บทที่ 51 ใส่ความ
นักเรียนส่วนใหญ่ของสถาบันเคยเข้าไปในพื้นที่ล่าแล้ว แต่พวกเขาไม่เคยอยู่ในพื้นที่ล่าเขต A ตามลำพังไร้ผู้ปกป้องมาก่อน ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทุกคนจะตื่นเต้นมาก
ตอนนี้ท้องฟ้าจำลองยังคงเป็นสีฟ้าสว่าง เมื่อเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น ซูหยวนจึงได้เข้าใจว่าท้องฟ้าที่เห็นปกตินั้นก็คือท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ไม่มีการใช้พลังงาน ทว่าท้องฟ้าที่สว่างนี้กลับเป็นเพียงท้องฟ้าจำลองเท่านั้น ควันพิษที่ลอยอยู่บนอากาศทำให้ปกคลุมแสงแดดทั้งหมด
พูดให้ถูกก็คือ...เวลานี้ดวงอาทิตย์ยังคงทำงานเหมือนปกติ ทว่าไม่สามารถสาดแสงทะลุชั้นมลพิษออกมาถึงพื้นได้ ถ้าไม่ใช่เพราะมนุษย์สร้างท้องฟ้าจำลองด้วยพลังงานของพวกเขา ที่นี่เวลานี้ก็จะมืดครึ้มเหมือนกลางคืนทุกวันไปแล้ว
นักเรียนทุกคนเปลี่ยนชุดป้องกันของตนเอง ซูหยวนเห็นความต่างของฐานะครอบครัวผ่านชุดป้องกันเหล่านี้ ถ้าเป็นนักเรียนจากตระกูลใหญ่โตและร่ำรวยในเขตชั้นใน พวกเขาจะสวมใส่ชุดป้องกันระดับสูงที่ถูกปรับแต่งมาให้เหมาะสมกับผู้สวมใส่แล้ว ฟังก์ชั่นมากมายย่อมต้องครบถ้วน ซี่งซูหยวนคาดเดาว่าราคาชุดน่าจะสูงกว่าที่เธอซื้อเสียอีก เพราะหลายฟังก์ชั่น เธอก็ไม่ได้เลือกเอามาใส่เนื่องจากไม่มีความจำเป็น
ในขณะที่นักเรียนระดับกลางนั้นสวมใส่ชุดป้องกันระดับกลางที่สามารถป้องกันพิษได้มากกว่าชุดระดับต่ำ ส่วนนักเรียนจากเขตชั้นนอก...แน่นอนว่าต้องเป็นชุดระดับต่ำ อีกทั้งมีนักเรียน 2 คนที่ไปขอรับการสนับสนุนด้วยการยืมชุดจากทางการด้วย
เนื่องจากพวกเขาเป็นนักเรียนของสถาบันอันดับหนึ่ง ดังนั้นทางส่วนกลางจึงให้พวกเขาหยิบยืมโดยไม่มีเงื่อนไขที่ต้องรับภารกิจก่อน ทั้งยังพยายามเลือกชุดที่ดีที่สุดมาให้พวกเขาด้วย อย่างน้อยๆก็ไม่มีกลิ่นเหม็นเหมือนชุดที่เธอเคยยืมมาใส่ตอนยังเป็นคนเก็บขยะล่ะนะ
นักเรียนทุนทั้ง 6 รวมกลุ่มกันเหมือนทุกครั้ง ซูหยวนไม่มั่นใจว่าตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา พวกเขาเจอกับอะไรมาบ้าง ดังนั้นทุกคนจึงแสดงท่าทางหวาดกลัวและไม่กล้าแสดงออกให้ได้เห็น ต่างจากความมั่นใจในครั้งแรกที่เธอได้เคยสัมผัส เวลานี้พวกนักเรียนทุนต่างก็อยู่ห่างออกไปอย่างชัดเจน
