เกิดใหม่ทั้งที ข้ามีระบบเทพแมงดา (NC ฮาเร็ม)

    ตอนที่ 34 บททดสอบของลูกผู้ชาย


    *เอี๊ยด...*


    เสียงบานประตูใหญ่ของห้องโถงหลักคฤหาสน์ตระกูลหลินที่ทำจากไม้พยุงวิญญาณค่อย ๆ เปิดออกอย่างช้า ๆ เผยให้เห็นความโอ่อ่าอลังการภายในห้องโถงกว้างขวาง เสาหยกมังกรครามแปดต้นตั้งตระหง่านค้ำจุนหลังคาโดมทองคำ รอบด้านสลักอักขระค่ายกลป้องกันระดับสูงที่แผ่กลิ่นอายกดดันอันแสนเข้มข้นจนทำให้ผู้ที่ก้าวเข้ามาต่างรู้สึกหายใจติดขัด


    บนแท่นประธานสูงสุดกึ่งกลางโถง ร่างของ ‘หลินเทียนหรง’ ประมุขตระกูลหลินคนปัจจุบันและบิดาของหลินเสวี่ยเหยานั่งสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้หยกสลัก แววตาของเขาคมกล้าดุจกระบี่ แผ่กลิ่นอายลมปราณสายฟ้าอันทรงพลังกดทับไปทั่วบริเวณ รอบตัวเขาขนาบข้างด้วยเหล่าผู้อาวุโสระดับสูงของตระกูลหลินอีกหลายสิบคน ซึ่งแต่ละคนล้วนมีสีหน้าบึ้งตึงและจ้องมองลงมายังทิศทางประตูด้วยสายตาเย็นชาไร้ไมตรี


    “พาตัวหลีเฮงเข้ามา!” เสียงประกาศอันทรงพลังของผู้นำทางดังขึ้น


    หลีเฮงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ปรับสีหน้าของตัวเองให้ดูสงบและสง่างามที่สุดเท่าที่จะทำได้ ชายหนุ่มเดินก้าวเข้าไปกึ่งกลางห้องโถงหลักอย่างช้า ๆ ภายใต้สายตานับสิบคู่ที่จ้องจับผิดประเมินเขาดุจจ้องมองแมลงตัวหนึ่ง


    หลินเทียนหรงปัดสายตามองหลีเฮง แววตาแฝงไปด้วยกระแสเหยียดหยามอย่างรุนแรงเมื่อสัมผัสได้ถึงระดับลมปราณปราณฝึกหัด ขั้นกลาง อันแสนต่ำต้อยของอีกฝ่าย ประมุขตระกูลหลินแค่นเสียงหัวเราะเบา ๆ พลันกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำสะกดจิตวิญญาณ “ฮ่า ๆ ๆ... ที่แท้เจ้านี่เอง หลีเฮง ชายหนุ่มผู้สร้างข่าวลือไปทั่วสำนัก และใช้วิชาแปลกประหลาดรักษาพิษเหมันต์ให้บุตรสาวข้า ยามได้เห็นตัวจริง... ก็นับว่าเจ้ามีความกล้าหาญมิน้อยที่กล้าเหยียบเท้าเข้ามาถึงนครหลวงแห่งนี้ ทั้งที่เป็นเพียงขยะ Rank F พรสวรรค์ระดับล่างสุดของแผ่นดิน”


    คำพูดของประมุขตระกูลหลินภายนอกฟังดูคล้ายเป็นคำชื่นชมในความกล้าหาญ ทว่ากระแสเสียงและคำประชดประชันประโยคหลังกลับเป็นการเหยียดหยามและตอกย้ำความไร้ค่าของหลีเฮงต่อหน้าผู้อาวุโสทั้งโถงอย่างชัดเจน เหล่าผู้อาวุโสต่างพากันส่งเสียงหึในลำคอพรางพยักหน้าเห็นพ้อง


    “แต่ตระกูลหลินของเราเป็นตระกูลใหญ่ผู้ผดุงธรรมและยึดถือขุมกำลังเป็นหลัก หากเจ้าคิดจะคบหาหรือยืนเคียงข้างบุตรสาวระดับ SSS ของข้าเช่นเสวี่ยเหยา เจ้าต้องผ่านบททดสอบสี่ข้อที่ข้าจัดเตรียมไว้ให้ได้เสียก่อน ไม่อย่างนั้น... จงไสหัวออกไปจากเมืองหลวงเสียแต่ยามนี้!” หลินเทียนหรงกล่าวพรางแสยะยิ้มกึ่งสมเพช


