สังสารวัฏ [生死轮回]

    บทที่ 5 การหวนกลับคืน

    หลิวชิ่งนึกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งเมนูที่อยากกิน “ข้าเอาปลาเต๋าเต้ยนึ่งเกี้ยมบ๊วยแล้วก็เต้าหู้ผัดพริกเสฉวน”เสี่ยวเอ้อพยักหน้าให้กับพวกเขาแล้วเดินจากไป หมิงซิ่นจงทำหน้าแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นเขาสั่งอาหารแบบนั้น“เจ้ากินเผ็ดได้หรือ?”“ไม่เคยหรอก นี่ครั้งแรกเลย” เพราะยังเป็นเด็กมารดาจึงไม่ค่อยอยากให้เขากินอาหารเผ็ดร้อนจำพวกนี้ แต่ว่ากินอาหารจืดชืดมาหลายปีเขาเองก็อยากจะเปลี่ยนรสชาติบ้าง ถึงสุดท้ายจะกินได้แค่คำเดียวก็ช่าง ยังไงเขาก็ไม่ได้เป็นคนจ่ายเงินหมิงซิ่นจงขมวดคิ้วอย่างเป็นกังวลเล็กน้อย “มันเผ็ดมากนะ ข้าเกรงว่าเจ้าจะกินไม่ได้”เด็กน้อยมองอีกฝ่ายอย่างรู้สึกติดรำคาญเล็กน้อย แม้ว่าหมิงซิ่นจงจะเตือนด้วยความหวังดีก็ตาม ทว่าเขาเองก็อยากกินไง เผ็ดมากน้อยแค่ไหนก็รู้อยู่แก่ใจ ไม่งั้นจะกล้าสั่งหรือ“ข้าได้ยินว่ามันอร่อย แต่ก็ไม่เคยได้กินเลย” หลิวชิ่งเอ่ยเสียงเศร้าขัดกับความในใจ“งั้นก็ลองชิมดู ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องกิน เดี๋ยวเจ้าจะปวดท้องเอาเสียเปล่า ๆ ”หมิงซิ่นจงไม่ห้ามอีก ทว่าก็ยยังไม่วายเอ่ยเตือนอีกครั้ง หลิวชิ่งจึงยิ้มกว้างและพยักหน้ารับ พอดีกับที่เสี่ยวเอ้อยกอาหารมาวางบนโต๊ะ ไม่รอช้าเขาหยิบตะเกียบคีบเต้าหู้ผัดพริกพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ เข้าปากทันที กลิ่นหอมของกระเทียมและเครื่องเทศอบอวลทั่วปาก ความเผ็ดร้อนจัดจ้านของพริกมาพร้อมกับความนุ่มเนียนลิ้นของเต้าหู้ขาว รสชาติกลมกล่อมเข้ากันสมกับเป็นอาหารขึ้นชื่อ“เป็นไง เผ็ดมากไหม กินได้หรือเปล่า”หมิงซิ่นจงถาม ใบหน้าของเด็กหนุ่มประดับรอยยิ้มเอ็นดูไม่น้อยเมื่อเห็นหลิวชิ่งหยิบน้ำดื่มตามทีหลัง“เผ็ด...แต่ก็พอกินได้” เขาพยักหน้าตอบตามตรง แม้จะรู้สึกเผ็ดกว่าปกติก็ตามที อาจจะเป็นเพราะลิ้นเขาเพิ่งเคยรับรสเผ็ดชาเป็นครั้งแรกจึงไม่ค่อยชินเท่าไหร่“งั้นรึ เจ้าเก่งเหมือนกันนะที่กินเผ็ดได้” หมิงซิ่นจงกล่าวชมก่อนจะคีบเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนขึ้นมากินบ้างหลิวชิ่งสลับไปคีบเนื้อปลาเต๋าเต้ยนึ่งเกี้ยมบ๊วยขึ้นมากิน เนื้อปลานุ่มไม่แข็งสากเข้ากับรสชาติเปรี้ยวหวานของบ๊วย น้ำซุปจากตัวปลาเค็มหวานผสานกับความหอมของกลิ่นขิงซอยและกระเทียมหั่นแว่น