คืนนี้เมฆครึ้มกลับมาก่อตัวบดบังแสงจันทร์แทบหมดสิ้น รัตติกาลคลี่คลุมทั่วเมือง ที่ทางเหนือของเมืองฉินตั้ว ปรากฏแสงเพลิงจากตะเกียงัสองข้างทางส่องสว่างวาบเป็ริ้วทอง มันคือวังเทียนหลง ที่พำนักของตระกูลัฟ้า..
ภายในเขตวัง เงาัสลักบนกำแพงดูราวกับเคลื่อนไหวได้จริง เงานั้นทอดยาวข้ามลานศิลา ไปจนถึงบันไดหยกซึ่งทอดขึ้นสู่ท้องพระโรง ในห้องพระโรงปรากฏด้วย“หลงจื้อป๋อ” บุตรชายเพียงคนเดียวยวของหลงเทียนห่าว
ที่รอบกายมีคนในสำนักอีกหกชีวิตนั่งล้อมวง พวกมันคือหกขุนพลั ทั้งหมดนั่งหารือร่วมกันอยู่ที่โต๊ะเบื้องล่างบัลลังก์กลางห้องพระโรง เหตุที่หลงจื้อป๋อมิอาจนั่งสั่งการเหนือบัลลังก์ั์ได้นั้น เนื่องจากที่นั่งนั้นมีไว้ให้ผู้เดียวคือผู้นำสูงสุด“หลงเทียนห่าว”บิดาของมัน
หลงจื้อป๋ออยู่ในท่าทีวิตกกังวลเขานึกถึงเื่การลงมืออันอุกอาจของเฟิงเหยียน พลันนึกถึงท่านพ่อ เหตุใดบิดาจึงมิอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้?
“เรียนคุณชายหลง ผ่านมาแล้วสองวันหลังการปะา หากัฟ้าเรายังไร้ท่าที ข้ากังวลว่าผู้อื่นจะไร้ที่พึ่งพิง” เป็เสียงของ“ไป๋อวิ๋น”1ใน6คนสนิทสูงสุดของหลงเทียนห่าว เอ่ยขึ้นมากระตุ้นเตือนบุตรของนายเหนือหัว
หลงจื้อป๋อถูกดึงสติกลับมา มันก็ไม่รู้ต้องทำเช่นไร หากมันออกหน้าเอง อาศัยบารมีของบิดาเหมือนทุกครั้งอาจมีหนทาง แต่ดูจากการลงมืออันอุกอาจของเฟิงเหยียนแล้ว ถ้าหลงเทียนห่าวไม่มาเอง มีแต่เฟิงเหยียนจะเย้ยหยันมัน
หลงจื้อป๋อกวาดสายตามองหกขุนพล พวกมันรอฟังคำสั่งของตน “ข้าขอให้รอดูท่าทีอีกสักอึดใจ คาดว่าในไม่ช้าบิดาข้าจะกลับมาโดยเร็ว” เมื่อพูดจบเหล่าหกขุนพลชำเลืองมองหน้ากันไปมาพร้อมพยักหน้าให้กัน
“ข้าไป๋อวิ๋น ขอเรียนกับท่านตามตรงว่า ท่านประมุขหลงเทียนห่าว ออกไปบำเพ็ญตนที่เกาะลับหนึ่งปีเต็ม ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถติดต่อได้” คำตอบนี้ดั่งอัสนีฟาดลงหัวหลงจื้อป๋อ มันทั้งเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจและความเดือดดาล
มันเป็บุตรเพียงคนเดียวของตระกูลัฟ้า แต่ไม่ว่ามันจะตั้งใจฝึกฝนเพียงใดก็ไม่สามารถเรียนรู้วิชาหลักของบิดาได้ มันยิ่งฝึกยิ่งโง่งม หลายคราคล้ายจะค้นพบบางอย่าง แต่ก็เจอทางตันเสมอ ตอนนี้มันอายุได้สี่สิบสองปี หาได้สำเร็จวิชาใดของบิดาเป็ชิ้นเป็อันไม่
บิดาที่เคยทุ่มเทฝึกฝนมันก็เลิกสอนไปนมนาน แม้กระทั่งตอนนี้หลงเทียนห่าวไปบำเพ็ญตน ยังไม่บอกกล่าวมันสักครึ่งคำ กลับเป็หกขุนพลพวกนี้ที่รู้เื่ก่อนมัน หลงจื้อป๋อทุบโต๊ะเสียงดังโครม! ก่อนใช้ออกด้วยวิชาเท้าัเหินไปลับตา ทิ้งไว้แต่หกขุนพลที่ห้องพระโรง ต่างพากันทอดถอนใจ..
