ตอนที่ 28 : หมอกพิษสลายปราณ และการตัดสินใจสู่ขุมนรก
กลิ่นอายสังหารจากยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดนับสิบชีวิต กดทับลงมาประดุจภูเขาเหล็กหล่อ อากาศธาตุรอบชายป่าสั่นสะเทือนจนเกิดเสียงแตกร้าว อวิ๋นหงยืนกอดอกอยู่เบื้องหลังกลุ่มศิษย์สายใน รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลานั้นบิดเบี้ยวไปด้วยความเย้ยหยันและสมเพช
"จัดการรวบตัวพวกมันซะ! หากไอ้สวะนั่นขัดขืน ก็ตัดแขนตัดขามันทิ้งเสีย ขอเพียงให้ยังมีลมหายใจส่งไปถึงค่ายกลหมื่นวิญญาณก็พอ!" อวิ๋นหงออกคำสั่งเสียงเหี้ยม ศิษย์สายในชุดขลิบทองทั้งสิบคนพุ่งปราดเข้ามาจากทุกทิศทาง รังสีปราณหลากสีสันสาดแสงสว่างวาบกลางความมืดมิดของยามราตรี
อวิ๋นเซียวหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ขาทั้งสองข้างสั่นสะท้านจากความเหนื่อยล้า บาดแผลฉกรรจ์ที่ไหล่ซ้ายซึ่งถูกกรงเล็บมารทะลวงยังคงหลั่งโลหิตไม่หยุด ซ้ำร้าย 'ตราทัณฑ์สวรรค์' กลางอกยังคงปะทุความร้อนราวกับถ่านเพลิง เตือนสติว่าร่างกายของเขามาถึงขีดจำกัดแล้ว ลำพังเพียงแค่ปกป้องลมหายใจของตนเองและพันซานที่หมดสติอยู่เบื้องหลังก็เต็มกลืน หากต้องปะทะกับยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดนับสิบ ย่อมไม่ต่างอันใดกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ
ในเมื่อใช้กำลังไม่อาจรอดพ้น ก็ต้องใช้ความตายเบิกทาง!
นัยน์ตาสีรัตติกาลของอวิ๋นเซียววาวโรจน์ด้วยความเด็ดเดี่ยวเยี่ยงสัตว์ป่าจนตรอก มือขวาที่ชุ่มไปด้วยเลือดล้วงเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบขวดหยกสีดำสนิทออกมา มันคือขวดที่บรรจุ 'โอสถพิษสลายปราณ' เม็ดสุดท้ายที่รอดพ้นจากการถูกยึดในตลาดมืดเงาโลหิต!
"ฮ่าฮ่าฮ่า! คิดจะใช้โอสถฟื้นฟูมารั้งชีวิตงั้นรึ? สายไปแล้วกระมัง!" อวิ๋นหงแค่นเสียงหัวเราะเมื่อเห็นท่าทีดิ้นรนของอีกฝ่าย
ทว่าสิ่งที่อวิ๋นเซียวทำกลับอยู่นอกเหนือสามัญสำนึกของทุกคน ชายหนุ่มไม่ได้กลืนโอสถเม็ดนั้นลงคอ แต่กลับโยนมันขึ้นไปในอากาศเบื้องหน้า พร้อมกับใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางตวัดชี้ไปที่เม็ดโอสถ รีดเร้น ปราณหลอมภพ เฮือกสุดท้ายดึงเอาเศษเสี้ยวของ 'เพลิงบรรพกาลหลอมวิญญาณ' ให้ปะทุออกจากปลายนิ้ว!
ฟู่มมม!!
เปลวเพลิงสีดำอมแดงพุ่งทะยานเข้าห่อหุ้มโอสถพิษในชั่วพริบตา แทนที่มันจะถูกหลอมละลาย ทว่าโครงสร้างของโอสถที่ถูกอัดแน่นด้วยความตายกลับรับการกระตุ้นจากเพลิงฟ้าดินจนถึงขีดสุด และเกิดการระเบิดออกอย่างรุนแรง!
ตู้มมม—ซี่...!!!
ไม่มีสะเก็ดไฟหรือแรงอัดกระแทก มีเพียงเสียงคล้ายน้ำกรดสาดกระเซ็น หมอกควันสีดำทมิฬที่เย็นเยียบและเหม็นคาวคละคลุ้งระเบิดออกครอบคลุมรัศมีหลายสิบจั้ง (หลายสิบเมตร) กลืนกินร่างของศิษย์สายในนับสิบที่กำลังพุ่งเข้ามาในเสี้ยววินาที!