คลายความเผ็ดของพริกเสฉวนได้เป็นอย่างดี“จะว่าไปแล้วพี่ชายก็มาเที่ยวที่นี่เหมือนกันเหรอ”หลิวชิ่งถามเด็กหนุ่มระหว่างกินข้าวไปด้วย ว่าที่ประมุขเซียนมาโผล่ต่างเมืองเช่นนี้คงมีธุระสำคัญนัก ไม่เช่นนั้นคงไม่มีทางถ่อมาถึงหนานชางที่อยู่ไกลจากจางเจียเจี้ยหลายร้อยลี้ แต่ที่น่าแปลกใจคือทำไมถึงได้มาเดินกลางถนนคนเดียวโดยไม่มีคนตามดูแลหรือบางทีคนของอีกฝ่ายอาจจะแอบอยู่ตรงไหนสักที่เหมือนกับต้าจูและเป่าซิงหั่วอย่างนั้นรึ?“เปล่าหรอก ข้ามาทำงานกับท่านลุง แต่อีกไม่กี่วันก็ใกล้จะเสร็จแล้ว”เขาเงยหน้ามองอย่างสนใจทันที หวังว่าคงไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับพวกเขาหรอกนะ “จริงเหรอ แล้วพี่ชายทำงานอะไร ได้เงินเยอะไหม”“แค่งานปราบภูติผีปีศาจน่ะ”งั้นก็แสดงว่าไม่ได้เกี่ยวกับพวกเขา ตอนแรกตนแอบกังวลว่าฝ่ายนั้นจะมาที่เมืองนี้เพราะท่านพ่อเสียอีก แต่แบบนี้ก็เบาใจไปได้เปราะหนึ่งแล้วเขากลับเข้าสู่บทสนทนาอีกครั้ง “พี่ชายเก่งจัง สู้กับปีศาจได้ด้วยหรือ!”หลิวชิ่งกล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น แต่คงเพราะแสดงท่าทีมากเกินไปหน่อยหมิงซิ่งจงถึงได้หลุดหัวเราะเบา ๆ ฟังแล้วรื่นหูนัก อันที่จริงแล้วหลิวชิ่งชอบรอยยิ้มของอีกฝ่ายมากแม้จะยังเป็นแค่เด็กหนุ่ม ทั้งยังคุยด้วยแล้วก็รู้สึกสนุกไม่น้อย ถ้าไม่ติดว่าเป็นปรปักษ์กันคงสามารถสนิทใจกันได้มากกว่านี้“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ฝีมือข้าตอนนี้จัดการได้แค่ปีศาจชั้นต่ำเท่านั้น”หลิวชิ่งลอบยิ้มเล็กน้อย คุยกับเด็กอย่างเขายังจะถ่อมตนอยู่อีกหรือไง แต่ก็นับว่านิสัยภายในของเด็กคนนี้ดีใช้ได้เลยทีเดียว นาน ๆ ทีถึงจะพบคนแบบนี้ ทว่าหากโตมาก็อาจไม่แน่ เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน จากผ้าขาวสะอาดก็สามารถเปลี่ยนเป็นผ้าขี้ริ้วสีดำน่ารังเกียจได้เสมอ“ข้าเองก็อยากปราบปีศาจได้เหมือนกัน พี่ชายสอนข้าหน่อยได้หรือไม่ว่าต้องทำยังไง”หมิ่งซิ่งจงดูแปลกใจเล็กน้อย อีกฝ่ายหัวเราะอย่างขบขันอย่างชอบใจพลางทำท่านึกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ บอกวิธีสอนตามที่เขาขออย่างใจเย็น“ถ้าอย่างนั้นเริ่มแรกเจ้าต้องนั่งทำสมาธิทั้งวันโดยไม่ลุกไปไหน ทำได้ไหม”“ทั้งวันเลยเหรอ ข้าทนไม่ไหวหรอก” หลิวชิ่งกล่าวอย่างคนเอาแต่ใจวิธีฝึกของเซียนเขาเองก็เคยได้ยินมาอยู่บ้างว่าต้องใช้เวลาและความอดทนสูงมาก