*เอี๊ยด...*
เสียงบานประตูใหญ่ของห้องโถงหลักคฤหาสน์ตระกูลหลินที่ทำจากไม้พยุงวิญญาณค่อย ๆ เปิดออกอย่างช้า ๆ เผยให้เห็นความโอ่อ่าอลังการภายในห้องโถงกว้างขวาง เสาหยกมังกรครามแปดต้นตั้งตระหง่านค้ำจุนหลังคาโดมทองคำ รอบด้านสลักอักขระค่ายกลป้องกันระดับสูงที่แผ่กลิ่นอายกดดันอันแสนเข้มข้นจนทำให้ผู้ที่ก้าวเข้ามาต่างรู้สึกหายใจติดขัด
บนแท่นประธานสูงสุดกึ่งกลางโถง ร่างของ ‘หลินเทียนหรง’ ประมุขตระกูลหลินคนปัจจุบันและบิดาของหลินเสวี่ยเหยานั่งสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้หยกสลัก แววตาของเขาคมกล้าดุจกระบี่ แผ่กลิ่นอายลมปราณสายฟ้าอันทรงพลังกดทับไปทั่วบริเวณ รอบตัวเขาขนาบข้างด้วยเหล่าผู้อาวุโสระดับสูงของตระกูลหลินอีกหลายสิบคน ซึ่งแต่ละคนล้วนมีสีหน้าบึ้งตึงและจ้องมองลงมายังทิศทางประตูด้วยสายตาเย็นชาไร้ไมตรี
“พาตัวหลีเฮงเข้ามา!” เสียงประกาศอันทรงพลังของผู้นำทางดังขึ้น
หลีเฮงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ปรับสีหน้าของตัวเองให้ดูสงบและสง่างามที่สุดเท่าที่จะทำได้ ชายหนุ่มเดินก้าวเข้าไปกึ่งกลางห้องโถงหลักอย่างช้า ๆ ภายใต้สายตานับสิบคู่ที่จ้องจับผิดประเมินเขาดุจจ้องมองแมลงตัวหนึ่ง
หลินเทียนหรงปัดสายตามองหลีเฮง แววตาแฝงไปด้วยกระแสเหยียดหยามอย่างรุนแรงเมื่อสัมผัสได้ถึงระดับลมปราณปราณฝึกหัด ขั้นกลาง อันแสนต่ำต้อยของอีกฝ่าย ประมุขตระกูลหลินแค่นเสียงหัวเราะเบา ๆ พลันกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำสะกดจิตวิญญาณ “ฮ่า ๆ ๆ... ที่แท้เจ้านี่เอง หลีเฮง ชายหนุ่มผู้สร้างข่าวลือไปทั่วสำนัก และใช้วิชาแปลกประหลาดรักษาพิษเหมันต์ให้บุตรสาวข้า ยามได้เห็นตัวจริง... ก็นับว่าเจ้ามีความกล้าหาญมิน้อยที่กล้าเหยียบเท้าเข้ามาถึงนครหลวงแห่งนี้ ทั้งที่เป็นเพียงขยะ Rank F พรสวรรค์ระดับล่างสุดของแผ่นดิน”
คำพูดของประมุขตระกูลหลินภายนอกฟังดูคล้ายเป็นคำชื่นชมในความกล้าหาญ ทว่ากระแสเสียงและคำประชดประชันประโยคหลังกลับเป็นการเหยียดหยามและตอกย้ำความไร้ค่าของหลีเฮงต่อหน้าผู้อาวุโสทั้งโถงอย่างชัดเจน เหล่าผู้อาวุโสต่างพากันส่งเสียงหึในลำคอพรางพยักหน้าเห็นพ้อง
“แต่ตระกูลหลินของเราเป็นตระกูลใหญ่ผู้ผดุงธรรมและยึดถือขุมกำลังเป็นหลัก หากเจ้าคิดจะคบหาหรือยืนเคียงข้างบุตรสาวระดับ SSS ของข้าเช่นเสวี่ยเหยา เจ้าต้องผ่านบททดสอบสี่ข้อที่ข้าจัดเตรียมไว้ให้ได้เสียก่อน ไม่อย่างนั้น... จงไสหัวออกไปจากเมืองหลวงเสียแต่ยามนี้!” หลินเทียนหรงกล่าวพรางแสยะยิ้มกึ่งสมเพช
ในใจของประมุขหลินและผู้อาวุโสทุกคนนั้นต่างรู้ดีว่า ข้อเสนอและเงื่อนไขเหล่านี้เป็นสิ่งที่ ‘เป็นไปไม่ได้’ สำหรับผู้ฝึกตนที่มีพรสวรรค์ขยะ Rank F ดินแดนเช่นหลีเฮง พวกเขาเพียงสร้างข้ออ้างเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อบีบบังคับให้หลีเฮงถอนตัวไปเองด้วยความอับอายและไร้ความสามารถ
