พอสายตาของทุกคนมองไปก็พบกับคนกลุ่มหนึ่ง ราว ๆ ยี่สิบคนกำลังก้าวเท้าเข้ามาในร้าน ทุกคนล้วนสวมใส่เสื้อคลุมเนื้อหยาบ ใบหน้าดุร้าย ทั้งยังพกดาบขนาดใหญ่มาด้วย พวกมันกวาดตามองไปทั่วร้านก่อนจะมีเสียงพูดขึ้น
"น่าจะเป็ที่นี่ไม่ผิดแน่ ลูกพี่"
"ดูเหมือนจะใช่ งั้นพวกเราก็มาดื่มเหล้ารอกันเถอะ"
พวกมันสองคนที่ดูเหมือนจะเป็ลูกพี่กับลูกน้องกัน ก่อนที่ทั้งหมดจะเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะว่างอย่างรวดเร็วชนิดที่ เสี่ยวเอ้อร์ยังมิทันจะได้เข้าไปต้อนรับด้วยซ้ำ "เอาสุรา กับอาหารที่ดีที่สุดมาให้พวกข้าเดี๋ยวนี้!" ชายฉกรรจ์ที่ดูเหมือนจะเป็ลูกพี่ใหญ่แผดเสียงดังลั่น เสี่ยวเอ้อร์ รีบผงกศีรษะด้วยความกลัวก่อนจะกล่าวถาม "รับเท่าไหร่ขอรับ" ชายฉกรรจ์ผู้นั้นใช้มือทุบโต๊ะเสียงดังโครม แล้วเอ่ยปาก
"มีเท่าไหร่ก็เอามาให้หมด"
"เอ่อ…" เสี่ยวเอ้อร์เอ่ยอย่างลังเล
"มีอันใด.." ชายฉกรรจ์ถลึงตาใส่
"เ้ารีบไปเอามาให้พวกเขาเถิด" เสียงของเถ้าแก่ที่เฝ้ามองอยู่กล่าวขึ้น เสี่ยวเอ้อร์หันไปมองก่อนจะพยักหน้า
จากนั้นก็รีบหายเข้าไปในหลังร้าน ส่วนพวกชายฉกรรจ์ก็พากันหัวร่อชอบอกชอบใจ ก่อนที่มันจะกวาดตามองไปยังโต๊ะอื่น ๆ "หึ มีแต่พวกสำนักปลายแถวทั้งนั้นสินะ งานนี้คงต้องลำบากสำนักสำนักคุ้มภัย กิเลนทองของพวกเราเป็แน่ แต่ก็ช่างเถอะ เอาพวกมันเป็โล่ก็ดี เราจะได้บุกเข้าไปในพรรคมารแบบง่าย ๆ จากนั้นก็เด็ดหัว หัวหน้าสาขามัน เพียงเท่านี้สำนักเราก็จะมีชื่อเสียงมากที่สุดในดินแดนทางใต้" เ้าชายฉกรรจ์ร่างใหญ่โตยิ้มที่มุมปากอย่างน่าเกลียดก่อนที่มันจะกล่าวขึ้น "แต่ก็ใช่ว่าการเดินทางครั้งนี้จะไม่มีอะไรน่าสนใจ พี่ใหญ่ลองดูตรงนั้น กับตรงนั้นก่อน" ชายฉกรรจ์อีกคนชี้ชวนให้มองไปยัง สตรีในชุดชมพูอ่อนที่สวมผ้าปิดหน้า และ กลุ่มของสตรีจากสำนัก หมื่นบุปผาสะพรั่ง
พอเ้าชายฉกรรจ์ร่างั์หันตามไป ดวงตาของมันก็พลันเบิกกว้าง และมีใบหน้าที่ดูลามกน่าเกลียดสุด ๆ "โอ้ ์มิคาดเลยว่า ข้าจะได้มาพบกับสาวงามมากมายในสถานที่แห่งนี้ สงสัยต้องชวนพวกนางดื่มด้วยสักหน่อยแล้ว พวกเ้าว่าไง" พอมันพูดจบคนอื่น ๆ ที่มากับมันก็พากันส่งเสียงหัวเราะดังลั่น เสียงนี้ คำพูดนี้ทุกคนในโรงเตี๊ยมต่างได้ยินกันหมด แต่ชายหนุ่มหญิงสาวคู่นั้นมิได้สนใจ ผิดกับกลุ่มของสาว ๆ จากสำนัก หมื่นบุปผาที่มีท่าทางไม่พอใจ พวกนางบางคนกระชับกระบี่ในมือพร้อม แต่เย่วหลิน ก็ปรามเอาไว้ เพราะนางไม่อยากมีเื่ ทุกคนจึงนั่งลงอย่างเชื่อฟัง…
