หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 112 คลื่นลมในราชสำนัก

            “แม่ทัพตายนับร้อย เหล่าผู้กล้าล้วนลาลับ 

            ราชสำนักมีหมื่นแสน ยังหัวร่อต่อกระซิก 

            กลางทุ่งหญ้าคนมอดม้วย แคว้นเชินไร้ทุ่งหญ้า 

            วันนี้เสียหนึ่งเมือง พรุ่งนี้สิ้นทั้งแคว้น”

            กลอนบทนี้ฉันทลักษณ์ก็ไม่ถูกต้อง สัมผัสก็ไม่ถูกต้อง ทั้งภาษาก็ไม่วิจิตร ว่ากันแล้วนอกจากจะไม่อาจเรียกว่าบทกลอนได้ หากจะพอถูๆ ไถๆ ก็คงจะเรียกว่าบทกลอนขำขันก็คงได้

            ทว่าเมื่อมองชายชราที่นอนหมอบอยู่บนพื้นหยก เขาคือขุนนางในชุดขาดรุ่งริ่งที่อาบย้อมไปด้วยเลือด ทุกคนก็ล้วนแต่อ้าปากตำหนิไม่ออก

            เพียงรู้สึกว่าใบหน้าตนร้อนผะผ่าวเสียจนแสบร้อน

            ยกเว้นผู้ตรวจการเย่หรงที่ไม่ได้มีอาการเหล่านั้นแม้แต่น้อย ทั้งสายตาที่มองไปยังเฉินเจี๋ยอวี๋บัดนี้ไม่ได้แฝงไว้เพียงโทสะ แต่ยังมีความอาฆาตเพิ่มขึ้นมา

            เขารู้จักตาแก่นี่ดี

            เพราะตาแก่นี่กับเขาเคยเป็นสหายร่วมเรียนกันมา เฉินเจี๋ยอวี๋เป็นบัณฑิตดีเด่นอันดับที่ยี่สิบ ส่วนเขาคืออันดับที่ยี่สิบเอ็ด

            แม้จะห่างกันแค่หนึ่งอันดับ แต่ก็นับว่าแตกต่างกันมากโข

            เฉินเจี๋ยอวี๋มีทั้งท่านอาจารย์ใหญ่และท่านอาจารย์มากมายคอยเป็นห่วง ทั้งสหายร่วมเรียนคนอื่นๆ ที่คอยสนับสนุนเขาก็มีอีกไม่น้อย

            ส่วนตัวเขานั้นได้แต่อยู่เงียบๆ ไร้ชื่อเสียงใด

            จวบจนได้เข้ามาเป็นขุนนางในราชสำนัก 

            ในปีนั้นเฉินเจี๋ยอวี๋ผู้ยิ่งใหญ่กลับถูกเนรเทศไปเป็นนายอำเภออยู่ในพื้นที่รกร้าง ส่วนเขานั้นได้เป็นผู้ตรวจการอนาคตไกลที่อายุน้อยที่สุด

            เขาคิดว่าชีวิตนี้คงไม่มีกิจใดให้มาร่วมงานกับเจ้านี่อีก พวกเขาทั้งสองไม่จำเป็นต้องคลุกคลีกันอีกแล้ว ความแตกต่างระหว่างพวกเขานับวันก็จะยิ่งเด่นชัด

            ทว่าบัดนี้ราวกับว่าเขาได้ย้อนกลับไปในวันวาน

            บทกลอนชั้นต่ำบทนี้ย่อมจะต้องถูกเผยแพร่ต่อเป็นแน่

            ต่อไปหากล่าวถึงกลอนบทนี้ ผู้คนก็ย่อมต้องกล่าวถึงเหตุการณ์ในตอนนี้

            เขาช่างย้ายหินมาทับเท้าตนเองแท้ๆ

            หรือกระทั่งย้ายหินมาทับเท้าก็ยังอาจจะเทียบอันใดกันไม่ได้

            ไม่มีใครสนใจเขาอีกแล้ว บัดนี้สายตาของทุกคนล้วนแต่จับจ้องไปที่เฉินเจี๋ยอวี๋ ฮ่องเต้เองก็เช่นกัน

