เมื่อเวลาผ่านไปความคืบหน้าของคดีที่รินรดาถูกฆ่าก็ไร้วี่แวว ตำรวจเ้าของคดีก็ไม่สามารถสืบหาตัวคนร้ายได้ครอบครัวของรินรดาจึงไปติดตามเื่ที่สถานีตำรวจ แต่ก็ได้แต่คำตอบเดิม ๆ กลับมาว่า ตำรวจไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ตัวคนร้ายได้เลย ตามประสาชาวบ้านในชนบทแม่ของรินรดาก็ได้แต่พึ่งพาทางไสยศาสตร์ ใครเขาว่าร่างทรงที่ไหนดีที่ไหนแม่นก็จะไปอยู่เสมอ พอแม่ของรินรดาไปถึงหน้าตำหนักร่างทรงหลังหนึ่ง
จู่ ๆ ร่างทรงก็ได้ทักขึ้นทั้ง ๆ ที่แม่ของรินรดายังไม่ได้เอ่ยปากถามเลยว่า
“มาหาข้าที่นี่เอ็งคงทุกข์ใจเื่ลูกล่ะสิท่า”
“ใช่เ้าค่ะ ลูกช้างอยากรู้ว่าใครเป็คนฆ่าลูกของลูกช้าง”
ร่างทรงก็ได้หัวเราะอย่างสะใจ
“แค่นี้เอ็งดูไม่ออกเหรอว่าใครเป็คนทำ แต่ข้าจะบอกไว้ก่อนนะ ว่ามีคนพาลูกของเอ็งไปฆ่า”
แม่ของรินรดาก็เกิดความสงสัยขึ้นมาในใจพร้อมกับตอบกลับไปว่า
“ใครเหรอคะ”
“เอ็งก็นึกดูดี ๆ สิว่า วันนั้นลูกของเอ็งไปไหนกับใคร”
ในใจแม่ของรินรดาก็นึกสงสัยผ่อง ที่มาหารินรดาที่บ้านเพื่อที่จะไปเที่ยวงานประจำอำเภอด้วยกัน แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าทั้งสองเป็เพื่อนรักกันคงไม่มีทางที่จะทำแบบนั้นได้ แต่ก็ได้แค่สงสัยเพราะไม่มีหลักฐานเอาผิดกับใครได้ และอีกอย่างตำรวจก็ไม่สามารถตามคดีนี้ได้
พอรินฤดีเรียนจบในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เธอจึงได้ตัดสินใจเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยนาฏศิลป์ ตามรอยพี่ที่รักของตนและก็มีเพื่อนอยู่สองคนชื่อว่า พลอยกับก้อย ทั้งสามเป็เพื่อนสนิทที่รู้ใจกันเป็อย่างดี ตามธรรมเนียมของคณะนาฏศิลป์แล้ว นักเรียนที่เข้ามาใหม่จะต้องได้เข้าพิธีไหว้ครูเหมือนในทุก ๆ ปี วันไหว้ครูในปีนี้ก็ได้มีรินฤดี ก้อย และพลอย ที่ได้รับเลือกเป็ตัวแทนที่จะได้ขึ้นรำโชว์ในวันไหว้ครู ทางอาจารย์ก็ได้ให้ทั้งสามคนไปฝึกซ้อมกันมาให้ดี ถ้าใกล้ถึงวันไหว้ครูจริง ๆ ทางอาจารย์ก็จะช่วยแนะนำ ช่วยซ้อมให้อีกครั้งหนึ่ง