    ในใจของประมุขหลินและผู้อาวุโสทุกคนนั้นต่างรู้ดีว่า ข้อเสนอและเงื่อนไขเหล่านี้เป็นสิ่งที่ ‘เป็นไปไม่ได้’ สำหรับผู้ฝึกตนที่มีพรสวรรค์ขยะ Rank F ดินแดนเช่นหลีเฮง พวกเขาเพียงสร้างข้ออ้างเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อบีบบังคับให้หลีเฮงถอนตัวไปเองด้วยความอับอายและไร้ความสามารถ


    ทว่าก่อนที่หลินเทียนหรงจะทันได้เอ่ยเงื่อนไขเหล่านั้นออกมา หลีเฮงกลับก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ประสานมือทั้งสองเข้าด้วยกันพรางเอ่ยขึ้นเสียงดังฟังชัดด้วยความมั่นใจเกินร้อย “เรียนท่านประมุขหลิน! ไม่ว่าเงื่อนไขทั้งสี่ข้อจะเป็นเช่นไร ข้าหลีเฮงขอน้อมรับไว้ทั้งหมดโดยไม่มีการโต้แย้ง! เพื่อเสวี่ยเหยาแล้ว ต่อให้ต้องลุยน้ำไฟหรือเผชิญหน้ากับพญามัจจุราช ข้าก็ไม่มีวันถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว!”


    คำพูดอันแสนอาจหาญและเปี่ยมไปด้วยความเป็นลูกผู้ชายของหลีเฮงทำให้ทุกคนในห้องโถงชะงักงัน หลินเสวี่ยเหยาที่เพิ่งเดินทางตามเข้ามาถึงโถงหลักเบิกตากว้าง ใบหน้างดงามฉายแววกังวลและตกใจสุดขีด นางรีบก้าวเข้ามาดึงแขนเสื้อเขาพรางกระซิบเสียงเครือ “หลีเฮง! เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? เจ้ารับปากโดยที่ยังไม่รู้เงื่อนไขเลยเนี่ยนะ? หากท่านพ่อสั่งให้เจ้าไปตาย หรือบุกเข้าแดนต้องห้ามระดับภัยพิบัติ เจ้าจะทำอย่างไร!”


    หลินเทียนหรงหัวเราะฮ่า ๆ ขัดจังหวะน้ำเสียงเข้ม “เสวี่ยเหยาเอ๋ย... พ่อหาใช่คนใจร้ายใจดำที่จะสั่งให้คนไม่มีพลังยุทธ์ไปตายอย่างไร้ค่าเช่นนั้นไม่ ทว่าความอยู่รอดของเขาล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวเขาเองทั้งสิ้น... เอาล่ะ เงื่อนไขข้อแรกของข้า”


    ประมุขหลินเว้นจังหวะพรางจ้องหลีเฮงเขม็ง แววตาเต็มไปด้วยประกายท้าทาย “เจ้าต้องยกระดับและเปลี่ยนระดับพรสวรรค์กำเนิดของตัวเองจาก Rank F สู่ Rank D ให้ได้ภายในระยะเวลา 1 ปีนับจากนี้!”


    เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเสียดสีอย่างรุนแรง “ข้ารู้ดีว่าในหน้าประวัติศาสตร์ดินแดนนี้ พรสวรรค์กำเนิดถูกกำหนดมาแต่กำเนิด แทบไม่เคยมีมนุษย์คนใดสามารถปรับเปลี่ยนระดับพรสวรรค์ Rank F ขยะให้สูงขึ้นเป็น Rank D ได้เลยสักครั้ง ทว่าในเมื่อเจ้ากล่าวอ้างว่าตัวเองวิเศษนัก ข้าก็จะให้โอกาสเจ้า... หากก้าวแรกที่แทบจะเป็นไปไม่ได้นี้เจ้าทำสำเร็จ ข้าถึงจะยอมชี้แจงเงื่อนไขข้อที่สองแก่เจ้า!”


    สิ้นประโยค เหล่าผู้อาวุโสต่างพากันอมยิ้มและกระซิบกระซาบด้วยความขบขัน พวกเขาคิดว่าหลีเฮงจะต้องแสดงสีหน้าหวาดวิตกหรือคุกเข่าร้องขอความเห็นใจเป็นแน่ เพราะการเปลี่ยนระดับพรสวรรค์กำเนิดเป็นสิ่งที่ฝืนกฎเกณฑ์สวรรค์อย่างถึงที่สุด คนในตระกูลหลินและเมืองหลวงต่างไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า หลีเฮงได้ทำการยกระดับขึ้นเป็น Rank D ตั้งแต่ตอนรักษาบำเพ็ญคู่ในบทก่อน ๆ แล้ว!