ตามเทียบเชิญอีกราว ๆ ครึ่งชั่วยามลู่เกาอี้ก็จะมาถึง ทุกคนในโรงเตี๊ยมจึงเฝ้ารออย่างสงบยกเว้น….กลุ่มของเ้าพวกชายฉกรรจ์ ที่พอสุราเข้าปากมันก็เริ่มส่งเสียงดังรบกวนคนอื่น แค่เสียงยังพอทนได้ แต่ทว่า กลับมีพวกมันสองคนลุกขึ้นจากเก้าอี้ คนหนึ่งเดินเป๋ไปเป๋มาตรงไปหาหญิงสาวที่ใส่ผ้าปิดปาก อีกคนเดินไปหากลุ่มของสตรีสำนักหมื่นบุปผาสะพรั่ง พอเดินมาถึงมันก็กล่าววาจา จาบจ้วง หยาบโลนใส่ทันที หญิงสาวยังคงนั่งนิ่งไม่ตอบโต้ใด ๆ ราวกับ คนผู้นี้ไม่มีตัวตนในสายตาของนาง ส่วนอีกด้านเย่วหลินยังคงมีใบหน้าแต้มยิ้ม น้ำเสียงฉาบด้วยมารยาทสิบสองส่วน พร้อมบอกให้ชายฉกรรจ์ผู้นั้นกลับไปนั่งที่โต๊ะเดิม นางไม่อยากมีเื่จริง ๆ แต่ทว่า…เ้าชายฉกรรจ์ร่างั์ก็พูดขึ้นมาเสียก่อน "นี่เ้าหม่า ข้าอยากจะเห็นใบหน้าของนางใต้ผ้าคลุมใจจะขาดแล้วเปิดเร็วเข้า ส่วนเ้าหยงพา ๆ สาว ๆ พวกนั้นกลับมาที่โต๊ะพวกเราไวๆ ดื่มสุราแต่ไร้นารีคลอเคลียมันเหมือนขาดอันใดไปสักอย่าง"
วาจาที่มันกล่าวขึ้น เหมือนไม่สนใจผู้ใดทั้งนั้น และพอลูกน้องของมันที่มีนามว่าเ้าหม่า เ้าหยงได้ยินพวกมันก็แสยะยิ้มก่อนจะทำตามทันที เ้าหม่ากำลังจะเอื้อมมือไปดึงผ้าคลุมหน้าของหญิงสาวในชุดชมพูออก ส่วนเ้าหยงก็กำลังจะคว้ามือไปจับที่ไหล่ของสตรีผู้หนึ่งในโต๊ะตรงนั้น แต่ยังมิทันที่พวกมันจะได้ทำ ร่างของพวกมันก็ปลิวกระเด็นไปกระแทกผนังร้านจนเกิดเสียงดังโครมใหญ่ เ้าชายฉกรรจ์ร่างั์กับพรรคพวกของมันต่างตกตะลึง และภาพที่เห็นต่อมาก็คือ เ้าหม่าโดนฝ่ามือของหญิงสาวสวมผ้าคลุมซัด ส่วนเ้าหน้าหยงโดนฝ่าเท้าของชายหนุ่มผมแดงถีบกระเด็น ในขณะที่มันกำลังยืนซดบะหมี่อยู่
