ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    มุ่งสู่รังโจร 1


    เฮ้อ~ฉันถอนหายใจดังเฮือกในที่สุดบรรยากาศอันน่าอึดอัดนั่นก็ผ่านพ้นไป ฉันได้แต่นึกขอโทษชายคนนั้นที่เพิ่งรู้ว่าเป็นพี่ชายของจือเหลียงจากใจจริงๆ แต่จะโทษฉันก็ไม่ได้นะ ก็ใครจะไปรู้ว่าจือเหลียงมีพี่น้อง เห็นบอกว่าไม่มีแซ่ก็นึกว่าคงจะเป็นเด็กกำพร้าน่ะสิ ฉันยังจำท่าทางของจือเหลียงกับสือเหลียงได้ดี มันช่างเหมือนกับภรรยาโกรธสามีที่จับได้ว่ามีเมียน้อยยังไงยังงั้น แบบมันเย็นชาและเมินเฉยราวกับเพิ่งหย่าขาดกัน เหอะๆ“จือเหลียง” ฉันเลิกม่านที่หน้าต่างด้านข้างขึ้นถามจือเหลียงที่เดินอยู่ใกล้ๆไม่ไกลนัก“ขอรับ” จือเหลียงเดินเข้ามาใกล้มากกว่าเดิมเล็กน้อย“ยังอีกไกลหรือไม่?”“เดินไปอีกราวครึ่งชั่วยามขอรับ” ฉันพยักหน้าเข้าใจก่อนจะปิดม่านไว้ตามเดิมครึ่งชั่วยาม? ถ้ารวมกับเวลาที่ผ่านมาก็เกือบสองชั่วยามได้ สำหรับเดินเท้าถือว่าไม่ไกลเลย ศาลเจ้านั่นอยู่บนยอดเขา เดินทางโดยใช้เวลาเท่านี้ถือว่าเร็วมาก คงจะมีเส้นทางลัดตอนนี้ฉันกำลังนั่งอยู่บนเกี้ยวหลังไม่ใหญ่มากโดยมีกลุ่มโจรเหล่านั้นเป็นคนแบก พร้อมทั้งขนหีบสมบัติหลายหีบ คนพวกนั้นมีความพยายามที่จะเอาออกมาให้ได้มากที่สุด ถึงขนาดเอาหีบซ้อนหีบยกมาเลยทีเดียว แต่ถึงยังไงก็เอาออกมาไม่หมดเพราะว่ามันเยอะมาก ฉันยังแอบเสียดายเลยโดยเฉพาะแท่นทองอันใหญ่นั่น แต่ไม่เป็นไร ยังไงก็คงไม่มีใครเข้าไปไว้เดี๋ยวค่อยไปขนออกมาทีหลังก็ได้เกี้ยวที่ฉันนั่งอยู่นี่ก็เป็นของในสุสาน มีเกี้ยวอยู่หลายหลังทั้งเกี้ยวเงินเกี้ยวทอง แต่ฉันเลือกเอาเกี้ยวหลังที่เล็กที่สุดเพื่อจะได้เดินทางสะดวกโดยเกี้ยวหลังนี้เป็นเกี้ยวที่ทำจากไม้ของต้นอะไรสักอย่าง เป็นสีดำทั้งหลังและยังไม่ใช่การทาสีแต่เป็นสีของเนื้อไม้เอง ถ้าเป็นที่โลกเดิมคงมีการขอหวยแน่ๆตัวเกี้ยวไม่ได้มีการประดับอะไรมากนักมีเพียงลวดลายสีขาวรอบๆเกี้ยวเท่านั้น ซึ่งฉันคิดว่ามันเป็นหยกล่ะ หยกสีขาว ขาวแบบขาวกระจ่างเลยไม่ใช่สีขาวขุ่นแบบหยกขาวทั่วไปด้วย ซึ่งมันตัดกับตัวเกี้ยวทำให้ดูเรียบๆ แต่สง่าและสูงส่งส่วนทำไมฉันถึงต้องมานั่งเกี้ยวแทนที่จะเดินเองซะ มันจะไม่เร็วกว่าเหรอฉันก็อยากจะเดินนะแต่มันทำไม่ได้ไง ถึงร่างกายจะขยับได้ตามปกติแต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมด ยังคงมีอาการอ่อนแรงและรู้สึกเสียวๆอยู่บ้าง