ตอนเย็นวันนั้นเอง หลังเลิกเรียนพลอยก็ขอมาที่บ้านรินฤดีเพื่อซ้อมรำ เมื่อพลอยมาถึงก็เห็นรินฤดีทำกับข้าวอยู่ในห้องครัวจึงถามว่า
“ทำอะไรกินเหรอฤดี หอมมาก”
“พะแนงหมูจ้ะ หิวไหมแบ่งไปกินก็ได้นะ”
“ไม่หรอก พอดีเราไม่ชอบกินแกงกะทิ”
“งั้นไปนั่งรอเราที่ห้องนั้นเลย”
รินฤดีพูดพร้อมกับใช้นิ้วชี้ไปยังห้องที่มีชุดนางรำและรูปของรินรดาแขวนอยู่ ข้างบนโต๊ะก็มีกระถางธูปและตุ๊กตานางรำวางไว้ พลอยก็ได้พยักหน้าแล้วเดินไปที่ห้องนั้นทันที และเหลือบไปเห็นหุ่นนางรำกับรูปที่ไม่ชัดว่าเป็รูปใคร เพราะรูปนั้นได้เลื่อนหายจางไปตามกาลเวลาจึงได้ะโถามรินฤดีว่า
“ฤดี นี่รูปใครเหรอ”
“อ๋อ พี่เราเอง”
“พี่ที่ชื่อรินรดา ที่เป็ตัวรำหลักของสาขาเราเมื่อหลายปีก่อนน่ะเหรอ”
“ใช่”
“เสียใจด้วยนะ แต่หุ่นนี่ก็เหมือนพี่แกดีเนอะ” พลอยพูดกับพร้อมหยิบหุ่นตุ๊กตาขึ้นมาโยนเล่นอย่างไม่เกรงกลัวแถมยังหัวเราะชอบใจอีกต่างหาก
“อย่านะพลอย! วางไว้ที่เดิมเดี๋ยวนี้เลย”
พลอยจึงได้วางหุ่นไว้ที่เดิมและหัวเราะอย่างสนุกสนาน
“แกเชื่อเื่พวกนี้ด้วยเหรอ”
“ใช่! แกเคยได้ยินไหมว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่น่ะ”
หลังจากที่รินฤดีใช้เวลาทำกับข้าวสักพักใหญ่เมื่อทำกับข้าวเสร็จแล้วก็เดินตามพลอยไปที่ห้องซ้อมรำ ทันใดนั้นรินฤดีก็ใเมื่อได้เห็นภาพที่อยู่เบื้องหน้าคือ พลอยมีดวงตาเหม่อลอย พลอยกับกำลังฟ้อนรำอยู่คนเดียว เมื่อรินฤดีเห็นแบบนั้นก็รีบไปเรียกพลอยเพื่อให้ได้สติ
“พลอย ๆ แกเป็อะไร”
“เราก็ไม่รู้อะแก เหมือนร่างกายมันขยับไปเอง”
รินฤดีรู้สึกได้ถึงสิ่งที่แปลก และสังหรณ์ใจว่าน่าจะเป็ที่พลอยไปลบหลู่หุ่นตุ๊กตานางรำที่ตนนั้นได้ตั้งไว้โดยเชื่อว่ามีิญญาของพี่รินรดาสิงอยู่ จึงไล่ให้พลอยกลับบ้านไปแล้วค่อยมาซ้อมใหม่
วันรุ่งขึ้นรินฤดีเห็นพลอยเดินผ่านมาหน้าบ้านตอนเช้าเพื่อที่จะเดินทางไปขึ้นรถประจำทางไปมหาวิทยาลัย ก็ได้เห็นสภาพของพลอยที่ใส่เฝือกที่นิ้วมาทั้ง 10 นิ้วจึงถามด้วยความเป็ห่วงเพื่อนว่า
“พลอย แกไปทำอะไรมา”
พลอยก็เดินไปโดยที่ไม่มองหน้าใคร หน้าตาดูไม่สดชื่น และได้ตะคอกกลับไปว่า
“อย่ามายุ่ง!”