    หลีเฮงทำสีหน้าแปลกประหลาด ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพรางอมยิ้มบาง ๆ “เรียนท่านประมุข... 1 ปีงั้นหรือครับ? ข้าเกรงว่ามันจะนานเกินไป ข้าไม่ต้องใช้เวลาถึง 1 ปี หรือแม้แต่ 1 วันหรอกครับ”


    หลินเทียนหรงขมวดคิ้ว แววตาเริ่มฉายกระแสโทสะ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร? คิดจะล้อเล่นกับข้าในห้องโถงศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้รึ!”


    “เปล่าครับ... ความจริงก็คือ ยามนี้ข้าได้เลื่อนระดับพรสวรรค์เป็น Rank D เรียบร้อยแล้วครับ” หลีเฮงเอ่ยตอบหน้าตาเฉย


    เกิดความเงียบกริบขึ้นชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงหัวเราะอย่างรบกวนของเหล่าผู้อาวุโสจะระเบิดดังลั่นไปทั่วห้องโถง

    “ฮ่า ๆ ๆ! เจ้าขยะนี่มันเสียสติไปแล้วรึอย่างไร!”

    “อวดอ้างหน้าตายเชียวนะ! ระดับพรสวรรค์เปลี่ยนกันง่าย ๆ ดั่งสลับเสื้อผ้าปานนั้นเชียวรึ!”

    “ช่างสามหาวนัก! กล้าโป้ปดต่อหน้าประมุขตระกูลหลิน!”


    หลินเทียนหรงหน้าซีดเผือดด้วยความโกรธเกรี้ยวพรางตบโต๊ะหยกดังสนั่น “สามหาว! เจ้ากล้าโป้ปดมดเท็จเพื่อเอาตัวรอดรึ! คิดว่าข้าจะหลงกลคำลวงของเจ้าง่าย ๆ หรืออย่างไร!”


    หลีเฮงเพียงยักไหล่พรางชี้ไปยังทิศทางด้านข้าง “ในเมื่อท่านประมุขไม่เชื่อ... ตระกูลหลินอันยิ่งใหญ่ก็ย่อมต้องมี ‘ศิลาตรวจสอบระดับวิญญาณและพรสวรรค์’ ประจำตระกูลอยู่แล้ว เหตุใดไม่นำมาให้ข้าทดสอบดูเล่าครับ หากข้าโกหก ท่านค่อยลงโทษข้าก็ยังไม่สาย”


    หลินเทียนหรงกัดฟันกรอด แววตาประกายสั่นไหวด้วยความโมโห “ดี! ในเมื่อเจ้ารนหาที่ตายและอยากให้ความอับอายปรากฏแก่สายตาทุกคน ข้าก็จะจัดให้! ผู้นำทาง... ไปนำศิลาตรวจสอบมา!”


    ชั่วครู่ต่อมา ศิลาตรวจสอบระดับพรสวรรค์ขนาดใหญ่ที่ทำจากคริสตัลวิญญาณสีขาวหม่นก็ถูกนำมาวางกึ่งกลางโถง ศิลานี้จะส่องแสงสีขาวสำหรับ Rank F, สีเหลืองสำหรับ Rank E, และแสงสีเขียวเปล่งปลั่งสำหรับ Rank D ขึ้นไป


    “แตะมันซะ!” หลินเทียนหรงสั่งการเสียงเฉียบขาด “หากแสงสีขาว Rank F ปรากฏขึ้น ข้าจะหักขาของเจ้าและโยนออกไปนอกคฤหาสน์ทันที!”


    หลีเฮงยิ้มกริ่มพรางก้าวเข้าไปยืนประจันหน้ากับศิลาคริสตัล ชายหนุ่มสวมถุงมือเซียนนวดสีทองสะท้อนแสงพลันวางฝ่ามือลงบนผิวสัมผัสอันเย็นเฉียบของศิลาตรวจสอบโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย


    *วิ้งงงงงงงง!*


    เสียงสั่นสะเทือนจาง ๆ ของคริสตัลวิญญาณดังขึ้น ก่อนที่แสงสว่างสีเขียวชอุ่มเข้มข้นจะส่องประกายวาบเจิดจรัสพวยพุ่งออกมาจากแกนกลางศิลา แสงสีเขียวสว่างไสวชโลมทับร่างของหลีเฮงและห้องโถงหลักจนสว่างจ้า ตัวอักษรลมปราณโบราณสีทองกะพริบถี่ ๆ แสดงผลลัพธ์สุดท้ายเด่นชัดสะดุดตาทุกผู้คน... **[Rank D - นักนวดบำบัด]**


    เสียงหัวเราะของเหล่าผู้อาวุโสพลันหยุดชะงักลงราวกับถูกบีบคอ!


