-BAD FRIEND-
ตอนนี้ฉันนั่งอยู่ในร้านกาแฟหน้ามหาลัยร้านเดิมที่พวกเรามาบ่อยๆ แต่ต่างตรงที่วันนี้ฉันมาคนเดียว จะให้มากับใครล่ะพวกมันยังไม่กลับมากันเลย ไอ้พีทก็คงจะอยู่กับหลินส่วนนักรบ ฉันยังไม่อยากเจอหน้ามันตอนนี้หรอกพอตื่นฉันก็รีบออกมาเลยทั้งๆ ที่เจ็บตรงนั้นมากๆ อ่ะไม่รู้จะเจ็บอะไรนักหนา เจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจ จะว่าทำตัวไม่ถูกมันก็ใช่ จะว่าเขินด้วยก็ได้ ไม่สิ เรียกว่าอายน่าจะใช่กว่า มีอย่างที่ไหนไปสารภาพรักกับผู้ชายก่อนแล้วโดนปฏิเสธมาแบบนี้อ่ะแถมยังเสียตัวให้มันอีก น่าอับอายชะมัด พ่อแม่รู้คงเสียใจแย่
“อ้าวบัว มาคนเดียวเหรอ” ฉันเงยหน้าไปมองคนที่เข้ามาทัก ให้ทายว่าฉันเจอใคร
“บีม...”
ใช่ เป็บีมนั่นเองที่เข้ามาทักฉัน ั้แ่วันที่ทะเลาะกับนักรบเราก็ไม่ได้คุยกันอีกเลย ต้องบอกว่าฉันไม่คุยด้วยมากกว่าเพราะตอนนั้นกลัวจะมีปัญหากับนักรบอีก ไม่คิดว่าจะเจอเขาที่นี่
“ไง ยังไม่ตอบฉันเลยนะ” บีมถามฉันที่เอาแต่มองหน้าเขา
“อะ อืม มาคนเดียวอ่ะ” เสียงสั่นทำไมไม่รู้อ่ะ
“ขอนั่งด้วยได้ป่ะ” บีมถาม
“เอาสิ” พูดจบบีมก็นั่งลงตรงข้ามฉันทันทีก่อนจะเรียกพนักงานมารับออเดอร์ รอไม่นานก็ได้เมนูตามที่สั่ง ่นี้คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่เพราะเป็่ปิดเทอมแต่อาทิตย์หน้ามอก็เปิดแล้ว
“เดี๋ยวนี้เราไม่ได้คุยกันเลยเนอะ” อยู่ๆ บีมก็พูดขึ้นมาพร้อมกับยิ้มให้ฉันแห้งๆ
“นั่นสิ” เอาๆ จริงฉันก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกันนะที่อยู่ๆ ก็หายไปทั้งที่บีมก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ยอมรับว่า่ที่คุยกับบีมมันทำให้ฉันรู้สึกดีนะถึงจะไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรมากมายนักแต่เพียงแค่ฉันมาฟังเื่ไม่ดีจากคนอื่นก็ทำให้ฉันเลิกคุยกับเขา ฉันเองที่ตัดสินเขาด้วยคำพูดของคนอื่น แต่คนอื่นที่ฉันพูดถึงมันก็คือเพื่อนฉันไง ฉันก็เข้าใจนะว่าพวกมันเป็ห่วงฉันอ่ะ
“เรากลับไปคุยกันไม่ได้เหรอ” ฉันมองบีมที่มองฉันด้วยแววตาขอร้องจนทำให้ฉันทำตัวไม่ถูก
“เอ่อ...” ฉันไม่รู้จะตอบอะไร ไม่รู้ว่าถ้าฉันกลับไปคุยกับบีมต่อพวกเพื่อนฉันจะว่ายังไง