แต่ตนไม่ได้ใจเย็นและมีความอดทนถึงเพียงนั้น การใช้เวลาหลายสิบปีเพื่อฝึกปรือตนเองให้แข็งแกร่งนั่นมันไม่ใช่ทางของเขาเสียเท่าไหร่“ไม่ได้สิ เจ้าอยากปราบปีศาจก็ต้องฝึกความอดทนนะ”หลิวชิ่งพองแก้มป่องส่ายศีรษะเป็นเชิงไม่อยากทำ หมิงซิ่นจงเองก็ทำเพียงแค่ยิ้มบาง ๆ และไม่ได้บังคับอีก ทั้งคู่จึงพากันกินข้าวต่อจนหมดชาม หรือมีแค่หมิงซิ่นจงเท่านั้นที่กินหมด ส่วนเขายังเหลือข้าวอยู่ในชามเล็กน้อย แม้กับข้าวจะอร่อยใช้ได้แต่จะให้ฝืนกินก็ไม่ไหวแล้วเหมือนกัน“อิ่มหรือยัง เราจะได้ไปตามหาพ่อของเจ้ากันต่อ”หมิงซิ่นจงถามขึ้นเมื่อเห็นเขาเริ่มเขี่ยตะเกียบในชามข้าวไปมาด้วยท่าทีเฉื่อยชา แม้อันที่จริงจะเป็นเพราะกำลังจุกมากกว่าก็ตาม หลิวชิ่งพยักหน้าให้กับอีกฝ่ายพลางวางตะเกียบลงและดื่มน้ำตบท้าย มองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่กำลังหยิบเงินออกมาจ่ายให้เสี่ยวเอ้ออย่างอารมณ์ดีอยู่กับเด็กหนุ่มคนนี้ก็ถือว่าไม่เลว ถือว่าเป็นเพื่อนคุยได้ดีเหมือนกัน ให้ความรู้สึกเหมือนเขากำลังเล่นสนุกกับหลิวอิ่น แม้รายนั้นจะมีนิสัยเด็กเกินไปจนน่าหงุดหงิดในบางที แต่ว่าก็ไม่ต้องมานั่งคิดมากว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะจับผิดหรือมีอะไรแอบแฝงเหมือนพวกผู้ใหญ่เด็ก ๆ มักหลอกง่ายและไม่คิดอะไรมากอยู่แล้ว ยิ่งถูกคนที่อายุน้อยกว่าหลอกย่อมรู้ตัวช้าหรืออาจจะไม่รู้เลยก็เป็นได้"ไปกันเถอะ"เสียงนั้นทำให้เด็กน้อยหลุดออกจากภวังค์ความคิด เขาเงยหน้ามองหมิงซิ่นจงที่ลุกขึ้นยืนและกวักมือเรียกให้ออกไปข้างนอก เห็นดังนั้นหลิวชิ่งจึงก้าวขาลงจากเก้าอี้และเดินไปจับมือที่ยื่นรออยู่ ก่อนจะพากันเดินไปตามถนนอีกครั้งพลางแสร้งหันรีหันขวางสอดส่องหาบิดาที่ไม่มีจริงของตน"พี่ชาย พวกเราจะตามหาท่านพ่อของข้ายังไงดี"คงไม่ใช่จะพาเขาเดินไปอย่างไร้จุดหมายทั่วเมืองหนานชางทั้งวันหรอกนะ แบบนั้นต่อให้มีเวลาอีกสามวันก็ไม่มีทางหาเจอหรอก แต่ก็อย่างว่า เขาเองก็แค่มาเดินเล่นกับว่าที่ประมุขเซียนเท่านั้น ได้ฟังอีกฝ่ายเล่าเรื่องของพรรคตนเองให้กับคนที่ไม่รู้ว่าเป็นศัตรูก็รู้สึกสนุกดี เผื่อจะเผลอเอ่ยความลับออกมาสักนิดก็ถือว่าเป็นกำไรของเขาแล้วหมิงซิ่นจงมีสีหน้านึกคิดอยู่ครู่หนึ่ง "เจ้าอยู่กับบิดาครั้งสุดท้ายที่ไหนพอจำได้ไหม"หลิวชิ่งเอียงคอกวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะตัดสินใจชี้ไปยังอีกทางซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขาเจออีกฝ่ายมากนัก "ข้าเดินมาจากทางนั้น"เด็กหนุ่มมองตามนิ้วเขาไปจนสุดสายตา ก่อนเจ้าตัวจะเงียบและขมวดคิ้วอย่างรู้สึกลำบากใจเมื่อรู้ว่าเขาหลงทางได้อย่างไร"ทางตลาดหรือ? แถวนั้นคนเยอะมากเลยนะ”หลิวชิ่งพยักหน้ารับแต่ในใจกลับลอบยิ้มอย่างชั่วร้าย ใช่แล้ว ที่ตลาดมีคนเดินพลุ่งพล่านเบียดเสียดเยอะมาก แน่นอนว่ายากแก่การตามหาคนคนหนึ่งนัก แต่เขาเองก็อยากรู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะแก้ปัญหาอย่างไร ยิ่งบอกไปว่าตนไม่ใช่คนของเมืองนี้ยิ่งไม่มีใครรู้จักพวกเขาทั้งนั้น“แบบนี้คงยากที่จะตามหาบิดาเจ้าให้พบโดยเร็ว ข้าจะเรียกให้คนมาช่วยหาอีกแรงแล้วกัน”คราวนี้หลิวชิ่งกลับต้องขมวดคิ้วอย่างเคร่งเครียดแทน ไม่เอาสิ เรียกคนมาเพิ่มคนที่ลำบากมันจะเป็นเขาแทนนะ พวกเซียนคนอื่นอาจจะเผลอจับเท็จเขาได้อีก ทั้งที่ตนมาอยู่ตรงนี้ก็เพื่อฆ่าเวลาเล่นเท่านั้น ไม่ได้จะจริงจังเสียหน่อยแต่ยังมีอีกคนที่คิดเป็นจริงเป็นจังกังวลแทนคนแปลกหน้าอยู่ตรงนี้อีกหนึ่ง ยังไงก็ลองห้ามอีกฝ่ายดูก่อนแล้วกัน หากไม่ได้จริง ๆ ก็แค่วิ่งหนีเข้าไปกลางฝูงชนก็ตามหาตัวเขาไม่เจอแล้ว“พี่ชายจะทิ้งข้าให้อยู่กับคนอื่นหรือ ไม่เอาได้ไหม ข้าไม่อยากอยู่กับใครก็ไม่รู้”หลิวชิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงงอแงและทำท่าคล้ายจะร้องไห้ เรียกให้หมิงซิ่นจงต้องก้มตัวลงมาปลอบเขาเพราะเกรงว่าตนจะปล่อยโฮกลางตลาด เขาอยู่ในร่างเด็กน้อยแบบนี้จะทำอะไรก็ไม่รู้สึกอายอยู่แล้ว ขอแค่อีกฝ่ายไม่เรียกคนมาก็พอ“จ้าวเฉาเฉิน เจ้าใจเย็นก่อน ข้าแค่เรียกพวกเขามาช่วยตามหาบิดาเจ้าเท่านั้น ข้าเองก็จะอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน อย่าได้กลัวไปเลย” หมิงซิ่นจงกล่าวพลางกอดเด็กน้อยเอาไว้ มืออีกข้างก็ลูบหลังให้ใจเย็นลงหลิวชิ่งเม้มริมฝีปากรู้สึกขัดใจยิ่ง น่าเสียดายที่มาได้แค่นี้ แม้จะครู่เดียวทว่าคงหมดเวลาเดินเล่นกันเสียแล้ว เขาคงต้องรีบพาตนเองออกไปให้ห่างและเลิกยุ่งกับเด็กหนุ่ม แต่ก่อนอื่นเขาต้องเบี่ยงเบนความสนใจของหมิงซิ่นจงให้หันไปทางอื่นแทนดวงตาสีอ่อนกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างหาตัวช่วย