    ความเงียบงันปานป่าช้าเข้าครอบงำห้องโถงหลักในทันที ผู้อาวุโสทุกคนเบิกตากว้างอ้าปากค้างจนกรามแทบค้าง จ้องมองแสงสีเขียวของ Rank D สลับกับใบหน้ายิ้มกะล่อนของหลีเฮงดั่งเห็นผี


    “บ้าน่า... นี่มันแสงสีเขียว... Rank D จริง ๆ รึนี่!”

    “เป็นไปได้อย่างไรกัน! ขยะ Rank F สามารถยกระดับเป็น Rank D ได้จริง ๆ หรือ! ฝืนกฎเกณฑ์ธรรมชาติเกินไปแล้ว!”

    หมอเกา ยอดแพทย์ประจำตระกูลที่ยืนดูอยู่ข้างแท่นประมุขถึงกับขยี้ตาตัวเองหลายครั้ง ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความเหลือเชื่อเพราะในประวัติศาสตร์การแพทย์ไม่เคยมีบันทึกเคสเช่นนี้มาก่อน


    หลินเทียนหรงจ้องมองศิลาคริสตัลสีเขียวด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวสลับซีดเผือด ในหัวของประมุขตระกูลหลินเต็มไปด้วยความสับสนและตื่นตะลึง แผนการที่เขาเตรียมไว้เพื่อขจัดหลีเฮงออกไปตั้งแต่ก้าวแรกกลับพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง เพราะเงื่อนไขที่แทบเป็นไปไม่ได้นั้น หลีเฮงกลับทำสำเร็จไปเรียบร้อยแล้วก่อนจะก้าวเข้าเมืองหลวงเสียอีก!


    หลังจากผ่านความอับอายและตกตะลึงอยู่นาน หลินเทียนหรงพ่นลมหายใจยาว กระแอมกระไอแก้เขินพรางปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมตามเดิม “อะแฮ่ม... ก็นับว่าเจ้าพอจะมีโชคชะตาและเคล็ดวิชาลับอยู่บ้าง จึงสามารถทะลวงข้อจำกัดสวรรค์ขึ้นสู่ Rank D ได้... ดี! ถือว่าเจ้าผ่านเงื่อนไขข้อแรกของข้า!”


    ประมุขตระกูลหลินเคาะนิ้วลงบนพนักเก้าอี้ แววตากลับมาเย็นชาและฉายรังสีสังหารจาง ๆ “ทว่า... เงื่อนไขข้อที่สองจะไม่มีทางง่ายดายเช่นนี้แน่ ในวิถีแห่งการต่อสู้และความเป็นความตาย ร่างกายของเจ้าต้องพิสูจน์ว่าแข็งแกร่งพอจะทนรับแรงกระแทกจากผู้ฝึกตนระดับสูงได้”


    เขายื่นคำเสนอที่โหดเหี้ยมทันที “เงื่อนไขข้อที่สอง... ข้าจะให้ยอดฝีมือระดับสูงของตระกูลหลินที่มีระดับลมปราณ ‘ปราณนักสู้ ขั้นสูง’ จำนวน 3 คน ทำการลงมือจู่โจมเจ้าพร้อมกัน โดยที่เจ้าห้ามทำการตอบโต้หรือหลบหลีกแม้แต่กระบวนท่าเดียว! หากเจ้าสามารถประคองร่างทนรับพลังฝีมือของพวกเขาทั้ง 3 คนได้ครบ 10 กระบวนท่าโดยไม่ตาย... ข้าจึงจะถือว่าเจ้าผ่านเงื่อนไขข้อนี้!”


