอ อย่าไปเชื่อเด็ดขาด”


    เธอมองเขาตาโต


    โวร่าเปลี่ยนตำแหน่งทันที


    ไม่ใช่การพุ่ง ไม่ใช่การชักมีด แต่เป็นการเลื่อนตัวที่ชัดเจนจนทั้งห้องรับรู้ได้ เธอก้าวเข้าระหว่างนิกซ์กับเด็กหญิง ร่างเรียวไม่ได้บังทั้งหมด แต่พอให้ร่างเล็กหายไปครึ่งหนึ่งหลังไหล่ เธอไม่ได้แตะเด็กหญิง ไม่ได้ผลักนิกซ์ แต่พื้นที่ในห้องเปลี่ยนไปทันที


    นิกซ์หยุดเท้า


    เขาเห็นโวร่า


    เห็นมือของเธอใกล้ด้ามมีด


    เห็นสายตาที่ไม่ได้ขู่ แต่ไม่เปิดทาง


    สีหน้าของเขาบิดด้วยบางอย่างที่เจ็บกว่าความโกรธ เขาถอยครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว


    “ผมไม่ได้จะทำอะไรเธอนะ” เขาพูด


    “ฉันรู้” โวร่าตอบ


    แต่เธอไม่หลบ


    มิเลียลุกขึ้นจากเตียงช้า ๆ 


    “นิกซ์ เรารู้ว่านายไม่ได้จะทำร้ายเธอ”


    “งั้นอย่าให้เธอฟัง!” นิกซ์เสียงดังขึ้นทันที แล้วสะดุ้งกับเสียงตัวเอง 


    “อย่าให้เธอทำเหมือนมันเป็นเรื่องปกติ พวกเขาเคยบอกแบบนั้นกับเด็กในห้องพวกนั้น บอกให้ฟัง บอกให้จดจำ บอกว่าถ้าตอบสนองได้เร็วก็แปลว่าดีขึ้น บอกว่าเด็กคนไหนรับได้มากกว่าคนอื่นคือเด็กที่พัฒนาแล้ว แล้วดูสิว่ามันจบยังไง!”


    คำสุดท้ายสะท้อนกับผนังห้องพยาบาลเก่า


    ไม่มีใครขยับ


    นิกซ์หอบหายใจ หน้าอกยกขึ้นลงเร็วเกินไป ดวงตาแดงก่ำ เส้นใต้ผิวบริเวณคอขยับบาง ๆ เหมือนตอบสนองกับความตื่นตระหนกของเขาเอง เขายกมือกดผ้าพันแผลตรงแขนซ้ายแน่นจนเลือดซึมผ่านชั้นใหม่เป็นจุดเล็ก ๆ


    คาเอลก้าวเข้าไปช้า ๆ


    “นิกซ์”


    “ถ้าฟังนานไป...” เด็กหนุ่มพูดต่อเหมือนไม่ได้ยิน 


    “มันจะเริ่มฟังเรากลับ”


    ลูน่าหลบหลังโวร่ามากขึ้น


    ไม่ใช่เพราะกลัวนิกซ์


    คาเอลเห็นชัดว่าไม่ใช่


    เธอกลัวสิ่งที่ประโยคนั้นทำให้มีรูปร่างขึ้นมาในหัว


    “มันไม่ได้ดังแบบขู่นะคะ” ลูน่าพูดหลังจากเงียบไปนาน เสียงเธอเล็กจนเกือบหายไปกับลมหิมะนอกผนัง 


    “มันเหมือน...เหมือนมีคนอยู่ไกลมาก แล้วพูดไม่ครบประโยค”


    “อย่าต่อประโยคให้มัน” นิกซ์ตอบทันที


    “แต่มัน...” ลูน่ากำชายเสื้อคลุมตัวเอง 


    “มันนับก้าวพวกเราได้”


    แจ็กซ์หันขวับ


    มิเลียนิ่งไป


    โวร่ามองลูน่าโดยไม่พูด


    เด็กหญิงกลืนลมหายใจลงคอ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย 


    “ตั้งแต่เราออกจากห้องนั้น หนูรู้สึกเหมือนมีอะไรนับอยู่ข้างล่าง หนึ่ง สอง สาม แล้วมันหยุดตอนพวกเราหยุด มันเดินต่อเมื่อเราเดินต่อ”


    นิกซ์ปิดตาแรง ๆ เหมือนถูกกระแทกจากข้างใน


    “พอ… พอเลย” เขาพูด แต่คราวนี้ไม่ได้พูดกับลูน่าอย่างเดียว 


    “พอแล้ว ไม่ต้องพูดต่อ”


    คาเอลเดินไปหยุดตรงหน้าเขา


    “นิกซ์”


    นิกซ์ไม่มอง


    “นิกซ์”


    เด็กหนุ่มกดปลายนิ้วเข้ากับขมับตัวเอง 


    “พวกพี่ไม่เข้าใจ เธอไม่เหมือนผม เธอไม่มีเกราะ ไม่มีอะไรหยุดมัน ถ้ามันรู้ว่าเธอตอบได้ มันจะ—”


    “มองฉัน”


    น้ำเสียงคาเอลต่ำลง ไม่ดัง แต่คมพอให้คำถัดไปของนิกซ์ขาดหาย


    นิกซ์ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น


    ดวงตาคู่นั้นมีความหวาดผวาเต็มไปหมด แต่ไม่ใช่แบบคนที่กำลังมองศัตรู มันเป็นสายตาของคนที่เห็นเด็กอีกคนยืนอยู่หน้าประตูเดียวกับที่เขาเคยถูกผลักเข้าไป และไม่รู้จะดึงออกมายังไงโดยไม่ทำให้แขนหลุดไปพร้อมกัน


    คาเอลเข้าใจในวินาทีนั้น


    นิกซ์ไม่ได้กลัวลูน่า


    เขากลัวอนาคตของเธอ


    “ฉันจะไม่ให้ใครใช้เธอเหมือนที่พวกนั้นใช้เด็กในห้องนั้น โอเคไหม” คาเอลพูดช้า ๆ


    นิกซ์หัวเราะออกมาเบา ๆ ครั้งเดียว เป็นเสียงที่ไม่มีความขำเลย


    “แล้วถ้าทางรอดเดียวคือใช้เธอล่ะ”


    คำถามนั้นตกลงกลางห้องเหมือนของหนัก


    คาเอลตอบไม่ได้ทันที


    และความล่าช้านั้นทำให้เขาเจ็บ


    เพราะคำตอบที่มีเหตุผลที่สุดโผล่มาก่อนคำตอบที่เป็นมนุษย์


    ถ้าลูน่ารู้ตำแหน่งก่อนเครื่องมือ เธออาจพาทีมหลบทางที่มีสิ่งมีชีวิตใต้หิมะได้


    ถ้าไม่ใช้ข้อมูลนั้น โอกาสทุกคนตายเพิ่มขึ้น


    ถ้าใช้ เธออาจถูกผลักให้เดินเข้าไปใกล้บางสิ่งที่พวกเขายังไม่มีชื่อให้เรียก


    ทางรอดปรากฏก่อนใบหน้าของลูน่า


    คาเอลรู้สึกเหมือนมีน้ำแข็งบาง ๆ เคลือบอยู่ด้านในกะโหลก เขามองเด็กหญิงที่ยืนหลังโวร่า เห็นแก้มซีด ริมฝีปากแห้ง มือเล็กกำเสื้อคลุมจนยับ แล้วภาพในหัวที่จัดเธอเป็นประโยชน์ต่อการเอาตัวรอดก็ทำให้เขาอยากถอยหนีจากตัวเอง