“เธอคงจะรู้เื่ไม่ดีของฉันมาใช่มั้ยล่ะ” บีมบอกยิ้มๆ รอยยิ้มที่มาพร้อมกับความเศร้านั้นทำให้ฉันรู้สึกไม่ดีมากกว่าเดิมเพราะที่เขาพูดมามันจริง เพราะฉันรู้เื่ไม่ดีของเขาเลยหายไปเฉยๆ ฉันไม่รู้จะบอกเขายังไงดี
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก” ฉันพูดแบบนี้เพื่อให้เขาสบายใจ
“ฉันอยากให้เธอรู้จักตัวตนที่แท้จริงของฉัน ไม่ใช่ฟังจากคนอื่นนะบัว” สายตาที่เขามองมาราวกับกำลังอ้อนวอน
“ฉันยังไม่อยากคุยกับใครอ่ะ” ฉันบอกไปตามตรง ไม่ใช่ว่าฉันรังเกียจเขาหรือว่าอะไรแต่ตอนนี้ฉันยังไม่พร้อมจะคุยกับใครทั้งนั้น อย่าลืมสิว่าฉันเพิ่งอกหักมา ฉันไม่อยากให้ใครเข้ามาใน่ที่ฉันกำลังอ่อนแอแบบนี้
“อ่อ แบบนี้นี่เอง” บีมพยักหน้าเข้าใจก่อนที่เขาจะเงียบไป
“ขอโทษนะที่อยู่ๆ ก็หายไปอ่ะ” ฉันรู้สึกผิดจริงๆ นะ
“ไม่เป็ไรหรอก” เขาบอกพร้อมกับส่งยิ้มมาให้เพื่อให้ฉันสบายใจแต่ยังคงมีความเศร้าในดวงตาคู่นี้อยู่
ฉันไม่ได้ใจร้ายกับเขาใช่ไหม ทุกคนรู้ใช่ไหมว่าในเวลาที่เราอ่อนแอเราจะหวั่นไหวง่ายกับคนที่เข้ามา ซึ่งฉันยังไม่พร้อมจะเปิดรับใครจริงๆ ในหัวใจของฉันมันยังมีแต่นักรบ แค่นักรบคนเดียว ฉันไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะเป็อย่างไร เราจะเป็เพื่อนกันได้เหมือนเดิมหรือเปล่า เราจะสนิทใจเหมือนเดิมไหม และฉันจะตัดใจจากมันได้หรือเปล่า คำถามนี้ยังวนเวียนอยู่ในหัวฉันตลอดเลยไม่อยากจะดึงบีมเข้ามาในตอนนี้ ฉันไม่อยากทำร้ายเขา
“เธอเป็อะไรหรือเปล่า” เสียงของบีมทำให้ฉันหลุดออกจากภวังค์ นี่ฉันกำลังคิดมากอีกแล้วเหรอ
“เปล่าๆ ไม่ได้เป็อะไร” ฉันปฏิเสธออกไป
“เห็นเงียบไป หรือว่าไม่อยากคุยกับฉัน” บีมถามติดตลกซึ่งทำให้ฉันยิ้มออกมา
“เปล่าสักหน่อย ฉันคิดเื่อื่นอยู่อ่ะ”
“คิดเื่ของฉันบ้างก็ได้นะ”
“ไม่อ่ะ” ฉันแกล้งตอบเล่นๆ ออกไป
“ใจร้ายว่ะ” บีมแสร้งทำหน้าเศร้า ก่อนที่เราจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน
เรานั่งกินไปด้วยคุยไปด้วยจนเวลาล่วงเลยมาเป็ชั่วโมงแล้วเราจึงเรียกพนักงานมาเก็บเงิน แปลกที่ฉันไม่รู้สึกเกร็งเพราะนี่เป็ครั้งแรกที่เรามานั่งคุยกันแบบนี้แถมยังทำให้ฉันสบายใจไม่ต้องคิดเื่ที่เป็กังวลอยู่ตอนนี้ด้วย อาจจะเป็เพราะว่าบีมเป็คนคุยเก่งคุยสนุกด้วยล่ะมั้งแถมยังยิ้มเก่งอีกต่างหาก จะว่าไปแล้วเขาก็ไม่ได้ดูเลวร้ายอะไรลุคอาจจะดูแบดๆ หน่อยแต่ฉันคิดว่ามันเป็เสน่ห์ของเขาน่ะนะ แต่ก็อย่างว่าของแบบนี้มันก็ต้องค่อยๆ เรียนรู้ไป ฉันไม่อยากตัดสินใครจากคำพูดของคนอื่นอีกแล้ว
