เธอจับตามองดูอยู่ขณะที่เขาประคองร่างเอ็มม่าขึ้นนั่งบนหลังม้า แล้วก็เหวี่ยงตัวขึ้นนั่งทางเบื้องหลัง หลังจากนั้นก็ชักม้าให้วิ่งกลับไปตามเส้นทางที่ผ่านมา ฝ่าออกไปในท่ามกลางสายฝนตอนนั้นเองที่ไอเรนี่เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่า เธอไม่รู้จักแม้แต่ชื่อของเขา ยิ่งกว่านั้น เธอก็ไม่มีทางรู้เลยว่าเขาจะรักษาคำพูดด้วยการพาน้องสาวไปที่โรงแรม และส่งเกวียนมารับเธอกับจอห์นที่ได้รับบาดเจ็บอยู่หรือไม่ ก็แล้วถ้าเขาพาเอ็มม่าหายไปเลยล่ะ? ถ้าเขาไม่กลับมาอีกเลยเธอจะทำอย่างไร?เรานี่ช่างโง่เหลือเกินที่ไปไว้เนื้อเชื่อใจคนแปลกหน้าอย่างนั้นง่ายๆ เขาอาจจะเป็นเพียงแค่คนเดินทางผ่านมาและอาจจะไม่กลับมาอีกเลยก็ได้ เธอคิดอยู่อย่างกลัดกลุ้มใจแต่แล้วไอเรนี่ก็ปลอบใจตัวเองว่า สิ่งที่เธอได้กระทำลงไปนั้นมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เมื่อไม่อาจแก้ไขสถานการณ์ให้ดีกว่านี้ได้ สิ่งที่เธอจะต้องทำก็คือรอคอยการกลับมาของเขาแต่ทว่ามันช่างทำใจยากเหลือเกิน...เธอพิงร่างอยู่กับรถที่พลิกคว่ำ มองดูสายฝนที่กระหน่ำไม่ขาดสายด้วยแววตาเหม่อลอย
“กำลังสิ้นหวังหรือครับ..? ” เสียงถามล้อๆ ดังขึ้นหญิงสาวถึงกับสะดุ้ง เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นชายแปลกหน้าคนเดิมเข้ามาหยุดอยู่ใกล้ คงจะเป็นเพราะเสียงฝนที่กระแทกกระทั้นนั่นเองที่กลบเสียงฝีเท้าม้า จนเธอไม่ได้ยินว่าเขาได้กลับมาแล้ว“ไม่หรอกค่ะ” เธอเชิดหน้าตอบ ไม่อยากให้เขามีความรู้สึกว่าเธอกำลังตื่นกลัว“ถ้าอย่างนั้นคุณก็เป็นคนที่ใจคอเข้มแข็งมาก ถ้าเป็นผมเห็นจะทำใจอย่างคุณไม่ได้หรอก” เขาเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ “นี่คุณกำลังจะเดินทางเข้าลอนดอนหรือครับ? ”“ค่ะ” ไอเรนี่ตอบเสียงเบา พิจารณาท่าทางของเขาอยู่เป็นครู่ “คือฉันกับน้องสาวกำลังจะไปเยี่ยมญาติที่นั่น ตอนนี้น้องสาวฉันเป็นยังไงบ้างคะ? ฟื้นคืนสติขึ้นมาหรือยัง? ”เธอสังเกตเห็นรอยยิ้มปรากฏขึ้นตรงมุมปาก แม้ว่าขณะนี้จะไม่มีผ้าปิดบังใบหน้าอยู่ แต่ไอเรนี่ก็เห็นไม่ชัดนัก เนื่องจากอากาศมืดสลัวลงทุกที และยังมีเงาจากปีกหมวกปิดบังส่วนบนของใบหน้าไว้อีกด้วย“อาการดีขึ้นแล้วละครับ... ฟื้นตอนที่ผมอุ้มเข้าไปในโรงแรม และตอนนี้ภรรยาเจ้าของโรงแรมก็จัดห้องให้พักแล้วตอนนี้เธอก็กำลังเป็นห่วงคุณอยู่เหมือนกัน แต่ผมก็ปลอบว่าคุณไม่เป็นอะไร เธออยากพบคุณมากทีเดียวละครับ”“แกยังเด็กอยู่มากทีเดียวค่ะ” ไอเรนี่พูดเสียงเบา“คุณเองก็ยังดูไมโตเท่าไหร่นี่” เขาพูดอย่างตั้งข้อสังเกต“ค่ะ แต่ถึงยังไงฉันโตกว่า