เสียงกลองรบหุ้มหนังวัวกระทิงดังกึกก้องกัมปนาทะเืเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งนครชิงโจว ลานกว้างใจกลางเมืองซึ่งถูกดัดแปลงให้เป็ลานประลองบุปผา บัดนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้คนนับแสนที่หลั่งไหลมาเป็สักขีพยาน ธงทิวหลากสีสันสะบัดพริ้วไหวไปตามแรงลม เปลวเพลิงในกระถางคบเพลิงสัมฤทธิ์ขนาดมหึมาลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง ทอด เงา ของเสาหินสลักลวดลายัให้ทาบทับลงบนอัฒจันทร์หินอ่อนที่เรียงรายลดหลั่นกันเป็ชั้นๆ บรรยากาศแห่งความตื่นเต้นและรังสีอำมหิตของการแข่งขันแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูอากาศ
ลู่เฉินก้าวลงจากเกี้ยวไม้หอมที่จวนเ้าเมืองส่งไปรับ ท่วงท่าของเขาสง่างามและนิ่งสงบ บัณฑิตหนุ่มสวมชุดผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตา ปราศจากลวดลายโอ้อวดใดๆ มีเพียงป้ายทองเหลืองสลักลายดอกโบตั๋นห้อยอยู่ที่เอว เขายืนกลมกลืนอยู่ท่ามกลางผู้เข้าร่วมประลองนับร้อยชีวิต ซึ่งล้วนแต่แต่งกายด้วยชุดรัดกุมและพกพาอาวุธชั้นเลิศ บ้างก็สวมเกราะหนังเสือดาว บ้างก็สะพายกระบี่เหล็กกล้าที่สะท้อนแสงตะวันวาววับ
"หลีกทาง! คุณชายอู๋จื่อิแห่งตระกูลอู๋เสด็จแล้ว!"
เสียงะโกร้าวของผู้คุ้มกันดังแหวกฝูงชน คลื่นความร้อนขุมหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามากระทบผิวหน้าของผู้คนรอบข้าง ร่างของบุรุษหนุ่มในชุดแพรไหมสีแดงเพลิงก้าวเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าเย่อหยิ่งจองหอง อู๋จื่อิแผ่กลิ่นอายลมปราณธาตุไฟระดับกลั่นลมปราณขั้นที่สามออกมาอย่างไม่ปิดบัง ทุกย่างก้าวของเขาทำให้พื้นดินหินอ่อนเกิดรอยไหม้จางๆ เป็การโอ้อวดพลังของวิชาจากสำนักอัคคีผลาญอย่างโจ่งแจ้ง
สายตาอันหยิ่งผยองของอู๋จื่อิกวาดมองไปรอบลานประลอง ก่อนจะไปสะดุดเข้ากับร่างของลู่เฉินที่ยืนรวมอยู่ในกลุ่มผู้เข้าแข่งขัน คิ้วเข้มของนายน้อยตระกูลอู๋ขมวดเข้าหากันทันที ความทรงจำเมื่อหลายวันก่อนผุดขึ้นมาในหัว... ไอ้ขอทานบัณฑิตที่หน้าร้านขายผ้าแพรพรรณจินซิ่ว!
"หึ! ลานประลองบุปผาอันศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็ที่ทิ้งขยะั้แ่เมื่อใดกัน?" อู๋จื่อิแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยัน พลางชี้นิ้วมาทางลู่เฉิน "ไอ้สวะสอบตก! เ้าคิดว่ามีป้ายทองเหลืองแล้วจะรอดพ้นจากคมกระบี่ในลานประลองนี้ได้หรือ? หากเ้าไม่อยากตายอย่างอนาถ ก็รีบคุกเข่าโขกศีรษะให้ข้า แล้วไสหัวกลับไปซดน้ำข้าวที่บ้านป่าของเ้าเสีย!"
