เสียงออดสุดท้ายของคาบสอบดังขึ้นพร้อมกับเสียงถอนหายใจระลอกใหญ่จากนักเรียนทั่วทั้งโรงเรียน วางปากกาลงบนโต๊ะทันทีที่ครบเวลา
“เย้! จบแล้วเว้ยยย!” เสียงเพื่อนข้างๆ ะโลั่นห้องก่อนที่บรรดาเพื่อนร่วมชั้นจะพากันทยอยเดินออกจากห้อง
ฉันลุกขึ้นหยิบกระเป๋าแล้วเดินออกมาจากห้องสอบอย่างคนหมดแรง แดดบ่ายอ่อน ๆ สาดแสงลอดต้นไม้ลงมาตามทางเดิน ก่อนจะเหลือบเห็นเพื่อนในแก๊งยืนคุยกันบ้างก็ยกมือยีหัวอย่างหัวเสีย
“ไปคาราโอเกะกันเถอะ” เสียงเพื่อนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้นอย่างกระตือรือร้น
“ไปเล่น Horror escapse room ดีกว่า น่าหนุกออก” เพื่อนอีกคนเอ่ยขึ้น “เอาดิ อยากลองเข้ามานาน นานาไปมั้ย”
ฉันเม้มปากแน่น ไม่ใช่ไม่อยากไปแต่ติดตรงที่กลัวน่ะสิ แต่ก็ไม่อยากปฏิเสธ เพื่อนอุตส่าห์ชวนไปทั้งที “ป-ไปสิ”
ฉันเดินตามเพื่อนๆ มาถึงตึกเก่าหลังห้าง ที่ชั้นบนสุดมีป้ายไฟสีแดงแปะไว้ว่า Horror Escape Room
ทันที่เข้ามาบรรยากาศด้านในทำเอาฉันต้องกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ กลิ่นอับ ๆ กับแสงไฟสลัว เสียงเพลงกล่อมเด็กเบาๆ ดังลอดออกมาจากลำโพงเก่า ความรู้สึกแทนที่จะควรตื่นเต้นและสนุกไปกับเพื่อนแต่ตอนนี้มันโคตรหลอนเลยล่ะ
“ยินดีต้อนรับค่ะ เลือกธีมได้เลยนะคะ มีบ้านตุ๊กตา บ้านผีสิง และโรงพยาบาลร้างค่ะ”
เสียงพี่พนักงานพูดพร้อมยิ้มให้ แต่ฉันรู้สึกเหมือนกำลังโดนพาไปสู่ประตูมิติที่ไม่อยากเข้า
“เอาโรงพยาบาลร้างค่ะ”
ไม่รอฟังเสียงคัดค้านใดๆ ทั้งสิ้น ทุกคนลงมติในเสี้ยววินาที ส่วนฉันตอนนี้เหงื่อซึมเต็มฝ่ามือไปหมดแล้ว ถึงจะพยายามไม่แสดงออกแต่หัวใจก็เต้นดังราวกับกลองาเลย
เราเปลี่ยนรองเท้าใส่ริสแบนด์แล้วเดินตามพี่พนักงานเข้าไปในห้อง พอประตูปิดลงเสียง "กริ๊ก" ที่ดังขึ้นข้างหลังทำให้ฉันสะดุ้งสุดตัว
ตึก...ตึก...
เสียงฝีเท้าเดินบนพื้นกระเบื้องผสมกับเสียงลมหายใจตื่นๆ ของฉันเอง เหมือนในห้องมันแคบลงเรื่อยๆ จนลมหายใจจะติดอยู่ที่หน้าอก แม้มันจะไม่ได้มืดมากสามารถเห็นสิ่งรอบตัวได้ทำให้อาการกลัวที่แคบไม่กำเริบแต่ถึงอย่างงั้นฉันก็ไม่ชอบอยู่ดี
“อย่าทิ้งฉันนะ…” ฉันเผลอกระซิบออกมาเบา ๆ กับเพื่อนข้าง ๆ
และนั่นแหละฉากแรกของเกมก็เริ่มขึ้นพร้อมเสียงกรี๊ดของเพื่อนที่วิ่งนำหน้าไปก่อน
ฉันวิ่งตามเพื่อนไปตามทางเดินแคบ ๆ ที่มีแสงไฟกระพริบติดๆ ดับๆ แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เพื่อนๆ เริ่มหายไปทีละคน
“เดี๋ยว! รอด้วยสิ” เสียงของฉันแ่ลงเมื่อรอบตัวเริ่มเงียบ ไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้าคนอื่น มีแค่ฉันกับทางเดินโล่ง ๆ ที่เหมือนจะยาวไม่มีที่สิ้นสุด
ฉันหันซ้ายหันขวาพยายามมองหาพวกเพื่อนในความมืดแต่กลับมีเสียงฝีเท้าอีกคู่ดังขึ้นแทน
ตึก…ตึก… มันไม่ใช่ของฉันแน่ๆ เพราะตอนนี้ฉันหยุดยืนอยู่กับที่
“ค-ใครอ่ะ” น้ำเสียงสั่นเครือจนคุมไม่อยู่ มือกำกระเป๋าสะพายแน่น กวาดสายตามองไปรอบๆ หวังว่าเสียงเท้านั่นจะเป็ของเพื่อนตัวเอง
จู่ๆ ก็มีแค่เงาบางอย่างวิ่งตัดหน้าฉันไป แล้วอีกเงาตามมา เสียงกรี๊ดจากลำโพงเหนือหัวพร้อมกับตุ๊กตาที่ห้อยลงมากลางทาง
“กรี๊ดด!!”