คิดว่าน่าจะเป็นเพราะระบบประสาทยังคงกลับมาไม่เต็มที่ และที่เป็นแบบนี้คงเป็นการแข็งตัวของศพ เมื่อคนเราตายไปร่างกายก็หยุดทำงาน และก็จะค่อยๆแข็งตัวแล้วเน่าเปื่อยไปถึงร่างกายนี้จะไม่เน่าเปื่อยแต่ก็ยังคงมีการแข็งตัว แล้วยิ่งอยู่ในที่หนาวๆอย่างในสุสานเป็นเวลานานๆแล้วด้วยตอนแรกความรู้สึกยังไม่กลับมาเลยไม่หนาว แต่พอสักพักฉันก็รู้สึกหนาวจนตัวสั่นเลยล่ะแล้วยังต้องมานั่งข่มขู่ให้โจรพวกนั้นพาฉันกลับมาด้วย ตอนแรกก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาต่อมาก็ไม่ยอมทำตามที่ฉันขอ ฉันเลยเอาคำสาปมาขู่บอกจะสาปให้เป็นหมูบ้างเป็นหมาบ้างก็ยังไม่ยอม ไม่รู้จะกลัวอะไรฉันนักหนา‘พวกนั้นกลัวภรรยาขอรับ’สุดท้ายจือเหลียงเลยมากระซิบบอกฉันประโยคหนึ่งซึ่งตอนแรกฉันก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะมันเป็นไปได้ยากสำหรับคนที่นี่ แต่ฉันก็ลองดูซึ่งมันได้ผลอย่างเหลือเชื่อ‘ข้าจะสาปให้พวกเจ้าเป็นหมันภรรยานอกใจมีลูกกับชายอื่น’เท่านั้นแหละรีบตกลงทันที โอ้ ดูท่าจะรักภรรยากันมากฉันว่าจือเหลียงเป็นคนฉลาดนะ ไหวพริบดีแล้วยังมีแววเจ้าเล่ห์ไม่น้อย แต่ที่เด่นชัดเลยก็คือเป็นพวกตัดสินใจเด็ดขาด ดูได้จากเดินเชิดหน้าสะบัดก้นใส่คนเหล่านั้น ไม่รู้ว่าโกรธกันเรื่องอะไรหรอกนะ แต่คิดว่าจือเหลียงคงหาทางเอาคืนอย่างสาสมแน่คนแบบนี้ไม่น่าจะมาเป็นลูกน้องโจรอย่างนี้ได้เลยด้วยซ้ำ เขาฉลาดเกินไป“มีอะไรหรือเปล่าซูเจิน?” ฉันถามซูเจินที่นั่งอยู่อีกฟากเมื่อเห็นเธอเอาแต่นั่งเงียบและมองออกไปข้างนอกมาได้สักพักแล้ว และเพราะในเกี้ยวมีแค่ฉันกับซูเจินแล้วยังดูเหมือนจะเก็บเสียงได้ดีพอสมควร ฉันจึงไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาได้ยินเข้า‘ข้าเพียงคิดอะไรเล็กน้อย’ถึงซูเจินจะพูดอย่างนั้น แต่เธอก็ยังยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยเหมือนเจอเรื่องถูกใจ“ซูเจิน ต่อไปฉันเรียกเธอว่า ซูซู ได้ไหม?”‘ซูซู?’ เธอเอียงคอมองฉันเล็กน้อย“ใช่ ต่อไปฉันคือเว่ยซูเจิน แต่จะให้เรียกเธอว่าซูเจินเหมือนกันมันก็ดูแปลกๆน่ะ” ลองคิดดูสิถ้าสมมุติว่าคุยกันก็ต้องเรียกชื่ออีกฝ่ายใช่ไหม ถ้าชื่อเดียวกันมันไม่ชวนสับสนเหรอ?‘เป็นเช่นนี้เอง ได้สิ ต่อไปเรียกข้าว่าซูซูแล้วกัน’ นางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ ‘แล้วเหตุใดเจ้ายังพูดด้วยภาษาเดิมของเจ้าเช่นนั้น?’