คำพูดถากถางนั้นเรียกเสียงหัวเราะครืนจากเหล่าผู้ติดตามและผู้เข้าแข่งขันบางส่วนที่้าประจบสอพลอตระกูลอู๋ ทว่าลู่เฉินกลับหาได้มีโทสะไม่ เขายืนหลังตรงประดุจยอดสนที่ต้านทานพายุหิมะ ั์ตาสีดำขลับจ้องมองกลับไปยังอู๋จื่อิด้วยความเยือกเย็นอย่างถึงที่สุด
"ปราชญ์กล่าวว่า สุนัขที่เห่าเสียงดัง มักจะเป็สุนัขที่หวาดกลัวเงาของตนเองในน้ำ" ลู่เฉินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงกังวานใส ชัดเจนทุกถ้อยคำ "ลานประลองแห่งนี้วัดกันที่ฝีมือและปัญญา หาใช่วัดกันที่ความดังของน้ำเสียงไม่ หากคุณชายอู๋มั่นใจในวิชาของท่านนัก ก็จงเก็บแรงไว้แสดงในค่ายกลเถิด"
"สามหาว!" อู๋จื่อิโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ลมปราณธาตุไฟในร่างเดือดพล่านหมายจะพุ่งเข้าไปสั่งสอนบัณฑิตหนุ่มเดี๋ยวนี้
"ตึง! ตึง! ตึง!"
ทว่าเสียงฆ้องทองเหลืองขนาดใหญ่ที่ถูกตีรัวสามครั้งติดต่อกัน ได้หยุดยั้งความบ้าคลั่งของอู๋จื่อิเอาไว้ กรรมการาุโแห่งลานประลองในชุดคลุมสีเทาก้าวขึ้นมาบนแท่นศิลาสูงเด่น แผ่กลิ่นอายลมปราณระดับตัดิญญาขั้นต้นที่หนักอึ้งดุจขุนเขากดทับลงมา สยบความวุ่นวายทั้งหมดให้ตกอยู่ในความเงียบงัน
"ยินดีต้อนรับเหล่าเยาวชนผู้กล้าเข้าสู่งานประลองบุปผาแห่งนครชิงโจว!" กรรมการาุโประกาศก้อง "รอบแรกของวันนี้คือการทดสอบปัญญา สมาธิ และความเอาตัวรอด พวกเ้าทั้งหมดจะต้องเดินเข้าไปในประตูหินด้านหลังข้า ซึ่งเชื่อมต่อไปยัง 'ค่ายกลป่าไผ่์' ภายในค่ายกลมีหมอกมายาและกับดักที่ผันแปรตามสภาวะจิตใจ ภารกิจของพวกเ้าคือ ค้นหาและนำ 'ป้ายหยกไผ่เขียว' ที่ซ่อนอยู่ภายในนั้นออกมาให้ได้ภายในเวลาหนึ่งก้านธูป ผู้ใดที่นำป้ายออกมาไม่ทัน หรือยอมแพ้กลางคัน จะถูกคัดออกทันที! เริ่มการทดสอบได้!"
สิ้นเสียงประกาศ ประตูศิลาบานั์ที่สลักลวดลายอักขระซับซ้อนก็ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นเส้นทางที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอกสีขาวขุ่นข้นจนมองไม่เห็นสิ่งใดแม้แต่อีกฝั่งหนึ่งของทางเดิน เหล่าผู้เข้าแข่งขันต่างส่งเสียงคำรามกระตุ้นขวัญกำลังใจ ก่อนจะพุ่งทะยานแย่งชิงกันเข้าไปในประตูศิลาราวกับฝูงผึ้งแตกรัง
อู๋จื่อิหันมาขึงตาใส่ลู่เฉินเป็ครั้งสุดท้าย พร้อมกับทำสัญลักษณ์ปาดคออย่างโจ่งแจ้ง ก่อนจะเดินนำกลุ่มลูกน้องของตนเข้าไปในม่านหมอก ลู่เฉินเพียงแค่ส่ายศีรษะเบาๆ เขาจัดระเบียบเสื้อผ้าของตนเองให้เรียบร้อย โคจรลมปราณสีอำพันอันหนาแน่นให้ไหลเวียนครอบคลุมอวัยวะภายในอย่างรัดกุม แล้วจึงก้าวเดินเข้าไปในค่ายกลอย่างใจเย็น
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูศิลา ทัศนียภาพรอบด้านของลู่เฉินก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เสียงโห่ร้องของผู้ชมภายนอกถูกตัดขาดหายไปราวกับอยู่คนละโลก รอบกายของเขามีเพียงต้นไผ่สีมรกตที่สูงตระหง่านเสียดฟ้าเรียงรายกันอยู่อย่างหนาแน่น ม่านหมอกสีขาวลอยอวลปกคลุมระดับเข่า อากาศเย็นเยียบจนเสียดแทงเข้าไปในกระดูก แสงอาทิตย์ถูกบดบังจนเหลือเพียงความสลัว ทอด เงา ของลำต้นไผ่ให้พาดทับกันไปมาบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ ดูสับสนวุ่นวายและหลอกตา