    โวร่าหันมามองเขา


    เธอไม่รู้หรอกว่าเขาคิดอะไร


    หรืออาจรู้มากพอจากระยะเวลาที่เขาเงียบ


    “อย่าใช้เด็กเป็นเครื่องมือ” เธอพูด


    เสียงเธอเรียบ เย็น และสั้น


    ไม่มีความโกรธระเบิดออกมา ไม่มีคำอธิบายว่าเพราะอะไร แต่คำเดียวกันนั้นลากบางอย่างตามมาในอากาศ ภาพห้องสีขาว สายไฟ เข็ม โลหะเย็นบนข้อมือ คนที่เรียกเด็กด้วยรหัสแทนชื่อ และความทรงจำที่โวร่าไม่เคยเล่าให้ใครฟัง ทั้งหมดไม่ได้ถูกพูดออกมา แต่ทุกคนรู้สึกถึงมันผ่านน้ำหนักของประโยคนั้น


    คาเอลเหมือนถูกตบโดยไม่มีมือแตะหน้า


    มิเลียหันมามองเขา เธอเห็น


    เห็นว่าเขาชะงักอย่างไร


    เห็นว่าเขาเกลียดความคิดของตัวเองแค่ไหน


    เธอเดินเข้ามาใกล้ ไม่มาก แค่พอให้ไหล่ของเธอเกือบแตะกับแขนเขา มือของเธอยกขึ้นแตะหลังมือเขาสั้น ๆ ความอุ่นจากปลายนิ้วเล็กน้อยนั้นชัดเกินไปในห้องเย็น


    “นายยังเลือกได้” เธอพูดเบา ๆ


    คาเอลหลับตาลงครึ่งหนึ่ง


    ประโยคนั้นไม่ได้ปลอบ


    มันเป็นมีด


    และเขาดีใจที่มันยังคมพอแทงเขาได้


    แรงสั่นจากด้านนอกดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้กว่าเดิม พื้นใต้เท้าสั่นจนโคมไฟพกพาบนโต๊ะเลื่อนนิดหนึ่ง แจ็กซ์รีบคว้าไว้ก่อนมันตก เขาหันกลับไปดูเครื่องตรวจจับ หน้าจอมีจุดสัญญาณแดงสามจุดวาบขึ้นใกล้แนวผนังด้านซ้าย ก่อนหายไปพร้อมสัญญาณรบกวนหนาแน่น


    “เราอยู่ตรงนี้นานไม่ได้แล้ว” แจ็กซ์พูด เสียงแหบลง 


    “บางอย่างวนอยู่ข้างสถานี หรือใต้สถานี หรือทั้งสองอย่าง ฉันไม่ชอบคำตอบไหนเลย”


    คาเอลพยักหน้า เปิดแผนที่สถานีบนหน้าจอของแจ็กซ์ เส้นทางหนีหลายเส้นขึ้นมาในหัวอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาบังคับตัวเองให้เห็นคนก่อนเห็นเส้นทาง


    นิกซ์ต้องเดินกลางกลุ่ม ไม่ใช่เพราะเป็นความเสี่ยง แต่เพราะถ้าล้มจะมีคนจับทัน


    ลูน่าต้องอยู่กับโวร่า ไม่ใช่เพราะเป็นเครื่องมือเตือนภัย แต่เพราะเธอไว้ใจโวร่า


    มิเลียต้องไม่อยู่ท้ายสุด เพราะเธอไม่มีอาวุธหนัก


    แจ็กซ์ต้องถือเครื่องตรวจจับ แต่ต้องมีมือว่างพอใช้เครื่องมือเปิดประตู


    เขาต้องปิดท้าย


    “เราจะย้ายไปทางห้องพักบุคลากรด้านในก่อน” คาเอลพูด “จากตรงนั้นมีทางเชื่อมไปโรงเก็บรถสำรวจ ถ้าประตูด้านนอกไม่ถูกฝังจากหิมะ เราอาจกลับไปถึงรถได้โดยไม่ผ่านโถงหลัก”


    “คำว่า ‘อาจ’ นี่ฉันเกลียดมากขึ้นทุกวัน” แจ็กซ์พึมพำ


    “มีคำที่ดีกว่านี้ไหม”


    “มี แต่หยาบ”


    “เก็บไว้ใช้ตอนประตูไม่เปิด”


    แจ็กซ์หันมามองเขาแวบหนึ่ง สีหน้าเหมือนอยากหัวเราะแต่หัวเราะไม่ออก 


    “โอเค อย่างน้อยมุกแย่ ๆ ของนายยังอยู่ ถือเป็นสัญญาณชีพที่ดี”


    พวกเขายังไม่ออกจากห้องทันที แจ็กซ์ขอเวลาอีกไม่กี่นาทีเพื่อคัดลอกไฟล์ที่กู้ได้ลงหน่วยความจำสำรองสองชุด เขายัดชุดแรกใส่กระเป๋าเสื้อด้านในของตัวเอง อีกชุดส่งให้คาเอล คาเอลรับมาแล้วเก็บไว้ในช่องกันน้ำของเสื้อเกราะโดยไม่ถาม ข้อมูลพวกนั้นหนักกว่าขนาดของมันมาก


    ระหว่างรอ โวร่าพาลูน่าไปนั่งบนเตียงตรวจอีกตัว เธอไม่ได้พูดให้พัก แต่ถอดเสื้อคลุมชั้นนอกของตัวเองวางบนไหล่เด็กหญิง ร่างเล็กมองเธอเหมือนจะขอบคุณ แต่สุดท้ายเพียงก้มหน้าลง มือเล็กจับขอบเสื้อคลุมไว้


    สถานีเงียบลงชั่วคราว


    ไม่ใช่ความสงบ


    เป็นช่วงที่ทุกอย่างเหมือนกลั้นลมหายใจ


    เด็กหญิงคงเหนื่อยกว่าที่ทุกคนคิด เพราะไม่นานหลังจากนั้นศีรษะของเธอก็ค่อย ๆ เอนลงข้างหนึ่ง เปลือกตาปิดลงอย่างไม่เต็มใจเหมือนคนกลัวว่าการหลับจะทำให้พลาดสัญญาณอันตราย โวร่านั่งอยู่ข้างเตียง ไม่ได้มองเธอตลอดเวลา แต่ทุกครั้งที่ร่างเล็กไหว มือของโวร่าจะขยับตามเพียงเล็กน้อย ก่อนหยุด


    คาเอลยืนพิงโต๊ะทำงานของแพทย์เก่า มองภาพนั้นจากอีกฝั่งห้อง


    ในโลกก่อนหน้า เด็กอายุเก้าขวบควรหลับบนเบาะนุ่ม ไม่ใช่เตียงตรวจในสถานีทดลองร้างใต้พายุหิมะ ไม่ควรมีนักฆ่าเงานั่งเฝ้าอยู่ข้าง ๆ พร้อมมีด ไม่ควรมีเด็กหนุ่มอีกคนกอดแขนที่กำลังเปลี่ยนรูปร่างของตัวเองอยู่บนเตียงตรงข้าม และไม่ควรมีเขายืนคิดว่าจะพาทุกคนออกไปอย่างไรโดยไม่ใช้ความสามารถของเด็กคนนั้นมากเกินไป


    โลกนี้เอาคำว่า “ควร” ไปฝังใต้หิมะนานแล้ว


    เธอหลับไปไม่ถึงสิบนาที


    แล้วเธอก็ฝัน


    คาเอลไม่รู้ในทันทีว่าเป็นฝัน เขาเพียงเห็นนิ้วของเธอกระตุกใต้เสื้อคลุม เห็นริมฝีปากขยับโดยไม่มีเสียง เห็นคิ้วเล็กขมวดเข้าหากันเหมือนเธอเดินอยู่ในที่ที่หนาวกว่าห้องนี้