ฉันกรีดร้องก่อนจะวิ่งไปทางที่ดูเหมือนปลอดภัยที่สุดแล้วพาตัวเองเข้าไปหลบอยู่ข้างตู้เหล็กสนิมเขรอะๆ ที่อยู่มุมห้อง
หัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะทะลุอก มือทั้งสองข้างกอดเข่าแน่น ฉันหลับตาหูอื้อและพยายามภาวนาให้ทุกอย่างหยุดลงแค่นี้
เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ หนึ่งก้าว สองก้าว แล้วก็หยุดอยู่ตรงหน้าฉัน
ไม่ ไม่เอาแล้ว ได้โปรด…ฉันหลับตาแน่นกว่าเดิม ไม่กล้าแม้แต่จะลืมขึ้นมาดูว่าใคร
“ทำอะไรของเธอ…” น้ำเสียงนั้นเข้มข้น ดุดัน แหบต่ำ แต่…คุ้นมาก เหมือนเคยได้ยินจากที่ไหนสักแห่ง
ค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ เหมือนกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็ปีศาจตัวสุดท้ายในเกม
“พี่แบล็ค?”
พูดชื่อเขาออกมาเบา ๆ เหมือนไม่แน่ใจ แต่เขาแค่ยืนอยู่ตรงนั้น มองฉันด้วยคิ้วขมวด สีหน้านิ่งสนิทราวกับกำลังประเมินว่า นี่เธอกำลังทำอะไรของเธออยู่ตรงนี้
ทันใดนั้นความกลัวทั้งหมดก็เหมือนถูกปลดปล่อย ฉันปล่อยโฮออกมาโดยไม่สนอะไรทั้งนั้น แล้วถลาเข้าไปกอดเขาแน่นเหมือนเด็กที่เพิ่งรอดตายจากฝันร้าย
พี่แบล็คไม่ขยับ ไม่ลูบหัว ไม่พูดปลอบ เขาแค่ยืนนิ่ง ปล่อยให้ฉันกอดเขาอยู่แบบนั้น จนฉันเริ่มรู้สึกตัว…
“ข-ขอโทษค่ะ…” ฉันรีบผละออก ก้มหน้าแน่นิ่ง ใจเต้นรัวด้วยทั้งความอายและความใในตัวเอง แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่ในที่สุดก็เจอคนมาช่วยสักที
ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดประโยคต่อไปก็มีเสียงฝีเท้าเล็กๆ ก็วิ่งเข้ามาใกล้ พร้อมกับร่างเล็กๆ ของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง
“พี่แบล็ค! เจอแล้ว—อ๊ะ”
เด็กชายหน้าตาซุกซนอายุราวสิบขวบหันมามองฉันด้วยสายตาที่อยากใส่ใจ
“ใครน่ะ?”