            ฮ่องเต้เวินที่เดิมทียังดูง่วงงุน ยามนี้กลับตื่นเต็มตาในทันใด

            เขาเป็นถึงฮ่องเต้ผู้เกรียงไกร

            บ้านเมืองและราษฎรเป็นสุขสงบ ก็มาจากความมุมานะของเขาเช่นกัน

            ทว่าบัดนี้เหตุการณ์ที่ราชวงศ์ก่อนๆ ยังไม่เคยปรากฏ ภาพทรราชที่กำลังยื้อยุดกับความตาย ยามนี้กลับมาปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา

            วันนี้เสียหนึ่งเมือง พรุ่งนี้สิ้นทั้งแว่นแคว้นอันใดกัน นี่ไม่ใช่การสาปแช่งให้แคว้นพินาศอยู่หรือ

            ใบหน้าและหูของฮ่องเต้พลันแดงเถือก ทั้งยังดูมีแววพิโรธราวกับเพลิงที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง ทว่าถึงกระนั้นเขาก็ไม่อาจบันดาลโทสะออกมาได้

            แคว้นเชินเป็นแคว้นแห่งพิธีการ เป็นแคว้นที่ล้วนแต่ได้ขุนนางเป็นผู้ปกครอง

            เว้นเสียแต่ว่าจะทำผิดร้ายแรง ความผิดอื่นใดเหล่าขุนนางล้วนไม่ต้องรับโทษประหาร เพียงลดระดับให้เหลือเพียงแค่เนรเทศเท่านั้น

            ทว่านายอำเภอตำแหน่งเล็กๆ ตรงหน้าเขา ทั้งยังเป็นนายอำเภอที่ถูกส่งไปประจำการอยู่ที่ทุ่งหญ้าป่าเถื่อนที่แทบไม่ต่างอันใดกับการโดนเนรเทศ

            เหล่าขุนนางพวกนี้ก็เกาะกลุ่มกันดีนัก หากเขาเอาแต่ระเบิดโทสะง่ายๆ คนพวกนี้ก็ยิ่งจะเร่เข้ามาร้องขอชีวิต ทั้งที่ความจริงคนที่พวกเขาร้องขอชีวิตมีแต่จะยิ่งตายเร็วกว่าเดิม ส่วนคนเหล่านั้นก็มีแต่จะยิ่งเลื่องชื่อ

            แน่นอนว่า ยามนี้ที่เขาเพียงจะเริ่มหายใจแรงเพราะโทสะ เหล่าขุนนางก็เริ่มเตรียมตัวจะออกหน้าแล้ว ทั้งยังไม่ใช่เพียงแค่คนสองคน แต่กลับออกมากันเป็นกลุ่มใหญ่

            บัดนี้ยังพากันคุกเข่า

            ฮ่องเต้ทอดพระเนตรคราหนึ่ง เหล่าขุนนางชุดหลากสีเหล่านี้เหมือนว่าชุดสีม่วงนั้นจะมีมากที่สุด กระทั่งอัครเสนาบดีของเขาก็คุกเข่าลงเช่นกัน

            “ฝ่าบาท ขุนนางชราเช่นกระหม่อมขอวิงวอน ขอฝ่าบาทโปรดออกพระบัญชาส่งทหารไปช่วยพวกเขาด้วยพ่ะย่ะค่ะ พื้นที่ทุ่งหญ้ารกร้างแม้จะห่างไกล ทว่าก็ยังเป็นดินแดนของแคว้นเชิน ราษฎรแม้จะป่าเถื่อน แต่ก็ยังเป็นราษฎรของแคว้นเชิน”

