บทที่ 19 ลูกชาย... รู้จักปกป้องนางด้วย?
เอ้อร์พ่างตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น ทุกครั้งที่ขยับตัวกล้ามเนื้อจะดึงรั้งจนเ็ปอย่างรุนแรง เขาร้องไห้โฮพลางเดินกะเผลกกลับบ้าน
เดิมที หวังต้าฮวาอยูในห้องกำลังเก็บข้าวของ ตั้งใจจะกลับบ้านเดิมคืนนี้เลย ซึ่งบ้านแม่ก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก
"ต้าฮวา ข้างนอกฟ้ามืดแล้ว เ้าอย่าเพิ่งกลับบ้านเดิมเลย ถ้าเกิดเจออันตรายจะทำอย่างไร?"
หลังจากแม่เฒ่าหลี่เป็ลมและถูกลูกชายแบกกลับมา ก็ถูกสาดน้ำเย็นใส่หน้าจนฟื้นขึ้น เมื่อเห็นลูกสะใภ้ทำท่าจะกลับบ้านเดิม นางก็คิดว่าไม่ได้ เพราะคนทั้งบ้านยังต้องพึ่งพาให้อีกฝ่ายคอยปรนนิบัติ จึงได้แต่ฝืนยิ้มเกลี้ยกล่อม พร้อมกับส่งสายตาให้ลูกชาย
ต้าซานเข้าใจทันที เมื่อเห็นภรรยาจะไปจริง ๆ ก็เริ่มขี้ขลาด รีบคว้ามือนางไว้
"ต้าฮวา เป็ความผิดของข้าเอง เพื่อแสดงความจริงใจ เ้าจะทุบตีหรือด่าว่าอย่างไร ข้าจะไม่โต้ตอบสักคำ"
ในใจของต้าซานยิ่งทวีความเกลียดชังสะใภ้บ้านตระกูลเสิ่นผู้นั้น ความพยาบาทพลุ่งพล่าน ตั้งใจว่าพรุ่งนี้เช้าจะไปหาพวกนักเลงในหมู่บ้านมาอาละวาดที่บ้านนางต่อ ในเมื่อบ้านเขาไม่สงบสุข ก็อย่าหวังว่านางแพศยานั่นจะได้อยู่อย่างสบาย
"ฮือ ๆ..."
เอ้อร์พ่างเห็นว่าถึงหน้าประตูบ้านแล้ว ก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม
"ต้าฮวา เ้าฟังสิ นั่นเสียงลูกร้องใช่ไหม?"
พอต้าซานพูดจบ ทั้งสามก็รีบวิ่งออกมาดู ก่อนจะเห็นเอ้อร์พ่างที่เนื้อตัวมอมแมมเต็มไปด้วยฝุ่น
"หลานย่า เ้าไปล้มหรือไปตีกับใครมา ทำไมถึงมีสภาพที่ดูไม่ได้แบบนี้"
"ข้าแค่จะไปแย่งขนมจากเด็กบ้านน้าฉู่ ก็ถูกน้าฉู่จับทุ่มลงพื้นเหมือนทุ่มกระสอบทรายเลย ฮือ ๆ ท่านย่า... ข้าเจ็บ"
เอ้อร์พ่างเห็นมีคนให้ท้ายก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น เขาไม่ยอมบอกว่าตัวเองผลักหยวนเป่าล้ม และข่วนหน้าถวนเป่าจนเสียโฉม
"นังแพศยานั่นกล้าตีหลานข้า ข้าจะไปสู้ตายกับนาง!"
พอแม่เฒ่าหลี่ได้ยินชื่อฉู่ชิงเฉินก็โกรธจนตัวสั่น เอ้อร์พ่างคือหัวใจของนาง ปกติจะซนแค่ไหนนางยังไม่กล้าตีแม้แต่แปะเดียว แต่นางคนนั้นกลับกล้าทำหลานนางถึงขนาดนี้
"ท่านแม่ เข้าบ้านไปคุยกันก่อน เราจะไปสู้โดยไม่มีการเตรียมตัวไม่ได้ ต้องคิดแผนรับมือให้ดี"
ต้าซานดึงมารดากลับเข้าบ้าน เพราะเื่ของลูกชาย ทำให้ต้าฮวาเลิกคิดเื่กลับบ้านเดิมไปก่อน
.....
ฉู่ชิงเฉินอุ้มหยวนเป่าและจูงมือถวนเป่ากลับบ้าน
นางนั่งอยู่บนเตียงเตา ใช้สำลีชุบไอโอดีนค่อย ๆ เช็ดรอยข่วนบนใบหน้าของลูกชาย
"แม่สั่งสอนเอ้อร์พ่างไปอย่างหนักแล้ว ต่อไปเขาคงไม่กล้ามาแกล้งพวกเ้าอีก แต่เ้าไม่ใช่เด็กวู่วาม ทำไมถึงไปชกต่อยกับเอ้อร์พ่างได้ล่ะ?"