คำถามตรงๆ แบบไม่มีฟิลเตอร์ของเด็กเล่นเอาฉันชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะเหลือบมองพี่แบล็คด้วยความลังเล
“รุ่นน้องมหา’ลัย” เขาตอบแบบเรียบๆ โแค่ดยที่ใช้สายตาอันคมกริบมองฉัน ไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม ไม่มีชื่อ ไม่มีน้ำเสียงใดๆ ที่บอกว่าเขาแคร์
เขาหันตัวเหมือนจะเดินออกไปแล้วด้วยซ้ำถ้าไม่ใช่เพราะฉันเอื้อมมือไปคว้าแขนเสื้อเขาไว้ก่อน
“ด-เดี๋ยวก่อน ขอไปด้วยได้มั้ย… คือ ฉัน…ยังไม่อยากอยู่คนเดียว”
เสียงฉันเบาเหมือนกระซิบ พยายามไม่ให้ฟังดูเหมือนขอร้องเกินไปแต่ก็ปิดไม่มิดว่าในใจยังกลัวอยู่มากแค่ไหน
พี่แบล็คยังคงนิ่งไม่ตอบ แต่เด็กชายคนนั้นกลับยิ้มแล้วพูดแทรกขึ้นมาแทน “ไปด้วยกันก็ได้นี่ครับ เนาะๆ พี่แบล็คเนาะ”
พี่แบล็คเหลือบมองฉันครู่หนึ่งก่อนจะหมุนตัวเดินทิ้งออกไป “ตามใจ”
ฉันได้แต่ยืนมองแผ่นหลังกว้างที่เดินออกไปอย่างไม่ใยดีก่อนจะมีมือเล็กๆ เอื้อมมาดึงมือให้เดินตาม
แต่แค่มีใครสักคนอยู่ด้วยตอนนี้…ก็ดีกว่ามากแล้ว
เมื่อประตู Horror Escape Room เปิดออกหัวใจที่เต้นรัวค่อยๆ ผ่อนคลายลง ในที่สุดก็รอดพ้นจากห้องนรกนี่สักที
ฉันก้าวตามหลังพี่แบล็คกับเนลเด็กชายที่เพิ่งรู้ว่าเป็หลานของเขา ยังไม่ทันได้หันไปมองรอบตัวดีเสียงเพื่อนในกลุ่มก็ร้องเรียกขึ้นมาทำเอาใสะดุ้งโหยง
“นานา! หายไปไหนมาเนี่ย เป็ห่วงจะตายอยู่แล้ว!”
“โอ๊ย นึกว่าจะโดนผีหลอกจนเป็ลมอยู่ข้างใน ยังดีนะที่ไม่เป็อะไร”
พวกเธอวิ่งเข้ามารุมฉันทันทีทำเอาตอบคำถามไม่ทัน “อะ-อืม เราไม่เป็ไร”
“เฮ้อ ก็ดีแล้ว-อ๊ะ”
“...พะ-พี่แบล็ค?”
สีหน้าเซพวกเพื่อนๆ ซีดลงทันตาราวกับว่าเจอผีที่น่ากลัวที่สุดในห้อง Escape Room ไม่ได้อยู่ข้างใน…แต่อยู่ตรงนี้แทน
พี่แบล็ค พี่ว้ากแห่งคณะเราที่ขึ้นชื่อเื่ความโหดเงียบ ไม่พูดเปล่าแต่พลังแผ่รังสีความกดดันราวกับั์
“สวัสดีค่ะ พี่แบล็ค”
เสียงกลุ่มเพื่อนฉันรวมตัวกันไหว้แบบพร้อมเพรียงราวกับซ้อมมา แต่ไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นมองเขาเต็มตารวมถึงฉันด้วย
“อืม”
ฉันได้แต่ยิ้มแห้งๆ ขณะยังรู้สึกถึงแรงจ้องจากเพื่อนร่วมแก๊งแบบ ‘แกไปอยู่กับพี่แบล็คได้ไง?’
ก่อนที่ใครจะพูดอะไรต่อเสียงของเพื่อนคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้นมาเพื่อทำลายความอึดอัดนี้
“เอ่อ ไปกินข้าวกันมั้ย ตอนนี้เริ่มจะหิวแล้ว
“เอาสิๆ พี่แบล็คไปด้วยกันมั้ยคะ”เพื่อนคนหนึ่งหันไปถามพี่แบล็คเป็มารยาท
เหลือบมองคนข้างๆ ที่ตอนนี้กำลังทำหน้ายุ่ง “พี่แบล็ค ไปนะ”
เนลเขย่าแขนพี่ชายตัวเองพร้อมกับทำหน้าออดอ้อนอย่างสุดขีด เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะจิ๊ปากเสียงเบาอย่างขัดใจ
“เออ ตามใจ”
“เย้!! พี่แบล็คน่ารักที่สุดเลย!”