            “กระหม่อมเห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

            “กระหม่อมเห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

            “กระหม่อมเห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ” 

            ฮ่องเต้แคว้นเชินทอดพระเนตรมองเหล่าขุนนางที่พากันคุกเข่าลง ในใจพิโรธนัก

             เจ้าคนพวกนี้ยามพบตนก็ไม่เคยจะคุกเข่า ทว่าบัดนี้ยามคุกเข่าก็ยังทำหน้าราวกับว่าหากเขาไม่ตกลงก็จะยอมสละชีพอย่างไรอย่างนั้น ช่างน่าปวดหัวนัก

            ทั้งเขานั้นยังหวาดกลัวคนคุกเข่ามากที่สุด

            เรื่องที่กองทัพจิงบุกมายังพื้นที่ทุ่งหญ้าก็เป็นเรื่องหลายวันมาแล้ว ตอนนั้นเขาก็ยังอุตส่าห์ไปถามราชครูเป็นการส่วนตัว

            ทั้งที่เขาวางใจนัก กระทั่งพระธิดาผู้แสนฉลาดเฉลียวของเขาก็ยังบอกว่าไม่มีอันใด 

            ทุ่งหญ้าห่างไกลเดิมทีก็ถูกแคว้นจิงก่อกวนอยู่ตลอด คนแคว้นจิงก็ป่าเถื่อนนัก ทั้งสองแคว้นยังมีชายแดนติดต่อกัน จึงยากที่จะหลีกเลี่ยงเรื่องการกระทบกระทั่ง

            แต่ยามนี้ดูจากสภาพนายอำเภอที่นอนใกล้จะสิ้นใจอยู่ด้านล่างนี้ มันจะเพียงแค่น่าตกใจแต่ไม่มีอันตรายได้อย่างไร

            ขุนนางเหล่านี้ล้วนแต่ทะนุถนอมชีวิต

            เรื่องที่ทำให้เขารีบบึ่งมาอย่างไม่เสียดายชีวิตเช่นนี้ กล้าลั่นระฆัง และไม่กลัวตาย ทั้งยังกล้าแต่งกลอนตำหนิเขา นายอำเภอเฒ่าคนนี้ไม่คิดจะมีชีวิตอยู่ต่อแล้วหรือไร ย่อมเห็นได้ชัดว่ายามนี้ทุ่งหญ้าป่าเถื่อนคงจะย่ำแย่จนไม่อาจจะแย่ไปกว่านี้ได้แล้ว

            ฮ่องเต้พลันพิโรธขึ้นอีกครั้ง เขาเริ่มคิดถึงราชครูขึ้นมาอีกแล้ว ราชครูคนก่อนอย่างน้อยก็ยังไม่เคยเชื่อถือไม่ได้ถึงเพียงนี้

            ยามนี้เขาคงไม่อาจจะอธิบายกับเหล่าขุนนางว่าที่เขาไม่ส่งทหารไปเป็นเพราะราชครูน้อยกับองค์หญิงกล่าวว่าไม่มีกระไรกระมัง

            หากเขากล่าวเช่นนั้นคงได้โดนทั้งใต้หล้าหัวเราะเยาะเป็นแน่ ทว่าหากเขาส่งกองทัพไปตอนนี้ ก็เท่ากับว่ากำลังยกมือขึ้นตบหน้าตนเอง

            ก่อนหน้านี้เขายังบัญชาให้ส่งจดหมายไปติเตียนด่านชายแดน ทว่าบัดนี้เหล่าทหารชายแดนล้วนแต่ตายกันจนสิ้น

            ว่ากันตามจริงแล้วในใจเขายังคิดว่าโชคดีเสียด้วยซ้ำ ไม่แน่ว่าหากกองทัพจิงรบเสร็จแล้วก็อาจจะยกทัพกลับไปเองก็เป็นได้ ในอดีตก็เป็นเช่นนี้