"พวกเ้ากล้าดียังไง! มาทำร้ายคนของข้า ไม่รู้หรือว่าพวกข้าเป็ใคร" เ้าชายฉกรรจ์ร่างั์ตบโต๊ะอย่างแรงก่อนมันจะตวาดเสียงดัง และผุดลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว พวกของมันที่เหลือก็เช่นกัน "ซู้ดดดดดด..อ้าาาา…อิ่มชะมัด อืม? เ้าถามว่าไงนะ อ๋อ รู้หรือไม่ว่าพวกเ้าเป็ใครใช่หรือไม่ แน่นอนข้าย่อมรู้ดี พวกเ้ามาจากสำนักคุ้มภัย กิเลนเน่าสินะ" ชายหนุ่มผมแดงกล่าวขึ้นพร้อมยิ้มเยาะอย่างยียวน เ้าชายฉกรรจ์ร่างั์ถลึงตาด้วยความโกรธ "เ้าเป็ใครไอ้หนุ่ม" มันถามกลับ "ข้ารึ? ข้ามีนามว่า หวังเสี่ยวอิง แห่งสำนักคุ้มภัย กระเรียน์ ยังไงล่ะ" พอหวังเสี่ยวอิงประกาศออกมา เ้าชายฉกรรจ์ร่างั์ก็มีท่าทางใไปชั่วขณะจากนั้นมันก็เผยรอยยิ้มออกมา
"น้องเสี่ยวอิงนี่เอง ข้านึกว่าคนอื่นคนใกล้ที่ไหนเสียอีก ที่แท้ก็สหายร่วมอาชีพ"
"สหายร่วมอาชีพรึ? เ้าคิดได้อย่างไรกัน สำนักคุ้มภัยของข้ารับทำงานที่ดีมีคุณธรรม ไม่เหมือนสำนักของเ้าที่รับงานทุกอย่าง ต่อให้เป็เื่ผิดศีลธรรม พวกเ้าก็รับคุ้มภัยมิใช่รึ ดังนั้นอย่าได้ถึกทักว่าพวกเราเป็สหายร่วมอาชีพกัน เลยพี่ ซื่อทู่"
"เช่นนั้นรึ มิน่าเล่าสำนักคุ้มภัยของเ้าจึงมิมีคนรู้จัก และไม่มีคนมาจ้างวาน เป็เพียงแค่สำนักคุ้มภัยที่ใกล้จะปิดทำการรอมร่อ"
"จะมีคนรู้จักหรือไม่ จะปิดกิจการหรือไม่ พวกข้าก็ไม่สนหรอก อย่างน้อย ๆ พวกข้าก็ไม่มีวันละอายใจ ถ้าต้องทำตัวตกต่ำเหมือนสำนักของเ้า" คำกล่าวนั้นทำเอา ซี่อทู่ หรือก็คือชื่อของเ้าชายฉกรรจ์ร่างั์ผู้นั้นถึงกับควันออกหู มันกับพรรคพวก ยกดาบขึ้นก่อนแบ่งออกเป็สองกลุ่ม และแยกกันเล่นงานคนทั้งหมดทันที พวกสำนักอื่น ๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างพากันถอยห่างเพราะไม่อยากร่วมวงในการทะเลาะวิวาท
"แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ข้ากำลังอิ่มจะได้ออกแรงย่อยไปในตัว" หวังเสี่ยวอิง กล่าวขึ้นพร้อมตั้งท่าต่อสู้แต่มันก็โดนใครบางคนผลักจนกระเด็นล้มไปด้านข้าง "หลบไปเ้าทึ่มนี่เป็เื่ของพวกข้า เ้าจงอย่าได้สอดมือเข้ามาวุ่นวาย" เสียงของเย่วหลินกล่าว และนางนี่เองที่ผลักหวังเสี่ยวอิง "ช้าก่อนแม่นางคนสวย ข้ารึ อุตส่าห์ลุกขึ้นมาปกป้องคนของเ้าจากการโดนล่วงเกิน เ้าไม่คิดที่จะกล่าวขอบคุณข้าสักหน่อยหรือ"
เย่วหลินชำเลืองตามองหวังเสี่ยวอิงเล็กน้อยก่อนจะหันไปทางซื่อทู่ และร้องบอกให้ศิษย์ร่วมสำนักของนางชักกระบี่ หวังเสี่ยวอิงได้แต่โมโหที่ถูกเมิน แต่มันก็รีบลุกขึ้นมาเช่นกัน