ฉันหัวเราะแห้งๆ พลางมองหน้าเพื่อนๆ ที่ยังเกร็งกันไม่หาย อืม สงสัยอาหารมื้อนี้จะบันเทิงแน่ๆ
ทันทีที่ได้ร้านเราก็ทำการสั่งอาหารอย่างอย่างเต็มที่ ทั้งส้มตำ ไก่ย่าง ลาบ น้ำตกทั้งที่ไม่รู้ว่ายอดรวมทั้งหมดมันราคาเท่าไหร่
“ที่นี่มีไอติมมั้ยอ่ะ”
“กินไปแล้วนี่ จะกินอะไรอีก”
“แง่ะ”
เสียงหัวเราะในลำคอของคนตรงหน้าทำเอาหันเหลือบไปมองแต่ก็โดนสายตาอันดุคมมองกลับทำเอารีบหลบสายตาไม่ทันเลยทีเดียว
ไม่นานอาหารที่สั่งไปก็มาเสริฟ เราต่างคนต่างกินมีพูดคุยเล่นไปพลางยกเว้นแค่พี่แบล็คที่นั่งกินเงียบๆ อยู่คนเดียว
เขานั่งอยู่ตรงข้ามฉันถือตะเกียบคีบเนื้อย่างเข้าปากอย่างใจเย็น ไม่ได้มีท่าทีว่าจะมีส่วนร่วมกับบทสนทนาใดๆ ของโต๊ะยกเว้นบางจังหวะที่เนลเรียกหรือพูดแทรก
“เอ่อ…พี่แบล็ค ไม่ทานส้มตำเหรอคะ”
พี่แบล็คเงยหน้าขึ้นมามองชั่วครู่พร้อมกับเลิกคิ้วเล็กน้อย “กินแล้ว ไม่เห็นหรือไง”
น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่คมกริบทำเอาฉันสะดุ้งนิดๆ แล้วรีบก้มหน้าลงมองจานข้าวตัวเองต่อราวกับไม่มีอะไรเกืดขึ้น
“อ-อาหารที่นี่อร่อยดีนะคะ”
พยายามฝืนยิ้มพลางแอบมองเขาอีกครั้งแบบหลบๆ ไม่กล้าสบตาตรงๆ พยายามทำให้บรรยากาศบนโต๊ะไม่อึดอัดไปมากกว่านี้
“ถ้าไม่อร่อยจะนั่งกันอยู่เรอะ” เขาตอบกลับหน้าตายพร้อมเคี้ยวข้าวต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ฉันได้แต่หัวเราะแห้ง พลางหยิบแก้วน้ำมาจิบแก้เขิน ส่วนเพื่อนรอบโต๊ะที่พอได้ยินบทสนทนาก็หันมามองหน้ากันแบบกลั้นขำ
อะไรดลใจให้เขาตอบกลับมาแบบนี้เนี่ย แทนที่จะทำให้บรรยากาศภายในโต๊ะดีขึ้นกลับอึดอัดยิ่งกว่าเดิมอีก
เนลเอื้อมมือมาสะกิดแขนฉันแล้วกระซิบเบา ๆ “พี่แบล็คเขาแค่พูดตรงไปหน่อยน่ะครับ ไม่ได้ดุจริงจังรอก พี่นานาอย่าเครียดน้า”
“อ-อืม ขอบใจนะเนล” อย่างน้อยก็มีเนลคุยเป็เพื่อนไม่ให้อึดอัดใจก็ดีแล้วแหละเนาะ
หลังจากอิ่มหนำกับอาหารมื้อใหญ่แก๊งเพื่อนของฉันก็เริ่มแยกย้ายกันกลับบ้านตามเส้นทางใครเส้นทางมัน
“กลับบ้านดีๆ นะนานา”
“อย่าลืมส่งรูปตะกี้ในไลน์ด้วยนะ”
“อือๆ บ๊ายบาย”
โบกมือให้เพื่อนๆ จนเหลือแค่ฉัน เนล และพี่แบล็คที่ยืนพิงเสาอยู่เงียบๆ
“งั้นเรา—”
“อย่าเพิ่งกลับสิครับ! อยู่เล่นด้วยกันก่อน~” ยังไม่ทันจะพูดจบเนลก็รีบะโมายืนขวางหน้าไว้ก่อนพร้อมกับเอื้อมมือเกาะแขนฉันไว้ราวกับว่าจะไม่ให้กลับ
“เนล กลับ” พี่แบล็คเอื้อมมือหมายจะมาดึงหลานชายตัวแสบแต่เหมือนเนลจะรู้เลยะโหลบเข้าหลังฉัน
“ไม่เอา อยากอยู่พี่นานา นะ” เนลทำสายตาออดอ้อนแต่เหมือนว่าพี่แล็คจะไม่ยอม
“กลับ”
“ฮือ~พี่นานา” เนลเขย่าแขนฉันอย่างไม่ยอม ฉันก็เป็คนแพ้เด็กเสียด้วย “ก็ได้ อยู่ต่ออีกแป๊บหนึ่งก็ได้”
“เย้! พี่แบล็คอยู่ต่อนะๆๆๆๆ” เนลเอื้อมมือไปดึงเสื้อของพี่ชายพร้อมกับทำหน้าออดอ้อนไม่สนใบหน้าที่กำลังหงุดหงิดอยู่
“จิ๊! เออๆ อยากทำอะไรก็ทำ แต่ห้ามเกินสี่โมง”
“เย้!!”
