คำสั่งที่เปี่ยมด้วยโทสะของราชครูมินจอส่วยดังก้อง กองหน้าของทัพพม่าราวหนึ่งร้อยนาย ซึ่งเป็ทหารที่แข็งแกร่งและมีประสบการณ์ โห่ร้องรับคำสั่งแล้วเคลื่อนทัพเข้าสู่ป่าอาถรรพ์ทันที
พวกมันไม่ได้เคลื่อนที่อย่างระมัดระวังเหมือนหน่วยพรานอสูรอีกต่อไป แต่บุกทะลวงเข้ามาเป็คลื่นมนุษย์ที่หวังจะใช้จำนวนที่เหนือกว่าบดขยี้ทุกสิ่ง
"พวกมันมาแล้ว" คำอินทร์กล่าวผ่านกระแสจิตถึงหลวงปู่ ขณะที่เขาะโถอยกลับมายังแนวป้องกันหลัก
"ถึงเวลาได้ทำบาปกรรมอีกครั้ง" หลวงปู่ถอนหายใจ น้ำเสียงเป็กังวล
ทหารพม่ากลุ่มแรกที่วิ่งนำเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ย่างเท้าเข้ามาในเขตดินเลนหน้าช่องเขา ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของพวกมันก็พลันอ่อนยวบลง.
"เฮ้ย! อะไรวะ!"
ร่างของพวกมันจมลงไปในโคลนตมที่เหนียวหนืดของ "บึงเหนี่ยวิญญา" อย่างรวดเร็ว ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งจมลึก ที่เลวร้ายกว่านั้น พวกเขารู้สึกว่าเรี่ยวแรงและพลังชีวิตของตนเองกำลังถูกสูบออกจากร่างกายอย่างช้าๆ ทำให้แขนขาหนักอึ้งจนแทบขยับไม่ได้.
พวกเขาได้กลายเป็เป้านิ่งที่สมบูรณ์แบบ
บนชะง่อนหินสูง คำอินทร์ยกคันธนูขึ้น ไม่มีหน่วยจรยุทธ์ของนายมั่นอีกแล้ว มีเพียงเขาคนเดียว แต่ลูกธนูเพียงดอกเดียวของเขาก็อันตรายกว่าธนูร้อยดอกของคนธรรมดา เขาสูดลมหายใจ รวมสมาธิเป็หนึ่งร่ายอาคมแล้วง้างมันและปล่อย ลูกธนูพุ่งออกจากคัน แหวกอากาศ ปักเข้าที่ลำคอของนายหมู่ที่กำลังพยายามสั่งการ
เขายิงต่อไปอย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ แต่ละดอกล้วนมุ่งไปยังจุดสำคัญ สร้างความโกลาหลและตัดกำลังของศัตรูที่ติดอยู่ในบึงโคลน
ณ ท้ายทัพ ราชครูมินจอส่วยมองภาพการสังหารหมู่นั้นผ่านคันฉ่องอาคมด้วยสายตาเ็า "เป็วิชาอาคมสูบพลัง...สงสัยจะเป็เ้าแก้ว" ราชครูเดินก้าวไปข้างหน้าถึงบึงอาถรรพ์
ราชครูออกคำสั่งโดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง ทหารองครักษ์ของมันสองนายลากเชลยศึกชาวสยามที่จับมาได้ระหว่างทางยกทัพออกมา ราชครูร่ายมนตร์ดำบทสั้นๆ ดูดเอาพลังชีวิตของเชลยผู้โชคร้ายจนเหี่ยวแห้งกลายเป็เถ้าถ่านหลังจากนั้น ราชครูใช้มือเปล่าและร่ายคาถามอาคมปั้นพลังงานสีดำทมิฬที่ออกจากศพนั้นแล้วส่งพุ่งออกไป
พลังสีดำตกกระทบลงกลางบึงเหนี่ยวิญญา ทันใดนั้น อาคมของหลวงปู่ก็ถูกทำลายลง พื้นดินที่เคยเป็โคลนตมกลับมาแข็งตัวอีกครั้ง