ทว่าก่อนที่หลินเทียนหรงจะทันได้เอ่ยเงื่อนไขเหล่านั้นออกมา หลีเฮงกลับก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ประสานมือทั้งสองเข้าด้วยกันพรางเอ่ยขึ้นเสียงดังฟังชัดด้วยความมั่นใจเกินร้อย “เรียนท่านประมุขหลิน! ไม่ว่าเงื่อนไขทั้งสี่ข้อจะเป็นเช่นไร ข้าหลีเฮงขอน้อมรับไว้ทั้งหมดโดยไม่มีการโต้แย้ง! เพื่อเสวี่ยเหยาแล้ว ต่อให้ต้องลุยน้ำไฟหรือเผชิญหน้ากับพญามัจจุราช ข้าก็ไม่มีวันถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว!”
คำพูดอันแสนอาจหาญและเปี่ยมไปด้วยความเป็นลูกผู้ชายของหลีเฮงทำให้ทุกคนในห้องโถงชะงักงัน หลินเสวี่ยเหยาที่เพิ่งเดินทางตามเข้ามาถึงโถงหลักเบิกตากว้าง ใบหน้างดงามฉายแววกังวลและตกใจสุดขีด นางรีบก้าวเข้ามาดึงแขนเสื้อเขาพรางกระซิบเสียงเครือ “หลีเฮง! เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? เจ้ารับปากโดยที่ยังไม่รู้เงื่อนไขเลยเนี่ยนะ? หากท่านพ่อสั่งให้เจ้าไปตาย หรือบุกเข้าแดนต้องห้ามระดับภัยพิบัติ เจ้าจะทำอย่างไร!”
หลินเทียนหรงหัวเราะฮ่า ๆ ขัดจังหวะน้ำเสียงเข้ม “เสวี่ยเหยาเอ๋ย... พ่อหาใช่คนใจร้ายใจดำที่จะสั่งให้คนไม่มีพลังยุทธ์ไปตายอย่างไร้ค่าเช่นนั้นไม่ ทว่าความอยู่รอดของเขาล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวเขาเองทั้งสิ้น... เอาล่ะ เงื่อนไขข้อแรกของข้า”
ประมุขหลินเว้นจังหวะพรางจ้องหลีเฮงเขม็ง แววตาเต็มไปด้วยประกายท้าทาย “เจ้าต้องยกระดับและเปลี่ยนระดับพรสวรรค์กำเนิดของตัวเองจาก Rank F สู่ Rank D ให้ได้ภายในระยะเวลา 1 ปีนับจากนี้!”
เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเสียดสีอย่างรุนแรง “ข้ารู้ดีว่าในหน้าประวัติศาสตร์ดินแดนนี้ พรสวรรค์กำเนิดถูกกำหนดมาแต่กำเนิด แทบไม่เคยมีมนุษย์คนใดสามารถปรับเปลี่ยนระดับพรสวรรค์ Rank F ขยะให้สูงขึ้นเป็น Rank D ได้เลยสักครั้ง ทว่าในเมื่อเจ้ากล่าวอ้างว่าตัวเองวิเศษนัก ข้าก็จะให้โอกาสเจ้า... หากก้าวแรกที่แทบจะเป็นไปไม่ได้นี้เจ้าทำสำเร็จ ข้าถึงจะยอมชี้แจงเงื่อนไขข้อที่สองแก่เจ้า!”
สิ้นประโยค เหล่าผู้อาวุโสต่างพากันอมยิ้มและกระซิบกระซาบด้วยความขบขัน พวกเขาคิดว่าหลีเฮงจะต้องแสดงสีหน้าหวาดวิตกหรือคุกเข่าร้องขอความเห็นใจเป็นแน่ เพราะการเปลี่ยนระดับพรสวรรค์กำเนิดเป็นสิ่งที่ฝืนกฎเกณฑ์สวรรค์อย่างถึงที่สุด คนในตระกูลหลินและเมืองหลวงต่างไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า หลีเฮงได้ทำการยกระดับขึ้นเป็น Rank D ตั้งแต่ตอนรักษาบำเพ็ญคู่ในบทก่อน ๆ แล้ว!