    โวร่าเห็นก่อนทุกคน


    เธอเงยหน้าขึ้นทันที มือที่วางบนเข่าขยับไปแตะขอบเตียง


    ลมหายใจของเด็กหญิงสั้นลง


    ในฝันของเธอ มีทางเดินสีขาวยาวจนสุดสายตา


    ผนังทั้งสองข้างสะอาดเกินไป สว่างเกินไป ไม่มีฝุ่น ไม่มีเลือด ไม่มีรอยเท้า มีเพียงกระจกบานแล้วบานเล่าที่เรียงไปตามแนวผนัง ด้านหลังกระจกมีมือเล็ก ๆ แตะอยู่จากอีกฝั่ง มือหลายคู่ บางคู่ขยับช้า ๆ เหมือนยังมีแรง บางคู่นิ่งเกินไป ใต้เท้าของเธอไม่ใช่พื้นคอนกรีต แต่เป็นหิมะสีขาวที่ไม่เย็นเท่าที่ควร หิมะนั้นเต้นเป็นจังหวะต่ำ ๆ ใต้ฝ่าเท้า เหมือนผิวหนังของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่กำลังหลับไม่สนิท


    มีถ้อยคำขาด ๆ ลอยอยู่ไกลออกไป


    ไม่ครบประโยค


    ไม่ชัดพอให้จับความหมาย


    แต่ชัดพอให้รู้ว่ามันรู้ว่าเธออยู่ตรงนั้น


    บางอย่างใต้พื้นแตะกลับมา


    ไม่ใช่มือ


    ไม่ใช่กรงเล็บ


    เหมือนแรงดึงจากโลกอีกชั้นหนึ่งที่ไม่มีรูปร่าง แต่มีเจตนา


    ผู้ที่...


    คำหนึ่งแตกหายไปเหมือนแก้วร้าว


    ....ฟัง..


    มือบนกระจกเคาะพร้อมกันหนึ่งครั้ง


    ตึก


    หิมะใต้เท้าเต้นตอบ


    ตึก


    แล้วมีคำถามลอยมาจากที่ไกลมาก


    เลือกแล้วหรือยัง


    เด็กหญิงลืมตาขึ้น


    เธอไม่ได้กรีดร้อง


    นั่นทำให้มันน่ากลัวกว่า


    เธอลุกขึ้นช้า ๆ จากเตียง ตรวจสอบได้ยากว่าตื่นหรือยังหลับอยู่ ดวงตาเปิดแต่เหมือนไม่มองห้องพยาบาล เธอก้าวลงจากเตียงโดยไม่ทำให้เสื้อคลุมหลุด มือข้างหนึ่งลากผ่านขอบเตียงเบา ๆ แล้วเริ่มเดินไปทางประตู


    โวร่าเคลื่อนทันที


    เธอไม่ได้เรียกชื่อ ไม่ได้ตะโกนให้หยุด เพราะบางส่วนของเธอรู้ว่าการทำให้เด็กสะดุ้งอาจแย่กว่าเดิม ร่างเรียวพุ่งเงียบ ๆ ไปถึงตัวลูน่าก่อนก้าวที่สาม มือจับข้อมือเล็กไว้พอดี ไม่แรง แต่แน่นพอให้หยุด


    เด็กหญิงหยุด


    ทั้งห้องตื่นพร้อมกัน


    คาเอลผละจากโต๊ะ มิเลียลุกขึ้น แจ็กซ์เกือบทำเครื่องหล่น นิกซ์เงยหน้าขึ้นอย่างแรงจนผ้าก๊อซในมือหลุดตกพื้น


    โวร่าคุกเข่าลงตรงหน้าเธอ ระดับสายตาใกล้กันกว่าปกติ


    “กลับมา” เธอพูด


    คำสั้น ๆ นั้นไม่มีคำปลอบ ไม่มีคำถาม ไม่มีคำสั่งเต็มรูปแบบ แต่มันเหมือนเชือกที่โยนลงไปในหลุมมืด


    เด็กหญิงกะพริบตา


    ครั้งหนึ่ง


    สองครั้ง


    เธอมองข้อมือตัวเองที่ถูกจับไว้ แล้วมองหน้าโวร่า


    “หนูไม่ได้จะเดินไปหามันนะคะ” เธอพูด


    โวร่านิ่ง


    เธอกลืนน้ำลาย 


    “แต่มันเดินมาหาหนู”


    พายุด้านนอกกระแทกผนังแรงขึ้นทันที เหมือนประโยคนั้นถูกตอบรับจากโลกข้างนอก หลอดไฟพกพาสั่นบนโต๊ะ แสงขาวกระพริบจนห้องทั้งห้องหายไปครึ่งวินาที แล้วกลับมาใหม่


    แจ็กซ์สบถต่ำ ๆ 


    “โอเค เราจบเวลาพักแล้วใช่ไหม เพราะฉันขอโหวตว่าจบ”


    ไม่มีใครค้าน


    พวกเขาเก็บของเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้โดยไม่ให้เกิดเสียงดังเกินจำเป็น แจ็กซ์สะพายกระเป๋าเครื่องมือและหน่วยข้อมูล มิเลียตรวจผ้าพันแผลนิกซ์ครั้งสุดท้าย โวร่าผูกเสื้อคลุมให้ลูน่ากระชับขึ้น แล้วดันเด็กหญิงให้ยืนด้านในของตัวเองตามสัญชาตญาณ นิกซ์ไม่พูดอะไรอีก เขาเพียงเดินมาตรงกลางกลุ่มตามที่คาเอลจัดตำแหน่งไว้ สีหน้าของเขายังตึง แต่เมื่อสายตาเลื่อนไปหาลูน่า มันอ่อนลงด้วยความเจ็บชนิดที่ขอโทษไม่ได้


    คาเอลเปิดประตูห้องพยาบาลด้วยมือของตัวเอง


    ทางเดินด้านนอกมืดกว่าเดิม ไฟฉุกเฉินดับไปหลายดวง เหลือแสงแดงเป็นช่วงห่าง ๆ ทำให้พื้นยาวข้างหน้าดูเหมือนลำคอของสัตว์ที่พวกเขาต้องเดินเข้าไป กลิ่นลมหนาวแรงขึ้น หิมะละเอียดบางส่วนปลิวเข้ามาตามรอยแตกด้านปลายทางเดินจนจับตัวบนพื้นเป็นแผ่นบาง เสียงพายุดังลอดผ่านโครงสร้างเป็นเสียงครางยาวต่ำ


    “เราเดินไปช้า ๆ” คาเอลพูด 


    “ห้ามแยกกัน เกาะกลุ่มไว้”


    พวกเขาเคลื่อนออกจากห้องพยาบาล


    โวร่านำหน้า ตามด้วยลูน่าที่อยู่ชิดหลังไหล่เธอ แจ็กซ์อยู่ถัดมา เครื่องตรวจจับในมือหันซ้ายขวาอย่างระวัง นิกซ์เดินกลางกลุ่ม มิเลียอยู่ใกล้เขาพอแตะได้ถ้าเขาทรุด ส่วนคาเอลปิดท้าย ดวงตากวาดทางเดินด้านหลังเป็นระยะ


    ช่วงแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้น


    นั่นเลวร้ายพอ ๆ กับการมีบางอย่างพุ่งเข้าใส่


    เพราะทุกคนรู้ว่าความว่างในสถานีนี้ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย มันเป็นแค่ช่องว่างระหว่างการขยับของสิ่งที่ยังไม่เผยตัว


    พวกเขาผ่านห้องพักบุคลากรเก่า ประตูหลายบานเปิดค้าง ภายในมีเตียงสองชั้น ตู้ล็อกเกอร์ และเสื้อกันหนาวของเจ้าหน้าที่แขวนอยู่เหมือนเจ้าของเพิ่งออกไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ทั้งที่ฝุ่นบนไหล่เสื้อหนาจนกลายเป็นผ้าคลุมอีกชั้น หนึ่งในห้องมีแก้วกาแฟแช่แข็งค้างอยู่บนโต๊ะ สีดำของกาแฟกลายเป็นผิวมันวาวเหมือนแก้วตาของสัตว์ที่ตายไปนานแล้ว