“เธอกลับยังไงอ่ะ” บีมถามเมื่อเราเดินออกมาหน้าร้านแล้ว
“แท็กซี่อ่ะ” ฉันไม่ได้เอารถมาเพราะี้เีขับและยังรู้สึกแฮงค์ๆ อยู่ๆ แต่ที่ไม่อยากอยู่ห้องเพราะฉันไม่อยากอยู่คนเดียว ไม่อยากฟุ้งซ่านก็เลยต้องออกมาข้างนอกแบบนี้ ถือว่าโชคดีที่เจอบีมนะ เพราะเขาทำให้ฉันไม่ต้องคิดถึงเื่ที่เกิดขึ้นอีกแต่เดี๋ยวพออยู่คนเดียวฉันก็จะคิดมากอีกอยู่ดี
“ให้ฉันไปส่งไหม” เขาถาม
“ไม่เป็ไรหรอก ฉันกลับเองได้” ฉันเกรงใจอ่ะ
“ฉันไปส่งดีกว่า” พูดจบบีมก็ถือวิสาสะจับมือฉันแล้วพาไปที่รถทันทีอย่างงงๆ ถ้าจะเป็แบบนี้ก็ไม่ต้องถามก็ได้นะ
“งั้นรบกวนด้วยแล้วกัน” ฉันบอกก่อนจะเข้าไปนั่งในรถ เอาจริงๆ ก็ี้เีกลับแท็กซี่ด้วยแหละ เปลืองตัง555
ฉันบอกชื่อคอนโดกับบีมและเขาก็รู้จักเพราะมีเพื่อนอยู่คอนโดนั้นเหมือนกัน อะไรจะบังเอิญขนาดนี้นะ ระหว่างทางเขาก็ชวนฉันคุยมาตลอด เขาจะถามเื่ที่เกี่ยวกับตัวฉันเป็เสียส่วนใหญ่เพราะเขาบอกว่าอยากรู้จักฉันมากกว่านี้
“ขอบคุณนะ” ฉันบอกเมื่อรถมาจอดอยู่หน้าคอนโดแล้ว
“ไม่เป็ไร ไว้มีโอกาสมาเจอกันอีกนะ” บีมบอกก่อนจะยิ้มให้
“อื้ม” ฉันส่งยิ้มกลับไป เอาจริงๆ วันนี้ก็ทำให้ฉันรู้จักบีมมากขึ้นนะ ถ้ามีโอกาสฉันก็อยากจะรู้จักเขาให้มากกว่านี้ เพื่อแก้ไขในสิ่งที่ฉันด่วนตัดสินในตัวเขาซึ่งมันอาจจะเป็เื่จริงหรืออาจจะไม่จริงนั้น
“บีม” ฉันเรียกเขาไว้ก่อนจะลงจากรถ
“มีอะไรเหรอ” เขาถามพร้อมกับทำหน้าแปลกใจ
“ไว้ฉันพร้อม จะทักไปนะ” คำพูดของฉันเรียกรอยยิ้มกว้างจากเขาได้ทันที สีหน้าเขาดูดีใจจนปิดไม่มิดทำให้ฉันอดที่จะยิ้มตามไม่ได้
อีกไม่นานหรอก อีกไม่นานฉันคงจะตัดใจจากนักรบได้ ฉันหวังว่าอย่างนั้น
“ไง”
ฉันที่กำลังก้มหน้าควานหาคีย์การ์ดในกระเป๋าสะพายโดยไม่ได้สังเกตว่ามีคนยืนอยู่หน้าห้องก็ต้องใกับเสียงที่คุ้นหูก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปพบกับคนที่ฉันไม่อยากเจอมากที่สุดในตอนนี้กำลังยืนยืนมองมาด้วยสีหน้าที่ไม่บ่งบอกอารมณ์
“มะ มึง มีอะไรเหรอ” ก็ไม่เข้าใจนะว่าจะเสียงสั่นทำไมแต่มันใอ่ะ ยังไม่ทันได้เตรียมใจเวลาต้องมาเจอหน้ากันเลย มันก็จะทำตัวไม่ถูกหน่อยๆ อ่ะ