หลวงปู่แก้ว ผู้ซึ่งนั่งสมาธิคุมอาคมอยู่ถึงกับใตื่นตระหนก ใบหน้าเครียด "มันทำลายอาคมของข้าได้" ท่านส่งกระแสจิตบอกคำอินทร์ "มันใช้พลังชีวิตของผู้อื่นเป็เครื่องสังเวย"
"ข้ารู้ขอรับ." คำอินทร์ตอบ, ในใจเต็มไปด้วยความโกรธแค้น. เขาโยนคันธนูทิ้งแล้วชักดาบคู่กายออกมา "ถึงเวลาที่ข้าต้องบุกแล้ว"
ทหารพม่าที่รอดชีวิตโห่ร้องอย่างดีใจเมื่อเห็นอาคมถูกทำลาย พวกมันบุกทะลวงต่อไปจนมาถึงแนวป้องกันที่สอง..."พงหนามอสุรา"
"ฟันมันให้เรียบ!" นายทหารคนหนึ่งสั่ง
แต่ก่อนที่พวกมันจะได้ทำเช่นนั้น คำอินทร์ก็ได้พุ่งทะยานลงไปเบื้องหน้าพงหนามนั้นแล้ว.
"ข้าคือผู้พิทักษ์ป่าแห่งนี้" เขากล่าวเสียงก้อง. "ผู้ใดล่วงล้ำ...ต้องตาย!"
เขาส่งจิตของตนเองเข้าไปในพงหนาม ชี้นำให้เถาวัลย์ปีศาจนับร้อยนับพันฟาดฟันออกไปราวกับแขนขาของอสูรกาย พร้อมกันนั้น เขาก็ทะยานเข้าใส่กองทัพพม่า. ดาบในมือของเขาร่ายรำด้วย เพลงดาบพยัคฆ์คลุ้มคลั่ง
เกิดเป็การต่อสู้ที่โกลาหลอย่างที่สุด คำอินทร์เพียงคนเดียว ผสานกำลังกับพงหนามมีชีวิตเข้าต่อกรกับทหารนับสิบนาย เขาใช้ท่า พยัคฆ์ตวัดเกี่ยวขา ทำให้ศัตรูล้มลง แล้วปล่อยให้เถาวัลย์หนามลากร่างนั้นเข้าไปฉีกกระชาก เขาใช้ เพลงดาบหางพยัคฆ์สะบัด กวาดดาบเป็วงกว้าง เปิดทางให้พงหนามเข้าโจมตีได้สะดวกขึ้น เขาเพียงคนเดียวสามารถตรึงกองหน้าทั้งกองไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์
การต่อสู้นั้นดุเดือด มีาแเกิดขึ้นบนร่างของคำอินทร์บ้าง แต่เขาก็แลกมันมาด้วยชีวิตของศัตรูจำนวนมาก
ราชครูมินจอส่วยมองภาพนั้นด้วยความทึ่งและชิงชัง "จอมอาคมหนุ่มที่ควบคุมพฤกษาได้...แถมยังมีเพลงดาบที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้ ช่างเป็เด็กหนุ่มที่ร้ายกาจจริงๆ!"
มันตัดสินใจว่าถึงเวลาต้องใช้ไพ่ตาย
"ส่ง 'หน่วยทะลวงฟันอสูร' ออกไป!" มันคำราม "ไม่ต้องสนใจหนามนั่น! ไม่ต้องสนใจมัน! บุกทะลวงเข้าไป...แล้วจับเป็มันมาให้ข้า!"
ทหารร่างั์ในเกราะเหล็กหนาที่ถือขวานสองมือสิบตน ผู้ซึ่งมีดวงตาแดงก่ำและไร้ความรู้สึก ก้าวออกมาพวกมันคือหน่วยรบที่ถูกราชครูปลุกเสกด้วยอาคมโลหิต
พวกมันคำรามลั่นแล้ววิ่งทะลวงเข้าไปในพงหนามอสุรา เถาวัลย์ที่เคยร้ายกาจทำได้เพียงสร้างรอยขีดข่วนบนเกราะของพวกมันเท่านั้น พวกมันใช้ขวานั์ฟันทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า บุกทะลวงแนวป้องกันที่สองเข้ามาได้สำเร็จ.