            หากเขาส่งกองทัพออกไปสุ่มสี่สุ่มห้า อาจจะเป็นการดึงดูดกองทัพจิงให้มาที่นี่ก็เป็นได้

            แคว้นเชินนั้นให้ความสำคัญกับความรู้มากกว่าการต่อสู้ ตำแหน่งของขุนนางทหารจึงได้ต่ำต้อยนัก ทั้งตัวเขาเองก็ยังนึกสงสัยในความสามารถของขุนนางทหารมาโดยตลอด

            ดังนั้นเมื่อเห็นเหล่าขุนนางคนสำคัญพากันคุกเข่ากันเช่นนี้ ก็พลันรู้สึกขมปร่าจนกล่าวอันใดไม่ออก

            ในตอนนั้นผู้ตรวจการเย่หรงก็เดินออกมาอีกครั้ง

            เขาไม่ได้คุกเข่าลง เพียงยืนแล้วกราบทูลขึ้น “ทูลฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าหากจะให้ส่งกองทัพออกไปกะทันหันเช่นนี้ดูจะไม่เหมาะสม แคว้นจิงนั้นเป็นเพียงแคว้นเล็กๆ หากบุ่มบ่ามส่งกองทัพออกไป ย่อมแสดงให้เห็นถึงความไร้เมตตาของแคว้นใหญ่ กระหม่อมเห็นว่าควรส่งคนไปตำหนิฮ่องเต้แคว้นจิง หากตำหนิแล้วยังกำเริบเสิบสาน จึงค่อยส่งกองทัพของเราออกไปพ่ะย่ะค่ะ”

            ผู้ตรวจการเย่หรงยามออกมาก็ออกมาพร้อมกับเหล่าขุนนางคนอื่นๆ 

            คนในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นขุนนางอาวุโส

            เมื่อเย่หรงกล่าวจบ ชายที่นอนซมใกล้จะสิ้นชีพอยู่บนพื้นก็พลันกระอักเลือดออกมาคำโต จากนั้นจึงยันกายลุกขึ้นนั่ง มือสั่นเทาชี้หน้าเย่หรง แล้วตำหนิขึ้นอย่างเผ็ดร้อน “อนาคตของแคว้นเชินกำลังจะดับมอดลงด้วยน้ำมือของคนโฉดเช่นเจ้า”

            เมื่อกล่าวจบก็หมดสติล้มลงทันที

            เย่หรงที่เพิ่งจะโดนปรามาสพลันใบหน้าซีดขาว ทว่าแววตากลับดูชั่วร้ายยิ่งกว่าเดิม เขาก้มหน้าลงแล้วกราบทูลอีกครั้ง “กระหม่อมขอฝ่าบาทโปรดบัญชาให้ใต้เท้าเฉินเป็นผู้ส่งสารไปยังแคว้นจิงด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

            ฮ่องเต้เห็นขุนนางที่หมดสติล้มลงกับพื้นแล้วก็พลันตกใจ

            นิสัยของเขาค่อนข้างจะอ่อนโยน เช่นนั้นจึงทนมองเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้จริงๆ จึงได้รับสั่งให้คนพาใต้เท้าเฉินออกไปเสีย

            ส่วนเรื่องที่ผู้ตรวจการเย่หรงเพิ่งจะกล่าวมานั้น ก็ทำให้เหล่าขุนนางที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ต่างก็แหงนมองด้วยแววตาอาฆาต

            คนสารเลว สารเลวยิ่งนัก สารเลวเกินใคร

            นายอำเภอเฉินเสี่ยงตายมาส่งสาร เย่หรงถึงขั้นออกปากให้ใต้เท้าเฉินเป็นผู้ส่งสารตำหนิไปถวายฮ่องเต้แคว้นจิง ทว่าฮ่องเต้แคว้นจิงใช่คนที่จะตำหนิได้หรือ ว่ากันว่าเพื่อจะอภิเษกกับภรรยาของพี่ชาย เขาถึงขั้นลงมือฆ่าชายาและเหล่าพระสนมด้วยตนเอง