และก็ยังต้องรับหน้าที่เป็นผู้ปกครองเขาด้วย”“ผมเข้าใจ”แต่ไอเรนี่คล้ายจะจับสังเกตแววขบขันที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้นได้ แต่ก่อนจะทันพูดอะไรออกไป ก็พอดีได้ยินเสียงฝีเท้าม้ากับเสียงพูดของคนกลุ่มหนึ่ง ครู่ต่อมาเกวียนเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้น หลังจากนั้นไม่นานคนขับรถผู้ได้รับบาดเจ็บก็ถูกอุ้มขึ้นมาวางบนเกวียน และแล้วคนแปลกหน้าที่เธอยังไม่รู้จักชื่อก็ช่วยพยุงร่างขึ้นสู่หลังม้าตัวของเขา ก่อนที่ตัวเองจะขึ้นนั่งทางข้างหลัง และเอื้อมมาจับสายบังเหียนโดยประคองร่างเธอไว้ในอ้อมแขนพร้อมกันความอ่อนระโหยโรยแรงเข้าครอบงำ ร่างของไอเรนี่ซวนเซอยู่ในอ้อมแขนของเขา ทุกย่างก้าวของฝีเท้าม้าเธอมีความรู้สึกว่าเปลือกตาหนักขึ้นทุกที หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็มีความรู้สึกว่าตัวเองกำลังดิ่งลง...ดิ่งลง สู่ความมืดที่เคลื่อนเข้าครอบคลุมไว้จนสิ้นเชิงร่างของเธอซุกซบอยู่กับแผงอก และในยามนั้นที่เธอฝันว่า ได้เงยหน้าขึ้นและประสานสายตาอยู่กับเขา ความคิดสุดท้ายก่อนจะผล็อยหลับไปก่อนหน้านั้น ไอเรนี่มีความรู้สึกว่าดวงตาของผู้ชายคนนี้ไม่เหมือนกับใครที่เธอเคยผ่านพบมาเลยแม้จะเป็นสีน้ำตาลอ่อน... แต่จุดตรงกลางดวงตาก็เป็นสีเข้มดึงดูดความรู้สึกยิ่งนัก มันเหมือนดวงตาแมวไม่มีผิด
เมื่อไอเรนี่ลืมตาตื่นขึ้น เธอก็ได้พบกับแสงแดดอบอุ่น และความนุ่มสบายของเตียงที่กำลังนอนอยู่ เธอกะพริบตาถี่ๆ เหยียดแขนทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ พยายามจะนึกให้ออกว่าขณะนี้ตนเองอยู่ที่ไหนเธอไม่เคยเห็นห้องที่ผนังฉาบไว้ด้วยสีขาว และมีเฟอร์นิเจอร์ที่พอจำเป็นสำหรับการใช้เช่นนี้มาก่อน เครื่องเรือนแต่ละชิ้นนั้นดูเก่าคร่ำคร่า รวมทั้งม้านั่งใต้หน้าต่างเมื่อมองขึ้นไปบนเพดานจะเห็นคานไม้ใหญ่โตค้ำหลังคาไว้ ม่านตรงหน้าต่างเป็นสีน้ำตาลซีดถูกรูดปิดไว้ แต่ก็ยังไม่อาจกั้นแสงแดดได้ แต่กระนั้นกระเป๋าเสื้อผ้าก็ถูกนำมาวางไว้บนตู้ไม้โอ๊คขนาดใหญ่ไอเรนี่เต็มไปด้วยความพิศวงขณะทบทวนความทรงจำของตัวเอง และแล้วก็นึกออกว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาเธอกับน้องสาวติดอยู่ท่ามกลางพายุฝนที่รุนแรงมาก จากนั้นก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นและมีผู้มาให้ความช่วยเหลือผู้ช่วยเหลือคนนั้น...เขาเป็นคนร่างสูง หน้าตาแปลกๆ แถมยังมีดวงตาที่ไม่เหมือนใครเสียงเคาะถี่ๆ ดังขึ้นตรงหน้าประตูก่อนที่มันจะถูกเปิดออก พร้อมกับร่างของเอ็มม่าที่วิ่งถลาตรงเข้ามาที่เตียงนอนกอดจูบพี่สาว ผู้กำลังพยุงตัวขึ้นนั่ง“เช้านี้สบายขึ้นแล้วหรือ? ” ไอเรนี่ถามน้องสาวอย่างห่วงใย“สบายดีมากแล้วละ หนูเป็นห่วงพี่แทบแย่” เอ็มม่าตอบด้วยน้ำเสียงแจ่มใส“พี่น่ะไม่เป็นไรหรอก หัวแข็งออกจะตายไป” เธออดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าตื่นๆ ของน้องสาวเอ็มม่าเดินไปรูดม่านให้เปิดออก อาทิตย์สีทองสาดแสงเข้ามาในห้องนอน ไอเรนี่หลับตาลงเนื่องจากแสงนั้นออกจะสว่างเกินไป และในตอนนั้นเองที่ผู้หญิงร่างอ้วนคนหนึ่งเดินเข้ามา ในมือมีถาดอาหารเช้าที่ประกอบด้วยขนมปังปิ้ง แยม ไข่และสเต๊ก นอกจากนั้น ยังมีแฮมชิ้นใหญ่วางเคียงข้างอยู่กับน้ำผลไม้อีกด้วย“ฉันชื่อมิสซิสฮาร์เปอร์ค่ะ” นางบอกด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร “แต่คิดว่าคุณหนูคงจำฉันไม่ได้หรอก เพราะเมื่อคืนตอนที่สุภาพบุรุษท่านนั้นอุ้มเข้ามา คุณหนูกำลังหลับสนิททีเดียว”“สวัสดีค่ะ” ไอเรนี่ตอบด้วยสีหน้าอาย ๆ เมื่อนึกถึงว่าเมื่อคืนนี้ด้วยความเหน็ดเหนื่อยอิดโรย ทำให้เธอหลับพับไปในอ้อมแขนของคนแปลกหน้าคนนั้นนั่นเอง ไม่รู้ว่าเขาจะคิดอย่างไรกับเธอบ้าง “ฉันต้องขอบใจอย่างมากเลยนะคะคุณนายฮาร์เปอร์ ที่ช่วยดูแลน้องกับฉันอย่างดี”“ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ” นางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ “ฉันยินดีช่วยอยู่แล้ว น้องสาวคุณน่ะน่ารักออก” นางมองไปทางเอ็มม่าที่หน้าแดงขึ้นเมื่อถูกชมเอาซึ่งหน้า มิสซิสฮาร์เปอร์วางถาดอาหารลงบนโต๊ะ“แหม..อาหารตั้งมากมาย ฉันคงกินเข้าไปไม่หมดหรอกนะคะนี่ คุณนายฮาร์เปอร์”“แต่คุณคงไม่ต้องกินคนเดียวหรอกครับ” เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมาจากหน้าประตู เมื่อเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจไอเรนี่ก็ได้เห็นบุรุษผู้เข้ามาช่วยเธอกับน้องสาวไว้เมื่อคืนนี้ หรืออย่างน้อยเธอก็สันนิษฐานว่าจะต้องเป็นเขาแน่ แม้จะยังไม่เห็นหน้าชัดเจนก็ตาม แต่เสียงที่พูดออกมาเธอจำได้แม่นยำว่าเป็นเสียงเดียวกัน มันลุ่มลึกและมีแววล้อเล่นแฝงอยู่สัญชาตญาณทำให้เธอดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดจนถึงคาง มีความรู้สึกว่าทั้งเสื้อนอนและผ้าคลุมนั้นไม่สามารถจะปิดบังเรือนร่างที่ต้องสายตาโลมเลียของเขาอยู่ได้“ตายแล้ว หน้าตาฉันยังแย่อยู่เลย” ไอเรนี่ร้องทักท้วงเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่าผมเผ้ายังยุ่งเหยิง ควรจะได้รับการสระให้สะอาดเสียก่อน เธอยกมือขึ้นลูบแก้มและก็พบว่ามันเนียนนุ่มเช่นเดิม ไม่มีคราบโคลนติดเกรอะกรังอย่างเช่นเมื่อคืนอย่างน้อยก็คงมีคนช่วยเช็ดหน้าให้ตอนที่เข้ามาในโรงแรม“เดี๋ยวก่อนค่ะ…เดี๋ยวก่อน” มิสซิสฮาร์เปอร์โบกไม้โบกมือวุ่นวาย จะไล่เขาให้ออกไปจากห้องเพื่อจะได้ปิดประตูลงแต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ให้ความสนใจในตัวนางแม้แต่น้อยกลับเดินลึกเข้ามาในห้องนอน“ที่ผมเข้ามานี่ก็ไม่ได้หวังจะเข้ามาพบกับผู้หญิงที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วหรอกนะ ผมรู้ดีเมื่อคืนที่ผ่านมาคุณต้องลำบากขนาดไหน” เขาหันไปยิ้มให้มิสซิสฮาร์เปอร์ “ขอรับรองว่ามันจะไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น อีกประการหนึ่ง...” เขาหันไปมองทางเอ็มม่า “เราก็มีคนนั่งเป็นเพื่อนอยู่ด้วย”“แหม...แต่คุณหนูคนนี้แกก็ยังเด็กมากนะคะ” มิสซิสฮาร์เปอร์ขึ้นเสียงอย่างไม่พอใจ “พวกชาวกรุงละเป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น ไม่ได้ยึดถือในขนบธรรมเนียมประเพณีกันเสียเลย” นางบ่นพึมพำ พลางหันไปทางไอเรนี่ “เอาละค่ะ ถ้าต้องการอะไรก็เรียกนะคะ” นางเหลือบตามองหน้าเขาอย่างไม่ไว้วางใจ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปไอเรนี่กลั้นยิ้มไว้อย่างยากลำบาก เมื่อมิสซิสฮาร์เปอร์ลับร่างไปแล้ว เธอก็หัวเราะกิ๊กออกมา เอ็มม่ามองหน้าคนทั้งสองแล้วก็อดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้“รู้สึกว่าคุณมีผู้คุมที่ระเบียบจัดดีจริงๆ เชียวนะ” เขาเอ่ยขึ้นราวตั้งข้อสังเกต“ซึ่งฉันก็ต้องขอบคุณทั้งผู้ช่วยชีวิตไว้และผู้คุ้มกันทั้งสองคนนั่นแหละค่ะ” ไอเรนี่ตอบด้วยสีหน้ายิ้มเยื้อน เธอรู้สึกคลายใจลงมากหลังจากที่ได้พูดจากับเขาแล้ว “ถ้าอย่างนั้นก็เห็นจะต้องเชิญให้คุณทานอาหารเช้าร่วมกันเสีย เพราะในถาดนี่เห็นจะกินเข้าไปคนเดียวไม่หมดแน่ แม้ว่าจะมีน้องสาวช่วยอีกคนก็ตามเถอะ”“หนูทานเรียบร้อยแล้วค่ะ” เอ็มม่าตอบอายๆ เหลือบตาขึ้นมองคนแปลกหน้าอีกครั้ง ก่อนจะหลบตาลง มองมือที่ประสานกันอยู่ ไอเรนี่รู้ว่าน้องสาวจะไม่พูดอะไรออกมาอีกตราบใดที่ผู้ชายคนนี้ยังอยู่ในห้อง“ที่ผมเข้ามานี่มันยังมีเหตุผลมากกว่านั้นนะ” เขาเอ่ยขึ้น “คุณต้องอภัยให้ผมด้วยที่เรายังไม่แนะนำตัวให้รู้จักกันอย่างเป็นทางการเลย ผมชื่อ ไบรซ์ แมนนิ่ง แต่ผมก็ทราบจากน้องสาวคุณแล้วว่าคุณคือมิสคาร์เลตั้น เพราะได้คุยกับน้องคุณก่อนหน้านี้ ผมหมายถึงตอนที่คุณยังไม่ตื่นน่ะครับ” เมื่อไอเรนี่ยื่นมือมาให้ เขาก็โค้งกายลงและจุมพิตปลายนิ้วเบาๆ สัมผัสนั้นสร้างความตื่นใจให้บังเกิดขึ้น ไอเรนี่ดึงมือออกจากการเกาะกุมของเขาเสียจากนั้นเขาก็ลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งลงตรงหน้าเตียง แม้ไอเรนี่จะรู้สึกแปลกใจกับการกระทำของเขา แต่ก็รู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก“เมื่อคืนนอนหลับสบายไหมครับ? ”“หลับสบายทีเดียวค่ะ และก็ต้องขอขอบใจคุณอีกครั้งนะคะ คุณแมนนิ่ง...ที่กรุณาช่วยเหลือเรา”“ด้วยความยินดีครับ”