คำอินทร์เบิกตากว้าง กำลังเสริมที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดของศัตรูได้มาถึงตัวเขาแล้ว เื้ัของเขาคือทางเข้าหมู่บ้านที่ว่างเปล่า...และหลวงปู่แก้วที่ยังคงอ่อนแรง บัดนี้ เขาต้องเผชิญหน้ากับอสูราทั้งสิบตนตามลำพัง
หน่วยทะลวงฟันอสูรทั้งสิบตนคำรามลั่น เสียงของพวกมันไม่เหมือนมนุษย์ แต่เหมือนสัตว์ป่าที่คลุ้มคลั่ง พวกมันไม่สนใจเพื่อนทหารที่าเ็ ไม่สนใจสิ่งใดนอกจากคำสั่งของนายเหนือหัว
เป้าหมายของพวกมันมีเพียงหนึ่งเดียว...คือจอมอาคมหนุ่มที่ยืนขวางทางอยู่
คำอินทร์รู้ดีว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเข้าปะทะ การล่าถอยในตอนนี้คือการเปิดทางให้พวกมันไปถึงตัวหลวงปู่ที่ยังคงอ่อนแรง เขาต้องหยุดพวกมันไว้ที่นี่
"มาเลย...พวกอสูร!"
คำอินทร์เป็ฝ่ายเปิดฉากก่อน เขาตัดสินใจใช้ความเร็วให้เป็ประโยชน์ ไม่ปล่อยให้พวกมันได้ตั้งขบวน เขาทะยานร่างเข้าใส่ด้วยท่า พยัคฆ์ทะยานขย้ำ ประสานกับการใช้ เพลงดาบกรงเล็บพยัคฆา ที่รวดเร็วที่สุด ดาบในมือของเขากลายเป็เงาสีเงิน พุ่งตรงเข้าที่ลำคอซึ่งเป็จุดตายของอสูรตนแรกที่วิ่งนำมา
เคร้ง!
เสียงปะทะดังสนั่น แต่ไม่ใช่เสียงคมดาบตัดผ่านเนื้อหนัง ดาบของเขาถูกหยุดเอาไว้ราวกับฟันใส่แผ่นเหล็ก แม้จะทะลุเกราะเข้าไปได้ แต่กลับสร้างได้เพียงรอยแผลตื้นๆ บนิัที่แข็งแกร่งผิดมนุษย์ของมันเท่านั้น อสูรตนนั้นแทบไม่สะทกสะท้าน มันเพียงแค่แสยะยิ้ม แล้วเหวี่ยงขวานั์ในมือสวนกลับมา
พลังปะทะนั้นมหาศาล! คำอินทร์ต้องยกดาบขึ้นป้องกันสุดกำลัง แต่แรงกระแทกก็ยังซัดให้เขากระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว แขนขวาชาดิกจนแทบจะกำดาบไม่อยู่
"พละกำลังบ้าอะไรกัน!"
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตั้งหลัก อสูรตนอื่นๆ ก็กรูกันเข้ามา ขวานั์สิบเล่มถูกเหวี่ยงเข้ามาจากทุกทิศทาง คำอินทร์ต้องใช้ท่าเท้า พยัคฆ์เตร็ดเตร่ในไพรสณฑ์ อย่างสุดชีวิต เคลื่อนไหวไปมาราวกับภูตพราย หลบหลีกอาวุธที่หนักหน่วงซึ่งฟาดผ่านอากาศจนเกิดเสียงดังวูบวับน่ากลัว เขาพยายามหาช่องโหว่ใช้ดาบตวัดสร้างาแตามแขนขาของพวกมัน แต่ก็เหมือนกับใช้มีดกรีดหนังแรด มันสร้างความรำคาญได้...แต่ไม่อาจหยุดยั้งพวกมันได้เลย
แล้วเขาก็พลาดท่า
ขณะที่เขากำลังหลบขวานที่ฟาดลงมาตรงหน้า เขากลับลืมระวังขวานอีกเล่มที่กวาดเข้ามาจากด้านข้าง เขาบิดตัวหลบทันเพียงเสี้ยววินาที แต่ก็ยังไม่พ้น.