"ไอ้พวกสำนักปลายแถว สงสัยข้าต้องแสดงวิชาหมัดกัมปนาททลายภูผา อันลือลั่นให้พวกเ้าได้เห็นเสียหน่อยแล้ว ไม่เช่นนั้นพวกเ้าคงไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ" ซื่อทู่กล่าวขึ้น บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมเต็มไปด้วยจิตสังหารที่น่าอึดอัด พวกเสี่ยวเอ้อร์ต่างพากันกลัวจนลนลาน เถ้าแก่เองก็วิงวอนให้ทุกคนอย่ามีเื่กัน หรือถ้าจะมีเื่ก็ให้ไปสู้กันข้างนอก ถึงแม้น ลู่เกาอี้จะเหมาทุกอย่างแล้วก็จริง แต่ถ้าข้าวของพังเสียหายมันก็คงต้องปิดร้านไปหลายวันเพื่อซ่อมแซม คิดแล้วยังไงก็เสียมากกว่าได้ ทุกคนดูเหมือนจะเข้าใจยกเว้นพวกของซื่อทู่ ที่ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม มันโกรธจนเืขึ้นหน้าก่อนจะพุ่งเข้าเล่นงานทุกคนที่หาเื่พวกมันทันที
สองหนุ่มสาวพลันลุกขึ้น และหลบการโจมตีได้อย่างพลิ้วไหวประหนึ่งกำลังร่ายรำ แถมทุกครั้งที่ตอบโต้ก็แม่นยำ และหนักหน่วง ลูกน้องของซื่อทู่เทียบไม่ติดเลย ส่วนเ้าซื่อทู่ก็กำลังต่อสู้อยู่กับ เย่วหลิน วิชาฝ่ามือของนางนั้นร้ายกาจ สมคำร่ำลือ แต่เพลงหมัดกัมปนาททลายภูผานั้นก็หาใช่ราคาคุยไม่ แถมตอนที่ทั้งสองสู้กัน หวังเสี่ยวอิงยังสอดมือสอดเท้าเข้ามายุ่งด้วย ทั้งสามจึงสู้กันไปกันมา แทนที่จะเป็สองรุมหนึ่ง "หมดกัน หมดกันแล้วโรงเตี๊ยมของข้า…" เถ้าแก่เอามือกุมหัว ก่อนจะทรุดเข่าลงกับพื้น "ใจเย็นก่อนเถ้าแก่เดี๋ยวข้าจัดการเอง รับรองมิมีอันใดพังแน่นอน" เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเงยหน้าขึ้นมองก่อนที่มันจะพบกับเสี่ยวเอ้อร์น้อยคนนั้น "เช่นนั้นข้าคงต้องขอฝากด้วย ท่าน…" ยังมิทันทีมันจะกล่าวจบร่างขอเสี่ยวเอ้อร์น้อยก็พลันหายไปแล้ว
"เห็นทีข้าคงต้องลงมือหนักขึ้นกว่านี้สินะ มิเช่นนั้นพวกเ้าคงไม่ยอมรามือเป็แน่" เสียงของชายหนุ่มในชุดสีเขียวกล่าวขึ้น จากนั้นมันก็ตั้งท่าบางอย่างพร้อมกระบี่ในมือก่อนที่เร่งโคจรลมปราณไปทั่วร่าง แล้วก็พุ่งกระบี่ตรงเข้าใส่ หนึ่งในคนของสำนักกิเลนทองอย่างรวดเร็ว ด้วยปราณกระบี่รุนแรงขั้นนี้ หากโดนเข้าไปคงก็คงาเ็มิใช่น้อย แถมข้าวของในร้านคงจะพังแหลกไม่มีชิ้นดี แต่ทว่า…ยังไม่ทันที่กระบี่จะถึงตัว มันกลับถูกหยุดไว้ด้วยสองนิ้วของใครบางคน "เ้า…!" ชายหนุ่มในชุดสีเขียวตกตะลึง "ใจเย็นก่อนท่าน เหลยฟง หากท่านลงมือหนักไปกว่านี้เกรงว่าโรงเตี๊ยมจะพังเอาได้" เสี่ยวเอ้อร์น้อยกล่าวขึ้น
ชายหนุ่มที่มีนามว่า เหลยฟง หยุดนิ่ง แต่เ้าคนของสำนักกิเลนทองกลับไม่ยอมหยุด มันปรี่ตรงเข้ามาพร้อมดาบโค้งในมือ เสี่ยวเอ้อร์น้อยถอดทอนหายใจพร้อมส่ายหน้า "เถ้าแก่เช่นนั้นข้าขอ ประตูสักหนึ่งบานก็แล้วกัน ค่าเสียหาย เื่ซ่อมข้าจะเป็ผู้รับผิดชอบเอง" เถ้าแก่พยักหน้ารับอย่างแช่มช้า จากนั้นเสี่ยวเอ้อร์น้อยผู้นั้นก็พลิกม้วนฝ่ามืออีกข้างไปมาราวกับเป็ัที่พุ่งทะยาน ไปคว้าจับเข้าที่คอเสื้อของเ้าคนจากสำนักกิเลนทองผู้นั้น ก่อนที่มันจะโดนเหวี่ยงกระเด็นพุ่งทะลุประตูหน้าโรงเตี๊ยมออกมานอนกลิ้งอยู่ที่ถนน
"นี่มันเกิดอันใดขึ้น" เสียงของชายชราท่าทางมีอายุผู้หนึ่งเอ่ยออกมาด้วยท่าทางใ ลู่เกาอี้นั้นเองมันมาถึงหน้าโรงเตี๊ยมพอดี และข้างกายของมันก็มีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กำยำ หน้าตาดุดัน ผมยาวกระเซิง ยืนอยู่ด้วย "ข้าเดาว่าคงจะเป็ฝีมือของเ้าซื่อทู่เป็แน่" ชายหนุ่มกล่าวขึ้น
"ข้าก็คิดเหมือนเ้า สื่อเทียนอี้"
"เช่นนั้นท่านจะให้ข้าเป็คนยุติเื่นี้หรือไม่"
"รอดูไปก่อนก็ได้ ข้าอยากจะเห็นฝีมือของคนหนุ่มสาวที่จะเดินทางไปด้วย" ลู่เกาอี้กล่าว ชายที่ชื่อสื่อเทียนอี้ จึงมิได้ลงมือแต่อย่างใด..
ตัดภาพกลับมาในโรงเตี๊ยมยามนี้ ร่างแล้วร่างเล่าของคนจากสำนักคุ้มภัยกิเลนทองถูกโยนออกมากองตรงถนน และหาใช่ฝีมือของจอมยุทธ์หนุ่มสาวที่ได้รับเทียบเชิญหากแต่เป็ฝีมือของเสี่ยวเอ้อร์ผู้หนึ่งต่างหาก ทุกคนต่างพากันประหลาดใจ ลู่เกาอี้ก็เช่นกันแต่มันจำเสี่ยวเอ้อร์น้อยผู้นี้ได้เพราะเคยเจอกันเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ยามที่มันได้รับจดหมายจากฉินฟงให้ไปพบ "เป็เ้าอีกแล้วรึ วรยุทธ์ช่างร้ายกาจนักบางที่เขาอาจจะเป็ลูกศิษย์ของท่านฉินก็เป็ได้ ขนาดศิษย์ยังเก่งเพียง ตัวเขาย่อมเหนือกว่าหลายเท่า เห็นแบบนี้ข้าก็เบาใจได้แล้ว งานคงสำเร็จลุล่วงเป็แน่" ลู่เกาอี้แย้มยิ้มอย่างมีความสุขในขณะที่กำลังมองเข้าไปในโรงเตี๊ยม