แน่นอนว่าการแสดงออกนี้ไม่รวมการแสดงต่อซูหยวนด้วย ในขณะที่พวกเขามีสีหน้าหวาดกลัวนักเรียนจากเขตชั้นในและเขตชั้นกลาง สีหน้าที่พวกเขามองซูหยวนกลับเต็มไปด้วยความเกลียดชังเสียอย่างนั้น
ถึงจะเห็นการแสดงออกที่เต็มไปด้วยความริษยา ซูหยวนก็ไม่ได้ให้ค่าพวกเขามากนัก เธอเพียงเข้าร่วมกลุ่มของสกุลจางแล้วเดินไปข้างหน้าต่อเท่านั้น ไม่ได้เปิดโอกาสให้นักเรียนทุนทั้ง 6 เข้ามาใกล้ด้วยซ้ำ
บรรยากาศการเดินทางนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เหล่าอาจารย์สี่ห้าคนที่มาดูแลความปลอดภัยให้ในวันนี้คอยจัดการสัตว์และพืชกลายพันธุ์ที่ผ่านไปตลอดทาง จำนวนศพของพวกมันมากขึ้นเรื่อยๆจากด้านหลัง ซูหยวนเห็นแบบนั้นก็อยากจะเดินรั้งท้ายเพื่อเก็บซากของพวกมันเหลือเกิน ทว่า...ถึงจะน่าเสียดาย แต่เธอไม่อาจปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำได้
หากเธออยู่รั้งท้าย ไม่เพียงแค่จะกลายเป็นที่สนใจของพวกสกุลจางเท่านั้น ทว่าพวกนักเรียนทุนเองก็คงจะสร้างปัญหารำคาญใจให้ซูหยวนแน่ ไหนจะอาจารย์ที่อาจจะมองเห็นการกระทำของเธอจนนำไปสู่การเปิดเผยว่าครอบครองพลังพิเศษอีก แม้ว่าโลกนี้จะรู้จักการนำแกนพลังงานมาใช้เพื่อปรับเป็นพลังให้ตนเอง ทว่าเรื่องพลังพิเศษอย่างการครอบครองมิติลึกลับนี้ก็ยังไม่ใช่เรื่องปกติที่จะยอมรับได้อยู่ดี
สุดท้ายเธอทำได้แค่มองจุดสีฟ้าที่ถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลังจำนวนมากด้วยความเสียดายเท่านั้น การเดินทางที่ราบรื่นนี้เริ่มทำให้นักเรียนผ่อนคลายลงไปบ้าง จนกระทั่งพวกเขามาถึงจุดที่เป็นเขตติดต่อกับเขต B อันเป็นเขตที่นักเรียนชั้นปีที่ 1 ยังไม่ควรผ่านเข้าไป ดังนั้นอาจารย์จึงเลือกพื้นที่หนึ่งให้เป็นพื้นที่ตั้งค่ายพัก
เมื่อได้รับคำสั่ง นักเรียนจำนวนมากก็เริ่มทยอยกันตั้งกระโจมที่พักของตนเอง แต่ละคนเลือกทำเลที่ชอบ ซึ่งส่วนมากจะอยู่ติดกับกระโจมของอาจารย์ รวมทั้งพาพวกเพื่อนๆไปนอนใกล้กัน บางคนนัดแนะกันมาแล้ว พวกเขาจึงช่วยกันตั้งกระโจมขนาดใหญ่ขึ้นมาอาศัยอยู่ด้วยกันหลายคน
ซูหยวนได้รับคำเชิญจากจางหวานหว่านด้วยเช่นกัน เธอคิดเล็กน้อยก่อนจะปฏิเสธไป แน่นอนว่าจางหวานหว่านเข้าใจว่าซูหยวนเป็นพวกชอบปลีกวิเวกไปแล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่ได้คะยั้นคะยอแต่อย่างใด