หลีเฮงทำสีหน้าแปลกประหลาด ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพรางอมยิ้มบาง ๆ “เรียนท่านประมุข... 1 ปีงั้นหรือครับ? ข้าเกรงว่ามันจะนานเกินไป ข้าไม่ต้องใช้เวลาถึง 1 ปี หรือแม้แต่ 1 วันหรอกครับ”
หลินเทียนหรงขมวดคิ้ว แววตาเริ่มฉายกระแสโทสะ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร? คิดจะล้อเล่นกับข้าในห้องโถงศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้รึ!”
“เปล่าครับ... ความจริงก็คือ ยามนี้ข้าได้เลื่อนระดับพรสวรรค์เป็น Rank D เรียบร้อยแล้วครับ” หลีเฮงเอ่ยตอบหน้าตาเฉย
เกิดความเงียบกริบขึ้นชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงหัวเราะอย่างรบกวนของเหล่าผู้อาวุโสจะระเบิดดังลั่นไปทั่วห้องโถง
“ฮ่า ๆ ๆ! เจ้าขยะนี่มันเสียสติไปแล้วรึอย่างไร!”
“อวดอ้างหน้าตายเชียวนะ! ระดับพรสวรรค์เปลี่ยนกันง่าย ๆ ดั่งสลับเสื้อผ้าปานนั้นเชียวรึ!”
“ช่างสามหาวนัก! กล้าโป้ปดต่อหน้าประมุขตระกูลหลิน!”
หลินเทียนหรงหน้าซีดเผือดด้วยความโกรธเกรี้ยวพรางตบโต๊ะหยกดังสนั่น “สามหาว! เจ้ากล้าโป้ปดมดเท็จเพื่อเอาตัวรอดรึ! คิดว่าข้าจะหลงกลคำลวงของเจ้าง่าย ๆ หรืออย่างไร!”
หลีเฮงเพียงยักไหล่พรางชี้ไปยังทิศทางด้านข้าง “ในเมื่อท่านประมุขไม่เชื่อ... ตระกูลหลินอันยิ่งใหญ่ก็ย่อมต้องมี ‘ศิลาตรวจสอบระดับวิญญาณและพรสวรรค์’ ประจำตระกูลอยู่แล้ว เหตุใดไม่นำมาให้ข้าทดสอบดูเล่าครับ หากข้าโกหก ท่านค่อยลงโทษข้าก็ยังไม่สาย”
หลินเทียนหรงกัดฟันกรอด แววตาประกายสั่นไหวด้วยความโมโห “ดี! ในเมื่อเจ้ารนหาที่ตายและอยากให้ความอับอายปรากฏแก่สายตาทุกคน ข้าก็จะจัดให้! ผู้นำทาง... ไปนำศิลาตรวจสอบมา!”
ชั่วครู่ต่อมา ศิลาตรวจสอบระดับพรสวรรค์ขนาดใหญ่ที่ทำจากคริสตัลวิญญาณสีขาวหม่นก็ถูกนำมาวางกึ่งกลางโถง ศิลานี้จะส่องแสงสีขาวสำหรับ Rank F, สีเหลืองสำหรับ Rank E, และแสงสีเขียวเปล่งปลั่งสำหรับ Rank D ขึ้นไป
“แตะมันซะ!” หลินเทียนหรงสั่งการเสียงเฉียบขาด “หากแสงสีขาว Rank F ปรากฏขึ้น ข้าจะหักขาของเจ้าและโยนออกไปนอกคฤหาสน์ทันที!”
