“ก็ได้...ตามมาสิ”
จางเถี่ยจู้ทนสายตาอ้อนวอนของหนิงเยี่ยนไม่ไหว อีกอย่างเตาหลอมก็ไม่ได้มีอะไรน่าดูชม แล้วการหลอมเหล็กไม่ใช่แค่มองแล้วจะทำได้ จางเถี่ยจู้จึงพาหนิงเยี่ยนไปยังห้องตีเหล็ก
สำหรับหนิงเยี่ยนแล้ว การไปดูเตาหลอมไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่ที่อยากดูคือ การหลอม การเติมไฟ การตีเหล็ก การเอาเหล็กชุบน้ำ กระบวนการเหล่านี้ต่างหากที่เธออยากดู ถ้าเจอตรงไหนมีปัญหา ค่อยเอากลับไปปรับปรุง เพราะเศษซากของที่จางชื่อผลิตออกมานั้นไม่น่าเจริญหูเจริญตาเอาเสียเลย
ห้องหลอมเหล็กติดไฟอยู่ตลอดทั้งปีทำให้มีอุณหภูมิสูงมาก เด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งยองอยู่ที่เครื่องเป่าลม สวมเสื้อกั๊ก เหงื่อไหลเต็มใบหน้า เขาคอยเอาเศษผ้าบนบ่าเช็ดเหงื่ออยู่เป็ระยะ และคอยชักเครื่องเป่าลมไม่ให้หยุดทำงาน
พ่อของจางเถี่ยจู้ จางเกินฟาวัย 30 กว่ายังไม่ถึง 40 เขายังแข็งแรงดีกว่าคนทั่วไป ดูเหมือนคนที่ยังอายุน้อย เหงื่อไหลลงตามร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม แสดงความงดงามและพละกำลังของเพศชายออกมาอย่างชัดเจน
ในมือจับคีมเหล็กเอาไว้มั่นแล้วคีบเอาแท่งเหล็กที่ถูกเผาจนแดงออกจากเตา เขาโบกค้อนแล้วทุบลงไปบนแท่งเหล็ก เหงื่อที่หยดลงแท่งเหล็กร้อนทำให้เกิดเสียง ฟู่ ฟู่ เขาทุบเหล็กซ้ำไปซ้ำมา
หนิงเยี่ยนมองไปยังจางเกินฟาที่ทำงานอย่างขะมักเขม้น แล้วมองไปในห้องหลอมเหล็กอีกครั้ง ทำไมถึงไม่เห็นหินปูน ผงถ่านหินอะไรจำพวกนั้นเลยนะ
พอมองไปดูพวกของที่ทำเสร็จในมือของนายช่างจาง หนิงเยี่ยนก็พอจะรู้อะไรขึ้นมาแล้ว ปริมาณของคาร์บอนนั้นยังสูงเกินไป ดังนั้นคุณภาพจึงออกมาไม่ค่อยดี
พอรู้แล้วว่ามีปัญหาตรงไหน หนิงเยี่ยนจึงหยิบเอาเครื่องมือเหล็กที่ซื้อแล้วเดินออกไปข้างนอก
เมื่อกลับถึงบ้าน หนิงเยี่ยนเดินเข้าไป
เห็นเ้าหนูน้อยที่อยู่ในลานบ้านดวงตาแดงก่ำ วิ่งไปห้องครัวที วิ่งไปหลังบ้านที วนไปวนมา ปากก็ร้องเรียกหาแม่ ท่าทีเหมือนเด็กที่พลัดหลงกับแม่ของเ้าหนูน้อยทำเอาหนิงเยี่ยนปวดใจ เธอจึงรีบตรงไปหา
. “กลับมาแล้ว กลับมาแล้ว อายุเท่าไหร่แล้ว อยู่ห่างจากแม่ไม่ได้เลยหรือไง?”