ฉู่ชิงเฉินยุ่งอยู่กับการทำแผลพลางเอ่ยถามอย่างไม่ตั้งใจ
"ไม่มีอะไร แค่เห็นหน้ามันแล้วไม่ถูกชะตา เลยอยากต่อย"
ถวนเป่ากำหมัดแน่น การที่ถูกเอ้อร์พ่างข่วนหน้าจนเสียโฉมต่อหน้าแม่เลี้ยง ทำให้เขารู้สึกอับอายเล็กน้อย
"เด็กโง่ เ้าจะวู่วามออกไปสู้ไม่ได้นะ เอ้อร์พ่างตัวโตกว่าเ้าตั้งหัวหนึ่ง เ้าต้องรู้จักประมาณกำลังตัวเอง และปกป้องตัวเองให้ดี"
ฉู่ชิงเฉินฆ่าเชื้อบนใบหน้าลูกชายเสร็จแล้ว เมื่อมองดูเครื่องหน้าขาวสะอาดและหล่อเหลาของเขา โตไปต้องเป็หนุ่มรูปงามแน่ ๆ จะปล่อยให้เป็แผลเป็ไม่ได้ นางจึงล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ เพื่อนำเจลว่านหางจระเข้ออกมาจากมิติ
นางเปิดฝา ควักเจลขนาดเท่าปลายนิ้วออกมาทาลงบนใบหน้าลูกชาย
ถวนเป่าไม่รู้ว่าแม่เลี้ยงทาอะไรลงบนหน้า แต่มันเย็นสบายมาก ความแสบร้อนที่มีอยู่หายไปทันที
"ท่านแม่ พี่ชายไม่ได้วู่วามนะ เอ้อร์พ่างนั่นปากเสียมาก ด่าท่านแม่ว่าเป็โสเภณี เป็พวกจิ้งจอกที่ชอบไปยั่วยวนผู้ชายในเมืองแลกอาหาร ด่าหยาบคายมาก พี่ชายทนไม่ได้เลยเข้าไปต่อยกับเขา"
หยวนเป่าช่วยเสริมอยู่ข้าง ๆ ตอนนั้นนางก็โกรธมากเหมือนกัน ท่านแม่ดีจะตาย ไม่ใช่แบบที่เอ้อร์พ่างพูดสักหน่อย ข้าวพวกนี้ ท่านแม่ขายสมุนไพรได้เงินมาซื้อต่างหาก
ฉู่ชิงเฉินรู้สึกะเืใจเล็กน้อย ทั้งที่ถวนเป่าตัวเล็กแค่นี้ แต่กลับพุ่งออกไปเพื่อปกป้องชื่อเสียงของนาง
"เด็กดี..."
หญิงสาวซาบซึ้งจนพูดไม่ออก นางจึงดึงถวนเป่าเข้ามากอด ปกตินางมักจะอุ้มแต่หยวนเป่าจนหลงลืมเขาไป นี่เป็ครั้งแรกที่นางกอดลูกชาย และตั้งใจว่า ต่อไปจะกอดเขาให้บ่อยขึ้น และปฏิบัติกับทั้งคู่ให้เท่าเทียมกัน
"จะกอดข้าให้ตายเลยหรือไง พอแล้ว ข้าจะนอน"
ถวนเป่าที่ซุกอยู่ในอ้อมกอดแม่เลี้ยง รู้สึกถึงความนุ่มนิ่มที่ปลายจมูกจนอึดอัด เขาจึงรีบมุดออกมา แม้จะเป็เด็กแต่เขาก็รู้สึกเขินอาย จึงรีบแสร้งทำเป็มุดหัวลงไปนอนที่มุมเตียงเตาทันที เขาจะไม่ยอมนอนข้างแม่เลี้ยงหรอก
หยวนเป่าเห็นพี่ชายนอนลงก็นอนลงข้าง ๆ และเหลือพื้นที่กว้างไว้ให้ท่านแม่
ท่านแม่นอนอยู่ด้านนอกสุดข้าง ๆ นาง
ยามดึกสงัด ได้ยินเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงมจากข้างนอก
ในยุคปัจจุบัน ฉู่ชิงเฉินมักจะนอนดึก เมื่อมาอยู่ยุคโบราณที่ไม่มีความบันเทิงอะไร พอฟ้ามืดคนโบราณก็นอนกันหมด แต่นางเป็พวกนอนไม่หลับ หลังจากห่มผ้าให้เด็กทั้งสองเรียบร้อยแล้ว นางก็เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
ภายใต้ความมืดมิด มีเงาสองร่างปรากฏอยู่ สีดำหนึ่งสีขาวหนึ่ง เคลื่อนที่ผ่านความมืดราวกับภูตผี