หลีเฮงยิ้มกริ่มพรางก้าวเข้าไปยืนประจันหน้ากับศิลาคริสตัล ชายหนุ่มสวมถุงมือเซียนนวดสีทองสะท้อนแสงพลันวางฝ่ามือลงบนผิวสัมผัสอันเย็นเฉียบของศิลาตรวจสอบโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
*วิ้งงงงงงงง!*
เสียงสั่นสะเทือนจาง ๆ ของคริสตัลวิญญาณดังขึ้น ก่อนที่แสงสว่างสีเขียวชอุ่มเข้มข้นจะส่องประกายวาบเจิดจรัสพวยพุ่งออกมาจากแกนกลางศิลา แสงสีเขียวสว่างไสวชโลมทับร่างของหลีเฮงและห้องโถงหลักจนสว่างจ้า ตัวอักษรลมปราณโบราณสีทองกะพริบถี่ ๆ แสดงผลลัพธ์สุดท้ายเด่นชัดสะดุดตาทุกผู้คน... **[Rank D - นักนวดบำบัด]**
เสียงหัวเราะของเหล่าผู้อาวุโสพลันหยุดชะงักลงราวกับถูกบีบคอ!
ความเงียบงันปานป่าช้าเข้าครอบงำห้องโถงหลักในทันที ผู้อาวุโสทุกคนเบิกตากว้างอ้าปากค้างจนกรามแทบค้าง จ้องมองแสงสีเขียวของ Rank D สลับกับใบหน้ายิ้มกะล่อนของหลีเฮงดั่งเห็นผี
“บ้าน่า... นี่มันแสงสีเขียว... Rank D จริง ๆ รึนี่!”
“เป็นไปได้อย่างไรกัน! ขยะ Rank F สามารถยกระดับเป็น Rank D ได้จริง ๆ หรือ! ฝืนกฎเกณฑ์ธรรมชาติเกินไปแล้ว!”
หมอเกา ยอดแพทย์ประจำตระกูลที่ยืนดูอยู่ข้างแท่นประมุขถึงกับขยี้ตาตัวเองหลายครั้ง ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความเหลือเชื่อเพราะในประวัติศาสตร์การแพทย์ไม่เคยมีบันทึกเคสเช่นนี้มาก่อน
หลินเทียนหรงจ้องมองศิลาคริสตัลสีเขียวด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวสลับซีดเผือด ในหัวของประมุขตระกูลหลินเต็มไปด้วยความสับสนและตื่นตะลึง แผนการที่เขาเตรียมไว้เพื่อขจัดหลีเฮงออกไปตั้งแต่ก้าวแรกกลับพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง เพราะเงื่อนไขที่แทบเป็นไปไม่ได้นั้น หลีเฮงกลับทำสำเร็จไปเรียบร้อยแล้วก่อนจะก้าวเข้าเมืองหลวงเสียอีก!
หลังจากผ่านความอับอายและตกตะลึงอยู่นาน หลินเทียนหรงพ่นลมหายใจยาว กระแอมกระไอแก้เขินพรางปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมตามเดิม “อะแฮ่ม... ก็นับว่าเจ้าพอจะมีโชคชะตาและเคล็ดวิชาลับอยู่บ้าง จึงสามารถทะลวงข้อจำกัดสวรรค์ขึ้นสู่ Rank D ได้... ดี! ถือว่าเจ้าผ่านเงื่อนไขข้อแรกของข้า!”
ประมุขตระกูลหลินเคาะนิ้วลงบนพนักเก้าอี้ แววตากลับมาเย็นชาและฉายรังสีสังหารจาง ๆ “ทว่า... เงื่อนไขข้อที่สองจะไม่มีทางง่ายดายเช่นนี้แน่ ในวิถีแห่งการต่อสู้และความเป็นความตาย ร่างกายของเจ้าต้องพิสูจน์ว่าแข็งแกร่งพอจะทนรับแรงกระแทกจากผู้ฝึกตนระดับสูงได้”
เขายื่นคำเสนอที่โหดเหี้ยมทันที “เงื่อนไขข้อที่สอง... ข้าจะให้ยอดฝีมือระดับสูงของตระกูลหลินที่มีระดับลมปราณ ‘ปราณนักสู้ ขั้นสูง’ จำนวน 3 คน ทำการลงมือจู่โจมเจ้าพร้อมกัน โดยที่เจ้าห้ามทำการตอบโต้หรือหลบหลีกแม้แต่กระบวนท่าเดียว! หากเจ้าสามารถประคองร่างทนรับพลังฝีมือของพวกเขาทั้ง 3 คนได้ครบ 10 กระบวนท่าโดยไม่ตาย... ข้าจึงจะถือว่าเจ้าผ่านเงื่อนไขข้อนี้!”