ค่ายกลนี้มิใช่ป่าไผ่ธรรมดา มันถูกสร้างขึ้นจากอักขระลวงตาที่ทำงานร่วมกับปราณธรรมชาติ ทันทีที่ลู่เฉินเดินลึกเข้าไปเพียงสิบก้าว ม่านหมอกรอบตัวก็เริ่มก่อตัวเป็รูปร่าง ภาพมายาของบิดาที่กำลังไอเป็เื มารดาที่กำลังร่ำไห้ และชิงเอ๋อร์ที่กำลังถูกคนของตระกูลอู๋ฉุดกระชากลากถู ปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขาอย่างสมจริง เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือดังก้องสะท้อนไปมาในโสตประสาท หมายจะทำลายสมาธิและทำให้เขาเดินหลงทางเข้าไปในกับดักมรณะ
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป ภาพมายาที่ดึงเอาความหวาดกลัวในจิตใต้สำนึกออกมาเช่นนี้ ย่อมทำให้จิตใจปั่นป่วนจนธาตุไฟแตกซ่านได้ง่ายๆ ทว่าสำหรับลู่เฉิน ผู้ซึ่งหล่อหลอมสติปัญญาบัณฑิตจนแข็งแกร่ง และเพิ่งผ่านการผลัดเปลี่ยนไขกระดูกด้วยบงกชโลหิตมา ภาพมายาเหล่านี้กลับเป็เพียงภาพสะท้อนในแอ่งน้ำตื้นๆ เท่านั้น
"จิตเดิมแท้ย่อมไม่หวั่นไหวต่อภาพลวง สรรพสิ่งล้วนอนิจจัง" ลู่เฉินหลับตาลงพึมพำบทสวดปราบมารของปราชญ์โบราณ
พริบตานั้น ั์ตาของเขาเบิกโพลงขึ้น ประกายสีอำพันสว่างวาบดุจดวงอาทิตย์ดวงย่อม สัญชาตญาณพยัคฆ์จากัวร์ตื่นตัวขึ้นเต็มที่ ดวงตาของสัตว์เทวะสามารถมองทะลุกลไกการไหลเวียนของลมปราณลวงตาได้อย่างชัดเจน ภาพมายาของครอบครัวที่กำลังร้องไห้แตกสลายกลายเป็ละอองหมอกในทันทีที่เขาจ้องมอง ลู่เฉินมองเห็นเส้นแสงสีเขียวอ่อนที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นดิน ซึ่งเป็ทิศทางที่ถูกต้องในการมุ่งหน้าไปสู่จุดศูนย์กลางของค่ายกล
เขาเริ่มก้าวเดินอีกครั้ง ทว่าััอันเฉียบคมของจากัวร์กลับทำให้เขาหยุดชะงัก ขนอ่อนบริเวณต้นคอลุกชัน เสียงฝีเท้าเบาหวิวที่พยายามปกปิดรังสีสังหารกำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้จากทางด้านหลังและด้านข้าง ซ้ายสอง ขวาสอง... ศัตรูสี่คน!
"คุณชายอู๋สั่งไว้... ฆ่ามันซะแล้วเอาศพไปทิ้งในบ่อโคลน อย่าให้มันรอดออกไปประจานความอ่อนแอของพวกเราได้!"
เสียงกระซิบเหี้ยมเกรียมดังขึ้นพร้อมกับร่างของมือสังหารสี่คนในชุดพรางสีเทาที่พุ่งทะยานทะลุม่านหมอกออกมา พวกมันคือผู้คุ้มกันฝีมือดีของตระกูลอู๋ที่แฝงตัวเข้ามาในฐานะผู้เข้าแข่งขัน ดาบยาวคมกริบสี่เล่มฟาดฟันลงมาประดุจตาข่ายมฤตยู ปิดกั้นเส้นทางหลบหนีของลู่เฉินอย่างสมบูรณ์แบบ ลมปราณที่แฝงมากับคมดาบนั้นอยู่ในระดับกลั่นลมปราณขั้นที่สองทุกคน!
นี่คือความโหดร้ายของการประลอง แม้จะมีกฎห้ามฆ่าฟัน ทว่าในค่ายกลที่ไร้สายตาของกรรมการ การลอบสังหารย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ
"รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าด้วยจำนวนที่มากกว่า... นี่คือวิถีของตระกูลอู๋สินะ" ลู่เฉินเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าอุณหภูมิรอบตัวเขากลับลดฮวบลงดุจถ้ำน้ำแข็ง
บัณฑิตหนุ่มไม่ได้ชักอาวุธใดๆ ออกมา เพราะเขาไม่มีอาวุธ ทว่ารากฐานกายาที่ถูกหล่อหลอมด้วยบงกชโลหิตกระดูก คือศาสตราวุธที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในยามนี้!