    แจ็กซ์ชำเลืองมองแล้วรีบหันกลับ “ฉันไม่ถามว่าเกิดอะไรกับคนที่นี่ เพราะถ้าจักรวาลยังมีมารยาทอยู่บ้าง มันควรปล่อยให้ฉันไม่รู้”


    ไม่มีใครหัวเราะ


    ลูน่าหยุดเดินกะทันหัน


    โวร่าหยุดตามทันทีโดยไม่ชนเธอ


    คาเอลยกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุด


    เด็กหญิงไม่ได้มองผนัง คราวนี้เธอมองพื้นตรงหน้า ทางเดินช่วงต่อไปมีแผ่นโลหะปิดท่อบริการเรียงเป็นแนวยาว หนึ่งในนั้นเผยอขึ้นเล็กน้อยเพราะแรงบิดเก่าของโครงสร้าง


    “ไม่ไปตรงนั้นค่ะ” ลูน่าพูด


    แจ็กซ์ยกเครื่องตรวจจับไปทางพื้น ไม่มีสัญญาณขึ้น


    เขาเหลือบมองคาเอล


    คาเอลไม่ได้มองเครื่อง เขามองลูน่า


    “ตรงนั้นมีอะไร”


    เธอส่ายหน้า 


    “ข้างล่างมีตัวหนึ่ง”


    นิกซ์หลับตาลงช้า ๆ กรามขบแน่นจนเส้นเลือดข้างแก้มขึ้น


    แจ็กซ์หันเครื่องตรวจจับลงใกล้พื้นอีกครั้ง 


    “ฉันยังไม่เห็นอะไรเลยนะ”


    “รอก่อน” คาเอลพูด


    พวกเขายืนนิ่ง


    ห้าวินาที


    สิบวินาที


    ลมพัดผ่านรอยแตกด้านหลังดังหวิว บางคนอาจคิดว่าไม่มีอะไร และทุกวินาทีที่รออยู่กลางทางเดินยิ่งทำให้กระดูกสันหลังคาเอลตึงขึ้น เขาเห็นเส้นทางไปโรงเก็บรถอยู่ไม่ไกลแล้ว ประตูเหล็กท้ายทางเดินอยู่ห่างไปไม่ถึงสามสิบเมตร ถ้าวิ่งตอนนี้ พวกเขาอาจไปถึงก่อน—


    พื้นใต้แผ่นโลหะตรงหน้าสั่นเบา ๆ


    ไม่ใช่แรงสั่นจากพายุ


    เป็นจังหวะสั้น หนัก และมีน้ำหนักของสิ่งมีชีวิต


    แผ่นโลหะเผยอขึ้นอีกนิดหนึ่ง เศษฝุ่นร่วงลงในช่องมืดข้างใต้ แล้วบางอย่างแข็งเหมือนปลายหนามครูดผ่านด้านล่างของแผ่นโลหะอย่างช้า ๆ เสียงเสียดสีนั้นแหลมจนฟันคาเอลเสียวตาม


    แจ็กซ์หน้าซีด


    “โอเค เครื่องมือของฉันลาออกแล้ว”


    สิ่งนั้นเคลื่อนผ่านใต้พื้นไปทางขวา แผ่นโลหะแผ่นถัดไปสั่นตามเป็นลำดับ ทีละแผ่น ทีละแผ่น เหมือนตัวอะไรบางอย่างยาวมากกำลังเลื้อยอยู่ในท่อบริการใต้ทางเดิน พวกเขาทุกคนยืนนิ่ง แม้แต่ลมหายใจยังถูกกดให้เบาที่สุด


    ลูน่าหลับตา


    โวร่าเอื้อมมือไปแตะแผ่นหลังเธอเบา ๆ แค่ครั้งเดียว


    “รอให้มันผ่านก่อน” ลูน่ากระซิบ


    นิกซ์กัดริมฝีปากตัวเองจนเลือดซึม แต่ไม่พูด


    เสียงครูดเคลื่อนห่างออกไป


    หนึ่งเมตร


    สองเมตร


    สามเมตร


    แล้วหยุด


    ทางเดินทั้งเส้นเหมือนถูกตรึงด้วยมือที่มองไม่เห็น


    ลูน่าค่อย ๆ ลืมตา


    “ตอนนี้ค่ะ”


    คาเอลไม่รอให้ความลังเลเติบโต


    “ไป”


    โวร่าเคลื่อนก่อน พาลูน่าข้ามช่วงพื้นโลหะด้วยก้าวเร็วแต่ไม่วิ่ง แจ็กซ์ตามไปติด ๆ ตัวงอเหมือนกลัวพื้นจะเปิดงับขึ้นมา นิกซ์ผ่านตรงกลาง มือหนึ่งกดแขนตัวเองไว้ มิเลียอยู่ข้างเขา คาเอลปิดท้าย เขาก้าวข้ามแผ่นโลหะสุดท้ายในจังหวะที่เสียงครูดกลับมาอีกครั้งจากใต้พื้นด้านหลัง


    ครืด—


    เร็วกว่าเดิม


    “เดินต่อ” คาเอลสั่ง 


    “แต่อย่าวิ่ง”


    ถ้าวิ่ง เสียงฝีเท้าจะดังเกินไป


    ถ้าวิ่ง ลูน่าอาจสะดุด


    ถ้าวิ่ง สิ่งที่อยู่ข้างล่างอาจรู้ว่าพวกเขารู้ตำแหน่งมัน


    พวกเขาเดินเร็วขึ้น แต่ไม่แตกขบวน แผ่นโลหะใต้พื้นด้านหลังสั่นไล่ตามทีละแผ่น แจ็กซ์หอบเบา ๆ พยายามไม่ให้เครื่องมือในกระเป๋ากระทบกัน มิเลียจับแขนนิกซ์ไว้เมื่อเขาเซครั้งหนึ่ง โวร่าหันศีรษะเล็กน้อยฟังจังหวะด้านหลังโดยไม่ชะลอฝีเท้า


    ประตูเหล็กโรงเก็บรถอยู่ตรงหน้า


    แจ็กซ์พุ่งไปที่แผงควบคุมทันที มือเขาเสียบสายเข้ากับพอร์ตอย่างคล่องแคล่วเกินคนที่กำลังถูกบางอย่างใต้พื้นไล่หลัง


    “ขอสามสิบวินาที”


    “นายมีสิบวิเท่านั้น” โวร่าพูด


    “งั้นฉันจะขอโกงเวลาหน่อยนะ”


    แผ่นโลหะด้านหลังพวกเขาถูกดันขึ้น


    ทุกคนหันพร้อมกัน


    ปลายแข็งสีคล้ำแทงทะลุขึ้นมาจากพื้น ไม่ใช่เต็มตัว เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่อยู่ข้างล่าง แต่มันยาวและคมพอจะเสียบร่างมนุษย์ทะลุได้ในครั้งเดียว เงาแหลมนั้นกวาดเฉียงผ่านอากาศต่ำ ๆ กระแทกผนังจนเกิดรอยแตกยาว เศษคอนกรีตร่วงลงพื้นเสียงดัง


    “แจ็กซ์!” คาเอลตะโกน


    “กำลังโกงอยู่!”


    โวร่าพุ่งเข้าไปก่อนที่ก้านกระดูกชุดถัดไปจะโผล่ มีดพลังงานในมือขวาวาบเป็นเส้นสีซีด เธอฟันลงตรงฐานที่โผล่พ้นพื้น เสียงกระทบดังแหลมเหมือนมีดขูดกระดูกชื้น ๆ ประกายไฟสีม่วงดำแตกออกจากรอยตัด เธอไม่ได้ตัดขาด แต่พอทำให้มันหดกลับไปครู่หนึ่ง


    พื้นสั่นแรง


    อีกปลายหนึ่งพุ่งขึ้นใกล้เท้านิกซ์


    มิเลียดึงเขาถอย แต่ช้ากว่าแรงพุ่งเล็กน้อย คาเอลพุ่งเข้าไปกระแทกไหล่ชนทั้งสองคนออกจากแนว สิ่งนั้นเฉียดเสื้อเกราะเขาไปเพียงฝ่ามือเดียว แรงลมจากมันเย็นและคาวเหมือนลมหายใจจากโพรงใต้ดิน


    นิกซ์ล้มลงกับพื้น มิเลียลงไปพร้อมเขาแต่ยังไม่ปล่อยแขนเขา


    คาเอลหมุนตัวกลับ ท่อเหล็กที่เขาหยิบติดมือจากห้องพยาบาลกระแทกใส่เงาแหลมอีกอันที่โผล่ตามมา เสียงแรงปะทะสะเทือนขึ้นแขนจนชาทั้งข้าง เขารู้ทันทีว่าต่อให้ตีอีกสิบครั้งก็ทำลายไม่ได้ มันไม่ใช่เป้าหมายที่ควรสู้ มันเป็นกับดักของสิ่งที่อยู่ข้างล่าง


    ต้องออกจากที่นี่


    เดี๋ยวนี้


    “เปิด!” แจ็กซ์ตะโกน


    ประตูเหล็กเลื่อนขึ้นอย่างช้าเกินไป


    ช่องว่างด้านล่างเปิดเพียงครึ่งเมตร ลมเย็นจากโรงเก็บรถพุ่งออกมาพร้อมกลิ่นน้ำมันเก่า ยางรถ และหิมะที่ละลายแล้วแข็งซ้ำหลายครั้ง


    “ลอดไป!” คาเอลสั่ง


    โวร่าดันลูน่าลงก่อน เด็กหญิงคลานผ่านช่องแคบโดยไม่ร้องสักคำ แจ็กซ์โยนกระเป๋าเข้าไปแล้วกลิ้งตาม มิเลียช่วยพยุงนิกซ์ให้ลอด นิกซ์ขบฟันแน่นขณะผ้าพันแผลบนแขนเสียดกับพื้นโลหะจนมีเลือดซึมอีกครั้ง โวร่ารอจนลูน่าพ้นแล้วจึงตามเข้าไป


    คาเอลอยู่ท้ายสุด


    พื้นด้านหลังแตกขึ้นอีกครั้ง ปลายแข็งสองอันพุ่งขึ้นพร้อมกัน อันหนึ่งเฉียดศีรษะเขา อีกอันเสียบทะลุผนังข้างประตูจนประตูที่กำลังเปิดติดขัดและเริ่มลดลงอย่างผิดจังหวะ


    “คาเอล!” มิเลียร้องจากอีกฝั่ง


    เขาทิ้งตัวลงกับพื้นทันที กลิ้งลอดใต้ประตูในจังหวะที่แผ่นเหล็กหนักหล่นลงมา ขอบล่างของมันครูดผ่านเกราะหลังเขา เสียงโลหะขูดดังสนั่น ความเจ็บแล่นจากหลังขึ้นคอ แต่เขากัดฟันไถลตัวเข้าไปจนพ้น


    ประตูปิดกระแทกพื้นดังปัง


    สิ่งด้านนอกแทงใส่อีกครั้ง กระแทกประตูจนมันบุบเข้ามาเป็นรอย แต่ไม่ทะลุ


    ทุกคนในโรงเก็บรถนิ่งค้างอยู่หลายวินาที


    เสียงหอบหายใจดังปนกับเสียงพายุที่ลอดเข้ามาจากรอยแยกบนหลังคา โรงเก็บรถกว้างกว่าห้องพยาบาลมาก มีรถสำรวจเก่าจอดเรียงอยู่สามคัน สองคันถูกถอดชิ้นส่วนจนเหลือแต่โครง อีกคันยังดูพอเคลื่อนที่ได้หากไม่ถามว่าควรเชื่อใจมันแค่ไหน ชั้นวางอะไหล่ล้มระเนระนาด กล่องเครื่องมือกระจายเต็มพื้น หิมะปลิวเข้ามาจากประตูด้านนอกที่เปิดแง้มอยู่เล็กน้อยจนพื้นบางส่วนขาวโพลน อากาศเย็นจนหายใจเข้าแล้วเจ็บปอด


    แจ็กซ์นอนหงายอยู่บนพื้น ยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นทั้งที่ยังหอบ


    “ฉัน...เกลียด...สถานที่นี้จริง ๆ”


    ไม่มีใครหัวเราะออกมาเต็มเสียง แต่ความตึงในห้องลดลงนิดหนึ่ง


    นิดเดียว


    พอให้มนุษย์ยังไม่แตก


    คาเอลลุกขึ้นช้า ๆ ความเจ็บที่หลังแผ่เป็นวง เขาไม่สนใจมันมากกว่าจำเป็น เขาหันไปหาลูน่าทันที


    เด็กหญิงนั่งอยู่ใกล้ล้อรถสำรวจเก่า โวร่าอยู่ข้างเธอ มือหนึ่งแตะไหล่เล็กไว้ ลูน่าใบหน้าซีดจนริมฝีปากแทบไม่มีสี แต่ยังมีสติ เธอมองพื้นตรงหน้าตัวเอง เหมือนกำลังพยายามไม่รับรู้สิ่งใดเพิ่ม


    คาเอลเดินเข้าไปคุกเข่าห่างจากเธอพอสมควร


    “ลูน่า”


    เธอเงยหน้าขึ้น


    ดวงตาคู่นั้นเหนื่อยเกินวัย


    คาเอลรู้สึกเหมือนคำทุกคำที่เขาเตรียมไว้ไม่พอ


    “ถ้าไม่ไหว บอกฉัน” เขาพูด 


    “ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องช่วยเพื่อให้ใครชม ไม่ต้องทำเพราะกลัวว่าเราจะทิ้งเธอ เข้าใจไหม”


    ลูน่ามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง


    “ถ้าหนูไม่บอก เราจะตายไหมคะ”


    คำถามนั้นทำให้มิเลียหลับตาลงสั้น ๆ


    โวร่ากำมือแน่นขึ้นบนไหล่เด็กหญิง แต่ยังไม่พูด


    คาเอลอยากโกหก


    อยากบอกว่าไม่


    อยากให้โลกเหลือคำตอบง่าย ๆ สำหรับเด็กคนหนึ่ง


    แต่เขาเคยโกหกคนที่กลัวมาแล้วหลายครั้ง และทุกครั้งมันทำให้ความจริงโหดร้ายกว่าเดิมเมื่อมาถึง


    “ฉันตอบไม่ได้” เขาตอบ 


    “แต่ฉันจะไม่สั่งให้เธอทำ”


    ลูน่าก้มหน้าลงนิดหนึ่ง


    “ถ้าหนูบอกเองล่ะคะ”


    คาเอลเงียบไป


    ในความเงียบนั้น เขารู้สึกถึงสายตาของโวร่าเหมือนคมมีดวางอยู่บนท้ายทอย ไม่ใช่ขู่ แต่เตือนว่าเส้นนี้บางแค่ไหน


    เขาพยักหน้าช้า ๆ


    “งั้นเธอบอกเท่าที่ไหว แล้วหยุดเมื่ออยากหยุด”


    ลูน่ากำเสื้อคลุมของโวร่าที่พาดอยู่บนไหล่


    “ไม่ไปประตูนั้นค่ะ”


    แจ็กซ์ที่กำลังคลานไปตรวจรถสำรวจชะงัก 


    “ประตูไหน”