ก่อนเข้าจะสะดุดเข้ากับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังทำงานแบกหามข้าวของในตลาด ร่างกายของอีกฝ่ายดูฟกช้ำซึ่งเขาคาดว่าน่าจะเป็นเพราะโดนทำร้ายมาอย่างแน่นอน ทว่าสิ่งที่น่าสนใจก็คือบัดนี้อีกฝ่ายกำลังถูกคนที่คาดว่าน่าจะเป็นเจ้าของสินค้าผลักและด่าทออย่างไร้ความปราณีราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงแค่ทาสเห็นแล้วก็เหมือนดูอดีตของตนเองผ่านผู้อื่นอย่างไรไม่รู้ แต่ว่าตอนนี้เขาต้องรีบเอาตัวรอดก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง“พี่ชาย ดูคนนั้นสิ ทำไมเขาถึงโดนตีแบบนั้นล่ะ”เขาสะกิดไหล่ของหมิงซิ่นจงให้หันไปดูเด็กหนุ่มด้านหลัง อีกฝ่ายหันไปดูพอดีกับที่เด็กคนนั้นถูกตบจนใบหน้าเป็นรอยฝ่ามือแดงเถือกและถูกผลักออกมาอย่างแรง คนอื่น ๆ เองก็ดูจะไม่สนใจไยดี ทำเพียงแค่เหลือบมองและหันกลับไปทำงานของตัวเองต่อราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเด็กคนนั้นเดินก้มหน้าออกไปอย่างเงียบ ๆ แค่เห็นก็รู้ว่าคงเจ็บน่าดู แต่กลับไม่ร้องไห้ออกมาให้เห็น ทั้งที่ดูแล้วอายุอานามก็น่าจะพอพอกันกับหลิวอิ่น เห็นสภาพร่างกายที่ฟกช้ำมากขนาดนั้นแล้วชีวิตคงเจออะไรมาหนักหนาน่าดูหมิงซิ่นจงเงียบไปสักพัก ก่อนนะยืนขึ้นพลางจับมือของเด็กน้อย “ตามข้ามา”หมิงซิ่นจงพาเขาเดินไปหาเด็กหนุ่มที่ถูกทำร้าย หลิวชิ่งลอบกลอกตาอย่างหมดคำจะพูด ดูก็รู้ว่าคิดจะทำอะไรต่อ ช่างเป็นคนที่ชอบเอาตนเองเข้าไปยุ่งเรื่องคนอื่นเสียจริง เห็นใครเดือดร้อนหน่อยไม่ได้ต้องยื่นมือเข้าไปสอดตลอด ต่อมความถูกต้องของว่าที่ประมุขเซียนคนนี้มันจะทำงานดีเกินไปแล้ว ถึงแม้ว่าคุยด้วยแล้วจะรู้สึกสนุก แต่เขาเองก็เกลียดความคิดโง่ ๆ ของคนจำพวกนี้มากนักทว่าก็เข้าทางตามที่ต้องการพอดี นี่แหละโอกาสที่จะแอบหนีเข้าปะปนเข้าไปในกลุ่มคนที่เดินเบียดเสียดกันกลางตลาดยอมที่อีกฝ่ายเผลอ แต่ต้องรอจังหวะดีดีเสียก่อน ไม่อย่างนั้นคงถูกตามจับได้“เจ้า! หยุดก่อนได้หรือไม่”หมิงซิ่นจงตะโกนขึ้นเรียกให้เด็กคนที่เดินก้มหน้านั้นหันกลับมา หลิวชิ่งที่ถูกลากมาด้วยมองว่าที่เซียนน้อยอย่างรู้สึกระอาใจ“พวกท่านมีธุระอันใดกับข้าน้อยหรือ”คนที่ถูกเรียกให้หยุดเอ่ยถาม เจ้าตัวไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาหมิงซิ่นจงตรง ๆ เพราะพยายามซ่อนรอยแดงบนใบหน้าเอาไว้ ทว่าจุดที่หลิวชิ่งยืนอยู่กลับเห็นได้อย่างชัดเจน