    “ท่านพ่อ!” หลินเสวี่ยเหยาร้องลั่นพร้อมน้ำตาที่เอ่อล้นคลอปริ่มดวงตาคู่สวย ร่างของนางสั่นระริกด้วยความกลัวและความโกรธ “ยอดฝีมือระดับปราณนักสู้ ขั้นสูง สามคน รุมโจมตีผู้ฝึกตนที่มีระดับลมปราณเพียงปราณฝึกหัด ขั้นกลาง โดยห้ามป้องกันหรือหลบหลีกเนี่ยนะเจ้าคะ! นี่มันไม่ใช่การทดสอบแล้ว... ท่านพ่อตั้งใจจะฆ่าเขาให้ตายคามือเลยใช่ไหม!”


    นางไม่ฟังคำทัดทานใด ๆ รีบวิ่งวาบเข้าไปยืนกางปีกปกป้องอยู่เบื้องหน้าของหลีเฮงทันที แผ่รังสีไอเย็นเหมันต์ระดับ SSS ออกมากดดันยอดฝีมือทั้งสามที่ขยับก้าวเข้ามา “หากคิดจะลงมือกับเขา ก็ต้องผ่านศพข้าไปก่อน!”


    ยอดฝีมือระดับปราณนักสู้ ขั้นสูง ทั้งสามคนของตระกูลหลินชะงักงันพลันทำสีหน้าลำบากใจ พวกเขาหันไปมองประมุขหลินสลับกับคุณหนูใหญ่ที่พวกตนเคารพรักอย่างทำตัวไม่ถูก


    หลินเทียนหรงขมวดคิ้วเดือดดาล “เสวี่ยเหยา! ถอยออกไป! นี่คือเรื่องระหว่างลูกผู้ชาย หากเขาต้องการตัวเจ้า เขาก็ต้องก้าวออกมารับมันด้วยตัวเอง ไม่ใช่คอยหลบอยู่หลังลูกสาวของข้าตลอดเวลา!”


    ขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด หลีเฮงกลับทำสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง ชายหนุ่มเอื้อมมืออุ่นสวมถุงมือเซียนนวดสีทองจับไหล่บางของหลินเสวี่ยเหยาอย่างนุ่มนวล ก่อนจะดึงร่างระหงของนางให้ถอยมาอยู่ด้านหลังของตนเอง หลีเฮงสบตากับดวงตาที่เอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตาของนางพรางส่งยิ้มอ่อนโยนอันแสนอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ


    “เสวี่ยเหยา... ถอยออกไปเถอะ ยืนอยู่ตรงข้างลานประลองนี้คอยดูข้าก็พอ” หลีเฮงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและแสนฮีโร่ “ในฐานะลูกผู้ชาย ข้าไม่มีวันยอมให้สตรีของข้าต้องออกมารับหมัดรับเคราะห์แทนข้าเป็นอันขาด... ขอเพียงเจ้ายืนดูข้าอยู่ใกล้ ๆ ตรงนี้ (ในระยะรัศมีสิบเมตรเพื่อเปิดใช้เกราะคุ้มกันเมียรักขั้นสูงสุด) ข้าสัญญาว่าข้าจะปลอดภัย 100% และไม่มีวันเป็นอะไรแน่นอน... เชื่อมั่นในตัวข้านะ”


    ในใจของหลีเฮงแอบกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก: *‘โอ๊ยยย! ยอดรักของข้า เจ้าห้ามเดินไปไหนไกลเด็ดขาดนะ! ยืนอยู่ตรงขอบสนามนี้แหละดีที่สุดแล้ว เพราะถ้าเจ้าเดินหนีไปไกลเกินระยะ 10 เมตร เกราะคุ้มกันปราณเมียรัก ‘หลบหลังสตรี ขั้น 2’ ของข้าจะหยุดทำงานทันที! ยืนอยู่ใกล้ ๆ เป็นแบตเตอรี่ชาร์จบาเรียให้ข้าทีเถอะเจ้าค่ะ!’*


    หลินเสวี่ยเหยาจ้องมองใบหน้าอันแสนเด็ดเดี่ยวและมั่นคงของหลีเฮง นางรู้สึกถึงความอบอุ่นและหัวใจของชายหนุ่มที่ยอมเผชิญหน้ากับความตายเพื่อรักษาเกียรติของนาง หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มเนียน นางพยักหน้ารับคำเบา ๆ “ข้าเชื่อใจเจ้า... ข้าจะคอยเฝ้าดูเจ้าอยู่ตรงนี้ไม่ห่างไปไหน”


    นางยอมเดินเลี่ยงออกไปยืนอยู่บริเวณขอบลานประลองห่างจากหลีเฮงเพียงไม่กี่ก้าว ซึ่งอยู่ในรัศมีพลังงานคุ้มกันของระบบอย่างพอเหมาะพอเจาะ


