บทที่ 20 โลกเื้ั
“โลกเื้ั” เป็คำที่ใช้จำกัดความของกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวในที่ลับ เช่น นักเลงใต้ดินผู้ฝึกวิชาแขนงต่าง ๆ รวมไปถึงเื่ลึกลับบางอย่างในโลกด้วยตอนที่หวังเฟิงได้ยินคำนี้ครั้งแรก เป็่ที่เขาอายุสิบปี พ่อได้บอกกับเขาเองว่า‘โลกนี้มีสิ่งมหัศจรรย์อยู่มาก ก็เหมือนกับแม่ของลูกฉะนั้นจะทำอะไรต้องระวัง อย่าประมาท’
หวังเฟิงจำประโยคสั่งสอนนี้ของพ่อได้อย่างขึ้นใจ
“งานชุมนุมของโลกเื้ั… ผมยอมรับว่าเริ่มสนใจงานนี้ขึ้นมาบ้างแล้วจริง ๆ แต่ผมก็อยากรู้ว่ามีเหตุผลอะไรถึงได้คิดชวนผมไปด้วย”
“เหตุผลมีอยู่สองข้อ”จินเจ๋อ ยกชาขึ้นจิบแก้กระหาย พูดต่อว่า “งานนี้ถึงจะเป็งานเล็ก ๆไม่คู่ควรให้คนใหญ่ คนโตปรากฏตัว แต่ก็มีผู้คนมากหน้าหลายตาถ้ามีคนที่ไว้ใจได้ช่วยระวังหลังให้ก็จะดีที่สุด”
หวังเฟิงพยักหน้าเหตุผลนี้เข้าใจได้ ถึงปัจจุบันโลกเื้ัจะมีระบบ ระเบียบมากขึ้น แต่มันก็มี“กฎ” บางอย่างที่ไม่เคยเปลี่ยนก็คือ ‘หมัดใครแกร่งกว่าคนนั้นถูกเสมอ’
“อีกข้อเธอเป็สมาชิกในชมรมของลูกชายฉัน แถมยังเป็คนในวงการ จะได้สนิทสนมกันไวๆ ไงล่ะ”บิดามักคิดถึงบุตรเสมอ จินเจ๋อมีสัญชาตญาณว่า หวังเฟิงต้องมีฐานะไม่ธรรมดาการให้ลูกชายได้ทำความรู้จักคนระดับนี้ไว้มีแต่เื่ดี ไม่มีเสีย
หวังเฟิงเองถึงอายุยังน้อยแต่ก็มีไหวพริบ รู้ถึงความ้าของอีกฝ่ายดี แต่เื่นี้ถ้ามองมุมกลับเขาเองก็ได้ประโยชน์เหมือนกัน เพราะเส้นทางนี้เขาจะได้แผ้วถางด้วยตัวเองโดยไม่ได้ใช้ความช่วยเหลือของตระกูล
“อย่างนั้นต้องขอรบกวนลุงเจ๋อแล้ว”
เมื่อได้ยินหวังเฟิงตอบตกลงแล้วจินเจ๋อก็ตบโต๊ะร้องออกมา “ดี! ฉันคิดอยู่แล้วว่าเธอจะต้องสนใจ”
จากนั้นทั้งสองก็แลกเปลี่ยนข้อมูลการติดต่อกันพอหวังเฟิงเดินออกมาบริเวณลานฝึกเพื่อนในชมรมก็เปลี่ยนชุดกลับไปเป็ชุดเดิมเรียบร้อยแล้ว
จินเต๋อเลือกที่จะนอนค้างที่บ้านจึงเดินออกมาส่งเพื่อนในชมรมที่หน้าทางเข้าโรงฝึก เมื่อครู่นี้จินเต๋อพ่อของเขาได้บอกแล้วว่าหวังเฟิง เป็คนในแวดวงเดียวกันทำให้ตอนนี้เขารู้สึกสนิทสนมกับหวังเฟิงเป็พิเศษ ถึงขนาดเดินกอดคอหวังเฟิงมาตลอดทาง
“ต่อไปฉันจะเรียกนายว่าน้องเฟิงนายก็เรียกฉันว่าพี่เต๋อ มีปัญหาอะไรก็มาหาฉันได้”
หวังเฟิงแทบจะรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปแบบนี้ไม่ถูกได้แต่ตอบรับคำแบบส่ง ๆ ไป “ถ้าจะให้ดี อย่ามีปัญหาจะดีกว่าครับ”
“ใช่อย่ามีปัญหาดีกว่า” จินเต๋อก็คิดว่านี่เป็สิ่งที่ถูกต้อง
ด้านหน้าบริเวณทางขึ้นบันไดก่อนเข้าโรงฝึกมีแท็กซี่จอดรออยู่แล้วสองคัน และรถเก๋งธรรมดาอีกหนึ่งคันที่เพิ่งจะมาถึงเมื่อสักครู่นี้เอง
“รถพวกเรามากันแล้วไปก่อนนะคะประธาน”
“เจอกันพรุ่งนี้”
“เดินทางปลอดภัยนะทุกคน”
“บ๊ายบายรุ่นน้องหวัง”
หวังเฟิงโบกมือลาทุกคนพร้อมกับขึ้นรถที่ตนเองได้เรียกไว้ เป็รถคันเดิม คนขับคนเดิมเหมือนกับที่เคยมารับเขาคืนก่อนหน้านี้
“สวัสดีค่ะคุณลูกค้า” น้ำเสียงของหญิงสาวอ่อนโยนยาวกับฤดูใบไม้ผลิเพียงแต่แฝงความเหนื่อยล้าอยู่บ้าง
“สวัสดีครับ”
พอนั่งรถบนรถแล้วหวังเฟิงก็นึกขำขึ้นมาในใจวันก่อนยังคิดอยู่เลยว่าจะได้ใช้นามบัตรที่คนขับให้มาอีกครั้งเมื่อไหร่ไม่คิดเลยว่าจะได้ใช้เร็วขนาดนี้
การจราจรในเมืองหลวงเวลา20.00 นาฬิกาค่อนข้างแออัด ขับไปได้ไม่เท่าไหร่ก็เจอรถติดอีกแล้ว คนขับมีสมาธิส่วนคนโดยสารมีสมาธิอยู่กับการเดินลมปราณถึงแม้สภาวะภายนอกจะไม่ค่อยเอื้ออำนวยเพราะมลพิษค่อนข้างเยอะ อากาศไม่บริสุทธิ์ส่งผลกระทบต่อปราณธรรมชาติก็ตาม
กึกกึก
แคร่กแคร่ก แคร่ก
จู่ๆ เสียงเครื่องยนต์ที่ทำงานผิดปกติก็ดังขึ้น เล่นเอาหวังเฟิงหลุดออกจากการฝึกจากนั้นรถยนต์ก็ดับเครื่องลงเองหญิงสาวที่เป็คนขับพยายามบิดกุญแจสตาร์ทรถอยู่หลายครั้งก็ยังไม่ติด
‘แย่แล้วซวยแล้วฉัน เ้ารถกระป๋องนี่ดันมางอแงตอนนี้ซะอีก’หญิงสาวคิดในใจ จากนั้นเธอก็หันมาหาหวังเฟิง แล้วพูดว่า“ดูเหมือนรถฉันจะมีปัญหา... คงไปส่งคุณไม่ได้แล้วค่ะ”
่จังหวะที่หญิงสาวหันหน้ามานี้เองทำให้หวังเฟิงได้มองหน้าของเธออย่างชัด ๆ ก่อนหน้านี้เห็นเพียงแค่ดวงตาและใบหน้าด้านข้างเล็กน้อย นี่ถือว่าเป็ใบหน้าที่มีเสน่ห์มากใบหนึ่งคิ้วหนาสมส่วน ดวงตากลมมน แก้มอิ่มเอิบ คางได้รูปเป็สันเล็กน้อย
หวังเฟิงกระพริบตาทีหนึ่งแล้วตอบกลับไป“ไม่เป็ไรครับ” เขาเปิดประตูเตรียมลงจากรถ
“เดี๋ยวก่อนค่ะ”
ขาของหวังเฟิงเพิ่งจะก้าวออกจากตัวรถได้แค่ข้างเดียวก็ต้องหันหน้ากลับมาด้วยความสงสัย
“คะ...คือรบกวนช่วยฉันเข็นรถหลบข้างทางหน่อยได้ไหมคะ”
“....”แล้วหวังเฟิงจะทำอะไรได้ ? ยังไงเื่นี้ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงพอทั้งสองคนพารถหลบข้างทางได้สำเร็จ หญิงสาวที่เป็คนขับก็โค้งศรีษะขอบคุณอยู่ถึงสามรอบ
“ขอบคุณค่ะฉันฟาง เจียวลู่ วันหน้าถ้า้ารถ โทรหาฉันเบอร์เดิมได้เลยนะคะรับรองว่าไม่คิดค่าบริการ”