เมื่อเห็นว่าซูหยวนตั้งกระโจมแยกจากคนสกุลจาง ทั้งยังมีกระโจมที่ค่อนข้างดีมีคุณภาพสูงเป็นของตนเองด้วย พวกนักเรียนทุนก็มองด้วยความไม่พอใจ ในคืนนั้น...เนื่องจากยังไม่ได้รับมอบหมายภารกิจใดๆจากอาจารย์ นักเรียนทุกคนจึงได้พักผ่อนตามอัธยาศัย และซูหยวนก็เลือกที่จะเข้าไปในที่พักของตนเอง
เงาสีดำตะคลุ่มๆวนเวียนอยู่ด้านนอก ซูหยวนรับรู้ได้ว่ามีนักเรียนอยู่ 3 คนที่กำลังอยู่รอบๆกระโจมของเธอ แน่นอนว่าเพื่อระบุตัวตนคนให้ชัดเจนมากขึ้น ก่อนหน้านี้ซูหยวนได้ระบุนักเรียนทุนทั้ง 6 คนกลายเป็นจุดสีดำไปแล้ว ซึ่งตอนนี้หน้าจอแผนที่ได้แสดงให้เห็นว่ามีจุดสีดำ 3 จุดกำลังอยู่ด้านหน้ากระโจมของเธอนั่นเอง
“ดูสิ เป็นนักเรียนทุนเหมือนกัน แต่ทำไมถึงมีของดีๆมากมายขนาดนี้ ฉันคิดว่านังผู้หญิงคนนี้คงจะไม่ได้เป็นแค่นักเรียนทุนเพราะมีฝีมือมากหรอก หากไม่ใช่เพราะตีสนิทพวกผู้ชายได้ เธอก็คงจะไม่ได้รับเงินสนับสนุนมากมายขนาดนี้”
“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ตอนที่ไปตลาดในเขตชั้นในครั้งก่อน เห็นได้ชัดเจนเลยว่าเธอมีทักษะในการเข้าหาผู้ชายมากกว่าใครๆ ขนาดพวกเราเข้าไปทักทายอย่างเป็นมิตรก็ยังถูกเมิน แปลว่านักเรียนทุนอันนั้นไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาๆแล้ว”
“ใช่ เธอเห็นชุดที่นังนั่นใส่หรือเปล่า เป็นชุดระดับสูงที่มีมูลค่ามากกว่าล้านเครดิตเลยนะ ต่อให้มีฝีมือมากขนาดไหน ก็ไม่สมควรที่จะมีเงินมากมายขนาดนั้นใช้หรือเปล่า แล้วกระโจมนี่อีก...ดูยังไงก็เป็นของมีราคา”
“หรือว่า...พวกเราจะขอให้เธอแนะนำใครให้กับพวกเราบ้างดีไหม”
“โง่รึไง! คิดว่าคนแบบนั้นจะใจกว้างหรอ เธอคงจะเก็บเอาไว้เองมากกว่าที่จะมาแนะนำพวกเราน่ะสิ”
“..........ฉันก็คิดแบบนั้นนะ”
“แล้วพวกเราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้หรอ? ตระกูลจางสามคนนั้นอยู่ข้างนักเรียนทุนอันอย่างชัดเจน พวกมันรังแกพวกเรา กล่าวหาว่าพวกเราขโมยของ ทั้งๆที่พวกเราแค่ขอยืมมาใช้ก่อนเท่านั้น สร้างความเกลียดชังให้พวกเราจนพวกเราถูกซ้อมทุกวันตลอดทั้ง 1 สัปดาห์ ถ้าพวกมันเห็นว่าพวกเรายังไปวุ่นวายใกล้ๆ คงจะลงมืออีกเป็นแน่”
“ถ้าอย่างนั้นจะทำยังไง ฉันไม่ชอบใจเลยที่เห็นว่านังนั่นมีสถานการณ์ที่ดีขนาดนี้ ในขณะที่พวกเราต้องทนลำบากกันสุดๆ”