เคร้ง! ฉัวะ!
คมขวานเฉี่ยวเข้าที่สีข้างด้านซ้ายของเขา เกราะหนังที่สวมอยู่ช่วยลดแรงปะทะไปได้ส่วนหนึ่ง แต่มันก็ยังฉีกกระชากผ่านเสื้อผ้าและเนื้อหนังของเขาเข้าไป ความเ็ปแสบร้อนแล่นปราดไปทั่วร่าง เืสีสดไหลซึมออกมาจากาแ ย้อมเสื้อผ้าของเขาจนเป็สีแดงคล้ำ
"อึ่ก!"
คำอินทร์กัดฟันแน่น าแทำให้การเคลื่อนไหวของเขาช้าลง การทรงตัวเริ่มไม่มั่นคง
เหล่าอสูรเมื่อได้กลิ่นคาวเืก็ยิ่งคลุ้มคลั่ง พวกมันโห่ร้องอย่างบ้าคลั่งแล้วโหมกระหน่ำโจมตีเข้ามาอย่างไม่ให้หยุดพัก คำอินทร์ถูกบีบให้ต้องถอยร่น เปลี่ยนมาใช้ เพลงดาบพยัคฆ์สงบนิ่ง เพื่อตั้งรับอย่างสุดความสามารถ ปัดป้องอาวุธของศัตรูที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน สถานการณ์ของเขาเข้าขั้นวิกฤต
ณ ชะง่อนหินอีกฝั่ง หลวงปู่แก้วลืมตาขึ้น. ใบหน้าของท่านซีดเผือดจากการใช้อาคมและการถูกทำลายมนตร์. แต่เมื่อเห็นว่าศิษย์รักกำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต ท่านก็รวบรวมพลังอีกครั้ง
ท่านประกบฝ่ามือเข้าด้วยกัน. "โอม...ปฐีจงตื่น!"
ทันใดนั้น "กำแพงยันต์" ที่ท่านสลักไว้บนพื้นดินและโขดหิน ณ ช่องเขาทางเข้าหมู่บ้าน ก็พลันส่องสว่างเรืองรองขึ้นมาเป็สีทองอร่าม แสงนั้นไม่ได้ทำอันตรายเหล่าอสูร แต่มันทำให้พวกมันชะงักและสับสนไปชั่วขณะ พร้อมกันนั้น กระแสพลังที่อบอุ่นและบริสุทธิ์สายหนึ่งก็ได้ไหลจากกำแพงยันต์เข้าสู่ร่างของคำอินทร์
ความเ็ปจากาแของเขาพลันทุเลาลง เรี่ยวแรงที่ใกล้จะหมดสิ้นกลับฟื้นคืนขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์.
คำอินทร์ไม่ปล่อยให้โอกาสทองนี้หลุดลอยไป เขาใช้พละกำลังที่เพิ่งได้รับมา ดีดตัวทะยานถอยหลังด้วยท่า พยัคฆ์ข้ามลำห้วย พาร่างที่าเ็ของตนเองมาหยุดยืนอยู่หน้ากำแพงยันต์ที่กำลังเรืองแสง
บัดนี้ เขายืนหอบหายใจอย่างหนัก เืไหลซึมจากาแ. เขารอดจากการโจมตีระลอกแรกมาได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยอาการาเ็สาหัส เบื้องหน้าของเขาคืออสูราทั้งสิบตนที่กำลังตั้งสติได้และเตรียมจะบุกเข้ามาอีกครั้ง เขาถูกต้อนจนมุมอยู่หน้าปราการด่านสุดท้ายแล้ว