พี่แบล็คจิ๊ปากเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปทิ้งฉันกับเนลไว้ตรงนั้นโดยไม่หันกลับมามอง
ฉันได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างๆ นั้นแล้วหันไปหาเนลที่กำลังะโยิ้มดีใจ
เขาก็ไม่ได้ใจร้ายนี่ แต่ทำไมต้องชอบทำตัวดูใจร้ายด้วยนะ ไม่เข้าใจจริงๆ
เสียงพูดคุยในห้างยังคงจอแจอยู่รอบตัว มีเนลที่เดินะโโลดเต้นอย่างสนุกสนาน ส่วนด้านหลังฉันรับรู้ได้ว่ามีสายตาเงียบๆ ของใครบางคนที่จับจ้องมาเป็ระยะ พี่แบล็คที่เดินตามมาไม่ห่างแต่ไม่พูดอะไรเลยตลอดหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา
หลังจากเดินเล่นดูนั่นนี่กันมาพอสมควร พวกเราก็มานั่งพักกันที่มุมหนึ่งของชั้นสอง มีโต๊ะเก้าอี้สำหรับนั่งเล่นติดกระจกบานใหญ่
“เหนื่อยจัง”
เสียงเนลเอ่ยพลางฟุบหน้าลงบนตักฉันด้วยสภาพที่หมดแรงก่อนไม่นานเนลจะหลับปุ๋ยไป ฉันหัวเราะเบาๆ ก่อนจะช่วยจัดหมอนรองหัวให้ด้วยแขนตัวเอง พร้อมกับดึงฮู้ดจากเสื้อเขาขึ้นมาคลุมหัวไว้ให้ “หลับซะแล้ว”
เสียงฝีเท้าหนักๆ เดินเข้ามาใกล้ พี่แบล็คหยุดยืนข้างโต๊ะก่อนจะมองหลานชายที่หลับสนิทอยู่บนตักฉันจากนั้นก็ถอนหายใจเบาๆ
สายฝนเริ่มโปรยลงกระทบหลังคากระจกเสียงดังแ่ๆ ให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นมองฟ้าด้านนอกตัวห้างก่อนจะพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“แย่ล่ะ มาตกอะไรตอนนี้เนี่ย”
ไม่ทันขาดคำ พี่แบล็คก็โยนกระเป้ของเนลมาให้ฉันอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้ต้องรีบคว้าเอาไว้ “อ๊ะ—”
“ถือไว้” เขาบอกเสียงเรียบก่อนจะโน้มตัวลงไปอุ้มเนลขึ้นหลังโดยไม่บอกกันสักคำ
“เอ๊ะ? จะไปไหนเหรอคะ?” ฉันรีบลุกขึ้นถามด้วยความสงสัย
“เดินตามมา” เขาตอบพร้อมกับเดินนำออกไปโดยไม่อธิบายสักคำ
“จะไปไหนหรอคะพี่-”
“ถามมากรำคาญ”
คำพูดสั้นๆ กับน้ำเสียงที่ดูจะรำคาญทำให้ฉันได้แต่คว้ากระเป๋าแล้วรีบเดินตามหลังเขาออกไปอย่างช่วยไม่ได้
เสียงฝนซัดกระจกหน้ารถดังเปาะแปะก่อนจะเปลี่ยนเป็ซ่าๆ และหนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรถของพี่แบล็คจอดเทียบหน้าหอ ลมแรงพัดจนต้นไม้ข้างทางเอนลู่แทบจะนอนราบกับพื้น
ฉันเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความรู้สึกไม่สู้ดีนัก แล้วก็หันกลับมามองเขา
“เอ่อ…ขึ้นไปหลบฝนบนห้องฉันก่อนก็ได้นะคะ ฝนตกขนาดนี้-”
“ไม่จำเป็ ฉันจะขับกลับ” เสียงห้าวต่ำของเขาตอบทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันมามอง
ฉันเม้มปากแน่นมองฝนที่เริ่มซัดแรงขึ้นกว่าเดิมจนมองอะไรข้างหน้ายากเข้าไปอีก แล้วเขาจะขับกลับยังไง
“ไม่ได้ค่ะ!” ฉันโพล่งออกไปเสียงดังโดยไม่ทันคิด รู้ตัวอีกทีพี่แบล็คก็ใช้สายตาดุคมเขม็งจ้องมา ราวกับกำลังตั้งคำถามว่าฉันทำไปเพื่ออะไร