“เอาอย่างนี้ไหม...ฉันมีแผนอยู่นะ” เสียงพูดคุยข้างนอกไม่ได้ดัง แต่ก็ไม่ได้เบาขนาดที่ซูหยวนตั้งใจฟังแล้วจะไม่ได้ยิน
แน่นอนว่าสำหรับพวกเธอแล้ว เสียงพูดคุยเช่นนี้คงจะคิดว่ามันเบามาก ทว่า...อันซูหยวนคือผู้ครอบครองพลังงานมากกว่า 70 หน่วยทั้งยังก้าวเข้าใกล้สู่ 80 หน่วยแล้ว ดังนั้นเธอย่อมมีทักษะและความสามารถทางร่างกายพิเศษกว่าคนอื่นๆ เสียงการพูดคุยอย่างไม่ระมัดระวังนี้ ถ้าไม่ใส่ใจคงไม่ได้ยิน แต่อันซูหยวนเป็นคนขี้ระแวง เธอไม่ชอบให้มีข้อผิดพลาดใดๆเกิดขึ้น เพราะแบบนั้นเธอจึงทำความเข้าใจกับบทสนทนาของทั้งสามคนอย่างละเอียด
กลางคืนที่เขต A นั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศอันตราย นักเรียนยังคงได้รับการดูแลจากอาจารย์ตลอดทั้งคืนนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงเข้าไปนอนหลับในกระโจมของตนเองอย่างผ่อนคลาย การแสดงออกของพวกเขาช่างเหมือนกับการออกมาปิกนิกกันเสียมากกว่า เพราะอาจารย์ไม่ได้พูด ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะไม่ต้องทำอะไรเสียหน่อย
ตอนหัวค่ำ ซูหยวนได้นอนพักผ่อนเก็บแรงไว้ก่อนแล้ว ดังนั้นเมื่อเห็นว่าทุกคนพากันนอนหลับ เธอก็ลุกขึ้นมาจัดแจงชุดของตนเองให้พร้อม ในขณะเดียวกัน...เธอก็กำลังต้อนรับการกลั่นแกล้งที่กำลังจะมาถึงนี้ด้วย
“ชู่ว เบาๆหน่อย เดี๋ยวก็มีคนตื่นหรอก”
“เข้าใจแล้วน่า แต่เธอมั่นใจนะว่าวิธีนี้จะได้ผลน่ะ”
“ทำไมจะไม่ได้ผลล่ะ ครั้งก่อนไม่ใช่ว่าเป็นเพราะพวกเราหยิบยืมของใช้ของพวกนักเรียนจากเขตชั้นในหรอกหรอ ดังนั้นพวกเราก็เลยโดนหมายหัวกันมาถึงตอนนี้น่ะ ถ้าหากว่านังนั่นก็ทำเหมือนกัน...ฉันเชื่อว่านักเรียนคนอื่นๆก็ต้องปฏิบัติเหมือนกับที่ทำกับพวกเรานี่แหละ”
“อืม...ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี ฉันเองก็ไม่ชอบที่นักเรียนอันทำตัวหยิ่งเกินไปแบบนี้นัก”
“ใช่ ทำเหมือนกับว่าตัวเองไม่ได้มาจากเขตชั้นนอกเหมือนพวกเรา สูงสุดเหลือเกิน เดี๋ยวก็คอยดูว่าจะสูงส่งไปได้อีกแค่ไหน ฮิฮิ”
“นี่ อย่าหัวเราะดังนักสิ เดี๋ยวมันก็รู้ตัวก่อนหรอก” เสียงพูดคุยกระซิบกระซาบยังดังต่อเนื่อง ซูหยวนมองดูจุดสีดำที่ใกล้เข้ามา พวกนั้นหยุดคุยกันเมื่อเข้าใกล้กระโจมของเธอก่อนจะเสียเวลาอยู่เล็กน้อยแล้วจากไป