“ไม่เป็ไรครับ”หวังเฟิงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ พอหันมองไปรอบ ๆ ตอนนี้ก็ถือว่าอยู่แถบย่านการค้ารถบนนถนนก็ยังเยอะอยู่ เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าห้างสรรพสินค้าที่อยู่ไม่ไกลเพื่อไปเดินเล่นส่วนฟาง เจียวลู่ ก็ต้องปล่อยให้เธอแก้ปัญหาของตัวเองไป
หวังเฟิงใช้เวลาเดินแค่ห้านาทีก็มาถึงห้างที่ใกล้ที่สุด หาร้านกินข้าว เดินเล่นอยู่หนึ่งรอบ ใช้เวลาไปเกือบสองชั่วโมงตามความคิดของหวังเฟิงตอนนี้รถบนถนนก็น่าจะเริ่มโล่งบ้างแล้ว พอเขาออกมาที่หน้าห้างมองออกไปบริเวณถนน ก็เป็อย่างที่คิดจริง ๆ
เพียงแต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือตอนที่เขาเดินใกล้จะถึงจุดเรียกรถ กลับพบว่าไกลออกไป ยังเห็นรถคันนั้น และฟางเจียวลู่คนขับหญิงสาวยังอยู่ที่เดิม
‘ทำไมเธอยังไม่ไปอีก?’ ด้วยความสงสัยหวังเฟิงจึงเดินกลับไป อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“รถลากยังไม่มาหรือครับ?”
ฟางเจียวลู่ได้ยินเสียงอยู่ที่ด้านหลังตัวเองก็หันหลังกลับไปพอรู้ว่าเ้าของเสียงเป็ใครก็อดที่จะรู้สึกแย่ขึ้นมาไม่ได้ “คือ ฉันรอลุงของฉันอยู่ค่ะ”
ดูท่าลุงของเธอจะอยู่ไกลน่าดูถึงได้มาช้าขนาดนี้ “แล้วตอนนี้ คุณลุงของเธอใกล้ถึงหรือยัง?”
ฟางเจียวลู่ส่ายศรีษะ ตอนนี้ลุงของเธอเพิ่งจะเลิกงานกว่าจะมาถึงที่นี่อย่างน้อยต้องใช้เวลาอีกหนึ่งชั่วโมง
ในเมื่อช่วยเธอเข็นรถแล้วก็ช่วยอีกสักครั้งแล้วกัน คิดได้ดังนั้นหวังเฟิงก็กดโทรศัพท์ออกไป
“คุณอาเว่ยครับผมอยู่ตรงแถวห้างโอดีพอยนต์ ช่วยส่งคนมารับผมไปที่บ้านหน่อยแล้วก็พอดีเพื่อนผมรถเสีย อยากจะได้รถลากสักคันไปส่งเขาที่บ้านด้วยครับ” หวังเฟิงคุยกับเฉียวเว่ยอยู่อีกคำสองคำจากนั้นก็วางสายไป
ฟางเจียวลู่ที่อยู่ด้านข้างพอได้ยินว่าหวังเฟิงโทรศัพท์เรียกรถให้ก็รู้สึกเป็กังวลไม่ใช่ว่าเธอไม่มีปัญญาเรียกรถ แต่เป็เพราะเธอไม่มีเงินจ่าย ! นั่นจึงเป็สาเหตุที่ว่าทำไมเธอต้องรอคุณลุงมา
“นี่นายไม่ต้องเรียกรถมาหรอก เดี๋ยวลุงฉันก็มาแล้ว”
หวังเฟิงรู้ดีว่าอีกฝ่ายกังวลเื่อะไรจึงตอบกลับไปว่า “ไม่เป็ไร ยังไงวันนี้ฉันก็ช่วยเธอไปแล้วครั้งหนึ่งช่วยอีกครั้งจะเป็อะไรไป อีกอย่างฉันว่าหวังเฟิงก็ได้”
ฟางเจียวลู่จดจำชื่อนี้จนขึ้นใจเธอโค้งศรีษะขอบคุณครั้งหนึ่ง นี่ถือว่าได้พบเจอคนดี อีกคนหนึ่งแล้ว นับั้แ่พ่อกับแม่ของเธอเสียไปก็พบเจอคนดีมีน้ำใจอยู่ไม่กี่คนเท่านั้น