“ท่านพ่อ!” หลินเสวี่ยเหยาร้องลั่นพร้อมน้ำตาที่เอ่อล้นคลอปริ่มดวงตาคู่สวย ร่างของนางสั่นระริกด้วยความกลัวและความโกรธ “ยอดฝีมือระดับปราณนักสู้ ขั้นสูง สามคน รุมโจมตีผู้ฝึกตนที่มีระดับลมปราณเพียงปราณฝึกหัด ขั้นกลาง โดยห้ามป้องกันหรือหลบหลีกเนี่ยนะเจ้าคะ! นี่มันไม่ใช่การทดสอบแล้ว... ท่านพ่อตั้งใจจะฆ่าเขาให้ตายคามือเลยใช่ไหม!”
นางไม่ฟังคำทัดทานใด ๆ รีบวิ่งวาบเข้าไปยืนกางปีกปกป้องอยู่เบื้องหน้าของหลีเฮงทันที แผ่รังสีไอเย็นเหมันต์ระดับ SSS ออกมากดดันยอดฝีมือทั้งสามที่ขยับก้าวเข้ามา “หากคิดจะลงมือกับเขา ก็ต้องผ่านศพข้าไปก่อน!”
ยอดฝีมือระดับปราณนักสู้ ขั้นสูง ทั้งสามคนของตระกูลหลินชะงักงันพลันทำสีหน้าลำบากใจ พวกเขาหันไปมองประมุขหลินสลับกับคุณหนูใหญ่ที่พวกตนเคารพรักอย่างทำตัวไม่ถูก
หลินเทียนหรงขมวดคิ้วเดือดดาล “เสวี่ยเหยา! ถอยออกไป! นี่คือเรื่องระหว่างลูกผู้ชาย หากเขาต้องการตัวเจ้า เขาก็ต้องก้าวออกมารับมันด้วยตัวเอง ไม่ใช่คอยหลบอยู่หลังลูกสาวของข้าตลอดเวลา!”
ขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด หลีเฮงกลับทำสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง ชายหนุ่มเอื้อมมืออุ่นสวมถุงมือเซียนนวดสีทองจับไหล่บางของหลินเสวี่ยเหยาอย่างนุ่มนวล ก่อนจะดึงร่างระหงของนางให้ถอยมาอยู่ด้านหลังของตนเอง หลีเฮงสบตากับดวงตาที่เอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตาของนางพรางส่งยิ้มอ่อนโยนอันแสนอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
“เสวี่ยเหยา... ถอยออกไปเถอะ ยืนอยู่ตรงข้างลานประลองนี้คอยดูข้าก็พอ” หลีเฮงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและแสนฮีโร่ “ในฐานะลูกผู้ชาย ข้าไม่มีวันยอมให้สตรีของข้าต้องออกมารับหมัดรับเคราะห์แทนข้าเป็นอันขาด... ขอเพียงเจ้ายืนดูข้าอยู่ใกล้ ๆ ตรงนี้ (ในระยะรัศมีสิบเมตรเพื่อเปิดใช้เกราะคุ้มกันเมียรักขั้นสูงสุด) ข้าสัญญาว่าข้าจะปลอดภัย 100% และไม่มีวันเป็นอะไรแน่นอน... เชื่อมั่นในตัวข้านะ”
ในใจของหลีเฮงแอบกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก: *‘โอ๊ยยย! ยอดรักของข้า เจ้าห้ามเดินไปไหนไกลเด็ดขาดนะ! ยืนอยู่ตรงขอบสนามนี้แหละดีที่สุดแล้ว เพราะถ้าเจ้าเดินหนีไปไกลเกินระยะ 10 เมตร เกราะคุ้มกันปราณเมียรัก ‘หลบหลังสตรี ขั้น 2’ ของข้าจะหยุดทำงานทันที! ยืนอยู่ใกล้ ๆ เป็นแบตเตอรี่ชาร์จบาเรียให้ข้าทีเถอะเจ้าค่ะ!’*
หลินเสวี่ยเหยาจ้องมองใบหน้าอันแสนเด็ดเดี่ยวและมั่นคงของหลีเฮง นางรู้สึกถึงความอบอุ่นและหัวใจของชายหนุ่มที่ยอมเผชิญหน้ากับความตายเพื่อรักษาเกียรติของนาง หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มเนียน นางพยักหน้ารับคำเบา ๆ “ข้าเชื่อใจเจ้า... ข้าจะคอยเฝ้าดูเจ้าอยู่ตรงนี้ไม่ห่างไปไหน”
นางยอมเดินเลี่ยงออกไปยืนอยู่บริเวณขอบลานประลองห่างจากหลีเฮงเพียงไม่กี่ก้าว ซึ่งอยู่ในรัศมีพลังงานคุ้มกันของระบบอย่างพอเหมาะพอเจาะ
หลินเทียนหรงที่เฝ้ามองภาพเบื้องหน้าแอบสะท้านในใจอย่างเงียบ ๆ ‘เด็กหนุ่มคนนี้... แม้จะอ่อนแอและมีระดับพลังยุทธ์ต่ำต้อย ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยเกียรติยศและหัวใจของลูกผู้ชายอย่างแท้จริง ถึงขนาดกล้าสั่งให้เสวี่ยเหยาถอยไปและเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับปราณนักสู้ ขั้นสูง สามคนเพียงลำพังเพื่อปกป้องเกียรติของนาง... ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก’
เหล่าผู้อาวุโสและยอดฝีมือรอบด้านต่างพากันมองหลีเฮงด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากความเหยียดหยามแปรเปลี่ยนเป็นความเคารพในความกล้าหาญระดับยอมสละชีพ
หลีเฮงไม่รอช้า ชายหนุ่มเดินเข้าไปกึ่งกลางลานประลองโถงหลักพรางทิ้งตัวนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นหินอ่อนอย่างสงบนิ่ง สองตาหลับลงคล้ายเข้าสู่ความว่างเปล่า ดุจยอดคนผู้ไม่แยแสต่อภยันตรายใด ๆ ในโลกหล้า (แต่ในความเป็นจริงในหัวสมองของหลีเฮงยามนี้กำลังสั่งการระบบให้กางเกราะบาเรียคุ้มกันสีชมพูทองครามล้อมรอบตัวแน่นหนาที่สุดเท่าที่จะทำได้)
“เชิญพี่ยอดฝีมือทั้งสามลงมือได้เลยครับ... ข้าหลีเฮงพร้อมแล้ว” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบพรางผายมือ
ยอดฝีมือระดับปราณนักสู้ ขั้นสูง ทั้งสามคนก้าวเข้ามาล้อมรอบตัวเขา ทว่าในดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความลังเลและลำบากใจ พวกเขารู้จักคุณหนูใหญ่หลินเสวี่ยเหยามาแต่เยาว์วัย และเห็นชัดเจนว่านางรักชายหนุ่มผู้นี้มากเพียงใด หากพวกเขาสามคนลงมือหนักเกินไปจนหลีเฮงต้องตายลงไปต่อหน้าต่อตานาง คุณหนูใหญ่คงจะหัวใจสลายและไม่มีวันให้อภัยพวกตนไปตลอดชีวิต ทว่าพวกเขาก็ไม่อาจขัดขืนคำสั่งอันเด็ดขาดของประมุขตระกูลได้
ประมุขหลินหลับตาลงช้า ๆ พรางถอนหายใจในใจอย่างอาลัย ‘หลีเฮงเอ๋ย... เจ้าเป็นเด็กหนุ่มที่ดีและมีความกล้าหาญยิ่ง ทว่าในโลกที่เหี้ยมโหดนี้ ลำพังเพียงความกล้าหาญไม่อาจปกป้องคนที่รักได้ เจ้ากับลูกสาวข้าช่างห่างชั้นกันเกินไปนัก... หวังว่าเจ้าจะรอดชีวิตไปได้...’
ยอดฝีมือทั้งสามสูดลมหายใจเข้าลึก โคจรลมปราณระดับปราณนักสู้ ขั้นสูง เต็มเปี่ยมจนผิวกายส่องประกายแสงปราณสีฟ้าคราม สองมือของพวกเขาขยับวูบวาบแปรเปลี่ยนเป็นท่าฝ่ามือเหล็กกล้าที่แฝงไปด้วยแรงทำลายล้างหินผา พุ่งฝ่าทะลวงอากาศเข้าใส่จุดตายบริเวณหน้าอก แผ่นหลัง และศีรษะของหลีเฮงพร้อมกันอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ
ขณะที่ฝ่ามือทรงพลังทั้งสามกำลังจะปะทะเข้ากับร่างกายของหลีเฮงในระยะประชิดชวนหวาดเสียวนั้นเอง...
- จบบทที่ 34 -