ในเสี้ยววินาทีที่คมดาบทั้งสี่เล่มกำลังจะสับร่างของเขาให้เป็ชิ้นๆ ลู่เฉินะเิพลังปราณสีอำพันจากจุดตันเถียน พละกำลังมหาศาลผลักดันให้ร่างกายของเขาพุ่งสวนเข้าไปหาคมดาบด้วยความเร็วที่เหนือขีดจำกัดของมนุษย์! ท่วงท่าของเขาไม่ใช่การร่ายรำที่สวยงาม แต่เป็การพุ่งตะปบเหยื่อของพยัคฆ์จากัวร์ที่ดิบเถื่อนและแม่นยำที่สุด
"เคร้ง!"
มือสังหารทางซ้ายเบิกตากว้างจนแทบฉีกขาด เมื่อเห็นบัณฑิตหนุ่มใช้เพียงมือเปล่าที่อาบไล้ด้วยลมปราณสีอำพัน คว้าจับใบมีดเหล็กกล้าของเขาเอาไว้ดื้อๆ! รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนใบหน้าของลู่เฉิน ก่อนที่เขาจะออกแรงบีบ
"แกรก... เพล้ง!"
ดาบยาวหักสะบั้นออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยคามือของลู่เฉิน โดยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนบนฝ่ามือของเขา ความตกตะลึงยังไม่ทันจางหาย ลู่เฉินก็บิดเอวส่งแรงบิดมหาศาลไปที่แขนขวา หมัดที่กำแน่นพุ่งกระแทกเข้าที่กลางลิ้นปี่ของมือสังหารนายนั้นอย่างป่าเถื่อน
"ปัง! กร๊อบ!"
เสียงกระดูกซี่โครงแตกหักดังสนั่นพร้อมกับร่างของมือสังหารที่ปลิวละลิ่วแหวกม่านหมอกไปกระแทกกับต้นไผ่จนหักโค่น เืสีแดงสดพ่นออกมารดพื้นตะไคร่น้ำก่อนที่มันจะสิ้นใจในทันที!
"ปีศาจ! มันเป็ตัวประหลาดอะไรกัน!" มือสังหารที่เหลืออีกสามคนตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี ทว่าพวกมันถลำลึกเข้ามาเกินกว่าจะถอยหลังกลับได้ ดาบอีกสามเล่มแทงสวนเข้ามาที่จุดตายของลู่เฉินอย่างพร้อมเพรียงกัน
ทว่าความเร็วของพวกมันเมื่อเทียบกับสัญชาตญาณสัตว์เทวะแล้ว ช่างเชื่องช้าประดุจหอยทาก ลู่เฉินเอี้ยวตัวหลบคมดาบที่แทงมาที่ลำคอได้อย่างฉิวเฉียด เงา ของดาบวูบผ่านหน้าเขาไป ทันใดนั้น เขายื่นแขนซ้ายออกไปรัดคอของมือสังหารคนที่สองไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก แล้วใช้ร่างของมันเป็โล่กำบังคมดาบของเพื่อนร่วมทีม!
"ฉึก! อ๊าก!"
มือสังหารคนที่สามแทงดาบพลาดเป้า ทะลุอกเพื่อนของตนเองอย่างจัง เือุ่นๆ สาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ ในจังหวะที่มันกำลังตกตะลึงกับความผิดพลาด ลู่เฉินปล่อยร่างที่เป็โล่ทิ้งลงพื้น แล้วตวัดขาขวาเตะก้านคอของมือสังหารคนที่สามอย่างรุนแรงประดุจท่อนซุงฟาดฟัน ร่างนั้นคอพับคออ่อนล้มตึงลงไปกองกับพื้นไร้สติสัมปชัญญะ
เหลือเพียงมือสังหารคนสุดท้ายที่ยืนขาสั่นระริก ดาบในมือของมันหล่นตุบลงพื้น ความโอหังที่เคยมีมลายหายไปสิ้น มันหันหลังกลับหมายจะวิ่งหนีสุดชีวิต แต่ลู่เฉินไม่ปล่อยให้ความเมตตากลับมาแว้งกัดตนเองอีกต่อไป เขาคว้าเศษดาบที่หักบนพื้น แล้วสะบัดข้อมือปาออกไปด้วยพลังลมปราณที่รุนแรง
"ฟุ่บ! ฉึก!"