            เหล่าขุนนางอาวุโสที่ยืนอยู่หลังเย่หรง บัดนี้ก็ค่อยๆ ถอยไปด้านหลังกันเงียบๆ ให้พวกตนนั้นอยู่ห่างจากขุนนางตรงหน้าสักหน่อย

            เขาเห็นด้วยกับความเห็นของผู้ตรวจหารเย่หรง เพราะเขานั้นก็ไม่ได้คิดจะทำสงคราม เขาพอใจกับชีวิตสุขสงบของตนในปัจจุบันแล้ว

            ทว่าที่ผู้ตรวจการเย่กล่าวเช่นนี้ก็สามารถบ่งบอกได้ว่าคุณธรรมของเขามีปัญหา

            แม้เขาจะไม่คิดทำสงคราม ทว่ากลับรู้สึกเลื่อมใสนายอำเภอเฉินที่กลับมาส่งสารนัก

            ขุนนางทั้งหลายควรจะมีคุณธรรมเช่นนี้

            ฮ่องเต้มองคนที่ถูกส่งตัวออกไป พื้นหยกที่ยังสะท้อนแสงแวววาว ยามนี้กลับมีรอยเลือด รอยนั้นราวกับจะทะลุเข้ามาในดวงตาของตน

            สุดท้ายฮ่องเต้ก็ไม่ได้มีพระบัญชาให้ส่งกองทัพ หรือปฏิเสธจะไม่ส่งกองทัพ เพียงแค่ตรัสว่าค่อยมาหารือกันใหม่ แล้วจึงยกเลิกการประชุม

            เหล่าขุนนางด้านล่างในใจต่างก็บังเกิดความรู้สึกประหลาด ทว่าความรู้สึกที่มีก็คล้ายๆ กัน นั่นคือผิดหวังเหลือเกิน

            ช่างจิตใจโลเลนัก จะส่งหรือไม่ส่งทหาร เพียงตรัสออกมาสักคำก็สิ้นเรื่อง

            ในแคว้นเชิน ขุนนางวิพากษ์วิจารณ์สามารถทำได้อย่างเสรี

            เมื่อการประชุมจบลง ทุกตรอกซอกซอยก็พากันขับร้องบทกลอนของท่านนายอำเภอเฉิน

            กระทั่งหออู๋เปียนและเรือนหนานเฟิงก็เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกัน

            บทกลอนที่ทั้งสง่างามและแสนอาดูร

            แม่ทัพตายนับร้อย เหล่าผู้กล้าล้วนลาลับ 

            ราชสำนักมีหมื่นแสน ยังหัวร่อต่อกระซิก 

            กลางทุ่งหญ้าคนมอดม้วย แคว้นเชินไร้ทุ่งหญ้า 

            วันนี้เสียหนึ่งเมือง พรุ่งนี้สิ้นทั้งแคว้น

            เหล่าพ่อค้าต่างแดนที่ฟังแล้วไม่เข้าใจความหมายพลันดึงแขนเสี่ยวเอ้อในหอสุรามาถามไถ่ด้วยความสงสัย “นี่เป็นกลอนบทใหม่ที่องค์หญิงอีของพวกเจ้าประพันธ์หรือ ไฉนจึงได้รันทดถึงเพียงนี้”

            เสี่ยวเอ้อส่ายหน้าไปมา “ ไม่ใช่องค์หญิงขอรับ บทกวีที่องค์หญิงประพันธ์ล้วนเกี่ยวกับพิณหรือการชมคนงาม บทกวีที่เกี่ยวกับความกล้าหาญเช่นนี้ ใต้เท้าเฉินวีรบุรุษของพวกเราเป็นคนแต่งขึ้น”

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน