“แล้วจะเป็ไปได้ไหมขอรับท่านอาจารย์ ที่....เอ่ออ....เหอะๆเฟยอวิ๋นจะสิ่งนั้นไว้กับตัว” เหลียงเฉินกล่าวยิ้มถามอย่างสงสัย
“แต่ทว่า เฟยอวิ๋นก็มีแต่ปลอกแขนเส็งเคร็งที่เขาสวมมันอยู่ ข้าไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรพิเศษซุกซ่อนอยู่เลย”ซุนเป่าชิงเบะปากพูด ก่อนเหลือบสายตามองขึ้นไปบนท้องฟ้าท่าทีไม่อยากจะเชื่อเท่าใดนัก
“นั้นเป็สิ่งที่พวกเราสันนิษฐานกันเอาเองเพียงเท่านั้นข้าเองก็ไม่อาจปักใจเชื่อมันได้เช่นกัน ว่ามันจะมีพลังอันใดซุกซ่อนอยู่ หรือว่ามีอำนาจพลังที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนกันแน่?”หยางซุนจี้กล่าวด้วยใบหน้าอันเรียบเฉย เพราะหลังจากที่เขาตรวจสอบมันแล้วมันก็เป็จริงดั่งที่เขาว่า
“แต่ก็อาจเป็ไปได้ว่า พลังปราณิญญาของข้าในตอนนี้ยังไม่สามารถที่จะเข้าถึงมันได้ และพลังนั้นอาจจะอยู่ในขั้นที่พวกเราเองก็คงไม่อาจเอื้อมถึงมันก็เป็ไปได้เช่นกัน”หยางซุนจี้ยืนมือไพล่หลังพลางถอนหายใจยาว ซึ่งเขาเองก็รู้สึกจนใจเป็อย่างมากในการที่จะตรวจสอบปลอกแขนนั้นของเฟยอวิ๋นแต่ทว่าครั้นจะให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถมากกว่านี้ตรวจสอบเขาก็เกรงว่าเื่นี้อาจจะนำมาซึ่งเื่ราวบานปานต่อไปอีก
ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น สูงขึ้นไปบนท้องฟ้าเบื้องบนอีกาดำตัวหนึ่งลอยวนเวียนไปมาเป็วงกลม มันขยับเอียงคอบ้างเป็บางครั้งพร้อมกับกะพริบตาไปมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หยางซุนจี้เลิกคิ้วสูงขึ้นทันที เมื่อรู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดปรกติบนท้องฟ้าเพราะจิติญญาััของเขาแผ่กระจายไปได้กว้างไกลอย่างมากก่อนที่เขาจะเงยหน้าหรี่ตามองไปยังอีกาดำตัวนั้นแล้วพลางโบกสะบัดมือขึ้นหนึ่งครั้ง
ก่อนจะมีสายลมหวีดหวือหมุนม้วนควบแน่นเข้าด้วยกันพลันกลับกลายเป็ลูกศรอากาศธาตุโปร่งแสง แล้วพุ่งแหวกอากาศราวกับสายฟ้าด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัวและด้วยความเร็วจากพลังปราณิญญาของผู้บ่มเพาะระดับสี่ดาราที่อัดควบแน่นเป็ลูกศร มันจึงพุ่งเสียบทะลุกลางลำตัวของอีกาดำตัวนั้นอย่างแม่นยำและเร็วยิ่ง
ตูม!
เสียงะเิดังขึ้นบนท้องฟ้า อีกาดำตัวนั้นกลับกลายเป็เมฆหมอกจางหายไปในอากาศธาตุทันที
“ซุนเป่าชิง มีคนตามเ้ามา!!!” หยางซุนจี้ดวงตาหดแคบลง กล่าวตวาดเสียงดังตำหนิออกไป
ขณะเดียวกันที่บนท้องฟ้าห่างออกไปราวร้อยจั้งนกทั้งสามตัวก็ปรากฏขึ้นในครรลองสายตาของพวกเขาทั้งสามคน
สีหน้าของบุรุษที่นั่งอยู่บนหลังนกอินทรีดูอึมครึมลงเล็กน้อยทว่าก็เหยียดยิ้มที่มุมปากอย่างยินดีเขาสวมชุดสีม่วงพร้อมด้วยผ้าคลุมสีแดงเข้มปลิวไสว ดูน่าเกรงขามเป็อย่างยิ่ง
“ในที่สุดก็ตามหาพวกมันเจอ” เขาพึมพำกับตัวเองก่อนทอดถอนหายใจโล่งยาวออกมา
ซุนเป่าชิงใบหน้าถอดสีเล็กน้อย เขามองไปที่บุคคลทั้งสาม แต่ทว่าพวกเขาเ่าั้กลับไม่ใช่คนที่ตามล่าเขาตอนคืนพระจันทร์สีเื แล้วสามคนที่มาใหม่เป็ใครกัน?
สายลมหมุนม้วนพัดกระพือโหมทั้งที่อากาศเมื่อครู่ยังสงบนิ่งไม่แม้แต่กิ่งไม้ยังแทบไม่เคลื่อนไหวและทันใดกลิ่นอายสังหารก็ได้แผ่พุ่งมาพร้อมกับลมพายุ เฟยอวิ๋นรู้สึกได้ถึงอันตรายมาเยือนอีกคราหนึ่งก่อนพุ่งทะยานมายืนอยู่ด้านหลังของพวกเขาทั้งสามคนที่ยืนอยู่บนลานกว้าง
หยางซุนจี้หรี่ตามองบุคคลทั้งสามด้วยใบหน้าที่เ็าไร้อารมณ์
ขณะเดียวกัน นกเหยี่ยวสองตัวก็กระพือปีกบินมามันทิ้งระยะห่างจากพวกเขาประมาณห้าสิบจั้งบนอากาศเบื้องบน
บุรุษทั้งสองคนมองดูผู้อยู่เบื้องล่างพร้อมกับรอยยิ้มเย้ยเหยียดหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก
“ส่งเด็กคนนั้นมาให้ข้า!!!”
บุรุษที่นั่งอยู่บนหลังนกอินทรีไม่เอ่ยวาจาให้มากความเสียงนั้นดูเหมือนจะกล่าวเบา ทว่าในน้ำเสียงนั้นฟังดูช่างแข็งกร้าวนัก ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วทั้งหุบเขาหว่างคิ้วพลันปรากฏดอกบัวที่ยังไม่บาน กะพริบแสงสีขาวอยู่หนึ่งดอก
แต่เสียงตอบรับของผู้อยู่เบื้องล่างบนลานกว้างกับเงียบงันนิ่งเฉยไม่ใส่ใจ ดูเหมือนจะไม่ไยดีกับคำขอนั้นสักเท่าไหร่จนทำให้กล้ามเนื้อบนใบหน้าเขากระตุกขึ้น
ชายชราหลับตาลงขมวดคิ้วไปมา แล้วผ่อนลมหายใจเบาออกมาอีกครั้งในขณะที่สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็หมองคล้ำเ็ามากยิ่งขึ้นแล้วโบกสะบัดมือไปด้านหน้าคราหนึ่ง พร้อมกับคำรามเสียงดังลั่นด้วยความโกรธเคือง
“สังหารให้หมด!!!”
ทันทีที่ได้ยินคำสั่งนั้นสะท้อนก้องเข้าทั้งสองรูหูบุรุษคนที่ถือพัดเหล็กก็ทะยานออกมาจากหลังนกเหยี่ยวทันทีเท้าทั้งสองของเขาเหยียบเดินบนอากาศธาตุ ราวกับว่ามันมีบันไดให้ก้าวเท้าลงมาแต่ที่จริงแล้วเขายืนอยู่บนพัดเหล็กขนาดเล็ก ที่มันปรากฏขึ้นอยู่ใต้ฝ่าเท้า!
ส่วนบุรุษอีกคนที่ยืนกอดอกอยู่บนหลังนกเหยี่ยวก็เช่นกันเมื่อมือนั้นที่กำอะไรบางอย่างเอาไว้ได้ถูกคลายออก
พลันก็ปรากฏมีมีดบินขนาดเล็กหมุนควงลอยอยู่บนฝ่ามือมันส่งเสียงกรีดร้องราวกับว่ากระหายโลหิตเต็มทนก่อนที่เขาจะก้าวเท้าลงมาจากนกเหยี่ยวคู่กาย และใต้ฝ่าเท้าก็ปรากฏเป็มีดบินด้วยเช่นกัน
บุรุษทั้งคู่ผู้มาเยือน ใต้ฝ่าเท้าปรากฏวงแหวนดาราจักรสีฟ้าสองวงนี้คือผู้มีพลังปราณิญญาระดับ ‘สองดารา’
การเปิดศึกกับศัตรู โดยไม่ได้ใช้พลังปราณิญญาดั้งเดิมแต่ทว่าพวกเขาทั้งสอง กับใช้เคล็ดวิชาพลังธาตุเวทแทน นั้นเท่ากับว่า พวกเขาทั้งหมดก็ดูไม่มั่นใจมากนักในการปะทะครั้งนี้เนื่องจากระดับขอบเขตพลังของบุคคลทั้งสามที่มีอยู่ พวกเขาไม่อาจรับรู้ได้ว่าพลังปราณิญญาแต่ละคนอยู่ในระดับขั้นใดกันแน่?
ซุนเป่าชิงและเหลียงเฉินเห็นเช่นนั้นก็สบตากันไปมาแล้วทั้งคู่ก็ทะยานเหยียบบนศาสตรายุทธเคลื่อนิญญา เหินขึ้นไปบนท้องฟ้ายืนประจันหน้ากับบุรุษทั้งสองเช่นกัน
กระบี่ยาวสีเงินส่องประกายวูบวาบปรากฏอยู่ในมือของซุนเป่าชิงส่วนเหลียงเฉินก็กำกระบี่สีเงินประจำกายอยู่ในมือเช่นกัน
“หึ!พวกมันทั้งสองคนก็อยู่ในขั้นพลังปราณิญญาระดับสองดาราด้วยหรือนี่!” บุรุษที่ยืนอยู่ข้างนกเหยี่ยวของตนกล่าวเสียงเบาขณะมองสำรวจใต้ฝ่าเท้าของเหลียงเฉิน และซุนเป่าชิง
ส่วนบุรุษที่ถือพัดเหล็ก ดวงตาส่องประกายเยือกเย็นดูไม่แยแสกับขั้นพลังปราณิญญาของทั้งคู่ วงแหวนิญญาสีฟ้าก็พลันปรากฎขึ้นเหนือหว่างคิ้วสองวงด้วยเช่นกันยกแขนโบกสะบัดพัดในมือไปคราหนึ่ง พร้อมกับอักขระเวทที่ถูกวาดขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะพุ่งตัวโจมตีไปที่ซุนเป่าชิง สายลมพัดหวีดหวือมาแต่ไกล พร้อมกับที่มวลอากาศรวบควบตัวกันเป็ลิ่มแหลมคมก่อนที่พวกมันจะกลายเป็มีดบินเลือนรางโปร่งแสง ซึ่งมีจำนวนแทบนับไม่ถ้วนพุ่งกรีดอากาศนำหน้ามุ่งตรงมายังซุนเป่าชิง
ซุนเป่าชิงหัวเราะร่าเสียงดังลั่น พร้อมกับยิ้มเย้ยหยันที่มุมปากก่อนจะขบฟันแน่นเข้าหากันสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็อำมหิต กระบี่ยาวสีเงินถูกปลดปล่อยลอยออกไปในอากาศทันทีพร้อมกับอักขระเวทที่ดูเลือนราง ขณะเดียวกันก็พลิกหมุนวนล้อมรอบตัวของเขา กรีดแหวกอากาศด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อหลังจากนั้นจึงพุ่งทะยานเข้าหาศัตรูที่อยู่เบื้องหน้า
ใน่เวลาเดียวกันมีดบินเล่มเล็ก ที่อยู่ในมือบุรุษฝั่งขวาก็ถูกปลดปล่อยออกมาแล้วพุ่งตรงดิ่งมายังเหลียงเฉินเช่นกัน ก่อนที่มันจะแตกกระจายแยกออกจนกระทั่งกลายเป็มีดบินจำนวนหนึ่งพันเล่ม
สองคนผู้มาเยือนฝึกฝนเคล็ดวิชาธาตุเวทระดับสองวิถี ‘หมื่นกระบี่วายุโปรย’ แต่ฝั่งเหลียงเฉินและซุนเป่าฉิงฝึกเคล็ดวิชาธาตุเวทระดับสามวิถี ‘สุริยันเบิกฟ้า’ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่างชั้นกันหนึ่งขั้นแต่ทว่าพลังปราณิญญากลับอยู่ในระดับสองดาราเท่ากัน และก็ต่างกันเพียงแค่ชั้นย่อยเท่านั้นเพราะระดับสองดารามีสามชั้นย่อย นั้นคือระดับ ชั้นต้น ชั้นกลาง และชั้นปลาย ซึ่งสองคนที่กำลังต่อสู้กับเหลียงเฉินและซุนเป่าชิง ระดับการบ่มเพาะของพวกเขา อยู่ในขั้นระดับสองดาราชั้นปลายแล้ว
และนี้คือพลังธาตุเวท ‘หมื่นกระบี่วายุโปรย’ ซึ่งหยางซุนจี้ ซุนเป่าชิง และเหลียงเฉินต่างก็มองออก ถึงพลังอำนาจในความน่ากลัวของมันแต่ทว่าผู้ที่เหนี่ยวนำพลังนั้นมาใช้ เพื่อควบคุมศาสตราวุธเวทิญญามันก็คือตัวแปรที่สำคัญเช่นกัน ซึ่งความกดดันของพลังนั้นดูมันจะแตกต่างจากเอ่อตงเว่ยเป็อย่างมาก
การต่อสู้ของบุคคลทั้งสี่ห้ำหั่นกันอย่างลึกล้ำ แสงวูบวาบบนท้องฟ้าสว่างจ้าวิบวับขึ้นเป็บางครั้งเมื่อเกิดการปะทะ
พลังปราณิญญาของพวกเขานับว่าใกล้เคียงกันเล็กน้อยการรุกรับและได้เปรียบ จึงเกิดขึ้นเป็ครั้งคราว แต่ทว่าพอนานไปชั่วขณะเวลาหนึ่งเหลียงเฉินซึ่งมีอาการาเ็อยู่ก่อนหน้าและพลังปราณิญญาของเขาก็อยู่ในชั้นกลาง แต่ศัตรูกับอยู่ในชั้นปลายแล้ว และเขาเองก็ยังไม่อาจฟื้นฟูพลังกลับมาได้อย่างสมบูรณ์เท่าที่ควรดูจะเป็ฝ่ายเสียเปรียบอยู่ไม่น้อย
เขาหายใจแรงหอบถี่ กระอักโลหิตออกมาถึงสองครั้งสองคราส่วนคู่ศัตรูของเขาก็ไม่ต่างกันมากนักโลหิตถูกพ่นออกมากระจายเป็ละอองไอหมอกสีแดงอยู่ครั้งหนึ่ง แต่จิตใจนั้นกลับฮึกเหิมมากว่าเหลียงเฉินเป็อย่างมากหากว่าวันนี้เขาไม่ตกตายลงเสียก่อน และสามารถสังหารพวกคนเหล่านี้ได้รางวัลที่รออยู่นั้น มันเพียงพอที่จะทำให้เขาสามารถทะลวงระดับขึ้นมาอีกขั้นได้อย่างง่ายดาย
ในขณะเดียวกันที่หยางซุนจี้เอง ก็กำลังประเมินการต่อสู้ของทั้งคู่ แต่ก็อดเป็ห่วงเหลียงไม่ได้เช่นกันแล้วเบนสายตามองไปยังชายชราอยู่ไกลๆ
“มีคนเดียวที่นั่งอยู่บนหลังนกอินทรี ที่สามารถสร้างแกนเสาปราณธาตุแล้วก่อให้เกิดเป็ธาตุหลักขึ้นมาได้”
่เวลาแห่งการต่อสู้ที่หนักหน่วง กระบี่หนักที่อยู่ด้านหลังของชายชราชุดม่วงที่นั่งบนหลังของนกอินทรีขนทอง ก็พุ่งพรวดออกมาจากฝักทันใดส่งเสียงดังวิ้งสะท้อนไกลเป็ระลอกคลื่น พร้อมกับกำลังคำรามเสียงต่ำอยู่ตรงหน้า และเหนือขึ้นไปบนหว่างคิ้วของเขาก็พลันปรากฏดอกบัวตูมสีขาวสว่างวาบออกมา
ในระยะร้อยจั้งกระบี่หนักสั่นไหวส่งเสียงกรีดร้องราวกับภูตผีที่สิงสู่อยู่หลายตนจนหน้ากลัว แต่ความน่ากลัวของมันหาใช่มาจากพลานุภาพของเสียงไม่
แต่เป็เพราะกลิ่นอายอันทรงพลังที่แฝงเร้นออกมาต่างหาก ที่ทำให้น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าผู้ใช้เคล็ดวิชาธาตุเวทโดยทั่วไป
และถึงกับทำให้หยางซุนจี้เองก็หวาดหวั่นใจไม่น้อยด้วยเช่นกัน
“กระบี่เล่มนี้มัน!... แฝงเร้นด้วยเคล็ดวิชาปราณธาตุเวท ‘หมื่นกระบี่วายุโปรยบุปผา’ !!!”
.
.
.
.
.
………………………………
หยางซุนจี้ เหลียงเฉิน ซุนเป่าชิง ต่างอ้าปากค้างหันขวับมองไปยังเด็กหนุ่มด้วยความใสีหน้าของพวกเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็ซีดขาว แม้กระทั่งแทบลืมหายใจชั่วขณะหนึ่งและทุกการเคลื่อนไหวก็หยุดนิ่งลงราวกับถูกตอกด้วยตะปูตรึงิญญา
“เฟยอวิ๋น!!!”
ทั้งสามต่างร้องะโแผดเสียงคำรามลั่นออกมาพร้อมกัน
แววตาของพวกเขาดูสลดหดหู่ลงอย่างฉับพลันสีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็กังวลมากยิ่งขึ้นแต่ทว่าภายในใจกลับกริ้วโกรธเคืองแค้นยิ่งนัก
“บัดซบ!!! เ้าสารเลว บังอาจทำร้ายหลานข้า!”