“มึงไปไหนมา ไลน์ไม่ตอบ โทรไม่ติด มาหาก็ไม่อยู่” นักรบรัวคำถามใส่ฉันที่ได้แต่ยืนงง
“มึงใจเย็นดิ กูตอบไม่ทัน” ถ้ามันไลน์มาหรือโทรมาอย่างที่พูดจริงทำไมฉันไม่รู้เื่อะไรเลย
“เข้าไปคุยข้างใน” มันบอกก่อนจะหลีกทางให้ฉันเปิดประตูให้
ติ๊ด ติ๊ด
ฉันแตะคีย์การ์ดก่อนจะเปิดประตูออกมาแล้วเดินนำมันเข้าไปนั่งบนโซฟาส่วนนักรบก็ตามานั่งข้างๆ ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูซึ่งคิดว่ามันน่าจะแบตหมดและมันก็เป็อย่างที่พูดจริงๆ ด้วย ดับสนิทเลย
“ตกลงจะตอบกูได้ยัง” มันถามย้ำ
“โทรศัพท์กูแบตหมดอ่ะ” ฉันบอกพลางชูโทรศัพท์ให้มันดู
“แล้วไปไหนมา” มันถามต่อ
“ไปร้านกาแฟหน้ามหาลัย”
“ไปกับใคร”
“นี่มึงจะถามอะไรนักหนาเนี่ย เป็พ่อกูเหรอ” ทำอย่างกับฉันเป็เด็กสามขวบที่ไปไหนต้องขออนุญาตผู้ปกครองก่อนงั้นแหละ
“กูกลัวว่ามึงจะนอนตายอยู่ในห้องแล้วไม่มีใครรู้อ่ะดิ”
“ปากเหรอนั่น” แม่งมาแช่งให้กูตายเฉย
“กูล้อเล่นหรอกน่า มึงยังไม่ตอบกูเลยนะว่าไปกับใคร” มันมองหน้าฉันอย่างจับผิด ไม่ตอบได้ไหมอ่ะ
“กูไปคนเดียว” ฉันไปคนเดียวจริงๆ นี่ ก็แค่บังเอิญเจอบีมเฉยๆ อ่ะ ฉันไม่ได้โกหกนะ แค่บอกไม่หมดเองอ่ะ ขืนบอกไปว่าเจอบีมไม่รู้ว่ามันจะด่าอะไรฉันอีก ไม่ใช่ไม่เชื่อที่พวกมันบอกพวกมันเตือนหรอก แต่ฉันแค่คิดว่ามันไม่ยุติธรรมกับบีมก็เท่านั้นเอง เขาอาจไม่ได้เลวร้ายไปเสียหมดก็ได้
“เหงาขนาดนั้น”
“ก็ไม่มีอะไรทำนี่ แล้วมึงมาถามแค่นี้ใช่ป่ะ” ฉันรีบเปลี่ยนเื่ทันที
“กูติดต่อมึงไม่ได้ไงก็นึกว่ามึงจะเป็อะไร” มันพูดพร้อมกับมองสำรวจตัวฉันไปด้วย
“กูจะเป็อะไรได้ล่ะ แน่ะ เป็ห่วงเค้าเหรอตัว” ฉันแกล้งหยอดมันเล่นเพื่อสร้างบรรยากาศไม่ให้มันอึดอัด มันจะได้เชื่อว่าฉันไม่เป็ไรจริงๆ อย่างน้อยก็แค่โดนมันด่ากลับมาแค่นั้นแหละ
“ไม่เป็ก็ดีแล้ว” มันบอกพร้อมกับเอามือมายีผมฉัน จนฉันได้แต่นั่งตัวแข็งทื่ออย่างทำตัวไม่ถูก ปกติมันต้องด่าฉันดิแถมยังไม่ปฏิเสธด้วยว่าเป็ห่วงฉันอ่ะ ถ้าเมื่อก่อนมันคงจะพูดว่า
‘ห่วงมึงห่วงหมาดีกว่า’
ถ้ามันพูดแบบนั้นฉันยังรู้สึกดีกว่าอีก
“ผมยุ่ง!” ฉันโมโหกลบเกลื่อนก่อนจะปัดมือมันออก ทำแบบนี้ไงจะให้ฉันตัดใจจากมันได้ยังไงอ่ะ แม่ง!