    ลูน่าชี้ไปยังประตูโรงเก็บรถด้านนอกที่เปิดแง้มอยู่ หิมะปลิวเข้ามาจากช่องนั้นรุนแรงขึ้นตามลม


    “ถ้าออกตรงนั้น ข้างล่างมีอีกตัว”


    คาเอลหันไปมองแผนที่ในหัวทันที โรงเก็บรถมีทางออกหลักด้านหน้า อีกทางเป็นประตูเล็กสำหรับช่างซ่อมด้านข้าง เชื่อมกับทางลาดลงไปยังลานจอดรถสำรอง ถ้าลานนั้นยังไม่ถูกหิมะฝัง พวกเขาอาจอ้อมไปถึงรถของตัวเองได้


    “ทางข้างล่ะ” เขาถาม


    ลูน่าหันไปทางผนังขวา ก่อนขมวดคิ้ว


    “มีจังหวะ...ผ่านไปผ่านมา” เธอกระซิบ “เหมือนมันวนเป็นวงกลม”


    นิกซ์ยืนอยู่ไม่ไกล หายใจผ่านฟันแน่น ๆ


    “อย่าดึงมันเข้ามาใกล้กว่านี้” เขาพูด แต่คราวนี้เสียงเบาลง ไม่ได้สั่ง ไม่ได้แตกตื่นเหมือนก่อนหน้า มันเหมือนคำขอร้องจากคนที่รู้ว่าห้ามไม่ได้ทั้งหมด


    ลูน่าพยักหน้า


    “หนูจะไม่ตอบค่ะ”


    แจ็กซ์ตรวจรถสำรวจเก่าคันที่สามอย่างรีบเร่ง เขาเปิดฝากระโปรง ฝุ่นกับไอเย็นพุ่งขึ้นมาเป็นกลุ่ม กลิ่นน้ำมันเก่าหนักขึ้นทันที เขาเสียบสายจากเครื่องมือเข้ากับพอร์ตข้างแผงควบคุม รถกระตุกเบา ๆ ไฟหน้าด้านหนึ่งกะพริบแล้วดับ


    “อย่าเพิ่งตาย” แจ็กซ์พึมพำ 


    “แกอาจเป็นเศษเหล็กที่มีเกียรติที่สุดในชีวิตฉันก็ได้”


    “ขับได้ไหม” คาเอลถาม


    “ขับได้คือคำใหญ่ไปหน่อย” แจ็กซ์ตอบทั้งที่ยังมุดอยู่ใต้แผง


    “เคลื่อนที่ได้แบบน่าสงสารน่าจะเหมาะกว่า แบตหลักเสีย แต่มีเซลล์สำรองพอให้สตาร์ตครั้งเดียว ถ้าดับกลางทาง เราต้องเข็นเอา”


    “มีทางเลือกอื่นไหม”


    “มี นอนรอให้ตัวใต้พื้นเลือกเมนู”


    “งั้นสตาร์ต”


    แจ็กซ์ตบแผงควบคุม 


    “ได้เลย คุณผู้บัญชาการเศษเหล็ก”


    รถสำรวจส่งเสียงครางยาวเหมือนสัตว์แก่ถูกปลุกขึ้นกลางฤดูหนาว เครื่องยนต์กระตุก สะอึก แล้วดับ ทุกคนในโรงเก็บรถนิ่งค้างไปพร้อมกัน


    แจ็กซ์ยกนิ้วขึ้น 


    “เมื่อกี้คือการทักทาย”


    เขากดอีกครั้ง


    คราวนี้เครื่องยนต์ติด


    เสียงต่ำหนักดังขึ้นใต้ฝากระโปรง ควันสีขาวพุ่งจากท่อไอเสียด้านหลัง กลิ่นน้ำมันไหม้และฝุ่นเก่าคลุ้งไปทั่วห้อง ไฟหน้าติดขึ้นข้างเดียว ส่องแสงเหลืองซีดไปยังประตูด้านข้างเหมือนตาแก่ข้างหนึ่งที่ยังไม่ยอมหลับ


    แรงสั่นจากเครื่องยนต์ทำให้พื้นโรงเก็บรถสะเทือน


    จากข้างนอก มีบางอย่างตอบสนอง


    ครืน—


    ไกลออกไปก่อน


    แล้วใกล้ขึ้น


    คาเอลหันไปหาลูน่า


    เธอปิดตา มือจับเสื้อคลุมแน่นขึ้น


    “รอก่อนค่ะ” เธอพูด 


    “ยังไม่ใช่ตอนนี้”


    ทุกคนขึ้นรถอย่างรวดเร็ว โวร่าพาลูน่านั่งด้านหลังฝั่งในสุด ตัวเองนั่งริมประตูมือไม่ห่างจากมีด นิกซ์นั่งตรงข้ามพวกเธอ แต่นั่งห่างออกไปเท่าที่พื้นที่ในรถอนุญาต มิเลียอยู่ข้างนิกซ์เพื่อตรวจอาการ แจ็กซ์อยู่คนขับ คาเอลนั่งข้างหน้าแต่หันครึ่งตัวมองทั้งกลุ่มและทางออกพร้อมกัน


    ประตูด้านข้างต้องเปิดด้วยมือ


    โวร่าโน้มตัวจะลงไป แต่คาเอลยกมือห้าม


    “ฉันเอง”


    เธอมองเขาเพียงเสี้ยวเดียว แล้วพยักหน้า


    คาเอลลงจากรถ ลมหนาวกัดใบหน้าทันทีที่เขาเข้าใกล้ประตูด้านข้าง มือจับเหล็กเย็นจนเหมือนเกาะติดผิว เขาออกแรงดึง กลไกเก่าฝืดและหนัก ประตูเลื่อนออกทีละนิด เสียงครูดโลหะดังเกินไปในความมืด เขากัดฟันดึงต่อจนช่องเปิดกว้างพอให้รถผ่านได้


    ด้านนอกเป็นทางลาดแคบลงสู่ลานจอดสำรอง หิมะหนาเกือบถึงครึ่งล้อ แต่ยังพอให้รถสำรวจฝ่าไปได้ พายุทำให้ทัศนวิสัยต่ำมาก ทุกอย่างไกลเกินสิบเมตรกลายเป็นสีขาวหมุนวน แสงไฟหน้ารถตัดผ่านหิมะเป็นลำสั่น ๆ เห็นเพียงเงาของเสารั้ว ลังโลหะ และซากรถที่ถูกฝังครึ่งหนึ่ง


    ลึกลงไปใต้พื้น มีแรงสั่นหนึ่งจังหวะ


    คาเอลหันกลับไปขึ้นรถ


    ลูน่าลืมตาขึ้นพอดี


    “ตอนนี้ค่ะ”


    แจ็กซ์เหยียบคันเร่งทันที


    รถสำรวจพุ่งออกจากโรงเก็บรถด้วยแรงกระชากทั้งคัน ล้อหลังฟรีบนหิมะก่อนกัดพื้นได้ เสียงเครื่องยนต์คำรามแข่งกับพายุ ตัวรถโยกแรงจนมิเลียต้องคว้าเบาะ นิกซ์ใช้แขนข้างดีจับราวไว้ โวร่าดึงลูน่าเข้ามาชิดโดยไม่พูด


    พวกเขาลงทางลาด


    ด้านหลัง โรงเก็บรถสั่นสะเทือนเมื่อบางอย่างแทงขึ้นจากพื้นด้านใน ปลายแข็งสีคล้ำทะลุประตูเหล็กที่เพิ่งปิดไว้เป็นรูยาว เสียงโลหะฉีกดังตามหลังมาเหมือนสัตว์คำรามผ่านฟัน