“แล้วทำไมฉันต้องอยู่ด้วย อยากให้อยู่ขนาดนั้นเลยรึไง?” ประโยคเ็ากับสายตาเ็าออกมาจากปากเขาตามที่คาดคิด แม้จะได้ยินบ่อยแต่ก็ยังเจ็บทุกครั้งเลย
“ก็มันอันตรายนี่คะ ลมก็แรง ฝนก็ตกหนัก แถมเนลก็อยู่ด้วย ก็เลย…”
ฉันเงยหน้ามองเขาก่อนจะหลบสายตาอันเ็าที่มองมาราวกับจะกลืนกิน “อยู่เพื่อความปลอดภัยของน้องก่อนก็ได้ค่ะ แค่รอให้ฝนเบาลง…”
เขายังคงมองฉันด้วยสายตาเรียบเฉย นิ่งจนฉันเริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองทำเกินไปหรือเปล่า แต่แล้วเขาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเสื้อคลุมจากเบาะหลังมาโยนให้ฉัน
“คลุมหัวไว้”
พูดแค่นั้น เขาก็เปิดประตูลงจากรถไปอย่างไม่รอคำตอบ ฉันรีบคว้าเสื้อคลุมมาคลุมหัวตัวเองไว้ลวกๆ แล้วตามลงไปอย่างรวดเร็ว นี่เขายอมทำตามที่ฉันบอกแล้วใช่มั้ย
พี่แบล็คยืนอยู่ฝั่งประตูหลังรถก่อนจะก้มลงช้อนตัวเนลที่ยังหลับสนิทขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน คลุมตัวเด็กน้อยด้วยเสื้อกันฝนอีกตัวที่หยิบติดมือออกมาด้วยแล้วเดินลุยฝนเข้าตึกไปโดยที่ฉันเดินตาม
เราขึ้นลิฟต์โดยที่ไม่ได้พูดอะไร แค่ฉันเดินนำแล้วพี่แบล็คเดินตาม ความรู้สึกต่างๆ นานามันรุมล้อม ทั้งความอึดอัดและความเ็าของเขาที่เหมือนจะคอยทุบย้ำเตือนว่าอย่าเข้าไปย่ามกรายในเขตของเขามาก
ฉันคิดถูกจริงๆ ใช่มั้ยนะที่ทำแบบนี้
ทันทีที่เข้ามาในห้องพี่แบล็ควางเนลอย่างเบามือลงบนเตียงในห้องของฉันท่ามกลางเสียงฝนที่ยังคงซัดกระจกอย่างไม่หยุด
ฉันรีบเดินไปหยิบผ้าขนหนูของตัวเองจากตู้ ก่อนจะยื่นมันให้เขา “เอ่อ…ไปอาบน้ำก่อนก็ได้นะคะ ชุดเปียกหมดเดี๋ยวจะไม่สบาย”
เขามองผ้าขนหนูในมือฉันนิ่งๆ แบบที่ฉันดูไม่ออกเลยว่าเขาคิดอะไร ฉันเริ่มเลิ่กลั่ก รีบอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงร้อนรน “คือ…ฉันไม่มีผ้าขนหนูอันใหม่ ถ้าพี่รังเกียจ เดี๋ยวฉันลงไปซื้อให้—”
ยังไม่ทันจะพูดจบ เขาก็คว้าผ้าขนหนูจากมือฉันไปแล้วเดินตรงเข้าห้องน้ำโดยไม่พูดสักคำทิ้งให้ฉันยืนงงอยู่กลางห้อง
พอได้สติฉันก็ได้แต่มองประตูห้องน้ำที่ปิดลง อะไรของเขากันนะ นี่ฉันเผลอไปพูดอะไรไม่เข้าหูเขารึเปล่าเนี่ย
ระหว่างที่รอพี่แบล็คอาบน้ำฉันก็ไปจัดของในตู้เย็นเพื่อเคลียร์ของที่รก จังหวะเดียวกันเสียงประตูห้องน้ำเปิดก็ดึงความสนใจฉันกลับมาอีกครั้ง
พี่แบล็คเดินออกมาทั้งที่ยังพันผ้าขนหนูไว้ที่เอวท่อนบนเปลือยเปียกหมาด น้ำเกาะตามกล้ามเนื้อแน่นๆ กับใบหน้าที่ดูจะหงุดหงสุดๆ
“ชุดที่ให้ฉันคือชุดที่ให้ไอ้ธินใส่ใช่มั้ย”
น้ำเสียงเข้มจัดเจืออารมณ์โกรธแบบไม่ปิดบังทำให้ฉันชะงักมือที่กำลังจับขวดน้ำเอาไว้ “อ-เอ่อ”
“ตอบ!!!”
เสียงดุที่ะโออกมาทำน้ำในมือของฉันหลุดออกจากมือพร้อมกับสาวเท้าตรงเข้ามาราวกับจะมาฆ่ากัน
“ก็-ก็ มีแค่ชุดเดียวที่พี่แบล็คใส่ได้”
“ชุดเดียว? ชุดเดียวกับไอ้ธินอ่ะนะ เหอะ!”