ซูหยวนแค่นหัวเราะอย่างช่วยไม่ได้ เธอเดินออกไปด้านหน้ากระโจม หยิบเอารองเท้าคู่สวยของนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่ถูกโยนมาไว้เกือบจะด้านในกระโจมของเธอขึ้นมา
ช่างเป็นแผนการที่น่ารังเกียจจริงๆ ซูหยวนส่ายหน้ากับความคิดชั่วช้าของอีกฝ่าย เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่านักเรียนทุนเหล่านี้จะหาเรื่องมาทำร้ายกันแบบโง่ๆ ดูเหมือนว่าความสนใจของพวกเธอจะไม่ได้อยู่ที่การฝึกฝนเลย ใช้เวลาไปกับเรื่องราวไร้สาระแบบนี้ แล้วจะแข็งแกร่งจนกลายเป็นที่ยอมรับได้อย่างไร
ก็นะ....เพราะนักเรียนทุนมีนิสัยแบบนี้ จะถูกเกลียดชังก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เธอรู้ว่าคนจากเขตชั้นนอกนั้นอยู่อย่างยากลำบากขนาดไหน เมื่อมีโอกาสปีนป่าย พวกเขาย่อมต้องการคว้าโอกาสนั้นไว้ให้ได้ การที่พวกเธอมีความคิดคับแคบอย่างเช่นการหาบุรุษสักคนมาเป็นที่พึ่ง เมื่อเป็นครอบครัวเดียวกับพวกเขาแล้วก็จะย้ายมาอยู่เขตชั้นในหรือชั้นกลางได้
ความคิดที่ว่าตนเองมีศักยภาพมากพอที่จะกลายเป็นนักล่าผู้แข็งแกร่งจนสามารถทำเรื่องย้ายเข้ามาในเขตชั้นในเองย่อมไม่มีอยู่ในหัวอยู่แล้ว พวกเธอเติบโตมากับการถูกสอนให้เชื่อว่าคนจากเขตชั้นนอกอย่างพวกเธอนั้นไม่มีทางที่จะยกระดับตัวเองขึ้นมาได้ ต่อให้จะมีพรสวรรค์หรือพยายามมากแค่ไหนก็ตาม
ชุดความคิดที่น่ากลัวที่สุดก็คือชุดความเชื่อที่ว่าตนเองทำไม่ได้ และไม่มีวันจะทำได้ .....
เช้าวันต่อมา ซูหยวนที่ใช้เวลาทั้งคืนไปกับการจัดการผลผลิตในฟาร์มอันซูหยวนของตนเองพร้อมกับเฝ้าระวังเหตุไม่คาดฝันขึ้นก็ออกมาจากที่พัก ในตอนนั้น..ซูหยวนก็ได้เห็นคนกลุ่มใหญ่กำลังยืนรออยู่ก่อนแล้ว โดยคนที่อยู่ด้านหน้าสุดจะเป็นใครไปไม่ได้เลยถ้าไม่ใช่นักเรียนทุนทั้งสามอย่าง ฝูหนี่ย์ ฟางหนิว และจี้เหลียน
ในบรรดาทั้งสามคนนี้ ฝูหนี่ย์คือคนที่เข้ามาทักซูหยวนตั้งแต่วันแรก ทั้งยังดูท่าจะเป็นหัวโจกของเรื่องนี้ ในขณะที่หญิงสาวอย่างจี้เหลียนนั้นเป็นคนที่ดูไม่น่าไว้ใจเท่าไร สายตาของเธอล่อกแล่กมาก ดูก็รู้ว่ามีการทำตัวผิดปกติ ซึ่งผู้หญิงคนนี้ก็คือนักเรียนทุนคนที่ถูกทำร้ายก่อนที่จะเข้าไปร่วมปฐมนิเทศในครั้งก่อน