“ทำเป็แตะต้องไม่ได้ทีเมื่อคืนโอ๊ย! ตีกูไมเนี่ย” มันร้องโวยวายก่อนจะพูดจบ เพราะฉันรู้ว่ามันจะพูดอะไรไงถึงได้ตีแขนมันไปเต็มแรง จะพูดถึงเื่นั้นอีกทำไมก็ไม่รู้
“ถ้ามึงยังพูดถึงเื่เมื่อคืนอีกกูจะโกรธมึงจริงๆ ด้วย” ฉันพูดจริงนะ ในเมื่อมันบอกเองว่ามันไม่ได้คิดอะไรกับฉันเื่นั้นก็คงจะไม่มีความหมายอะไร ควรจะลืมมันไปสิฉันอุตส่าห์ไม่คิดถึงมันแล้วเชียว
“กูแค่ล้อเล่นน่า” มันบอกเสียงอ่อยพร้อมกับเอามือลูบแขนที่โดนฉันตีป้อยๆ
แต่เดี๋ยวนะ เหมือนเราจะลืมเื่อะไรไปหรือเปล่า ต้นเหตุของเื่ที่เกิดขึ้นไง
“แล้วทำไมมึงถึงกินยาบ้านั่นเข้าไปอ่ะ” ใช่ ยานรกนั่นที่ทำให้เื่มันวุ่นวายแบบนี้
“ไอเหี้ยบอลไง มันเอายาใส่ในแก้วกู เมื่อเช้าโทรมาหัวเราะเยาะกูอยู่ อย่าให้กูเจอนะมึง ไม่ตายดีแน่” มันพูดอย่างใส่อารมณ์ แต่มันน่าโกรธไหมล่ะ มันไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาแกล้งกันแบบนี้อ่ะ ถ้าเกิดมันช็อคขึ้นมาทำไง อะไรก็เกิดขึ้นได้ป่ะ พูดแล้วก็ขึ้น ไอ้เวรเอ๊ย! ถึงว่าแม่งรีบกลับ มีแผนชั่วอยู่ในหัวนี่เอง
“ละ แล้ว มันจะรู้เื่ของเราไหมอ่ะ” ฉันถามด้วยเสียงสั่นเครือเพราะเมื่อคืนมีแค่ฉันกับนักรบที่ยังนั่งกินอยู่ แล้วแบบนี้มันจะไม่คิดว่า...
“ไม่รู้หรอก อย่าคิดมาก” มันพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่ฉันจะคิดฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้
“อืม”
“แล้วนี่มึงโอเคใช่ป่ะ” ที่มันถามหมายความว่าไงเหรอ
“หมายถึงอะไร”
ร่ายกาย หรือว่า จิตใจล่ะ
“ก็ทั้งหมด” เรามองหน้ากันนิ่งก่อนที่ฉันจะเป็ฝ่ายเบือนหน้าหนี บอกแล้วไงว่าฉันสบตากับมันได้ไม่เกินสามวิหรอก
“โอเคดิ”
ไม่โอเคได้ด้วยเหรอ...
“อืม ดีแล้ว งั้นกูกลับก่อนแล้วกัน” ฉันพยักหน้าเข้าใจแต่ไม่ได้พูดอะไรไม่ได้มองหน้ามันด้วยซ้ำ แต่ก็รับรู้ว่ามันกำลังเดินออกไป
ปัง
“ฮึก” ฉันปล่อยให้น้ำตามันไหลออกมาเมื่อประตูปิดลง เอาจริงๆ ฉันไม่โอเคหรอก ไม่เลยสักนิด แต่ฉันทำอะไรได้มากกว่านี้เหรอ ฉันมีสิทธิ์เรียกร้องอะไรได้ด้วยเหรอ ไม่มีสินะ เหอะ รักเองก็เจ็บเองรักมากก็เจ็บมาก ฉันไม่รู้ว่าวันข้างหน้าฉันจะต้องมานั่งร้องไห้แบบนี้อีกหรือเปล่าแต่ฉันสัญญาว่าจะเข้มแข็งให้มากกว่านี้และจะตัดใจจากมันให้ได้
-TBC-