    แจ็กซ์ไม่หันกลับไป


    “ฉันจะไม่มอง ฉันจะไม่ดู ฉันเป็นคนขับที่มีวินัย ฉันไม่ดูสิ่งที่อยากกินเรา”


    “ซ้าย” ลูน่าพูดทันที


    แจ็กซ์หักพวงมาลัย รถไถลไปทางซ้าย ล้อขวาเฉี่ยวหลุมใต้หิมะที่เพิ่งยุบลงพร้อมเสียงครืน ถ้าตรงไปอีกไม่ถึงเมตร ล้อทั้งคันคงตกลงไปในช่องที่ถูกขุดว่างไว้ข้างใต้


    “โอเค ฉันจะไม่ถามว่าเธอรู้ได้ยังไง” แจ็กซ์พูดเสียงสูง


    “ฉันจะขอบคุณจักรวาลแบบเงียบ ๆ แล้วขับต่อ”


    “ตรงไปค่ะ” เธอบอก


    รถฝ่าหิมะออกไป ลานจอดสำรองกว้างกว่าที่คิด แต่เต็มไปด้วยซากยานพาหนะ กล่องโลหะ และกองหิมะที่อาจเป็นแค่กองหิมะหรืออาจซ่อนบางอย่างไว้ข้างใต้ คาเอลมองผ่านกระจกหน้าที่มีรอยร้าวยาว แสงไฟหน้าข้างเดียวทำให้โลกภายนอกขาดความลึก เงาทุกอย่างดูใกล้เกินไปหรือไกลเกินไปในเวลาเดียวกัน


    “ไม่ใช่ระหว่างสองคันนั้น” เด็กหญิงพูด


    แจ็กซ์หักออกอีกครั้งโดยไม่เถียง


    ครู่ถัดมา พื้นระหว่างซากรถสองคันยุบลง ก้านกระดูกสามอันแทงขึ้นพร้อมกัน กวาดผ่านอากาศว่างเปล่าตรงตำแหน่งที่รถควรอยู่หากแจ็กซ์ไม่เลี้ยว


    นิกซ์กดมือกับปากตัวเอง


    เขาไม่ได้พูดว่าเห็นไหม


    ไม่ได้เตือน


    ไม่ได้ห้าม


    แต่ร่างทั้งร่างของเขาสั่นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินคำใดจะบอกได้ เด็กหญิงกำลังช่วยพวกเขา และทุกครั้งที่เธอช่วย เขาก็เหมือนเห็นตะปูอีกตัวถูกตอกลงบนเส้นทางที่เขาไม่อยากให้เธอเดิน


    คาเอลหันไปมองเธอ


    เด็กหญิงหลับตาอีกครั้ง เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นตามขมับทั้งที่อากาศในรถเย็นจนหายใจเป็นไอ มือของเธอจับเสื้อคลุมโวร่าแน่นเกินไป โวร่ามองมือเล็กนั้น แล้วเลื่อนมือของตัวเองไปวางทับไว้ ไม่บีบ ไม่ดึง แค่กดน้ำหนักลงพอให้รู้ว่ามีอีกคนอยู่ตรงนี้


    “พักก่อนไหม” คาเอลถาม


    เธอส่ายหน้าเบา ๆ


    “อีกนิดเดียวค่ะ”


    มิเลียมองคาเอลจากอีกฝั่งรถ สายตาของเธอไม่มีคำตำหนิ แต่หนักกว่านั้น เธอมองเขาเหมือนกำลังถามซ้ำโดยไม่พูดว่าเส้นนี้อยู่ตรงไหน และเขาจะหยุดเมื่อไร


    คาเอลไม่มีคำตอบที่ดี


    เขามีแต่ทางข้างหน้า


    “เห็นรั้วแล้ว!” แจ็กซ์ตะโกน


    ข้างหน้าผ่านม่านหิมะหนา มีแนวรั้วด้านหลังสถานีเปิดอ้าอยู่บางส่วน น่าจะเป็นจุดที่ทีมเคยตัดเข้ามาก่อนหน้า ไกลออกไปกว่านั้นคือเงาดำของรถพวกเขาและ รถหลักของพวกเขาที่จอดหลบพายุหลังเนินหิมะ ไฟฉุกเฉินบนรถกะพริบจาง ๆ เหมือนดาวที่ใกล้ดับ


    อีกไม่ไกล


    คำนี้อันตรายเสมอ


    เพราะมันทำให้คนอยากรีบ


    และสิ่งที่อยู่ใต้หิมะก็เหมือนรู้


    แรงสั่นครั้งใหญ่แล่นใต้รถ


    ล้อหน้าขวายกขึ้นครึ่งหนึ่งเมื่อพื้นใต้หิมะโป่งขึ้น แจ็กซ์สบถลั่น หักพวงมาลัยสวน รถเอียงจนทุกคนถูกเหวี่ยงไปด้านหนึ่ง โวร่าดึงลูน่าเข้ากับอก แขนข้างหนึ่งยึดราวเหนือประตูไว้แน่น นิกซ์เสียหลักชนเบาะตรงข้าม มิเลียคว้าไหล่เขาไว้ก่อนหัวกระแทกเหล็ก


    คาเอลกระแทกแขนเข้ากับคอนโซล เจ็บแปลบแต่ยังตะโกนทันที


    “อย่าหยุด!”


    แจ็กซ์เหยียบคันเร่งสุด เสียงเครื่องยนต์แผดขึ้น ล้อบดหิมะจนแตกกระจาย รถสำรวจพุ่งกระแทกผ่านกองหิมะข้างหน้า ในวินาทีเดียวกัน สิ่งที่พุ่งขึ้นจากพื้นด้านหลังเฉียดท้ายรถไปไม่ถึงครึ่งเมตร แรงกระแทกของมันทำให้รถส่ายจนเกือบพลิก


    เด็กหญิงร้องออกมาครั้งแรก ไม่ดัง เป็นเสียงสะดุ้งสั้น ๆ ที่ถูกกลืนด้วยพายุ


    นิกซ์หันไปหาเธอทันที สีหน้าเขาเหมือนถูกแทง


    “พอแล้ว” เขาพูด 


    “พอแล้ว เธอหยุดได้แล้ว”


    เธอลืมตา น้ำตาคลอแต่ไม่ไหล


    “มันอยู่ข้างหลังค่ะ”


    “ฉันรู้!” นิกซ์เสียงแตก 


    “แต่เธอไม่ต้องแบกมัน!”


    โวร่าหันไปมองนิกซ์


    คราวนี้สายตาเธอไม่กันเขาออก


    มันยอมรับความเจ็บของเขา


    เพียงชั่วครู่


    แล้วเด็กหญิงพูดขึ้นมาอีกครั้ง


    “ไม่ใช่แค่ข้างหลัง”


    คาเอลหันกลับไปด้านหน้า


    ม่านหิมะข้างหน้าบิดตัว


    มีเงาบางอย่างเคลื่อนผ่านไกล ๆ ใต้พื้น ขนานไปกับแนวรั้ว ไม่โจมตีทันที แต่เปลี่ยนทิศตามรถเหมือนนักล่าที่เพิ่งรู้ตำแหน่งเหยื่อชัดขึ้น


    แจ็กซ์เห็นรถของพวกเขาแล้ว


    “ถึงแล้ว!”