    หลินเทียนหรงที่เฝ้ามองภาพเบื้องหน้าแอบสะท้านในใจอย่างเงียบ ๆ ‘เด็กหนุ่มคนนี้... แม้จะอ่อนแอและมีระดับพลังยุทธ์ต่ำต้อย ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยเกียรติยศและหัวใจของลูกผู้ชายอย่างแท้จริง ถึงขนาดกล้าสั่งให้เสวี่ยเหยาถอยไปและเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับปราณนักสู้ ขั้นสูง สามคนเพียงลำพังเพื่อปกป้องเกียรติของนาง... ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก’


    เหล่าผู้อาวุโสและยอดฝีมือรอบด้านต่างพากันมองหลีเฮงด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากความเหยียดหยามแปรเปลี่ยนเป็นความเคารพในความกล้าหาญระดับยอมสละชีพ


    หลีเฮงไม่รอช้า ชายหนุ่มเดินเข้าไปกึ่งกลางลานประลองโถงหลักพรางทิ้งตัวนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นหินอ่อนอย่างสงบนิ่ง สองตาหลับลงคล้ายเข้าสู่ความว่างเปล่า ดุจยอดคนผู้ไม่แยแสต่อภยันตรายใด ๆ ในโลกหล้า (แต่ในความเป็นจริงในหัวสมองของหลีเฮงยามนี้กำลังสั่งการระบบให้กางเกราะบาเรียคุ้มกันสีชมพูทองครามล้อมรอบตัวแน่นหนาที่สุดเท่าที่จะทำได้)


    “เชิญพี่ยอดฝีมือทั้งสามลงมือได้เลยครับ... ข้าหลีเฮงพร้อมแล้ว” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบพรางผายมือ


    ยอดฝีมือระดับปราณนักสู้ ขั้นสูง ทั้งสามคนก้าวเข้ามาล้อมรอบตัวเขา ทว่าในดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความลังเลและลำบากใจ พวกเขารู้จักคุณหนูใหญ่หลินเสวี่ยเหยามาแต่เยาว์วัย และเห็นชัดเจนว่านางรักชายหนุ่มผู้นี้มากเพียงใด หากพวกเขาสามคนลงมือหนักเกินไปจนหลีเฮงต้องตายลงไปต่อหน้าต่อตานาง คุณหนูใหญ่คงจะหัวใจสลายและไม่มีวันให้อภัยพวกตนไปตลอดชีวิต ทว่าพวกเขาก็ไม่อาจขัดขืนคำสั่งอันเด็ดขาดของประมุขตระกูลได้


    ประมุขหลินหลับตาลงช้า ๆ พรางถอนหายใจในใจอย่างอาลัย ‘หลีเฮงเอ๋ย... เจ้าเป็นเด็กหนุ่มที่ดีและมีความกล้าหาญยิ่ง ทว่าในโลกที่เหี้ยมโหดนี้ ลำพังเพียงความกล้าหาญไม่อาจปกป้องคนที่รักได้ เจ้ากับลูกสาวข้าช่างห่างชั้นกันเกินไปนัก... หวังว่าเจ้าจะรอดชีวิตไปได้...’


    ยอดฝีมือทั้งสามสูดลมหายใจเข้าลึก โคจรลมปราณระดับปราณนักสู้ ขั้นสูง เต็มเปี่ยมจนผิวกายส่องประกายแสงปราณสีฟ้าคราม สองมือของพวกเขาขยับวูบวาบแปรเปลี่ยนเป็นท่าฝ่ามือเหล็กกล้าที่แฝงไปด้วยแรงทำลายล้างหินผา พุ่งฝ่าทะลวงอากาศเข้าใส่จุดตายบริเวณหน้าอก แผ่นหลัง และศีรษะของหลีเฮงพร้อมกันอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ


    ขณะที่ฝ่ามือทรงพลังทั้งสามกำลังจะปะทะเข้ากับร่างกายของหลีเฮงในระยะประชิดชวนหวาดเสียวนั้นเอง...


    - จบบทที่ 34 -


    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ทั้งที ข้ามีระบบเทพแมงดา (NC ฮาเร็ม) ที่คุณอ่าน

    เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

    เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

    นิยาย อีโรติก
    2.40M 1665
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    นิยาย แฟนตาซี
    571K 2468
    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.72M 5471
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    5K 89
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    นิยาย แฟนตาซี
    196K 740