รินฤดีก็เกิดความสงสัยเพราะพลอยไม่เคยแสดงอาการแบบนี้่มาก่อน
ทว่า 2 - 3 วันต่อมา รินฤดีรู้สึกแปลกใจ ที่ไม่เห็นพลอย เพื่อนของเขามาโรงเรียนได้ 2 – 3 วันแล้ว รินฤดีก็เลยชวนก้อยไปเยี่ยมพลอยที่บ้าน พอไปถึงบ้านพลอยรินฤดีก็ถามพลอยว่า
“แกเป็อะไรเหรอ ทำไมไม่ไปโรงเรียน”
“เราไม่สบาย ปวดหัวตัวร้อน เหมือนจะมีไข้ด้วย”
“แล้วที่แกซ้อมรำไปถึงไหนแล้ว จำได้ไหม เพราะว่า่นี้เป็่ใกล้สอบแล้วด้วย”
“สบายมาก มีพี่คนหนึ่งมาสอนรำให้ฉันแล้ว ตอนดึก ๆ ทุกวันเลย ซ้อมจนเหนื่อยเลยแน่ะ”
รินฤดีกับก้อยได้หันมองหน้ากันอย่างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ถามพลอยกลับไปว่าใครมันจะมาสอนรำตอนดึกกัน แต่เห็นว่าพลอยไม่เป็อะไรมาก ก็เลยลากลับบ้านไป
วันรุ่งขึ้น รินฤดีก็เห็นพลอยใส่เฝือกแขนกับนิ้ว ก็เลยถามพลอยออกไปว่า
“แกไปทำอะไรมาพลอย ทำไมแขนกับนิ้วของแกถึงได้ใส่เฝือกแถมยังอาการหนักขนาดนี้”
“อ๋อ ฉันซ้อมหนักไปหน่อยอ่ะ”
แต่รินฤดี ก็ได้พูดตอบกลับพลอยไปว่า
“ถึงขนาดที่แกต้องหักนิ้วมือให้งอนเลยเหรอ ระวังหน่อยสิคราวหลัง ฉันเป็ห่วงแกนะพลอย” พลอยก็ได้แต่ยิ้มและพยักหน้าตอบรับรินฤดี
แต่พอตกดึก พลอยก็ได้ยินเสียงคนท่องอาขยานแต่ฟังแล้วก็จับใจความได้ว่าเหมือนบทอาขยานที่มีชื่อว่า “เด็กเอ๋ยเด็กดี”
“เด็กเอ๋ยเด็กน้อย
ความรู้เรายังด้อยเร่งศึกษา
เมื่อเติบใหญ่เราจะได้มีวิชา
เป็เครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน
ได้ประโยชน์หลายสถานเพราะการเรียน
จงพากเพียรไปเถิดจะเกิดผล
ถึงลำบากตรากตรำก็จำทน
เกิดเป็คนควรหมั่นขยันเอย”
แล้วพลอยก็เห็นพี่นางรำคนเดิมที่มาสอนรำและบังคับให้รำดัดนิ้วดัดแขนจนแขนหัก
“รำต่อสิหักนิ้วให้งอถึงข้อมือเลย เวลารำจะได้รำสวย ๆ”
แม่ของพลอยมองดูนาฬิกาเวลาประมาน 2 ทุ่ม ก็นำนมอุ่น ๆ มาให้พลอยเหมือนทุกคืน พอแม่ของพลอยเปิดประตูเข้าห้องมา นมในแก้วที่กำลังอุ่น ๆ อยู่ก็ร่วงลงพื้น เพราะได้เห็นลูกสาวของตัวเองที่มีนามว่า พลอย กำลังรำและหักนิ้วหักแขนของตัวเองแล้วก็รำไปด้วยร้องไห้ไปด้วย แม่ของพลอยใจนตาเบิกโพลง แล้วรีบวิ่งไปหาพลอยและะโถามพลอยว่า
“พลอย! เป็อะไรเหรอลูก ทำไมถึงหักนิ้ว หักแขนตัวเองแบบนั้น”
แต่ทว่าพลอยก็ไม่ได้สนใจในคำพูดของแม่เลย และรำต่อไป แม่ของพลอยใจนร้องไห้ออกมาและนึกขึ้นได้ว่าตนมีสร้อยพระห้อยอยู่ที่คอ ก็รีบนำสร้อยพระมาคล้องคอให้ลูก ร่างกายของพลอยก็ทรุดลงกับพื้นทันที จากนั้นแม่ของพลอยก็รีบนำตัวพลอยส่งโรงพยาบาลด่วน เพราะกลัวว่าลูกตนจะเป็อะไรไป
รุ่งเช้าแม่ของพลอยก็นำตัวพลอยมาที่บ้านของรินฤดีพร้อมกับะโหาเ้าของบ้าน รินฤดีได้ยินเสียงมีคนเรียกก็เดินมาเปิดประตู ภาพที่ได้เห็นก็คือพลอยที่ถูกเข็นมาด้วยเก้าอี้วีลแชร์จึงถามแม่ของพลอยว่า