เศษเหล็กแหลมพุ่งแหวกอากาศ ปักเข้าที่กลางหลังของมือสังหารคนสุดท้ายทะลุตัดขั้วหัวใจ ร่างนั้นล้มหน้าคะมำจมกองเื สิ้นใจตายคาที่ก่อนจะได้ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
ลานสังหารกลางม่านหมอกกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจเบาๆ ของลู่เฉิน กลิ่นคาวเืคละคลุ้งผสมกับกลิ่นอายของป่าไผ่ บัณฑิตหนุ่มยืนอยู่ท่ามกลางซากศพของศัตรูทั้งสี่ ั์ตาสีอำพันค่อยๆ จางหายไป กลับมาเป็ดวงตาที่ลุ่มลึกและเยือกเย็นของปัญญาชนดังเดิม เขาปัดฝุ่นที่เปื้อนแขนเสื้ออย่างไม่ใส่ใจ ราวกับเพิ่งจะปัดแมลงวันสี่ตัวทิ้งไปเท่านั้น
ไม่มีความลังเล ไม่มีความปรานี นี่คือสิ่งที่ปัญญาชนผู้เรียนรู้รสชาติของอำนาจจะมอบให้แก่ศัตรูที่หมายปองชีวิตเขา
ลู่เฉินเดินก้าวข้ามกองเื มุ่งหน้าต่อไปตามเส้นแสงสีเขียวที่เขามองเห็น ไม่นานนัก เขาก็ทะลวงผ่านหมอกมายาชั้นสุดท้ายออกมาถึงใจกลางค่ายกล บนแท่นศิลาหยกสลักลายวิจิตร มี 'ป้ายหยกไผ่เขียว' นับร้อยชิ้นวางเรียงรายอยู่ ลู่เฉินหยิบป้ายหยกขึ้นมาหนึ่งชิ้น ก่อนจะหันหลังเดินมุ่งหน้าไปยังประตูทางออกของค่ายกลอย่างสงบ
ภายนอกลานประลอง ผู้ชมนับแสนยังคงส่งเสียงเชียร์กึกก้อง ธูปก้านใหญ่ที่ใช้จับเวลาเพิ่งจะเผาไหม้ไปได้เพียงครึ่งก้านเท่านั้น กรรมการาุโกำลังลูบเคราตัวเองอย่างสบายใจ คาดว่าคงต้องรออีกสักพักกว่าจะมีอัจฉริยะคนแรกที่ฝ่าด่านออกมาได้
ทว่าทันใดนั้นเอง ประตูศิลาฝั่งขาออกก็ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด ม่านหมอกสีขาวถูกแหวกออกด้วยพลังลมปราณที่นุ่มนวลทว่าหนักแน่น
ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของคนนับแสน ร่างของบัณฑิตหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตา ปราศจากรอยขีดข่วน หยาดเหงื่อ หรือคราบเืใดๆ ก้าวเดินออกมาจากค่ายกลอย่างสง่างาม ในมือของเขาชู 'ป้ายหยกไผ่เขียว' ขึ้นสูงรับแสงตะวัน แสงแดดที่สาดส่องลงมาทอด เงา ของป่าไผ่ด้านหลังให้ปกคลุมประตูทางออก ราวกับเป็การขับเน้นให้เห็นถึงความลึกลับและเหนือชั้นของบุรุษผู้นี้
ลู่เฉินคือผู้ที่คว้าอันดับหนึ่งในรอบค่ายกลลวงตา!
อู๋จื่อิที่เพิ่งจะกระหืดกระหอบฝ่าด่านลวงตาตามออกมาเป็คนที่สอง สภาพเสื้อผ้าเต็มไปด้วยรอยขาดและคราบเขม่าควันไฟ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นเห็นลู่เฉินยืนถือป้ายหยกอย่างสง่าผ่าเผย นายน้อยแห่งตระกูลอู๋ก็ถึงกับเบิกตากว้าง ขบกรามแน่นจนแทบจะแหลกละเอียด ความอัปยศและความเคียดแค้นพุ่งทะลุขีดจำกัด
งานประลองบุปผาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และบทเพลงแห่งการนองเืบนลานประลองยุทธ์รอบต่อไป จะเป็เวทีที่บัณฑิตผู้นี้จะกระชากหน้ากากของศัตรูออกมาบดขยี้ให้จมดิน!