นอกจากรอยตามแขนขาแล้วพอได้มาดูใกล้ ๆ เขาเห็นรอยอย่างอื่นด้วย ทั้งแผลพุพองจากของร้อน ไม่ก็รอยแผลเป็นเล็กใหญ่ ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาเด็กคนนี้เจออะไรมาบ้างจนมีสภาพเช่นนี้แต่กลับหมิงซิ่นจงที่ไม่ทันสังเกตกลับโพล่งคำถามงี่เง่าออกไป“เมื่อครู่ข้าเห็นเจ้าถูกทำร้าย เป็นอะไรมากไหม ให้ข้าพาไปหาหมอหรือเปล่า”คู่สนทนามองผู้ที่สวมชุดพยัคฆ์ด้วยสายตาประหลาด ถ้าหลิวชิ่งเป็นอีกฝ่ายก็คงแสดงทีท่าแบบนั้นเช่นเดียวกัน เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ได้รู้จักกันแม้แต่น้อย ทั้งยังเดินปรี่เข้ามาทักเช่นนี้ เป็นใครก็รู้สึกงุนงงทั้งนั้น“ขอบคุณที่ห่วงใยคนแปลกหน้าเช่นข้า แต่ไม่เป็นไรหรอก ข้ากลับไปทายาที่บ้านก็พอแล้ว”เด็กหนุ่มในชุดเสื้อผ้าสีซีดเก่ากล่าวขอบคุณรักษาน้ำใจตามมารยาท ทว่าหมิงซิ่นจงก็ไม่วายพูดต่อไปอีก“แน่ใจหรือ เนื้อตัวเจ้าฟกช้ำโดนทำร้ายขนาดนี้พ่อแม่เจ้ายังปล่อยให้มาทำงานกับคนเช่นนั้นได้อย่างไร”และดูเหมือนจะไปจี้ใจดำหรือพูดเรื่องที่ไม่สมควรเข้า แววตาของเด็กหนุ่มที่มีบาดแผลเต็มตัวเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวแสดงความไม่พอใจออกมา เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมาจ้องตาหมิงซิ่นจงพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายกรุ่นโกรธไม่ชอบใจ“เคยมีคนบอกท่านไหมว่าถ้าไม่รู้อะไรก็อย่าทำเป็นพูดเหมือนรู้ดี มันไม่ได้ทำให้ข้าซาบซึ้งแม้แต่น้อย…อย่าได้มายุ่งกับข้าอีก”กล่าวจบก็หันหลังเดินออกไป ปล่อยให้คนที่ทำตัวเป็นคนดียืนหน้าเสียท่ามกลางแสงแดดร้อนจ้า ต่างจากหลิวชิ่งเม้มปากกลั้นขำสุดฤทธิ์พยายามที่จะไม่หัวเราะอย่างสะใจที่อีกฝ่ายถูกตอกหน้ากลับมาเด็กคนที่ถูกทำร้ายร่างกายนั้นยืนหยัดอย่างยากลำบากด้วยลำแข้งตนเอง ต่างจากอีกคนที่อยู่กับโลกแห่งความเพ้อฝันคิดว่าตนเองจะสามารถช่วยเหลือใครต่อใครได้ ทำเหมือนว่ารู้ดีไปเสียทุกอย่างทั้งที่ไม่ใช่เลย เพราะถูกเลี้ยงมาอย่างดีประคบประหงมพบเจอแต่ความสบาย ไม่เคยได้สัมผัสกับชีวิตของชนชั้นล่างจึงคิดว่าตนเองพิเศษช่างน่าขันนัก คิดว่าตนเองเป็นเทพรึยังไงกันถึงจะสามารถช่วยทุกคนได้ตามที่ใจหวังแต่เดี๋ยวโตมาก็จะได้ลิ้มรสถึงความโหดร้ายโลกของความเป็นจริงเอง ถึงตอนนั้นความคิดเด็ก ๆ พวกนี้ก็จะไม่มีหลงเหลืออีกแล้ว คิดซะว่าเป็นความไร้เดียงสาในอดีตก็พอ“พี่ชาย