“พลอยไปทำอะไรมาเหรอคะ ทำไมเป็แบบนี้”
“วันก่อนพลอยได้มาซ้อมรำที่บ้านนี้ไหมลูก”
“พลอยมาค่ะ แต่ไม่ได้ซ้อมรำ”
“ั้แ่พลอยกลับบ้านไปวันนั้นก็มีอาการแปลก ๆ เหมือนไม่ใช่ลูกแม่คนเดิม พอตกดึกก็พูดถึงแต่มีคนมาสอนรำ”
รินฤดีก็เลยตัดสินใจเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นให้แม่ของพลอยฟัง เมื่อแม่ของพลอยฟัง ดังนั้นก็รีบเข็นเก้าอี้วีลแชร์ที่พลอยนั่งเข้าไปในบ้านเพื่อขอขมา แม่ของพลอยก็นำดอกไม้ธูปเทียนใส่ไว้ในมือของพลอย พร้อมบอกกับพลอยว่า
“พลอยขอขมาพี่เขาซะนะลูก หนักจะได้กลายเป็เบา”
ทันใดนั้นดวงตาของพลอยก็เบิกโพลงขึ้นอีกครั้งพร้อมกับบอกแม่ว่า
“มาแล้ว! มาอีกแล้ว! พี่คนนั้นมาสอนรำอีกแล้ว”
จากที่พลอยนั่งเก้าอี้วีลแชร์อยู่ก็ลุงขึ้นยืนพร้อมกับตั้งวงรำ รินฤดีที่ได้เห็นดังนั้นก็รีบนั่งคุกเข่าพูดต่อหน้ารูปปั้นว่า
“พี่ริน พี่อย่าทำอะไรเพื่อนหนูเลยนะ หนูขอร้อง เพื่อนหนูมันสำนึกนึกผิดแล้วปล่อยเพื่อนหนูไปเถอะ”
เมื่อจบคำพูดของรินฤดีจู่ ๆ ทุกคนก็ได้ยินเสียงพร้อมกันว่า
“มันมาลบหลู่กู!”
แม่ของพลอยก็รีบจุดธูปขอขมา ร่างของพลอยก็ร่วงลงพื้นแบบคนไม่มีแรง รินฤดีกับแม่ของพลอยก็ช่วยกันพยุงตัวของพลอยขึ้นเก้าอี้วีลแชร์ จากนั้นแม่ของพลอยก็รีบนำตัวของพลอยไปที่วัดในหมู่บ้านทันที
แม่ของพลอยก็ได้พาพลอยมารดน้ำมนต์ที่วัด พร้อมกับทำบุญและถวายสังฆทานกับเ้าอาวาส และท่านก็ทักแม่ของพลอยขึ้น
“ลูกของโยมไปลบหลู่เขาไว้นะ เขาโกรธมาก ให้รีบทำพิธีขอขมาซะ ก่อนที่ลูกของโยมจะเป็อะไรไปมากกว่านี้”
“แล้วดิฉันต้องทำยังไงบ้างคะ หลวงพ่อ”
“ให้ลูกโยมทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้เขา และนึกอธิษฐานในใจให้พูดขอขมาลาโทษเขา ที่เคยไปลบหลู่ไว้โดยตั้งใจก็ดีมิตั้งใจก็ดี ดีนะที่เขาปล่อยลูกโยมมา ไม่อย่างนั้น ลูกของโยมคงมาไม่ถึงวัดนี้หรอก”
“หลวงพ่อช่วยดิฉันหน่อยได้ไหมคะ ดิฉันไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง”
“ได้สิโยม”
จากนั้นหลวงพ่อก็ได้ช่วยแม่ของพลอยทำพิธีขอขมาให้แก่พลอย พร้อมกับพูดว่า
“คราวหน้าคราวหลังถ้าไม่เชื่ออะไรก็อย่าไปลบหลู่เขานะ”
แม่ของพลอยก็ได้แต่ยกมือไหว้พร้อมกับคำว่า
“เ้าค่ะ”
พอกลับมาถึงบ้านแม่ของพลอยก็เค้นถามความจริงกับพลอยว่าก่อนที่พลอยจะเป็แบบนี้ เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น พลอยก็ตอบไปตามความจริงเหมือนกับที่รินฤดีบอกไปตอนเช้า หลังจากนั้นพลอยก็ไม่ไปบ้านของรินฤดีอีกเลย
ก็มีแต่ก้อยที่กลับไปบ้านของรินฤดีทุกวัน