“……”
เ้าหนูน้อยไม่พูดอะไร เขาเงยหน้ามองแม่ สักพักก็พุ่งเข้าใส่แม่ราวกับะุปืนใหญ่ กอดขาหนิงเยี่ยนไว้ ท่าทางราวกับต่อให้ตายก็ไม่มีทางยอมปล่อย
หนิงเยี่ยนวางของในมือลงกับพื้น อุ้มเ้าหนูน้อยขึ้นมา
มองดูเ้าหนูน้อยที่หลบสายตา เฮ้อ...เขินขึ้นมาซะอย่างงั้น ที่ทำไปเมื่อกี้คงจะแกล้งแสดง ตอนนี้ไม่เป็อะไรแล้ว คงแค่อยากจะร้องไห้ให้แม่โอ๋
โอ๋เด็กเหรอ...คนโหด ๆ แบบหนิงเยี่ยนไม่เคยมีทักษะนี้มาก่อนเลย
ไม่มีใครเคยได้ยินคำปลอบโยนจากปากของหนิงเยี่ยนหรอกนะ สุดท้ายเ้าหนูน้อยก็โพล่งออกมา
“ข้าคิดว่าแม่หนีไปแล้ว!”
“…….”
เด็กนี่กังวลเกินเหตุตลอด โชคดีที่ยังเด็ก ถ้าเกิดว่าโตแล้วยังติดแม่แบบนี้ เดี๋ยวก็ได้เป็ลูกแหง่ติดแม่เสียหรอก
“จะหนีไปไหนได้ล่ะ?”
ในยุคสมัยนี้ถ้าจะไปที่ไกล ๆ ยังต้องขอใบผ่านทางจากผู้ใหญ่บ้าน แล้วยังต้องรอตราประทับจากทางการเสียก่อนถึงจะออกไปได้
มิเช่นนั้น อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็ชนเผ่าเร่ร่อนคนไร้ถิ่นฐาน ทำให้ถูกจับไปขายได้
พอคลอเคลียแม่อยู่พักใหญ่ ๆ แก้มของเ้าหนูน้อยก็ค่อย ๆ เป็สีแดง เขาโตเป็หนุ่มแล้ว ทำไมยังโดนอุ้มไปมาอยู่นะ
“เอาข้าลง!”
เสียงเล็ก ๆ ดัดให้ใหญ่ขึ้นเป็เสียงผู้ใหญ่ ถ้าสองมือไม่จับแขนเสื้อของหนิงเยี่ยน อยู่ละก็คงจะเหมือนผู้ใหญ่มากกว่านี้
หนิงเยี่ยนเกิดมาไม่เคยเจอเด็กที่ทำตัวเล่นแง่ขนาดนี้ เธอส่งเสียงหัวเราะออกมา แล้วเอาเ้าหนูวางลง
“ไป...ไปตัดไม้กัน”
เธอหยิบเอาขวานขึ้นมา มีเ้าหนูน้อยหนิงโหย่วหยูตามหลัง หนิงเยี่ยนเดินไปถึงหลังูเา เลือกต้นไม้เหมาะ ๆ มาสองต้น และฟาดขวานลงไปที่กิ่งของต้นไม้
ดวงอาทิตย์เคลื่อนสูงขึ้นเรื่อย ๆ หนิงเยี่ยนปาดเหงื่อ เธอมองดูไม้ที่ตัดแล้วครึ่งหนึ่ง ถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วเหยียดขาออกพาดลงบนต้นไม้
ต้นไม้แก่ต้นนั้นโยกไปมา แล้วหักโค่นลงด้านหลัง
ออกแรงตลอดทั้งเช้า ตัดต้นไม้ไปได้เพียงสองต้น แล้วยังต้องแบกไม้กลับบ้านอีก ยังดีที่หนิงเยี่ยนมีกำลังมหาศาล มิเช่นนั้นคงเอาไม้กลับบ้านไปไม่ได้แน่
เมื่อสองแม่ลูกมาถึงบ้าน หนิงเยี่ยนหยุดยืนที่หน้าบ้าน เธอมองเห็นรั้วบ้านมีร่องรอยงัดแงะ แล้วบนพื้นยังมีรอยเท้าเต็มไปหมด เธอหลับตาสูดหายใจเข้าลึก....