“อ้าวทำไมล่ะ? ฉันพูดแค่กับเธอคนเดียวเองไม่เห็นเป็นไรเลย” ฉันตอบกลับ พูดกับซูซูยังไงก็ไม่มีใครได้ยินอยู่แล้ว‘กับข้าเจ้าก็มิควรพูด ซูเจินที่นี่มิใช่โลกเดิมของเจ้า เจ้าไม่ควรไปยึดติดกับสิ่งเดิมๆที่เจ้าจากมาหรอกนะ’ ฉันเงียบไป มันก็จริงที่นี่ไม่ใช่โลกเดิมของฉันอีกแล้ว ฉันก็ไม่ได้ยึดติดอะไรไม่ได้เสียใจหรืออะไรด้วย แต่จะให้เปลี่ยนไปเลยมันก็…“ฉันแค่ไม่ชินยังลืมไม่ได้เท่านั้นเอง” ฉันหลุบสายตาเล็กน้อย‘นั่นมิเรียกยึดติดหรือ’คราวนี้ฉันเงียบไป ใช่ มันคือการยึดติด แต่จะให้ฉันทำเป็นเฉยๆ ไม่รู้สึกอะไรเลยก็คงไม่ได้หรอก ชีวิตเก่าของฉันกำลังไปได้สวยอนาคตกำลังสดใส แต่ใครจะคิดว่าฉันจะมาตายเสียก่อน ฉันเพิ่งจะอายุยี่สิบสามปีเองนะ ยังสาวยังสวยแต่กลับ…เฮ้อ…เอาเถอะ ยังไงฉันก็ตายไปแล้ว ก็อย่างที่ซูซูพูดที่นี่คือชีวิตใหม่ โลกใหม่ เมื่อมีโอกาสแล้วก็ขอใช้ชีวิตให้คุ้มค่าอย่างที่ชีวิตก่อนไม่ได้ทำก็แล้วกัน เรื่องอดีตก็ปล่อยมันไป ฉันสายตาหม่นแสงลงเมื่อนึกถึงอดีตที่ฉันไม่ควรจะจดจำมันอีก ฉันต้องลืมมันไป…“ข้าเข้าใจแล้วซูซู ขอบใจเจ้ามากที่เตือนข้า”ฉัน ไม่สิ ข้าขอบใจซูซู แล้วนางก็ยิ้มบางเบาส่งให้ก่อนจะหันไปมองหน้าต่างอีกครั้ง จนอดสงสัยมิได้นางกำลังมองสิ่งใดอยู่กันแน่‘เขตต้องห้ามแห่งป่าอาถรรพ์’ นางเอ่ยราวกับรู้ว่าอีกคนคิดสิ่งใดอยู่ในใจเช่นเคยป่าอาถรรพ์? ตามความทรงจำที่นางรู้ ป่าอาถรรพ์คือป่าของเหล่าสัตว์อสูรและพวกนอกรีต ในเขตป่านั้นเต็มไปด้วยอันตรายมากมาย ทั้งตัวป่าเองก็มีความซับซ้อนดังเขาวงกต เลี้ยวลดปรับเปลี่ยนหมุนเวียนไปมาเหมือนกับป่ามีชีวิต คนธรรมดาไม่สามารถเข้าออกได้แน่ คงมิใช่ว่า…“อยู่ในป่าอาถรรพ์รึ?”‘น่าสนใจใช่หรือไม่’ ซูซูยกแขนเสื้อขึ้นปิดบังรอยยิ้มของตนเอง‘แถมยังเป็นเส้นทางที่ถูกต้องอีกด้วย กลุ่มโจรพวกนี้คงมิใช่ธรรมดาแล้ว’หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ซูเจินก็อดแปลกใจมิได้ พวกเขาดูมิค่อยเก่งกาจสักเท่าไหร่ เท่าที่ดูก็มีสือเหลียงแล้วก็คนที่เป็นหัวหน้าที่มีวรยุทธ์ในระดับค่อนข้างสูง ส่วนจือเหลียงนั้นมีความสามารถที่เหนือกว่าด้วยซ้ำ แต่เป็นพวกอมภูมิหรือจะเรียกเจ้าเล่ห์ดี? ส่วนที่เหลืออยู่ในระดับกลางค่อนไปทางต่ำ‘ซูเจินโลกที่เจ้าจากมาเป็นที่แบบใด เหมือนหรือต่างจากที่นี่มากน้อยเพียงใดกัน?’