พี่แบล็คแค่นหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยันก่อนจะโยนเสื้อยืดกับกางเกงที่ฉันเตรียมไว้ลงบนโซฟาด้วยแรงเต็มมือ แววตาแข็งกร้าวและกรุ่นโทสะของเขาทำเอาห้องทั้งห้องเย็นะเืลงไปในพริบตา
“พี่เป็บ้าอะไรเนี่ย?” ฉันโพล่งถามด้วยความเหลืออด “แค่ชุดที่เคยให้คนอื่นใส่ พี่ถึงกับต้องมาทำท่ารังเกียจอะไรขนาดนี้เลยเหรอ หรือที่จริงมันไม่ใช่แค่ชุดกันแน่…” พี่แบล็คเงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนจะนิ่ง แต่แววตานั้นกลับเดือดระอุขึ้นเรื่อยๆ
“ที่ไม่ชอบ เพราะมันเคยอยู่บนตัวคนอื่นมาก่อนสินะ ถึงกับรับไม่ได้เลยเหรอ?” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงประชดจัดเต็ม มองเขาตรงๆ อย่างไม่ยอมแพ้ ไม่รู้หรอกว่าเขาเป็บ้าอะไรถึงได้โมโหขนาดนี้ แต่ฉันก็ไม่ยอมหรอกนะ ใครจะยอมให้มาโวยวายฝ่ายเดียวกันล่ะ
“นั่นสิ ฉันเป็บ้าอะไรวะทำไมต้องอารมณ์เสียขนาดนี้ด้วยเนี่ย ฮ่าๆๆ!!” พี่แบล็คหัวเราะลั่นแต่ไม่รู้ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าเสียงหัวเราะนั่นมันถึงััได้ความหายนะที่กำลังจะตามานะ
“ครบยัง”
“อะ-อะไร พี่พูดอะไร”
“ฉันถามว่าได้ครบยัง ขาดใครอีกมั้ย” มุมปากของเขายกยิ้มร้ายราวกับกำลังต้อนเหยื่ออย่างฉันให้เผยความลับออกมา “ไอ้โย ฉัน ไอ้โฟลท ไอ้ธิน ไอ้ริทล่ะ ได้ครบรึยัง”
ฉันหน้าเหวอไปชั่วขณะ รู้สึกเหมือนโดนลากมาตบกลางสี่แยก “พูดบ้าอะไรของพี่…” ฉันพึมพำพยายามถอยหนี แต่เขากลับขยับตามติด
“ทำไมล่ะ ฉันพูดอะไรผิดหรอ ก็ครบแล้วนี่”
“หยุดพูดบ้าๆ สักที!”
“ทำไม? อายหรอ อายทำไม ก็คนที่เธอได้มามันก็เพื่อนฉันทั้งนั้นนี่ โดนอีกรอบมันจะเป็ไรไป!!”
พูดจบมือแกร่งนั่นก็กระชากแขนฉันแรงจนเซ แล้วจู่ๆ ก็โถมเข้ามาบดจูบฉันอย่างรุนแรงโดยไม่ให้โอกาสขัดขืน มือของเขากระชากชุดนักศึกษาของฉันออกอย่างไร้เยื่อใย เสียงผ้าขาดกับลมหายใจที่ร้อนจัดแทบจะกลืนทุกสติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่
“อื้อ!!!”
ทั้งทุบทั้งทึ้งแต่ด้วยแรงที่ต่างกันมากทำให้ฉันไม่สามารถต่อสู้กับแรงบองอีกคนไม่ได้เลย
“อึ่ก!”
มือแกร่งบีบเค้นหน้าอกส่วนอีกมือนึงของเขาก็ใช้นิ้วสอดเข้ามาในตัวโดยไม่ส่งสัญญาณกันสักคำ ทำเอาฉันต้องใช้มือจิกไหล่กว้างเพื่อระบายอารมณ์
“อื้อ!!”
ริมฝีปากหนาผละออกให้ฉันได้หายใจแต่ได้แค่แป๊บเดียวเท่านั้นก่อนพี่แบล็คจะสอดความเป็ชายเข้ามาในตัว
“อ๊ะ!”
ยกมือดันอกแต่ก็ถูกอีกคนคว้ามือล็อคขี้นเหนือหัวก่อนจะเริ่มขยับสะโพกกระแทกเข้ามา
“อ๊าส์! อ๊าส์! อ๊าส์!”
ความเสียวซาบซ่านกระจายไปทั่วท้องทำให้ต้องแอ่นตัวเพื่อรับความเสียว น้ำในตัวทยอยไหลซึมออกมาจนเริ่มแฉะ พี่แบล็คก็ยังคงกระหน่ำกระแทกสะโพกเข้ามาจนลึกชนกำแพง
“พะ-พี่แบล็ค อื้อ!!”
ไม่นานน้ำในตัวก็ทะลักออกมาแต่เหมือนพี่แบล็คจะไม่ปล่อยให้ฉันได้พักหายใจก่อนจะถอนกายออกแล้วจับฉันพลิกให้คว่ำหน้าลงกับโซฟาแล้วสอดแก่นกายเปลือยๆ เข้ามาในตัว
“อ่าส์!”
สะโพกแกร่งกระหน่ำกระแทกเข้ามาจนเกิดเสียงเนื้อกระทบดังสู้กับเสียงฝนด้านนอก
“ม-ไม่ไหวแล้ว อ๊าส์!!!”