"ต้าฮวา เ้าเดินเบา ๆ นะ ผีเดินเท้าต้องไม่ติดพื้น เดินไปเหมือนลมพัด จะหลอกนังแพศยาบ้านตระกูลเสิ่นได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า เ้าปลอมเป็ผีได้เหมือนแค่ไหน อย่ามาตกม้าตายตอนสำคัญล่ะ"
เมื่อใกล้ถึงบ้านฉู่ชิงเฉิน ต้าซานก็ไม่ลืมจะกำชับภรรยา
ทั้งสามคนคิดหาวิธีอยู่ที่บ้านตั้งนาน สุดท้ายต้าซานก็คิดแผนชั่ว ๆ ให้ภรรยาปลอมเป็ผีมาหลอกฉู่ชิงเฉิน
ผู้หญิงมักขวัญอ่อน เขาไม่เชื่อหรอกว่า นางนั่นจะไม่กลัวผี รับรองว่านางกับเด็กสองคนนั้นต้องใจนฉี่ราดแน่นอน
"วางใจเถอะ เดี๋ยวข้าจะทำให้นางขวัญหนีดีฝ่อเลย"
ต้าฮวาสยายผมลงมา ใช้ชาดทาปากจนแดงก่ำ ไปรื้อชุดขาวก้นหีบออกมาใส่ พร้อมรองเท้าปักสีแดง พอแต่งตัวแบบนี้แล้ว ก็ได้บรรยากาศผีสาวชุดขาวขึ้นมาทันที
ทั้งคู่ย่องเข้าไปใกล้ลานบ้านของฉู่ชิงเฉิน และหมอบลงใต้หน้าต่าง
ต้าซานงอหลังค่อมอยู่ใต้หน้าต่าง ใส่ชุดดำมองดูเหมือนยมทูตดำ
เขาให้สัญญาณทางสายตา เป็เชิงบอกให้ต้าฮวายืนขึ้น สยายผมให้ปิดบังหน้าไปครึ่งหนึ่งเพื่อให้ดูสยดสยองมากกว่าเดิม
ต้าซานใช้แขนยันกันขึ้นมาเป็สะพานใต้หน้าต่าง ให้ภรรยาเหยียบเท้าลงบนนั้น เพื่อสร้างภาพเหมือนผีกำลังลอยอยู่ในความมืด
อาจเพราะต้าซานกลัวว่า คนข้างในหน้าต่างจะไม่เห็นฉากที่วางแผนมาอย่างดีนี้ จึงสละมือข้างหนึ่ง หยิบหินก้อนใหญ่บนพื้นขึ้นมา แล้วขว้างไปที่หน้าต่าง
ปัง!
หินทะลุกระดาษน้ำมันที่ปิดหน้าต่างไว้ตกลงบนพื้น หน้าต่างที่ปูด้วยกระดาษน้ำมันก็หลุดร่วงลงมาเช่นกัน
ฉู่ชิงเฉินที่เพิ่งหลับตาลง ถูกเสียงดังรบกวนจนต้องลืมตาขึ้น
พอมองออกไปนอกหน้าต่าง ก็เห็นผู้หญิงในชุดขาวสยายผมกำลังลอยไปลอยมาอยู่ตรงนั้น
นางเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา มีคนกล้าปลอมเป็ผีมาหลอกปรมาจารย์ฉู่อย่างนางงั้นหรือ? ช่างกล้าจริง ๆ!
ไม่รู้หรือไงว่า ปรมาจารย์ฉู่น่ะ ไม่กลัวผีที่สุด?
ยิ่งไปกว่านั้น นางมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่า ข้างนอกไม่ใช่ผี ส่วนจะเป็ใครที่มาเล่นตลกที่บ้านนาง แค่ใช้สมองนิดหน่อยก็คิดออกแล้ว
"อ๋าาา... ผี! ท่านแม่ ข้างนอกมีผีชุดขาว ข้ากลัว"
หยวนเป่าเองก็ถูกเสียงดังปลุกให้ตื่นเช่นกัน พอเห็นนอกหน้าต่างก็แทบขวัญหนีดีฝ่อ เด็กน้อยคิดไปว่านั่นคือผีจริง ๆ
ฉู่ชิงเฉินเองไม่กลัวผี แต่ลืมไปว่าลูกสาวกลัว นางจึงรีบดึงหยวนเป่าเข้ามากอด เด็กน้อยดูเหมือนจะหวาดกลัวมาก ทั้งตัวสั่นเทาอยู่ในอ้อมกอดของนาง
"หยวนเป่าไม่ต้องกลัว มีแม่อยู่ที่นี่ ข้างนอกนั่นคือคนแกล้งทำเป็ผี ผีจริง ๆ น่ะ ตาเปล่ามองไม่เห็นหรอก"
หญิงสาวกระซิบปลอบโยนข้างหูเด็กน้อยเบา ๆ