"หน็อย…..! เ้าเป็ใครกันไอ้หนู บังอาจมาจับคนของข้าโยนออกนอกโรงเตี๊ยมราวกับเป็ขยะไร้ค่า วันนี้ข้าจะต้องบดขยี้เ้าให้ได้..!!" ซื่อทู่คำรามลั่นก่อนที่มันจะะเิพลังรัศมีสีแดงออกมาปกคลุมทั่วร่าง
"จงแหลกไปพร้อมกับโรงเตี๊ยมเน่า ๆ แห่งนี้ซะ ด้วยวิชาหมัดกัมปนาททลายภูผาขั้นที่ หก" พอซี่อทู่ประกาศออกมาเช่นนั้น ลู่เกาอี้ก็ตกตะลึงเป็อย่างมาก วิชาหมัดกัมปนาททลายภูผา เป็เพลงหมัดที่มีอานุภาพทรงพลัง มีทั้งหมด 9 ขั้น ว่ากันผู้ฝึกสำเร็จถึงงั้นสูงสุดสามารถชกผู้เขาลูกใหญ่หนึ่งลูกให้แหลกละเอียดได้โดยง่าย ซื่อทู่นั้นฝึกได้ถึงขึ้น 6 แต่แค่นี้ก็มากพอที่จะสร้างความเสียหายได้เป็วงกว้าง
"ลงมือหนักเกินไปแล้ว สื่อเทียนอี้รีบไปหยุดมันไว้ก่อนเร็วเข้า!" ลู่เกาอี้กล่าวขึ้นด้วยความร้อนรน สื่อเทียนอี้พยักหน้าก่อนจะพุ่งกระโจนเข้าไปในโรงเตี๊ยมประหนึ่งพยัคฆ์ตัวใหญ่ "วิชา กรงเล็บอัคคีพยัคฆ์ 8 กระบวนท่า กระบวนท่าที่ 3 พยัคฆ์สยบคชสาร!" นี่คือสุดยอดวิชาของ สื่อเทียนอี้ แห่งสำนัก พยัคฆ์อัคคีคำรามอันโด่งดัง กรงเล็บในมือห่อหุ้มไปด้วยเปลวเพลิงพุ่งตรงไปยังซื่อทู่ แต่ยังมิทันจะถึงตัวร่างของซื่อทู่ก็พุ่งลอยกระเด็นผ่านหน้า สื่อเทียนอี้ ไปอย่างรวดเร็ว มิหนำซ้ำ สื่อเทียนอี้ ยังมิอาจหยุดกระบวนท่าของตนได้แล้วด้วย "แย่แล้ว…! หากเป็เช่นนี้ผู้ที่จะโดนก็คงเป็..!" ดวงตาของสื่อเทียนอี้ จับจ้องไปที่เสี่ยวเอ้อร์น้อยผู้นั้น ซึ่งเขากำลังยกกำปั้นค้างอยู่หลังจากชกใส่ซื่อทู่ไปเมื่อสักครู่ "กรงเล็บอัคคีพยัคฆ์ แปดกระบวนท่า งั้นรึ? เคยได้ยินท่านอาจารย์เล่าให้ฟังอยู่เหมือนกันนับว่าเป็สุดยอดวิชาหายาก วันหลังข้าคงต้องขอแลกเปลี่ยนวิชากับท่านเสียหน่อยแล้ว แปดก้าวไร้สิ้นสุด...!" เสี่ยวเอ้อร์น้อยกล่าวขึ้นก่อนที่ร่างของมันจะเลือนหายไปต่อหน้าต่อตา สื่อเทียนอี้ "อันใดกัน..!!" ก่อนที่มันจะพบว่ามีใครบางคนใช้มือจับคอเสื้อดึงรั้งเอาไว้ก่อนที่กรงเล็บจะพุ่งใส่โต๊ะไม้ในร้านจนพังแหลก เสี่ยวเอ้อร์น้อย ฉินฟง นั้นเอง..
จบบทที่ 28
บทต่อไป ออกเดินทางไปปราบพรรคมารสาขาย่อย..