“แม่...ของในบ้านเราโดนย่าขโมยไปอีกแน่เลย”
เ้าหนูน้อยเดินสำรวจตัวบ้านหนึ่งรอบ แล้ววิ่งกลับมาดึงแขนเสื้อแม่
หนิงเยี่ยนเปิดตามอง เธอมองไม่ผิดแน่ ประตูรั้วพัง มีรอยเท้าเดินไปถึงครัว น้ำมัน เกลือที่ใส่ชามไว้ก็ไม่อยู่แล้ว ขนาดข้าวสารที่ซื้อมาใหม่ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา
เหตุการณ์นี้ทำให้เธอรู้สึกผิดหวัง แค่อยากจะใช้ชีวิตธรรมดาและสงบสุข แล้วทำไมถึงมีคนมากมายมาทำให้เธอลำบากใจแบบนี้
“ไป!ไปบ้านย่าเอาข้าวคืน”
หนิงเยี่ยนอุ้มเอาเ้าหนูหนิงโหย่วหยูขึ้นบ่า แล้วเดินเข้าไปในหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
เวลาเที่ยงตรง ควันจากการหุงข้าวส่งกลิ่นหอมฉุยออกมา
ถ้าไม่โดนพวกฉกฉวยมารบกวนใจแบบนี้ หนิงเยี่ยนคงจะมีอารมณ์สุนทรีย์ร้องเพลงขอบคุณชาวนา แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้เธอไม่มีอารมณ์จะทำเช่นนั้นแล้ว
มองแต่ไกลเห็นว่ามีควันไฟสีเทาลอยออกมาจากปล่องไฟของบ้านตระกูลหนิง
ประตูของบ้านตระกูลหนิงถูกปิดจากด้านใน เธอเคาะบ้านอยู่สองที ไม่มีใครมาเปิดประตู
ยืนรอเกือบ 15 นาที ถูกแดดเดือนมิถุนาเผาผิวจนแสบร้อนไปหมด มองดูเ้าหนูน้อยยืนอาบแดดจนหน้าแดง แล้วคิดถึงรั้วบ้านของตนที่ถูกทำพัง
ประตูรั้วพังบานแล้วบานเล่า.... หนิงเยี่ยนจึงเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
เธอถอยหลังออกไป แล้วยกเท้าถีบประตูไม้เต็มแรงจนเสียงดังสนั่น ประตูล้มลงจนทำให้เกิดลมพัดขนาดใหญ่ ประตูบ้านตระกูลหนิงถูกหนิงเยี่ยนถีบจนพังครืน !
แวบแรกก็มองเห็นแววตาที่ใของเสี่ยวหลี่ชื่อ หนิงเยี่ยนยิ้มออกมาอย่างเหยียดหยัน
“อุ้ย...ที่บ้านมีคนหรอกหรือ? ข้าเห็นควันลอยออกมาจากบ้าน เคาะประตูก็ไม่มีใครมาเปิด นึกว่าไฟไหม้”
“ใช่แล้ว พวกข้ามาช่วยดับไฟ!”
เ้าหนูน้อยเดินนำไปด้านหน้า เชิดคางขึ้นทำท่าทางราวกับมีแรงช่วย
“อินังไร้ประโยชน์ นี่แกกำลังแช่งให้บ้านข้าโดนไฟไหม้หรือไง อิตัวเฮงซวย นี่ข้าไปทำบาปทำกรรมอะไรไว้ ทำไมบ้านตระกูลหนิงถึงคลอดปีศาจอัปรีย์เยี่ยงนี้ออกมา”
คำก็ไร้ประโยชน์ คำก็สารเลว ฟังแล้วระคายหู เป็ผู้หญิงเหมือนกันทำไมถึงทำกันได้ลงคอ ?
“ปีศาจ?”