"อ๊ากกกก!! ปราณแท้ของข้า! กลิ่นอายบ้าอันใดกัน!!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงม หมอกพิษสลายปราณที่เคยอยู่ในรูปของแข็ง เมื่อแปรสภาพเป็นไอหมอกภายใต้การแผดเผาของเพลิงบรรพกาล อานุภาพในการกัดกร่อนของมันก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ! ทันทีที่หมอกสีดำสัมผัสกับม่านปราณคุ้มกันของศิษย์สายใน ม่านพลังที่แข็งแกร่งกลับถูกกัดกร่อนจนเป็นรูพรุนราวกับกระดาษแห้ง พิษร้ายแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนังและเส้นลมปราณ ทำลายระดับพลังก่อกำเนิดของพวกมันให้เน่าเฟะจากภายใน
"ถอย!! ถอยออกมาให้หมด!" อวิ๋นหงหน้าถอดสี รีบสะบัดแขนเสื้อถอยร่นออกไปไกลด้วยความหวาดหวั่น ม่านปราณของมันที่เผลอไปสัมผัสกับขอบเขตหมอกพิษเพียงเล็กน้อยยังส่งเสียงฟู่และสลายไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวนี้ ย่อมแลกมาด้วย 'ราคา' ที่ต้องจ่าย อวิ๋นเซียวผู้ยืนอยู่ ณ จุดศูนย์กลางของการระเบิด แม้จะกลั้นหายใจและใช้ปราณหลอมภพห่อหุ้มร่างกายไว้ แต่หมอกพิษที่หนาแน่นเกินไปก็ยังแทรกซึมเข้าทางบาดแผลที่เปิดกว้างบนไหล่ซ้าย
อัก...!
ชายหนุ่มกระอักโลหิตสีดำคล้ำออกมาคำโต พิษร้ายเริ่มกัดกินเส้นลมปราณของเขาเอง ประสานกับความเจ็บปวดจากตราทัณฑ์สวรรค์ที่สะท้อนกลับจนสติแทบดับวูบ ทว่าเขาอาศัยความเจ็บปวดนั้นเป็นเชื้อเพลิงกระตุ้นเจตจำนง!
"พันซาน... ไปกันเถอะ..."
อวิ๋นเซียวฝืนกลืนก้อนเลือด กัดฟันตวัดแขนขวาช้อนร่างอันไร้สติของพันซานขึ้นพาดบ่า อาศัยจังหวะที่กลุ่มของอวิ๋นหงกำลังดิ้นทุรนทุรายและตาบอดในม่านหมอก พุ่งทะยานฝ่าความมืดมิดมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นเขตแดนที่ถูกปกคลุมด้วยไอหมอกสีโลหิตหนาทึบตลอดทั้งปี
แดนลับต้นกำเนิดโลหิต!
อวิ๋นหงที่เพิ่งสะกดกลิ่นอายพิษได้สำเร็จมองตามเงาหลังของอวิ๋นเซียวที่หายเข้าไปในหมอกสีเลือด มันกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น ทว่าขาทั้งสองข้างกลับตอกตรึงอยู่กับที่ ไม่กล้าก้าวล่วงเข้าไปแม้แต่ครึ่งก้าว
"นายน้อย... พวกเราจะตามเข้าไปหรือไม่ขอรับ?" ศิษย์สายในคนหนึ่งที่รอดพ้นจากหมอกพิษมาได้อย่างสะบักสะบอมเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเทา
"เข้าไปหาที่ตายหรืออย่างไร!" อวิ๋นหงตวาดลั่น "แดนลับยังไม่ถึงเวลาเปิด! ค่ายกลสังหารบรรพกาลและไออสูรที่หนาแน่นในนั้น แม้แต่ผู้อาวุโสระดับวิถีแก่นแท้ยังไม่อาจทนอยู่ได้เกินหนึ่งชั่วยาม นับประสาอันใดกับคนเจ็บปางตายสองคนที่แส่เข้าไป... ให้คนของเราล้อมทางออกและเขตแดนทั้งหมดไว้! พวกมันต้องถูกกัดกินจนตายอยู่ข้างในนั้น หรือหากพวกมันคลานกลับออกมา ก็จงสับพวกมันให้เป็นชิ้นๆ ซะ!"
โลกเบื้องหลังม่านหมอกสีโลหิตนั้นแตกต่างจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ท้องฟ้าที่นี่เป็นสีแดงหม่นราวกับถูกอาบด้วยเลือดข้นเหนียว กลิ่นอายแห่งความตายและการเน่าเปื่อยลอยคละคลุ้ง พื้นดินเป็นศิลาสีดำสนิทที่แตกระแหง
อวิ๋นเซียวแบกพันซานเข้ามาได้เพียงหนึ่งลี้ เขาก็หมดสิ้นเรี่ยวแรง ทรุดตัวลงกระแทกพื้นหินอย่างแรง ร่างของทั้งคู่กลิ้งหล่นไปคนละทิศละทาง ชายหนุ่มนอนหอบหายใจ โลหิตสีดำซึมออกจากมุมปากไม่หยุด เส้นลมปราณในร่างปั่นป่วนราวกับคลื่นคลั่ง
เขาฝืนพลิกตัวคลานเข้าไปหาสหายรัก ทว่าภาพที่ปรากฏกลับทำให้หัวใจของอวิ๋นเซียวหล่นวูบ ใบหน้าอวบอูมของพันซานบัดนี้กลายเป็นสีม่วงคล้ำ ลมหายใจรวยรินจนแทบสัมผัสไม่ได้ พิษสลายปราณที่หลุดลอดเข้าไปผสมกับอาการบอบช้ำจากปราณมาร กำลังกลืนกินชีวิตของสหายรักอย่างรวดเร็ว
อวิ๋นเซียวพยายามถ่ายทอดปราณหลอมภพเพื่อยื้อชีวิต ทว่าร่างกายของพันซานในยามนี้เปราะบางเกินกว่าจะรับพลังที่รุนแรงได้ หากปล่อยไว้เช่นนี้ พันซานจะตกตายก่อนรุ่งสางอย่างแน่นอน!