    รถหลักของพวกเขาอยู่ห่างออกไปไม่ถึงยี่สิบเมตร มันจอดเอียงอยู่หลังแนวหิมะสูง ไฟในห้องโดยสารยังติดอยู่จาง ๆ เหมือนรอพวกเขากลับมาอย่างอดทนผิดมนุษย์ แจ็กซ์บังคับรถสำรวจเก่าให้พุ่งเข้าไปจอดกระแทกใกล้ ๆ เสียงเบรกดังแหลม ล้อไถลจนชนกันชนรถหลักเบา ๆ


    “ลง!” คาเอลสั่ง


    ทุกคนเคลื่อนพร้อมกัน โวร่าเปิดประตู ดันลูน่าลงก่อนแล้วตามไปติด ๆ มิเลียช่วยนิกซ์ลงจากอีกฝั่ง แจ็กซ์คว้ากระเป๋าเครื่องมือกับหน่วยข้อมูล คาเอลลงท้ายสุด ปืนในมือยกขึ้นเล็งผ่านม่านหิมะแม้รู้ว่ากระสุนธรรมดาอาจทำอะไรสิ่งใต้พื้นไม่ได้มากนัก


    พื้นไกลออกไปสั่น


    แต่ไม่ตามมาทันที


    เหมือนมันหยุดประเมิน


    เหมือนมันจำได้แล้วว่าพวกเขาเป็นอะไร


    หรือใครอยู่กับพวกเขา


    พวกเขาย้ายเข้าสู่รถหลักอย่างรวดเร็ว ประตูปิดลง เสียงพายุลดลงเหลือเสียงอื้ออึงหลังผนังโลหะ ความอุ่นภายในรถไม่ได้มากนัก แต่พอทำให้ปลายนิ้วที่ชาเริ่มเจ็บ ลมหายใจทุกคนหนักและขาดเป็นช่วง กลิ่นเหงื่อ เลือด ยาเก่า น้ำมัน และหิมะเปียกปะปนกันในพื้นที่แคบจนแทบกลืนไม่ลง


    แจ็กซ์ล้มตัวลงบนที่นั่งคนขับรถหลัก เชื่อมอุปกรณ์เข้ากับคอนโซลด้วยมือที่ยังสั่น เขากดเปิดระบบ เครื่องยนต์ตอบสนองช้าหนึ่งจังหวะ สองจังหวะ แล้วติด เสียงคุ้นเคยของรถทำให้ทุกคนเหมือนได้พื้นใต้เท้ากลับมาเล็กน้อย


    “ฉันจะเลิกด่ารถคันนี้หนึ่งวัน” แจ็กซ์พึมพำ


    “ออกจากที่นี่” คาเอลพูด


    แจ็กซ์ไม่เถียง


    รถเริ่มเคลื่อนออกจากแนวสถานีอย่างช้า ๆ ก่อนเร่งขึ้นเมื่อพ้นกองหิมะ พายุยังหนัก ทัศนวิสัยแย่ ถนนแทบไม่เป็นถนน แต่ทุกเมตรที่ห่างจากสถานีทำให้แรงกดในอกลดลงเพียงเล็กน้อย


    เพียงเล็กน้อยเท่านั้น


    ลูน่านั่งอยู่ข้างโวร่าเหมือนเดิม คราวนี้เธอไม่ได้จับชายเสื้อแล้ว มือของโวร่าเป็นฝ่ายวางอยู่ใกล้มือเธอจนปลายนิ้วเกือบแตะกัน โวร่าไม่ได้มองออกไปนอกหน้าต่าง แต่คาเอลรู้ว่าเธอเห็นทุกอย่างผ่านการสะท้อนบนกระจก เห็นเด็กหญิง เห็นนิกซ์ เห็นเขา


    นิกซ์นั่งฝั่งตรงข้าม เขามองลูน่าเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง


    ขอโทษ


    เตือน


    หรือขอร้อง


    แต่ไม่มีคำไหนออกจากปาก


    เพราะบางที หลายปีก่อน อาจมีคนเคยมองเขาแบบนี้เหมือนกัน เด็กคนหนึ่งที่เริ่มรับรู้บางสิ่งก่อนเครื่องมือ เด็กคนหนึ่งที่ผู้ใหญ่รอบตัวไม่รู้ว่าจะช่วยหรือใช้ เด็กคนหนึ่งที่ถูกบอกว่ารอด ทั้งที่บางส่วนของเขาอาจไม่เคยออกจากห้องนั้นเลย


    แจ็กซ์ปล่อยให้รถวิ่งตามเส้นทางเก่าที่บันทึกไว้ชั่วคราว แล้วดึงข้อมูลที่กู้มาเปิดบนจอเสริม


    “มีไฟล์หนึ่งเพิ่งจัดเรียงเสร็จ” เขาพูด เสียงเบากว่าปกติ 


    “มันไม่ได้อยู่ในหมวด EID code เดิม”


    คาเอลหันไปมอง


    จอเล็กกลางรถสว่างขึ้น ตัวอักษรบางส่วนกระตุกเพราะไฟล์ยังเสียหายหลายจุด แต่พออ่านได้


    [หมวดข้อมูล: ผู้รับฟังที่ไม่ผ่านการปลูกฝัง]


    แจ็กซ์นิ่งไป


    “อะไรนะ” มิเลียถามเบามาก


    ตัวอักษรเปลี่ยนไปอีกชุด เหมือนระบบกำลังดึงส่วนที่ยังเหลือขึ้นมาทีละบรรทัด


    [ความเข้ากัน: ไม่ทราบค่า]


    [การตอบสนองต่อเสียง: เกิดขึ้นเอง]


    [สถานะ: ไม่ได้ถูกสร้าง]


    หน้าจอกะพริบ


    ครั้งหนึ่ง


    สองครั้ง


    แล้วบรรทัดสุดท้ายปรากฏขึ้น


    [สถานะ: ถูกเลือก]


    ไม่มีใครพูด


    เสียงเครื่องยนต์ดังต่ำต่อเนื่อง พายุขูดกระจกด้านนอกเป็นจังหวะยาว หิมะปลิวสวนแสงไฟหน้าจนดูเหมือนเส้นสีขาวนับพันกำลังพุ่งเข้าหารถแล้วแตกสลายไปก่อนถึงตัว


    คาเอลมองคำบนจอ


    เขาอยากถามว่าหมายความว่าอะไร


    อยากสั่งให้แจ็กซ์ค้นต่อ


    อยากบอกทุกคนว่าอย่าเพิ่งสรุป


    แต่ทุกคำติดอยู่ในลำคอ เพราะลึกลงไป เขารู้ว่าบางครั้งข้อมูลที่ไม่ครบก็น่ากลัวกว่าคำตอบสมบูรณ์ และบางครั้งสิ่งที่ถูกเว้นไว้ก็มีน้ำหนักมากกว่าประโยคที่ปรากฏบนจอ


    โวร่าเลื่อนตัวออกมา


    ไม่มาก


    แค่ขยับมาด้านหน้าลูน่าอีกนิดหนึ่ง ทำให้เด็กหญิงอยู่หลังไหล่เธออีกครั้ง


    นิกซ์มองภาพนั้นแล้วหลุบตาลง มือของเขากำผ้าพันแผลช้า ๆ ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะอาการเจ็บ แต่เหมือนเขาต้องยึดอะไรบางอย่างไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองแตกออกจากข้างใน


    เด็กหญิงมองออกไปนอกกระจก


    พายุทำให้แทบมองไม่เห็นอะไรนอกจากสีขาวหมุนวน แต่ไกลออกไปมาก ใต้พื้นหิมะด้านหลังสถานี เงารอยหนึ่งขยับสวนทิศลม มันไม่ได้พุ่ง ไม่ได้โจมตี เพียงเปลี่ยนทิศอย่างช้า ๆ เหมือนสัตว์ที่เลิกค้นหาแบบสุ่มแล้ว


    เธอพูดเบามาก


    “มันรู้แล้วว่าเราออกมา”


    รถเคลื่อนห่างจากสถานีวิจัยร้างกลางพายุหิมะ ไฟท้ายสีแดงถูกกลืนทีละน้อยในความขาวโพลนของโลกที่หนาวจนไร้ขอบเขต


    และใต้พื้นไกลออกไป บางอย่างเปลี่ยนทิศตาม

     


    คล้ายกับเรื่องStarcraft : The Last Commander ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828