ถ้าข้าคนนี้เป็ปีศาจ บ้านตระกูลหนิงมันก็ปีศาจทั้งหมดนั่นล่ะ บางทีเมียลุงสองคงไปทำกรรมไว้จริง ๆ
หนิงเยี่ยนรู้สึกแค้น เธอพาหนิงโหย่วหยูตรงไปยังห้องของหนิงเชียนฉือ เธอเคาะประตูอยู่พักหนึ่งแต่ไม่มีใครเปิดประตูให้ เ้าน้องชายไม่ออกมาเพราะไม่ได้ยินหรือเพราะไม่อยากออกมากันแน่ ?
นึกไปในความทรงจำของร่างนี้ที่เกี่ยวข้องกับหนิงเชียนฉือ หนิงเยี่ยนว่าเธอคงต้องพิสูจน์อีกหน่อย ไม่ใช่เชื่อไปตามความทรงจำของร่างนี้ว่าหนิงเชียนฉือนั้นพึ่งได้ เพราะตามจริงแล้วเ้าของร่างนี้เป็หญิงเพ้อเจ้อ
“หยุดอยู่ตรงนั้น ใครอนุญาตให้เ้าเข้าไป”
พอเดินไปถึงหน้าห้องของหนิงเชียนฉือ เสียงของเสี่ยวหลี่ชื่อก็ดังฉอด ๆ ตามมาไม่หยุด
หนิงเยี่ยนมองไปที่เสี่ยวหลี่ชื่ออย่างรังเกียจในความปากมาก
เสี่ยวหลี่ชื่อหยุดเดิน อินังไร้ประโยชน์นี่กล้ามองเธอแบบนี้เชียวหรือ? อยากตายหรือไง
เธอเงยหน้าแล้วอ้าปาก เมื่อกี้ตั้งใจจะพูดอะไรสักอย่าง แต่เมื่อพบว่าหนิงเยี่ยนเดินไปถึงห้องของหนิงเชียนฉือแล้ว จึงกลืนคำนั้นลงไป
หนิงเชียนฉือ เป็ซิ่วฉาย [1]
......
ขนาดพ่อตายังต้องไว้หน้าเขา แล้วเธอจะกล้าไปผิดใจกับเขาได้อย่างไร อีกอย่างหนิงเชียนฉือก็มีโอกาสสอบบัณฑิตผ่านได้เป็ขุนนางประจำอำเภอทำงานรับใช้ราชสำนัก แล้วถ้าเป็เช่นนั้น ลูกฮวนก็ต้องมีข่าวดีอย่างแน่นอน พอคิดถึงเื่นี้ เสี่ยวหลี่ชื่อก็หัวเราะ และไม่เดินตามเข้าไป
หนิงเยี่ยนก็ไม่ได้สนใจหลี่เสี่ยวชื่อมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว พอเห็นหลี่เสี่ยวชื่อไม่ตามมา เธอจึงยืนรออยู่หน้าห้องของหนิงเชียนฉือต่อ
หนิงเยี่ยนผลักประตูเข้าไป ห้องของหนิงเชียนฉือมีขนาดไม่ใหญ่นัก มีเตียงไม้สำหรับนอนคนเดียว มีมุ้งกางอยู่ ที่พิงอยู่กับกำแพงคือชั้นหนังสือ ชั้นหนังสือก็ไม่ใหญ่ มีหนังสือไม่เยอะ ชั้นหนังสือนั้นตั้งอยู่ข้างโต๊ะ บนโต๊ะมีกระดาษกาง มันถูกเขียนเอาไว้แล้วครึ่งหนึ่ง
ภาพที่เธอเห็นเบื้องหน้าคือ หนิงเชียนฉือนั้นนอนหลับตาอยู่บนเตียง คิ้วขมวด ราวกับกำลังเก็บซ่อนความทุกข์ใจเอาไว้
......................
[1] ซิ่วฉาย คือ ผู้ร่วมทดสอบเป็บัณฑิต ในระดับอำเภอ ที่จัดขึ้นโดยขุนนางในท้องถิ่น