ค่ำคืนนี้เวลายาวไกลคล้ายถูกยืดออก
ณ เวลาเดียวกันในป่าเขียวส่วนลึก เสียงสาดน้ำตูมใหญ่ ใส่เ้าพ่อค้าหนุ่มที่ถูกจับมาใหม่ เปลือกตามันกระพรือคล้ายจะตื่น “ฮ่าฮ่าฮ่า!!! แค่มันไม่ตายในมือเดียวของท่านมูซูว์ ข้าก็ไม่อยากเชื่อแล้ว นี่เพียงครึ่งวันมันจะฟื้นแล้วหรือนี่” เป็เสียงของเก๋าจ้วนสมุนโจรของ กองกำลังเงาที่สามของฉีซิ่น นำโดยมูซูว์
ซูิลืมตาด้วยความยากเย็น เบื้องหน้ามันเป็เก๋าจ้วน โจรป่าผู้หนึ่ง ดูไปอายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับมัน เพียงแต่ไว้หนวดรุงรัง ซูิสังเกตบรรยากาศโดยรอบ ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใดของป่า เห็นแต่เพียงกองไฟในป่าใหญ่และเหล่าโจรหลายสิบคน คนที่โดดเด่นที่สุดคือมูซูว์ บุรุษร่างกายใหญ่โต สีผิวดำสนิท กองไฟช่วยขัดผิวคล้ายมันเงา ดวงตาสีฟ้ามันกระทบแสงจากกองไฟ ดูไปลึกล้ำยิ่ง
บุรุษผู้นั้นนั่งอยู่ในท่าสงบ แตกต่างจากผู้อื่นที่ทั้งโหวกเหวกทั้งห้อยโหนไปมาชุลมุนยิ่งนัก ซูิพบว่าตนเองไม่สามารถขยับได้ดั่งใจตัวมันถูกพันธนาการไว้กับต้นไม้ใหญ่ มีอิสระเพียง่คอไปถึงศีรษะเท่านั้น
“มันตื่นแล้วจริงๆ! มันตื่นแล้วจริงๆ!”
เก๋าจ้วนะโบอกเหล่าโจรด้วยความตื่นเต้น ปนสนุกสนานราวเด็กน้อยได้พบของเล่นใหม่
“นี่ หนิวเหยีย เ้าแน่ใจหรือไม่ว่าเป็มัน” มูซูว์เอ่ยถามสมุนโจรของมันผู้หนึ่งที่ห้อยโหนไปมาไม่จบสิ้นหนิวเหยีย ม้วนตัวจากต้นไม้ใหญ่ ลงมาอย่างไร้ซุ่มเสียง มาที่เบื้องล่างด้วยท่าทีสำรวม
“ไม่ผิดแน่ สายตาข้าไม่เคยพลาด ข้าที่คอยสอดแนมตามรอบเมือง เป็มันผู้เดียวนี่แหละที่เข้าๆออกๆเมืองมิเคยโดนตรวจตรา มีครานึงตอนมันหลับอยู่กับพวกคาราวาน ข้าเคยแอบไปตรวจตราสัมภาระมัน ไร้ซึ่งเพชรพลอย ไม่รู้มันทำอันใดถึงผ่านยามประตูได้ง่ายดายนัก”
ซูิเมื่อได้ยินว่า มันเคยมาตรวจสัมภาระยามหลับไหลเมื่อครั้งนานมาแล้ว ทำเอาขนลุกชันไปทั้งตัว
มูซูว์เมื่อได้ยินดังนั้น จึงหันไปถามซูิ “เป็ความจริงหรือไม่ เ้าผ่านเข้าออกประตูเมืองโดยไม่เคยถูกตรวจค้นเลยหรือ”
ซูิยังมิทันตอบคำใด มูซูว์ตบที่หน้ามันอย่างรุนแรง ทำเอาสติซูิลอยคว้างไปชั่วครู่
“ข้าขอบอกเพียงรอบเดียว คำที่เ้าเอ่ยต้องเป็ความจริงทุกประการ” มูซูว์ตวาดลั่น
เก๋าจ้วนหัวเราะชอบใจ ตบมือเฮ “เห็นมั้ยๆ ไอ้พ่อค้านั้นมันยังทนทานได้ ฮ่าฮ่าฮ่า” ความเ็ปแทรกซึมที่ผิวหน้าซูิจนร้อนผ่าว เืกำเดาพุ่งออกทางจมูก ดูไปน่าเวทนา ซูิขณะมึนงงพยายามกำหนดลมหายใจฟ้าลดความเ็ป ยังไม่รู้จะตอบคำใด
ปั๊ป!!