ข้าจะทำอย่างไร... ข้าจะทำอย่างไรดี!
ท่ามกลางความสิ้นหวัง ความคิดหนึ่งพลันสว่างวาบขึ้นในหัวของอวิ๋นเซียว แดนลับต้นกำเนิดโลหิตแห่งนี้ แท้จริงแล้วคือสถานที่ที่ซุกซ่อน 'บางสิ่ง' ที่นิกายเงากลืนดาราและเจ้าสำนักต้องการ พวกมันใช้ชีวิตของศิษย์เป็นเครื่องสังเวยเพื่อหล่อเลี้ยงมัน และในทางกลับกัน... สถานที่แห่งนี้ย่อมต้องมีสมบัติวิญญาณหรือทรัพยากรระดับสูงที่สามารถพลิกฟื้นชีวิตและพลังได้เช่นกัน!
หากพวกมันต้องการให้เขาเป็น 'ภาชนะ' ที่รอวันถูกเชือดในงานประลองศิษย์สายนอก หากพวกมันต้องการใช้สหายของเขาเป็น 'แกนพลังงาน' ขับเคลื่อนค่ายกล... เช่นนั้นเขาก็จะขอเป็นผู้ทุบกระดานหมากนี้ทิ้งด้วยมือของเขาเอง! เขาจะไม่รอให้พวกมันเปิดประตูแดนลับเพื่อกวาดต้อนฝูงแกะเข้าลานเชือด แต่เขาจะบุกตะลุยเข้าไปในขุมนรกแห่งนี้เพียงลำพัง ชิงทรัพยากรทั้งหมด ตัดหน้าเครื่องสังเวย และเหยียบย่ำแผนการของพวกมันให้แหลกคาตีน!
เมื่อตัดสินใจเด็ดขาด แววตาของอวิ๋นเซียวก็ปราศจากความลังเลใดๆ อีกต่อไป เขารวบรวมหินวิญญาณระดับต่ำและเศษคริสตัลอสูรที่เหลืออยู่ทั้งหมด นำมาจัดเรียงเป็นค่ายกลซ่อนเร้นและป้องกันระดับสูงที่สุดเท่าที่ความรู้จากเจดีย์หมื่นวิถีจะอำนวย เพื่อครอบคลุมและปกป้องร่างของพันซานไว้ในซอกหิน
"รอข้าก่อนนะพันซาน ข้าสัญญา... ข้าจะนำโอสถระดับสูงกลับมาต่อชีวิตเจ้าให้จงได้"
อวิ๋นเซียวหยัดกายลุกขึ้นยืน ร่างกายที่ชุ่มไปด้วยโลหิตของเขาแทบจะดูไม่จืด ทว่าเจตจำนงที่แผ่ซ่านออกมากลับค้ำยันฟ้าดิน ชายหนุ่มปาดคราบเลือดที่มุมปาก ดวงตาจ้องลึกลงไปในความมืดมิดสีโลหิตเบื้องหน้า ที่ซึ่งไอหมอกหนาทึบหมุนวนราวกับมีชีวิต
"ในเมื่อพวกมันขุดหลุมพรางให้ข้าเป็นภาชนะ..." อวิ๋นเซียวประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบและเต็มไปด้วยรังสีสังหาร "ข้าก็จะเปลี่ยนแดนลับแห่งนี้... ให้กลายเป็นสุสานของพวกมัน!"
โฮกกกกก—!!!!
สิ้นคำประกาศกร้าว จู่ๆ เสียงคำรามอันบ้าคลั่งก็ระเบิดก้องขึ้นจากส่วนลึกที่สุดของแดนลับ! มันไม่ใช่เสียงของสัตว์อสูรธรรมดา ทว่ามันคือคลื่นเสียงที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายบรรพกาลและความแค้นของวิญญาณนับหมื่นดวงที่ถูกกักขัง! พื้นดินสั่นสะเทือน ไอหมอกสีเลือดแหวกออกเป็นทางยาว คล้ายกับว่า 'บางสิ่ง' ที่หลับใหลอยู่เบื้องลึกกำลังตื่นขึ้น และรับรู้ถึงคำท้าทายของผู้ล่วงล้ำ!
การเดินทางสู่ก้นบึ้งของขุมนรก... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!