เพราะเธอไม่ได้เข้าร่วมการทดสอบ ดังนั้นจึงไม่มีโอกาสที่จะได้รับตั๋วทรัพยากร ซูหยวนได้ยินว่านักเรียนทุนอีก 6 คนที่เหลือ ร่วมกันบริจาคตั๋วทรัพยากรให้เธอคนละ 10 ตั๋ว ดังนั้นเธอจึงมีตั๋วทรัพยากรให้ใช้อยู่ 50 ตั๋ว ไม่อย่างนั้นคงจะไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสถาบันได้อย่างราบรื่นนัก
น้ำใจของนักเรียนทุนอีก 5 คนนั้นน่าซาบซึ้งจริงๆ เดิมทีเธอได้ยินว่าพวกนักเรียนทุนอยากจะมาเอาตั๋วจากเธออีก 10 ตั๋วด้วย แต่พวกเขาน่าจะได้ยินมาโดยบังเอิญว่าเธอใช้ตั๋วทรัพยากรของตนเองหมดไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีใครมาวุ่นวายกับเธอในช่วงก่อน
เห็นทั้งสามคน ซูหยวนก็เข้าใจว่านักเรียนทั้งหมดที่มามุงกระโจมของเธอตอนนี้มีความต้องการอะไร ทว่า...โชคดีที่สถานะของเธอในสายตาของพวกเขาไม่ได้แย่นัก ดังนั้นนักเรียนหญิงเจ้าของรองเท้าคู่นั้นจึงเลือกที่จะพูดคุยกับเธอก่อน
“นักเรียนทุนอัน รองเท้าคู่ใหม่ของฉันหายไป ไม่รู้ว่าเธอเห็นมันหรือเปล่า”
“รองเท้าคู่ใหม่?” ซูหยวนเลิกคิ้ว แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจว่านักเรียนหญิงหมายถึงอะไร
“เนื่องจากรองเท้าของฉันหาย และนักเรียนทุนอีกสามคนบอกว่าเห็นเธอหยิบมันไปเมื่อคืน ดังนั้นฉันจึงมาหาเธอก่อนเพราะไม่มีเบาะแสอื่นแล้วน่ะ ถ้าเธอเอาไป...ช่วยเอามาคืนด้วยได้ไหม รองเท้าคู่นั้นเป็นคู่เดียวที่ฉันเอามาด้วย ถ้าไม่มีมัน...ฉันก็คงจะออกไปล่าด้วยความไม่สบายใจแน่”
“นักเรียนทุนสามคนนี้บอกว่าเห็นฉันหยิบมันไปหรอ” ซูหยวนเอ่ยถามกลับ
สายตาของเธอนิ่งเฉยมาก ไม่มีหวาดกลัวใดๆซ่อนอยู่เลย เมื่อเห็นคนนิ่งได้แบบนี้ นักเรียนหลายคนก็คิดอยู่ในใจว่าซูหยวนไม่น่าจะเป็นคนเอารองเท้าของคนอื่นไปแน่ แม้ว่ามันจะมีราคาอยู่บ้าง ทว่าหญิงสาวก็ใช่ว่าจะไม่สามารถซื้อมาใช้ได้
เธอเป็นถึงนักเรียนที่ท่านประธานจางเลือกมา ถ้าแค่รองเท้าคู่เดียวยังไม่สามารถหามาใส่ได้ด้วยตนเอง อย่างนั้นก็คงจะน่าผิดหวังแล้ว
อย่างไรก็ตาม....นักเรียนทุนทั้งสามคนกลับแอบหัวเราะ ท่าทางของซูหยวนที่มั่นใจแบบนี้ก็ถูกต้องแล้ว นั่นก็เพราะเธอไม่รู้อย่างไรล่ะ ว่าตนเองไปเอารองเท้านั้นมาตอนไหน....
พวกเธอกำลังรอดูเรื่องตลกอยู่ ยิ่งอีกฝ่ายมั่นใจมากเท่าไร ถึงตอนที่เจอรองเท้าราคาแพงคู่นั้นก็จะยิ่งถูกทำลายได้รุนแรงมากขึ้นด้วย
……………………………………