ยิ่งร้องอีกคนยิ่งกระหน่ำเข้ามาไม่ยั้งก่อนกลุ่มผมจะถูกดึงให้เงยขึ้น
“อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ อึก!”
น้ำในตัวทะลักออกมาอีกรอบ ส่วนล่างกระตุกเกร็ง กลุ่มผมที่ถูกดึงจากด้านหลังถูกอีกคนดึงจนตัวยกตัวก่อนอ้อมมือมากอด
“แค่นี้เหนื่อยแล้วรึไง มันพึงจะเริ่มเองอย่าพึ่งหนีไปก่อนสิ”
พี่แบล็คถอดกายออกดึงฉันให้หมุนตัวก่อนจะกดศรีษะยัดความเป็ชายเข้ามาในปาก
“อ่อก!”
มือแกร่งบังคับศรีษะให้รูดแก่นกายขึ้นลงเป็จังหวะ ใช้นิ้วปัดเส้นผมที่ปรกลงมาพร้อมกับััจูบที่ใบหู
“อ่าส์~ เร็วกว่านี้สิ” เร่งความเร็วตามคำขอก่อนไม่นานจะน้ำอุ่นจะปล่อยออกมาเต็มปาก
“อ่อก! แค่กๆ!”
รีบยกปากออก่อนจะกลืนน้ำกามสีขาวขุ่นลงคอ ทั้งที่อยู่แก่ใจแล้วแท้ๆ ว่าที่เขาทำเพื่อ้าระบายอารมณ์หงุดหงิดแท้ๆ ไม่รู้ทำไมฉันถึงยอมทำตามที่เขาสั่งได้ถึงเพียงนี้นะ
มือแกร่งเอื้อมมาดึงฉันให้ขึ้นมานั่งบนโซฟาก่อนจะกดจูบลงมาโดยไม่รังเกียจ พอผละออกเขาใช้ลิ้นเลียปากทำความสะอาดคราบที่ติดไป
แค่ท่าทางเลียปากนั่นก็ทำเอาฉันใจสั่นไหว ก็รู้อยู่แหละว่าพี่แบล็คเป็คนที่มี Sex appeal สูงแต่ก็ไม่คิดว่าจะสูงขนาดนี้
พี่แบล็คดึงฉันตัวลอยรู้ตัวอีกทีก็มาอยู่อีกทีบนตักของเขาแล้ว
มือแกร่งจับบั้นท้ายให้กดลงกลืนกินแก่นกายของเขาจนมิดด้ามพร้อมกับบังคับให้บดขยี้
“อ๊าส์!!”
รู้ตัวอีกทีก็ทำตามอารมณ์ไปแล้ว ความเสียวซ่านกระจายไปทั่วท้องน้อยให้ฉันต้องเร่งจังหวะเพื่อระบายความเสียว
“อ่าส์~” รุ่นพี่ตรงหน้าก้มเชียดชิมยอดอกกระตุ้นความเสียวให้มากกว่าเดิม
“อื้อ~ สะ-เสียว อร๊าย!!” ไม่ทันตั้งตัวอีกคนก็กระแทกสวนขึ้นมาทำเอาน้ำในตัวแตกทะลัก เนื้อระหว่างขาเปียกแฉะไปด้วยน้ำกามของเราสองคน
แม้ว่าฉันจะหมดแรงหน้าฟุบไหล่กว้างแล้วแต่เหมือนว่าพี่แบล็คจะยังไม่พอใจ เขายังคงบังคับให้ฉันบดกายบนตักทำให้อารมณ์พลุ่งพล่านกลับมาอีกครั้ง
เสียงหายใจแรงแข่งกับเสียงสายฝนด้านนอก ส่วนล่างยังคงกระตุกเกร็งพร้อมกับปล่อยน้ำกามออกมาไม่หยุด
“หนู…หนูเหนื่อย อื้อ~”
“ใครสั่งให้เหนื่อย” เขาพูดในขณะที่แก่นกายของเขายังคงเสียบคาอยู่ในตัว ตอนนี้ฉันย้ายมาอยู่บนเคาน์เตอร์โดยพี่แบล็คเป็คนอุ้มมาทั้งที่ไม่ยอมถอดกายออก
สะโพกแกร่งขยับช้าๆ เหมือนกับกระตุ้นแกล้งกันเล่น มือหนาบังคับใบหน้าของฉันให้หันตรง ดวงตาดุคมจ้องมองอย่างไม่สามารถเข้าใจได้ ก่อนเขาจะกระหน่ำกระแทกสะโพกเข้ามาอีกครั้งจนน้ำในตัวทะลักออกมาอีกรอบ
“อื้อ~” เสียงที่ร้องออกมาแทบจะไม่ได้ยินเพราะแรงที่เคยมีตอนนี้มันหมดแล้ว
“เหอะ! อ่อนว่ะ”
แล้วก็ด่าฉันอีก เห้อ