มือหนาของมูซูว์ฟาดเข้ามาอีกคราครั้งนี้รุนแรงขึ้น
“หากเล่าความจริง ใยต้องเสียเวลาครุ่นคิด ผู้ใดครุ่นคิดก่อนพูด มักเป็คำลวง”
รอบนี้สติสัมปชัญญะแทบหายสิ้น ลมปราณฟ้าภายในตัวมันทำงานหนักยิ่ง ซูิกัดฟันกรอดอย่างทุลักทุเล บ้วนเืจากปากพุ่งใส่หน้ามูซูว์
ครั้งนี้เก๋าจ้วนไร้คำพูดใดๆ แต่หน้าตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง มูซูว์ทั้งมึนงงในความถึกทนของซูิ ทั้งเดือดดาลจนเส้นเืปูด ลมปราณหนักอึ้งแผ่จากกำปั้นมัน เตรียมทุบหัวให้แหลกในคราเดียว
ทันใดนั้น พลันปรากฏเสียงแตรหนึ่งเป่าขึ้นสองครั้งเป็จังหวะ เมื่อสิ้นสุดเสียง เหล่าโจรน้อยใหญ่ หยุดส่งเสียง ทุกคนเปลี่ยนมาอยู่ในท่าสำรวม มูซูว์คว้าเสื้อหนังจิ้งจอกมาคลุมกาย หันตัวไปทางต้นเสียง พร้อมอยู่ในท่าคุกเข่าคาราวะ
….เขากำลังมา “ฉีซิ่น”…..
ซูิรู้สึกแปลกตายิ่งนัก เหล่าบุคคลทั้งหลายนี้ บุคลิกดั่งไม่กลัวฟ้าดิน วันนี้กล้าบุกปล้นถึงเขตปกครองเต่าดำ แต่พวกมันพอได้ยินเสียงหวอดเดียว ถึงกับหยุดนิ่ง ยิ่งเ้าตาฟ้ายิ่งสำรวม ดวงตาสีฟ้ามันที่เคยแข็งกร้าว กลับหลุบต่ำลงคล้ายไม่กล้าเงยมองผู้มาเยือน ชื่อหนึ่งเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวซูิ มันผู้เดียวที่เหล่าโจรต้องยอมสิโรราบ “ฉีซิ่น” นอกจากชื่อนี้ มิมีผู้ใดให้นึกถึงอีก
เสียงฝีเท้าของม้าเหยาะมาอย่างเชื่องช้า ปานว่ามันกำลังทอดน่องเดินชมสวนดอกไม้ เสียงค่อยๆเหยาะย่องใกล้เข้ามา ม้าสองตัวถูกหยุดไว้ ปรากฏผู้คนสองคนลงจากหลังม้า หนึ่งคือชายวัยสี่สิบต้นๆ แม้ไว้หนวดเครายาวถึงหน้าอก แต่ถูกจัดไว้อย่างมีระเบียบ หน้าตาแม้ไม่หมดจด แต่ดูไปคล้ายผ่านเื่ราวมามากมาย ถูกตกผลึกด้วยสีหน้าอันมั่นคง หากไม่มาโผล่ในกองโจร ผู้ใดมองไป ก็เห็นตรงกันว่ามันคือมหานักปราชญ์ผู้หนึ่ง เป็“อี้หลิง” หัวหน้ากองโจรอันดับหนึ่งผู้ข้างกายฉีซิ่น
อีกผู้หนึ่งคือฉีซิ่นใบหน้ากึ่งหลับกึ่งตื่น เหมือนมันอยู่นอกสถานการณ์ ตัวเขามิได้สูงใหญ่ดั่งที่ผู้คนคิด เป็เพียงชายชราคนหนึ่งอายุเจ็ดสิบกว่าปี ขนาดร่างกายไม่ต่างจากผู้คนทั่วไปนัก หนวดครึ้มของมันรกรุงรัง มิรู้มีคราบอันใดติดหนวดเครามันนักดูไปสกปรกยิ่ง ผมของมันไว้ยาวจนถึง่เอว แต่ละเส้นชี้ชันไปคนละทิศทาง ดูไร้ระเบียบยิ่งนัก ชายชราดีดมือเปาะนึง มูซูว์เคลื่อนกายมาปรากฏที่เบื้องหน้ามัน เหล่าบริวารที่เหลือต่างอยู่ในท่าโค้งคำนับ
ซูิเกิดความขัดแย้งในใจ ชายที่ดูไปไร้ระเบียบเช่นนี้ เหตุใดจึงบ่มเพาะกองกำลังที่เต็มไปด้วยระเบียบเช่นนี้ได้?