เขาดูไม่ค่อยดีเลยนะ จะเป็นอะไรมากไหม”หลิวชิ่งกระตุกมือของหมิงซิ่นจงที่เงียบไป ดูท่าทางจะไม่เคยโดนปฏิเสธ แต่ก็ดีแล้วที่ถูกต่อว่าแบบนี้ จะได้ไม่หลงระเริงคิดว่าตนเองพิเศษ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีของว่าที่ประมุขเซียนแล้วกระมังพวกเขามองเด็กหนุ่มที่เดินหนีไป ท่าทางอิดโรยเชื่องช้าทั้งยังเหมือนจะล้มแหล่มิล้มแหล่ อีกฝ่ายคงจะอ่อนแรงน่าดู ร่างกายก็ผอมแห้งขาดสารอาหารยังต้องมาทำงานหนักและถูกทำร้ายร่างกายอีก“ไม่ช่วยเขาเหรอ” หลิวชิ่งเอ่ยย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มที่จับมือเขายังคงนิ่งเฉยไม่นึกว่าคุณชายหมิงจะเป็นคนที่ถอดใจง่ายเช่นนี้ แค่โดนตอกหน้านิดหน่อยถึงกับยอมแพ้ไปไม่เป็นเลยหรืออย่างไรทว่าจู่ๆ หมิงซิ่นจงก็ดึงเขาให้ไปอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงข้างทาง เจ้าตัวปล่อยมือเขาและนั่งลงให้สายตาของพวกเขาอยู่ในระดับเดียวกัน“เดี๋ยวข้ามา เจ้ารออยู่ตรงนี้อย่าเพิ่งไปไหน เข้าใจไหม?”หมิ่งซิ่นจงจับไหล่ทั้งสองข้างของตนไว้พลางเอ่ยสั่ง หลิวชิ่งเองก็ไม่ปฏิเสธ ทำเพียงแค่พยักหน้าและยิ้มรับเหมือนเด็กดีที่เชื่อฟัง“ข้าเข้าใจแล้ว จะรออยู่ตรงนี้”หมิงซิ่นจงยิ้มตอบเขาก่อนที่จะผละออกไป หลิวชิ่งมองตามอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลากสายตาไปรอบ ๆ อย่างหาทางหนีทีไล่ ต้องรออีกฝ่ายไปไกลมากกว่านี้เขาจึงจะวิ่งหนีหลบไป ไม่อย่างนั้นเด็กหนุ่มสกุลเซียนอาจรู้ตัวและไล่ตามจับเขาได้ทันหลิวชิ่งมองหมิงชิ่นจงที่เข้าไปคุยกับเด็กหนุ่มคนนั้นอีกครั้ง แวบหนึ่งที่อีกฝ่ายหันมามองเขาว่ายังอยู่ที่เดิมหรือไม่ หลิวชิ่งจึงยิ้มแป้นให้กับอีกฝ่าย เด็กหนุ่มสกุลเซียนเห็นเช่นนั้นจึงยิ้มตอบเล็กน้อยและหันกลับไป เห็นดังนั้นหลิวชิ่งจึงค่อย ๆ ก้าวถอยหลังรอจังหวะอีกนิด ต้องรออีกนิดหน่อยหลิวชิ่งจ้องคนทั้งคู่ เมื่อเห็นว่าหมิงซิ่นจงสนใจเด็กคนนั้นมากกว่า สบโอกาสอันดีแล้วเขาจึงหันหลังและออกตัววิ่งอย่างรวดเร็ว แทรกเข้าไปในฝูงชนกลางตลาดทันทีอย่างไม่รีรอทว่าวิ่งออกมาไกลหลายจั้งจนคิดว่าอาจจะรอดพ้นจากสายตาของเด็กหนุ่มสกุลเซียนแล้ว กลับมีเสียงหนึ่งดังไล่หลังมาเสียอย่างนั้น“จ้าวเฉาเฉิน! นั่นเจ้าจะวิ่งไปไหน!”สิ้นเสียงนั้นไหล่ของเขาก็ถูกคว้าเอาไว้ เมื่อหันไปก็พบว่าใบหน้าของหมิงซิ่นจงดูเคร่งเครียดโกรธขึงไม่น้อย